LAST UPDATE :   OCTOBER : 21 : 2017 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 


 

มาเป็นร้อย !

อาจารย์สมานจัดให้

ระดมพลออกเสียงให้เจ้าคุณนิมิตเป็นคนไทย

ไล่ตั้งแต่อาจารย์อนันต์ยันอาจารย์สมเจตน์

ไม่ใช่คนไทยก็ให้มันรู้ไปสิ อิอิ !

 

 

รวมพลคนรักเจ้าคุณนิมิต

 

 

ภาพตอนบวชเณร ปี 25

 

 

เรียนอยู่ ป.5 ปี 23

 

 

อา..ูท่าว่าจะกลายเป็นปัญหา "มวลชน" ไปซะแล้ว สำหรับสัญชาติของเจ้าคุณนิมิต หรือตุ๊ปี้ยี่ของหนานจิ่ง หลังจากวิ่งกระเจิงออกวัดสวนดอกไปนานหลายวัน วันนี้ตั้งหลักได้แล้ว ระดมพลออกมาส่งเสียงรับรองว่า "ผมเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์" ไม่เชื่อก็ลองถามพี่น้องผองเพื่อนและครูบาอาจารย์ดูสิ

ดูตามเนื้อผ้าแล้ว ถ้าลองระดับ "อดีตพระมหาอนันต์ มูลวอ" อดีตอาจารย์ใหญ่วัดราชสิงขร เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ ศิษย์รุ่นใหญ่ของวัดท่าตอน และ อาจารย์สมเจตน์ ชัยราช อดีตเจ้าอาวาสวัดเจดีย์งาม-ฝาง ของอาจารย์บุญเลิศ และอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทธวราราม เดนเวอร์ รัฐโคโลราโด้ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเพื่อนบวชเรียนรุ่นเดียวกับอาจารย์สมาน รวมทั้งเพื่อนเรียนร่วมชั้น สนธิกำลังกันออกมารับรอง "เจ้าคุณนิมิต" ว่าเป็นคนไทย ดังที่เห็นเช่นนี้ ก็คงมากันหมด ทั้งบ้านน้ำยอน ทั้งวัดท่าตอน ทั้งอำเภอแม่อายแล้ว ยกเว้นแต่เจ้าคุณนิมิตจะมีญาติสาย "ชัยภูมิ" อยู่ด้วย จึงจะมีกองหนุนจากทางอื่น

 

 

ความจริงก็คือความจริง ความจริงก็คือ เจ้าคุณนิมิต ถ้าเข้ามาจากเมืองยอน ในปี 2514 ก็ 40 กว่าปีเข้าไปแล้ว สมควรจะได้สัญชาติไทยไปตั้งนาน การออกมารับรองของครูบาอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นเรียนเรือนร้อยนั้น ถือว่าเป็นพยานบุคคลชั้นดี มีปัญหาแต่เพียงว่า เจ้าคุณนิมิตไปสวมสิทธิ์คนตายทำไม ถ้าเป็นคนไทยมาแต่เดิม ?

ปัญหาข้อนี้ เป็นปัญหาทั้ง "อัตนัย" และ "ปรนัย" คือต้องใช้ทั้งคนอื่นช่วยตอบ และตัวเองก็ต้องตอบได้ด้วย กรณีที่มีคนมาช่วยนั้นถือว่าเป็นปรนัย ฟังได้ ใช้ได้ หมายถึงว่า เจ้าคุณนิมิต มีสิทธิ์ที่จะได้รับสัญชาติไทย แต่โดยอัตนัยนั้น เจ้าคุณนิมิตก็ต้องตอบคำถามเจ้าหน้าที่ให้ได้ว่า "เพราะเหตุใด จึงไปสวมสิทธิ์คนตาย" หากอัตนัยไม่ผ่าน ปรนัยก็คงช่วยไม่ได้ เห็นไหมว่ามันติดตรงที่ "ตัวเจ้าคุณนิมิต" นั่นแหละ ว่าทำไปทำไม ?

เฮ้อ ! ขนกันมามายมายขนาดนี้ ถ้ายังไปไม่รอด ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว ?

 

 

 

หนังสือสุทธิ สามเณรนิมิต ยอดคำ ออกปี 25

ระบุ เกิดวันที่ 2 เมษายน 2508 ที่ท่าตอน

 

 

ญาติโชว์หลักฐาน ยันเจ้าคุณนิมิตร วัดสวนดอก คนไทย ไม่ใช่พม่าพลัดถิ่น

ญาติและเพื่อนมหานิมิตร วัดสวนดอก เขียงใหม่ ที่ตกเป็นข่าวฉาว ถูกร้องเรียนว่าเป็นชาวพม่า สวมบัตรคนตายที่ชัยภูมิ รวมตัวออกมายืนยันว่าพระราชรัชมุนี เป็นคนไทย เกิดในตระกูลใหญ่ บรรพชาที่วัดท่าตอน มีเพื่อนเป็นพันโท เรียนหนังสือด้วยกันมา...

เช้าวันที่ 21 ต.ค. ที่ศาลารวมใจพระอารามหลวงวัดท่าตอน ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จ.เชียงใหม่ ได้มีกลุ่มญาติพี่น้องของ พระราชรัชมุนี หรือมหานิมิตร เจ้าอาวาสวัดสวนดอก อำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่ ที่ถูกนายกิตติศักดิ์ แสนทวีสุข ชาว จ.ชัยภูมิ เข้าร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมและกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในเชียงใหม่ ให้ตรวจสอบเรื่องมีการสวมสิทธิ์ หรือสวมบัตรประชาชน ของเด็กชายดวงดี เวียงดินดำ ซึ่งเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งตั้งแต่ปี 2538

ในวันนี้ทางญาติของทางพระราชรัชมุนี ที่มีภูมิลำเนาเกิดในตำบลท่าตอน และพื้นที่หลายหมู่บ้านในอำเภอแม่อาย ได้มารวมตัวกันในบริเวณศาลารวมใจ พร้อมกับนำหลักฐานเป็นแผนผังลำดับเครือญาติ ตลอดจนภาพถ่ายของเพื่อนร่วมรุ่นที่เรียนหนังสือมาด้วยกัน โดยในแผนผังเครือญาติพระราชรัชมุนี อยู่ในตระกูลมหาวัน ต้นตระกูลคือนายมหาวัน นางใส่ ปัจจุบันมีลูกหลานรวมกัน 159 คน อาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอแม่อาย มีทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และนักการเมืองท้องถิ่น พระราชรัชมุนีนั้นเป็นบุตรของนายนายนามแสง นางอิ่ง ยอดคำ เป็นบุตรคนที่ 5 ในจำนวนพี่น้อง 7 คน ดังนี้

1. นางศรีนวล มูลเมือง อายุ 63 ปี ถือบัตรประจำตัวอยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ 14 ตำบลท่าตอน 

2. นายนาม เสียชีวิต 

3. นางเป็ง นันแก้ว อายุ 58 ปี ถือบัตรประจำตัวอยู่บ้านเลขที่ 142 หมู่ 14 ตำบลท่าตอน 

4. นางจันฟอง ปัญญาเรือง อายุ 55 ปี ถือบัตรประจำตัวอยู่บ้านเลขที่ 46 หมู่ 14 ตำบลท่าตอน 

5. นายนิมิตร ยอดคำ หรือ พระราชรัชมุนี ที่กำลังตกเป็นข่าว 

6. นายชาญชัย หรือคนทั่วไปเรียก หนานจิ่ง ศรีวชิรพันธ์ อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 46 หมู่ 14 ตำบลท่าตอน

7. นายวรวิทย์ เสียชิวิต 

สำหรับนายชาญชัย คนที่ 6 ของครอบครัวนั้น อดีตที่ผ่านมาเคยเป็นพระเปรียญธรรม 7 วัดไตรมิตร กรุงเทพมหานคร อดีตสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตอน อดีตเลขานายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตอน และอดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตอน ยังมี พันโทบุญโรจน์ กองแก้ว ผู้บังคับกองร้อยรบพิเศษที่ 3 กองพันรบพิเศษที่ 2 ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นชั้นเรียนมหานิมิตร ขั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เมื่อปีพุทธศักราช 2519 และชั้นเรียนประถมศึกษาปีที่ 5 เมื่อปีพุทธศักราช 2523 ที่โรงเรียนเพียงหลวง 1 เดิมคือโรงเรียนบ้านท่าตอน โดยที่โรงเรียนเพียงหลวง 1 ได้รับพระราชทานเป็นโรงเรียนในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา

พันโทบุญโรจน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีกระแสที่สื่อต่างๆ ว่าเจ้าคุณนิมิตร หรือพระราชรัชมุนี เป็นบุคลคลไร้สัญชาติ หรือพม่าพลัดถิ่น ตนในฐานะเพื่อนร่วมรุ่นชั้นเรียนกันตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ 1 ถึง 6 ขอยืนยันว่า ท่านเป็นคนบ้านท่าตอน สมัยนั้นในอดีตที่ผ่านมาปัญหาการทำบัตรประจำตัวประชาชน ได้บ้างไม่ได้บ้าง แถมยังมีที่ว่าการอำเภอถูกไฟไหม้

"เจ้าคุณนิมิตร นั้นมีญาติพี่น้องร้อยกว่าคน หลักฐานภาพถ่ายที่นำมาให้ดูนี้ก็ชัดเจนแล้ว ภาพถ่ายมีคนรู้จักมีเจ้าตัวยืนยันได้ ผมขอยืนยันว่าท่านเป็นคนไทย ไม่ใช่พม่าพลัดถิ่น หรือคนไร้สัญชาติ" พันโทบุญโรจน์ กล่าว

 

 

ขณะที่ นายทัศนพล ก่ำบุตร อยู่บ้านเลขที่ 189 หมู่ 2 ตำบลท่าตอน ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านห้วยมะเฟือง หมู่ 2 ออกมายืนยันพร้อมให้ข้อมูลเพื่อคลายข้อสงสัยว่า เดิมท่านเป็นคนบ้านร่มไทย หมู่ 14 บวชเรียนที่วัดท่าตอน ซึ่งในเวลานั้นยังไม่ได้เป็นพระอารามหลวง เป็นรุ่นพี่มีความคุ้นเคยกันและอยู่หมู่บ้านเดียวกัน คลุกคลีกับทางญาติของท่านเจ้าคุณนิมิตรมาตลอด ตนขอยืนยันว่าเจ้าคุณนิมิตรมิได้เป็นต่างด้าว หรือพม่าพลัดถิ่นแต่อย่างใด เป็นคนในตระกูลเก่าแก่ที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำกกมาแต่ดั้งเดิม

นายอนันต์ มูลวอ อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 222 หมู่ 1 ตำบลท่าตอน อดีตพระมหาอนันต์ เปรียญ 8 มหาวิทยาลัยเดลลี กล่าวว่า พระมหานิมิตร หรือพระราชรัชมุนี เป็นสามเณรบวชที่วัดท่าตอน ในเวลานั้นยังไม่ได้ยกฐานะเป็นพระอารามหลวง การศึกษาของลูกศิษย์ลูกหาทางหลวงพ่อจะส่งไปเรียนที่เวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงรายเป็นรุ่นแรก จากนั้นไปต่อยังในกรุงเทพมหานคร กลับมาจึงมาตั้งสำนักเรียนที่วัดท่าตอน โดยมหานิมิตรเองนั้นจบเปรียญธรรม 9 เป็นรุ่นแรกของวัดท่าตอน

ส่วนประเด็นที่สื่อระบุว่า พระเทพมังคลาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ของพระราชรัชมุนีหรือมหานิมิตรนั้น ตนขอยืนยันว่า ผู้ที่เป็นพระอุปัชฌาย์ของสามเณรนิมิตร ในเวลานั้นคือพระครูญาณพิสิทธิ์ หรือพระครูวิลาส ขณะนั้นเป็นเจ้าอาวาสวัดปัณนาราม (ต้นหนุน) เจ้าคณะอำเภอแม่อาย ตนเองเป็นพระกรรมวาจาคู่สวด ร่วมกับพระมหาจรูญ จันทร์มาลัย เปรียญธรรม 9 เป็นพระอนุสาวนาจารย์ และขอยืนยันว่าตนเป็นคนสอนภาษาบาลีให้กับมหานิมิตร จนได้เปรียญธรรม 4-5 และเดินทางไปศึกษาจนเปรียญธรรม 9 ที่วัดราชสิงขรที่ตนเป็นอาจารย์ใหญ่เวลานั้น จนจบเปรียญธรรม 9 วัดบางคอแหลม หรือวัดยานนาวาขอย้ำอีกครั้งว่า ผู้ที่เป็นพระอุปัชฌาย์ของพระราชรัชมุนี ไม่ใช่พระเทพมังคลาจารย์ตามที่สื่อบางสื่อกล่าวถึงแต่อย่างใด เพราะขณะนั้นตนเป็นพระคู่สวด ร่วมกับพระมหาจรูญ จันทรมาลัย เปรียญธรรม 9 องค์แรกของวัดท่าตอน

นายสมเจตน์ ชัยราช หรืออดีตพระมหาสมเจตน์ เปรียญธรรม ปัจจุบันเป็นผู้ดูแล และที่ปรึกษามูลนิธิสมพร บ้านท่าตอน เป็นอีกคนหนึ่งที่ขอยืนยันว่า ตนเองเป็นพระบวชรุ่นเดียวกับพระเทพมังคลาจารย์ ที่วัดท่าตอน เห็นมหานิมิตรมาตั้งแต่เด็ก และขอยืนยันท่านเป็นคนไทย ไม่ใช่พม่าพลัดถิ่น หรือคนไร้สัญชาติ สื่อลงข่าวใหญ่โต ลองมาดูแผนผังเครือญาติที่มีอยู่ร่วม 200 คนบ้าง 

"ทุกคนที่มาในวันนี้ มาเพื่อยืนยันว่า มหานิมิตร หรือพระราชรัชมุนี เป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ เกิดที่บ้านท่าตอน มีการศึกษา มีภาพ และเอกสารการบรรพชา ใบสุทธิมายืนยันได้จบโรงเรียนบ้านท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ สอบไล่ได้ชั้นประถมปีที่ 6 เมื่อ 15 มีนาคม 2525จบ และยังมีเพื่อนร่วมรุ่นที่เป็นนายทหาร มีญาติที่เคยเป็นนักการเมืองท้องถิ่น รวมทั้งญาติสนิทที่เป็นผู้นำหมู่บ้าน กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ส่วนในเรื่องสวมตัวหรือสวมบัตรเป็นเรื่องที่จะต้องสืบสวนสอบสวนของทางเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อไป เน้นย้ำอีกครั้ง" นายสมเจตน์กล่าว

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 22 ตุลาคม 2560

 


สมเด็จพระเทพฯ เสด็จ

ทรงเป็นประธานผูกพัทธสีมาวัดไทยลุมพินี

เป็นครั้งแรกของไทยในแดนพุทธภูมิ

 


















 

 

วันที่ 20 ตุลาคม 2560 เวลา 13.00 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงกราบสักการะมายาเทวีวิหาร อุทยานสวนลุมพินีวัน สถานที่ประสูติ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยมี พระเดชพระคุณ พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทฺโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล นำบรรยาย สวดมนต์ เจริญจิตภาวนา พร้อมด้วย พระศรีโพธิวิเทศ (สุพจน์ ป.ธ.9) เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวโรกาสเสด็จพระราชดำเนินในพิธี ผูกพัทธสีมา ปิดทองฝังลูกนิมิต ณ วัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล

 

 

 

 

 

ที่มา : วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์-อินเดีย-kantipur.ekantipur.com

21 ตุลาคม 2560

 

 

เล่นงานหนานจิ่ง !

กิตติศักดิ์จี้สอบทั้งครอบครัว

เช็คประวัติรายตัว

แต่ละคนได้บัตรประชาชนมาอย่างไร ?

 

อา..็ไม่รู้ว่าการออกหน้าศึก "ช่วยตุ๊ปี้ยี่" ของหนานจิ่งในครั้งนี้ จะมีผลประการใด ช่วยได้หรือไม่ได้ หรือจะ "ซวยด้วย" เพราะวันนี้ กิตติศักดิ์ขยายผลไปถึง "หนานจิ่ง" ด้วยแล้ว ในฐานะที่เป็น "น้องในไส้" ของตุ๊ยี่ ก็ต้องมีผลในทางสายเลือด เพราะเช็คต้นฉบับแล้วทราบว่า "ทั้งครอบครัวอพยพเข้ามาจากเมืองยอน ในปี 2514" แต่กลับมีการใช้ "คนละนามสกุล" แถมยังมีบัตรประชาชนต่างกันด้วย คนหนึ่งพิสูจน์สัญชาติ อีกคนสวมสิทธิ์ ยิ่งดูก็ยิ่งยุ่ง อีรุงตุงนังไปหมด ก็เลยเป็นรอยแตกใหม่ให้คู่ต่อสู้ขยายแผล ถ้าแก้มวยไม่ถูกทาง ก็มีสิทธิ์ "พังทั้งตระกูล" ได้ และเมื่อนั้น "ชาญชัย" ก็คงต้องเปลี่ยนชื่อเป็น "ปราชัย" ไปโดยปริยาย

ชาญชัยนั้น ประวัติก็เก่งกาจไม่เบา ลงดอยมาเรียนไกลถึงวัดไตรมิตร พิชิตปริญญาด้านกฎหมายมาได้ แถมยังตั้งสำนักงานทนายความหากินกับกฎหมายอีกด้วย โดยเมื่อนำเอาความรู้มาบวกกับ "ตุ๊ยี่พี่ชาย" ซึ่งจบ ป.9 และ ป.โท ก็คงระดับ "ดรีมทีม" จึงต้องจ้องอย่างไม่กระพริบตา ว่าพี่น้องคู่นี้ จะสามารถลุยดงขุนส่า ขึ้นสู่ว่าที่ "เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่" รุ่นต่อไป ได้หรือไม่ ท่านรวีวัฒน์ ลงไปแล้ว "แสนห้า" ใครจะต่อ ใครจะรอง ก็เชิญฮ่ะ บ่อนหัวเมืองงาม "เล่าต๋า" รับไม่อั้น !

 

 

ชาญชัย : นิมิต

ขุนศึกสองพี่น้องแห่งบ้านน้ำยอน

 

 

กิตติศักดิ์มือแฉเจ้าอาวาสวัดสวนดอกขึ้นโรงพักแม่อาย จี้คืบหน้าคดีสวมบัตรคนตาย


ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ - "กิตติศักดิ์" มือร้องตรวจสอบ "พระราชรัชมุนี" เจ้าอาวาสวัดสวนดอก สวมบัตร ปชช.คนตาย เตรียมขึ้นโรงพักแม่อาย หลังพบการสอบสวนไม่คืบพร้อมจี้ตรวจสอบที่มาที่ไปบัตรประชาชน และการได้สัญชาติไทยของ "พระราชรัชมุนี" และครอบครัว บอกข้อมูลชี้ชัดแม่มีสัญชาติพม่า ระบุพระสังฆาธิการส่อเข้าข่ายละเว้นปฏิบัติหน้าที่ตาม ม.157 เหตุนิ่งเฉยไม่ยอมตั้งกรรมการสอบสวน

ความคืบหน้ากรณีที่ พระราชรัชมุนี เจ้าอาวาสวัดสวนดอก และเจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ ถูกกล่าวหาว่าสวมบัตรประจำตัวประชาชนคนตาย วันนี้ (21 ต.ค. 60) ที่จังหวัดเชียงใหม่ นายกิตติศักดิ์ แสนทวีสุข ผู้ที่เริ่มต้นออกมาเคลื่อนไหวร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีการตรวจสอบกรณีดังกล่าว เปิดเผยว่า กรณีที่ถูกเครือข่ายองค์กรชาวพุทธในจังหวัดเชียงใหม่ออกมาเคลื่อนไหวว่า จะดำเนินการตามกฎหมายต่อตัวเอง โดยกล่าวหาว่าหมิ่นคณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่นั้น ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวหรือกังวลใจใดๆ เพราะเชื่อมั่นการทำเพื่อความถูกต้อง และวันนี้ (21 ต.ค. 60) จะเดินทางไปที่สถานีตำรวจภูธรแม่อาย อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามความคืบหน้าและเร่งรัดคดีที่พระราชรัชมุนีถูกกล่าวหาว่าสวมบัตรประจำตัวประชาชนของเด็กชายดวงดี เวียงดินดำ ชาวจังหวัดชัยภูมิ เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นที่จับตามองของประชาชน แต่จนถึงเวลานี้พบว่าคดีกลับยังไม่มีความคืบหน้าชัดเจนเท่าที่ควร

ขณะเดียวกัน นายกิตติศักดิ์ ระบุว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องการให้มีการตรวจสอบอยู่ตรงการได้มาของบัตรประจำตัวประชาชนของพระราชรัชมุนี ว่ามีการได้มาอย่างไรและถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการตรวจสอบบัตรประชาชนและสัญชาติของคนในครอบครัวของพระราชรัชมุนีด้วย โดยเฉพาะแม่ของพระราชรัชมุนี เพราะตามข้อมูลเดิมมีการระบุชัดเจนว่ามีสัญชาติพม่า แต่ต่อมาปรากฏว่ามีการเปลี่ยนแปลงสถานภาพเกี่ยวกับสัญชาติเป็นสัญชาติไทย

ทั้งนี้ ต้องการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียด ครอบคลุมทั้งผู้ถือบัตรประชาชนดังกล่าว รวมทั้งเจ้าหน้าที่และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสัญชาติและการออกบัตรประชาชนด้วย ขณะเดียวกัน ตั้งข้อสังเกตด้วยว่าภาพใบหน้าของพระราชรัชมุนีที่ปรากฏในบัตรประชาชน กับที่ปรากฏในหนังสือประวัติ เหตุใดถึงได้ดูมีความแตกต่างกันมาก ซึ่งจะมีการลงพื้นที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสืบหาข้อมูลเชิงลึกต่อไปด้วย


ส่วนประเด็นที่คณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่ หรือพระสังฆาธิการ ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ต่อพระราชรัชมุนี กรณีที่ถูกกล่าวหาว่าสวมบัตรประจำตัวประชาชนคนตายนั้น นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า พระสงฆ์ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายบ้านเมือง ทั้งกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.สงฆ์ โดยกรณีนี้ที่จริงแล้วพระสังฆาธิการควรจะต้องเข้ามาบทบาทในกรณีอย่างเร่งด่วน ตาม พ.ร.บ.สงฆ์ ที่เมื่อพระสงฆ์ในปกครองต้องอธิกรณ์ ซึ่งในกรณีนี้คือการถูกกล่าวหาเรื่องสวมบัตรประชาชนคนตาย ดังนั้นควรจะต้องมีการตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวน และระหว่างสอบสวนควรจะต้องพักการทำหน้าที่ของพระสงฆ์ที่ถูกกล่าวหาด้วย

อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่า พระสังฆาธิการที่ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.สงฆ์ ด้วย กลับไม่มีการดำเนินการใดๆ ในเรื่องนี้เลย และเอาแต่กล่าวอ้างว่าต้องให้รอผลการตัดสินทางโลกให้สิ้นสุดเสียก่อนทางสงฆ์จึงจะดำเนินการต่อ ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะเป็นหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ แต่ไม่ปฏิบัติ จนดูเหมือนจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มากกว่า และน่าจะถือว่ามีความผิดเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ด้วย

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 21 ตุลาคม 2560

 

หนานจิ่งขึ้นเวทีแทนตุ๊ปี้ยี่ !

ออกทีวีชี้แจงทุกคำถาม

ติดนิดหน่อยตรงที่..ผมไม่รู้

บางทีต้องให้ "กรณ์" ช่วยตอบ !

 

 

สู้เพื่อพี่ !

 

หนานจิ่ง : ชาญชัย

อดีต พระมหาชาญชัย ศรีวชิรพันธ์ วัดไตรมิตร

น้องชายเจ้าคุณนิมิต ทิพย์ปัญญาเมธี

ครอบครัวนี้มีหลายนามสกุล

 

อา..ก็ถูกแล้วฮ่ะ ที่หนานจิ่งออกมาสู้เพื่อตุ๊ปี้ยี่ เพราะถ้าพี่ถูกตีตราเป็นพม่า ตัวหนานจิ่งเองก็จะต้องเป็นพม่าไปด้วย ดังนั้น ศึกครั้งนี้เพื่อพี่และน้องของพวกเรา สู้ๆ ฮ่ะ !

ก่อนอื่นนะ ประเด็นที่ต้องตีให้แตกก็คือว่า "ไทยใหญ่มิใช่พม่า" เพราะเวลานี้มีความสับสนปนเป ตีตราไทยใหญ่เป็นพม่าไปหมด ทั้งๆ ที่จริงแล้ว ชนชาติไทย หรือ ไต นั้น แบ่งออกเป็น 2 สายใหญ่ๆ คือ ไทยใหญ่และไทยน้อย โดยแต่ละสายก็แยกกันออกไปอีกหลายสาย มีทั้งไทยใหญ่ (เงี้ยว) ไทยขึน ไทยลื้อ ไทยยอง ไทยยวน (ลานนา) ชนชาติพันธุ์ไทยๆ เหล่านี้ อาศัยอยู่ในแดนดินถิ่นนี้มาพร้อมๆ กัน แต่ภายหลังถูกชาติมหาอำนาจแบ่งแยกและยกให้แก่พม่าเข้ามาปกครอง ก็เลยตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า ทั้งๆ ที่มิใช่พม่า เหมือนชาวมอญก็มิใช่พม่า ดังนั้น ที่กำลังประโคมโหมข่าวทำนองว่า "พม่าเข้าเมือง" อะไรไปนั้น มันเลอะเทอะ ต้องชี้แจงให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ท่านเข้าใจ จะได้พิจารณาปัญหาให้ตรงประเด็น

ชนชาติไทยใหญ่และบรรดาชาติพันธุ์ไทยในพม่า กับชนชาติไทยในภาคเหนือ ตั้งแต่เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน รายเรียงไปตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-พม่า ในเวลานี้นั้น ก่อนหน้านั้นเขาก็ไปมาหาสู่กันฉันท์พี่ฉันท์น้อง ไม่มีบัตรเบอร์อะไรให้ต้องพิสูจน์สัญชาติ แค่ "หลาดคำไต" ได้ ก็ได้กินข้าวกินน้ำพักผ่อนนอนเรือนแล้ว  ไม่ต่างไปจากพี่น้องชาวลาวและอีสาน เลียบริมแม่น้ำโขง ก็เกี่ยวดองกันมาทำนองนี้เหมือนกัน อย่านำเอาประเด็นเกลียดชัง "อาจารย์สมาน-ธัมมชโย" มาสร้างปัญหาให้แก่ชายแดนไทยโดยไม่จำเป็น

 

มองให้เป็นธรรมที่สุดก็ต้องบอกว่า "เจ้าคุณนิมิตไม่ใช่พม่า" ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นไทยใหญ่ ส่วนจะมีสิทธิ์ได้สัญชาติไทยหรือไม่อย่างไรนั้น ก็ต้องว่ากันไปตามเนื้อผ้า กรณีไปสวมสิทธิ์คนตายก็ต้องว่ากันไปอีกทาง ชำระสะสางกันแยกกันออกไป เพราะคาบเกี่ยวหลายพื้นที่ รวมทั้งกฎหมายและพระธรรมวินัย ซึ่งต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ด้วย ยึดหลักการไว้ให้แน่น ไม่ต้องเชียร์ใคร แต่เอาใจไว้ตรงกลางๆ อย่าโกรธ อย่าเกลียด อย่าเคียด อย่าแค้น เพราะ..สูเราเจ้าข้า อยู่ฟ้าเดียวกัน !

 

 

คนไทยหรือเปล่า VS คนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์

 

 

เปิดใจน้องชายเจ้าอาวาสวัดดัง โดนแฉสวมสิทธิ์คนตาย ชาวบ้านข้องใจทำไมไม่ออกมาชี้แจง

กลายเป็นข่าวช็อกทั้งจังหวัด หลังจากที่มีคนมาแฉว่า "พระราชรัชมุนี" เจ้าอาวาสวัดสวนดอก พระอารามหลวง  อ.เมือง จ. เชียงใหม่ ไม่ได้มีสัญชาติไทย บิดามารดามีสัญชาติพม่า อาศัยอยู่แนวชายแดนติดกับ อ.แม่อาย แอบอ้างสิทธิ์ใช้บัตรเด็กชายชาวชัยภูมิที่เสียชีวิตไปแล้วนานกว่า 20 ปี ซึ่งสังคมจี้ให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ และตอนนี้เจ้าอาวาสวัดดังก็หายตัวไป ไม่ออกมาชี้แจง

ล่าสุดรายการโหนกระแส 33 ดำเนินรายการโดย "หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย" ผลิตในนาม บริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 17.30 น. ทางช่อง 33 ได้เชิญตัวน้องชายเจ้าอาวาส "คุณชาญชัย  ศรีวชิรพันธ์" รวมทั้ง "กรณ์ ดีมี" เลขาธิการสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย และ "พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ" พระนักคิดนักเขียน มาพูดคุยและชี้แจงในรายการ

ชาญชัย เผยว่า  "ผมอายุ 49 ปี มีพี่น้อง 7 คน แต่เสียชีวิตไป 2 ซึ่งท่านเจ้าคุณเป็นคนที่ 5 เรื่องที่บอกว่าเป็นชาวเมียนมาร์ ครั้งแรกพวกผมก็ยังงงว่าเป็นไปได้ยังไง  เดิมตระกูลผมอยู่ในแผ่นดินไทย พวกผมเกิดในแผ่นดินไทย จะเป็นพม่าได้ไง แต่เชื้อชาติไทยใหญ่ โซนนั้นทั้งหมดเป็นไทยใหญ่ มีบัตรบ้าง ไม่มีบ้าง ที่มีคนไทยดั้งเดิมจริงๆ การมีบัตรของท่าตอน เขาเริ่มตั้งแต่ 2499 คือการสำรวจสำมะโนครั้งแรก หลังจากนั้น 2507 มีการถ่ายบัตรประชาชน ครั้งที่สองถ่ายเมื่อ 2513 ต่อมาผู้มีบัตรต่างๆ มันสูญหายเมื่อปี 2519 ท่าตอนอยู่เชียงใหม่ ปี 2519 ไฟไหม้อำเภอ เอกสารสูญหายหมด ใครมีเอกสารอยู่ที่บ้านก็ไปร้องอำเภอคัดสำเนาใหม่แต่ใครไม่มีเอกสารก็เป็นเรื่องยากที่จะคัดสำเนา"

คนไทยใหญ่กว่าจะทำบัตรตอนนั้นมันนาน แต่ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แล้วพี่ชายไปสวมสิทธิ์ทำไม

ชาญชัย กล่าวว่า "อันนี้ผมไม่ทราบท่านได้ ผมไม่ถามเพราะท่านไปอยู่ทางธรรม ผมก็อยู่ทางโลก ท่านบวชก็ใช้ใบสุทธิไม่ได้ใช้บัตรประชาชน  ท่านสวมสิทธิ์ทำไมผมก็ไม่ทราบครับ"

กรณ์ กล่าวว่า  "ต้องบอกว่าปัจจุบันมีการตรวจสอบโดยท่านตวง นันทสิทธิ์ ตรวจสอบว่ามีคนไทยที่ตกหล่น กำลังรอพิสูจน์สัญชาติเพื่อให้ได้บัตรประชาชน มีประมาณสองล้านห้าแสนกว่าคน ที่อยู่ตามตะเข็บชายแดนเต็มไปหมดเลย ทีนี้การพิสูจน์ใช้เวลานาน แม้แต่ทางน้องชายเองกว่าจะได้บัตรประชาชนใช้เวลานานมาก แต่อันนี้ท่านทำมาตั้งแต่ต้นกว่าจะได้ก็ใช้เวลาหลายสิบปี ทีนี้ท่านเจ้าคุณเอง ท่านบวชอยู่ก็ไม่ได้สนใจ ท่านได้สิทธิ์เป็นคนไทยอยู่แล้ว พอไม่ได้ไปยื่นขอตั้งแต่แรก พอมาวันหนึ่งมันจำเป็นต้องใช้ นับวันมีความจำเป็นเข้าเรื่อยๆ ท่านเลยพยายามที่จะไปทำ แล้วก็ได้รับทราบว่าก็น่าจะมีขบวนการเข้ามาพูดคุยกับท่าน"

เป็นพวกมิจฉาชีพ

กรณ์  เผยว่า  "ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น ก็มาพูดกับท่านว่าทำแบบนี้มั้ย ง่ายดีเพราะเมื่อก่อนกว่าจะได้บัตรแต่ละคน ต้องใช้เวลาพิสูจน์กัน 10-20 ปี"

ในกรณีที่พูดแบบนี้ ถ้าเกิดประชาชนตั้งคำถามว่าเพราะรอนานเลยต้องมาใช้วิธีลัดแบบนี้ วิธีที่ผิดกฎหมาย สมควรเหรอ ? 

กรณ์ กล่าวว่า  "ไม่สมควรทุกกรณี การทำผิดกฎหมายไม่สมควรอยู่แล้ว แต่ก็ต้องดูว่าเราอย่ามองในเชิงวิชาการ ต้องมองว่าท่านคือชาวบ้านคนหนึ่ง ท่านอยู่ในพื้นที่ชาวบ้านเขาเวลาทำอะไรเขาก็เลือกง่ายๆ อะไรที่มันง่ายก็เอาไว้ก่อน โดยไม่รู้ว่ามันผิด คนที่ไปพูดเกลี้ยกล่อมท่าน บอกว่าไม่เป็นไรหรอก ท่านเลยคิดว่าแบบนี้ก็ง่ายดี ท่านก็เลยอาจจะตัดสินใจผิด ถามว่าเจตนามั้ยถ้าท่านทำจริงท่านก็คงทราบว่าเป็นความผิด เพียงแต่ท่านไม่ทราบว่าเป็นความผิดอะไรมากมาย คือต้องบอกว่าพระทั้งประเทศถูกพูดมาว่าต้องไม่ยุ่งกับการเมือง ท่านก็เข้าใจว่าวิถีกฎหมายเป็นเรื่องการเมืองเหมือนกัน พระทั้งประเทศจึงแทบไม่มีองค์ไหนทราบข้อกฎหมาย ถามว่าในมุมข้อกฎหมายผิดมั้ย ถ้าท่านทำจริงก็ผิด ผิดแต่ต้องบอกว่าผิดหนักมากแค่ไหน อายุความเป็นอย่างไร มันต้องมาดูทีละอัน มีผิดทั้งกฎหมายและพระวินัย ว่าผิดพระวินัยผิดมั้ยและผิดระดับไหน"

มีการขุดว่าหลังเกิดเรื่อง ตอนนี้ท่านหายตัว หนีคดี ? 

กรณ์ กล่าวว่า "ตอนนี้มีคำถามเยอะว่าทำไมท่านต้องหนีคดี ก็ต้องย้อนถามว่ามันเป็นคดีแล้วเหรอ คนไปแจ้งความมันมี แต่ว่า ณ วันนี้ยังไม่มีหมายเรียก ท่านยังไม่ถูกดำเนินคดีใดๆ ทั้งสิ้น ถามว่าท่านหายมั้ย ท่านไม่ได้ถูกดำเนินคดีท่านก็ไม่ได้หนี ปัจจุบันท่านก็ไม่ได้หนี เพียงแต่ท่านไม่ได้ออกมาสู่สาธารณะเท่านั้นเอง คุณบอกว่ามีการแจ้งข้อกล่าวหา มันคนละประเด็น อันนี้มีคนฟ้อง แต่ว่าตร.ยังไม่ได้ออกหมายเรียก ยังไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหาใดๆ เลย เพราะฉะนั้นท่านไม่จำเป็นต้องหนี ท่านเก็บตัว ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดสวนดอก ท่านก็อยู่สวนดอก"

ทำไมท่านไม่ออกมาชี้แจง

กรณ์ กล่าวว่า "ก็เป็นเรื่องปกติทั่วไปว่าคนหลายๆ คนพอโดนกระหน่ำเข้าไป ก็จะเงียบไว้ก่อน อีกประการหนึ่งคือพระสงฆ์เองท่านมีแนวทางปฏิบัติ สังเกตเวลามีใครไปกล่าวหาพระสงฆ์ที่ไหน ส่วนใหญ่นะครับ ไม่ใช่ทั้งหมด ส่วนใหญ่ทันทีที่กล่าวหาท่านจะเงียบ เท่าที่ตรวจสอบดูอายุความ 10 ปี เหตุเกิดปี 38 มันก็หมดไปแล้ว"

 

ที่มา : ข่าวสด : 20 ตุลาคม 2560

 

ไม่เหมาะสม !

วัลลภ นามวงศ์พรหม ค้านชนฝา

คู่กรณีตั้งค่าหัวเจ้าคุณนิมิต

ผิดจรรยาบรรณ !

 

 

อา..ตั้งรางวัลนำจับเจ้าคุณยี่นั้น มองยังไงก็ไม่เหมาะสมแน่ แต่ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เงินรางวัลนั้นเป็นของใคร มาจากย่ามใบไหน ใครเป็นต้นคิดตั้งค่าหัวเจ้าคุณนิมิต ? นี่น่าสนใจกว่าเยอะ เพราะลำพังนายกิตติศักดิ์อะไรนั้น จะควักกระเป๋าไปทำอะไร จับเจ้าคุณนิมิตแล้วได้อะไร ถ้านายกิตติศักดิ์ไม่ได้ แล้วถามว่า ใครได้ ? เห็นไหม ปัญหาเจ้าคุณนิมิตนั้น กลายเป็นหนังเรื่องยาวไปซะแล้ว !

 

ขิงก็รา ข่าก็แรง !

มองสองมุมนะ มุมแรก มองเห็นว่า ฝ่ายท่านรวีวัฒน์ วัดพระเจ้าเม็งราย เล่นแรงมาก กะจะไม่ให้เจ้าคุณนิมิตอยู่เมืองไทยกันเลย ปลดดะตั้งแต่ "พระราชาคณะ-เจ้าอาวาสพระอารามหลวง-เจ้าคณะอำเภอ" เผลอๆ จะถอดผ้าเหลืองออก เหลือแต่เพียง "นายนิมิต" อีกด้วย แบบนี้เรียกว่า ขาโหดเรียกพี่

มุมมองที่สอง ก็ต้องมองว่า ฝ่ายเจ้าคุณนิมิต (และอาจารย์สมาน) ก็เล่นท่านรวีวัฒน์แรงเกินไป ไล่เขาพ้นจากวัดก่อนเข้าพรรษาเพียงวันเดียว มันก็ไม่ต่างจากประหารชีวิต แถมยังเล่นพลาด เกิดมีดบาดมือเป็นบาดทะยัก ลามไปทั้งวัดสวนดอก วัดท่าตอน วัดเจ็ดยอด วัดปทุมคงคา และ..วัดปากน้ำ ของหลวงพ่อสมเด็จช่วง กลายเป็น "ก๊วนธรรมกาย" ไปเลย เล่นแบบนี้ถือว่ามือไม่อาชีพเลย ทั้งๆ ที่เคยเล่นระดับ "มือโปร" ของเมืองเหนือมาหลายซีซั่นด้วยซ้ำ ภาษาเซียนหมากรุกเรียกว่า "เดินหมากพลาดตาเดียว แพ้ทั้งกระดาน" กรณีเจ้าคุณนิมิตในวันนี้ ก็อาจจะเข้าข่ายเดินหมากพลาดดังว่า ก็ดูสิว่า วัดสวนดอกนั้น มีทั้งสำนักงานเจ้าคณะอำเภอเมืองของเจ้าคุณนิมิต และสำนักงานรองเจ้าคณะจังหวัดของอาจารย์สมาน ตั้งซ้อนกันอยู่ แบบว่าคุมอำนาจอยู่ถึงสองชั้น แต่ครั้นวันที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา มีงานกฐินพระราชทาน กลับปรากฏว่า ทั้งเจ้าคุณนิมิตและอาจารย์สมาน ไม่กล้าเข้าไปนั่งรับผ้ากฐิน ต้องไปนิมนต์ "หลวงพ่อสะอาด" เจ้าคณะจังหวัด จากวัดเจ็ดยอด มานั่งเป็นประธานแทน แบบว่าแหยงกันทั้งทีม ออกอาการ "แตกยะย่าย พ่ายจะแจ" กันเห็นๆ

ดูบรรยากาศ "รอบๆ" เมืองเชียงใหม่กันบ้าง ไล่มาตั้งแต่ ดอยสะเก็ด ดอยอินทนนท์ ดอยหัวโท และดอยนางแล ทุกเช้า มีแต่ข่าว "เจ้าคุณนิมิต" กระจายไปทุกหย่อมหญ้า บ้างสงสาร บ้างนินทา สับสนปนเป เพราะอย่างที่บอกว่า การมาสู่ตัวเมืองเชียงใหม่ของ "ทีมวัดท่าตอน" นำโดย..อาจารย์สมาน นั้น มันขัดความประสงค์ของคณะสงฆ์ในจังหวัดเชียงใหม่ เก่งอยู่บนดอยลางนั้น เขาก็ชื่นชอบอยู่ แต่ลงมาเล่นบทบู๊ถึงกลางเมืองเชียงใหม่ มันก็ทับซ้อนกับเจ้าที่เจ้าทางของเจ้าพระยามังรายมหาราช ใช่แค่ "วัดพระสิงห์" เท่านั้น ที่โล่งใจเหมือนได้ยานัตถุ์หมอมี แต่ยังมีอีกหลายพระหน่อ ที่พออกพอใจในบทบาท "หัวหมู่ทะลวงฟัน" ของท่านรวีวัฒน์ เพราะอึดอัดมานาน แต่..กรูพูดไม่ได้ !

 

 

 

ฟื้นม่านยุคใหม่ !

พระมหารวีวัฒน์ "พุทธะอิสระ" แห่งเชียงใหม่

 

ป้องเจ้าอาวาสวัดสวนดอก ชี้ตั้งรางวัลนำจับไม่เหมาะสม

ภาคีเครือข่ายองค์กรชาวพุทธเชียงใหม่ ป้อง "เจ้าอาวาสวัดสวนดอก" ชี้ตั้งรางวัลไม่เหมาะสม คดีกำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบ ด้าน ตร.ขอเวลารวมหลักฐาน เรื่องเกิด 22 ปีที่แล้ว

จากกรณี นายกิตติศักดิ์ แสนทวีสุข กลุ่มชาวพุทธผู้รักพระพุทธศาสนา จ.เชียงใหม่ ยื่นเรื่องต่อศูนย์ดำรงธรรม  และ กอรมน. จ.เชียงใหม่ ให้ตรวจสอบ พระราชรัชมุนี เจ้าอาวาสวัดสวนดอก พระอารามหลวง และเจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ ที่สวมบัตรคนตายที่ จ.ชัยภูมิ เพราะต้องการสัญชาติไทย ล่าสุดปลัดอำเภอแม่อาย ได้แจ้งความเอาผิดทางอาญา แต่ตำรวจยังไม่สามารถนำตัวพระราชรัชมุนี มาสอบสวนได้ โดยมีกระแสข่าวว่าอาจหลบหนีไปประเทศเมียนมา

ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ต.ค. นายวัลลพ นามวงค์พรหม ภาคีเครือข่ายองค์กรชาวพุทธจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่าตามที่ นายกิตติศักดิ์ ออกมาตั้งรางวัลนำจับ 1.5 แสนบาท ซึ่งในฐานะองค์กรชาวพุทธอยากถามว่าเข้าเกี่ยวอะไร ทำไมมาตั้งรางวัลนำจับได้ ทั้งที่ไม่ใช่คดีร้ายแรง อีกทั้งยังอยู่ในระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่การออกมาพูดตั้งรางวัลนำจับเหมือนเป็นการใส่ร้ายว่าคดีนี้จบแล้ว ซึ่งมันไม่ถูกต้อง จึงไม่อยากให้สังคมไปเต้นตามกระแส ส่วนทางองค์กรชาวพุทธก็จะดำเนินการฟ้องร้องตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

ด้าน พ.ต.อ.ก่ำแก้ว สุยาติ ผกก.สภ.แม่อาย เปิดเผยว่า คดีนี้ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก แต่ได้สอบปากคำพยานสำคัญไปแล้ว แต่หลักฐานที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอจะออกหมายเรียกเจ้าอาวาสวัดสวนดอกได้ ซึ่งกำลังรอหลักฐานจากทาง จ.ชัยภูมิ ยังต้องใช้เวลารวบรวม เพราะเรื่องเกิดขึ้นเมื่อ 22 ปีก่อน โดยเรื่องนี้ไม่อยากให้ทุกฝ่ายกังวลใจอะไร ยืนยันว่าตำรวจพร้อมให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 20 ตุลาคม 2560

 

แสนห้า !

ค่าหัวเจ้าคุณนิมิต

กลุ่มต้านเสนอรางวัลนำจับ

รับทันที ไม่มีชิงโชค !

 

อา..ยี่เป็งวัดสวนดอกปีนี้ เห็นทีจะไม่มี "ตุ๊ปี้ยี่" เหมือนปีที่ผ่านมา เพราะฝ่ายตรงข้ามกับเจ้าคุณนิมิต (และอะแฮ่ม..อาจารย์สมาน) เขามีลูกเล่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถีบส่งเก็บแต้มไปไกลลิบๆ เพราะขนาด 7 องค์กร ประสานเสียงออกมาต้าน อีกฝ่ายน่าจะเงียบ กลับเกทับด้วยการ "ตั้งค่าหัว" ให้แก่เจ้าคุณนิมิต หวังจะไล่ให้จนตรอกออกนอกประเทศไทยไปเลย ประมาณนั้น

ครั้นดูชั้นเชิงทางฝ่ายเจ้าคุณนิมิต ก็พลิกตำราสู้หลายชั้นเหมือนกัน ที่สำคัญก็คือ รายการร้องเรียนของ 7 องค์กร วันวาน มีแต่อุบาสกอุบาสิกาผ้าขาวออกหน้าชนกับนายตำรวจ ขณะที่พระสงฆ์องค์เณรนั้น "หลบฉาก" กันหมด นี่คือกลยุทธ์ "ผ้าลายชนผ้าลาย" ทางฝ่ายวัดสวนดอกคงกะจะเล่นเกมเดียวกับกรุงเทพฯ นั่นคือ "โดดเดี่ยวฝ่ายตรงข้าม" เหมือนองค์กรพระสังฆาธิการแห่งประเทศไทย ทำการ "โดดเดี่ยวพงศ์พร" ไม่ต้อนรับ ไม่รับเชิญ ไม่เชิญไปร่วมงาน ฯลฯ

 

 

นายกิตติศักดิ์ แสนทวีสุข

เข้าไปสังเกตการณ์ในวัดรพระเจ้าเม็งราย ในเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ก่อนจะเปิดปฏิบัติการ "ไล่ม่าน" ในช่วงเดือนยี่ปีนี้ อีกนัยยะหนึ่ง พระมหารวีวัฒน์ถูกเจ้าคุณนิมิตไล่ออกจากวัดก่อนเข้าพรรษา แล้วนิมนต์อาจารย์สมานมาอยู่แทน เลยถูกพระมหารวีวัฒน์เอาคืนด้วยการ "ไล่ออกนอกประเทศ" ไปเลย ศึกนี้ใหญ่หลวงนัก ขนาด 7 องค์กรพุทธในเชียงใหม่ ต้องสนธิกำลังกันออกต้าน ไม่งั้นก็อาจจะพังกันทั้งจังหวัด !

 

 

มือแฉเจ้าอาวาสวัดสวนดอกประกาศมอบ 1.5 แสนคนชี้เบาะแสนำจับ ยันผิดศีลชัด งงคณะสงฆ์เมินฟันกลุ่มชาวพุทธผู้รักพระพุทธศาสนาเชียงใหม่ ประกาศสินน้ำใจ 150,000 บาท ให้ผู้ชี้เบาะแสจับเจ้าอาวาสวัดสวนดอก สวมบัตรประชาชนคนตาย ยันผิดศีลชัด ถามคณะสงฆ์ทำไมไม่ฟัน ชี้แก๊งพุทธฟ้องหมิ่นก็เป็นสิทธิ แต่ยันปกป้องศาสนาจากอลัชชี แนะเอาเวลาไปตามตัวมาสู้ทางกฎหมาย สวนคิดง่ายๆ ถ้าไม่ผิดจะหนีทำไม

วันนี้ (18 ต.ค.) นายกิตติศักดิ์ แสนทวีสุข กลุ่มชาวพุทธผู้รักพระพุทธศาสนา จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยถึงภายหลังได้ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบ พระราชรัชมุนี เจ้าอาวาสวัดสวนดอก พระอารามหลวง และเจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ สวมบัตรประชาชนคนตายที่จังหวัดชัยภูมิ ว่าทางกลุ่มชาวพุทธผู้รักพระพุทธศาสนามีความเป็นห่วง หากเจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถนำตัวพระราชรัชมุนีมาดำเนินคดี และสอบสวนถึงผู้ที่เกี่ยวข้องที่ให้ความช่วยเหลือพระราชรัชมุนีมาสวมบัตรประชาชนคนตายได้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และเป็นภัยต่อศาสนา เพราะนำคนต่างด้าวมาดำรงแหน่งระดับสูงในวงการสงฆ์ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะที่ยอมรับไม่ได้คือการครองตำแหน่ง พระราชาคณะชั้นราช ในราชทินนาม พระราชรัชมุนี

"ดังนั้น ทางกลุ่มชาวพุทธผู้รักพระพุทธศาสนามิอาจปล่อยให้ผู้กระทำผิดทั้งหลายลอยนวลไปได้ จึงทำการรวบรวมเงินเพื่อเป็นรางวัลแก่ผู้ที่ชี้เบาะแสจนนำไปสู่การจับกุมตัวพระราชรัชมุนี หรือเจ้าหน้าที่คนใดที่ดำเนินการจนจับกุมตัวพระราชรัชมุนีมาดำเนินคดีได้ จะมอบสินน้ำใจให้ จำนวน 150,000 บาท เพราะถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้สถาบันพระพุทธศาสนามีความใสสะอาดยิ่งขึ้น" นายกิตติศักดิ์กล่าว

ส่วนกรณีที่ พระราชโพธิวรคุณ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสะเก็ด และเจ้าคณะอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ได้กล่าวถึงกรณีพระราชรัชมุนีไม่ได้มีความผิดทางพระธรรมวินัย อาจมีความผิดทางโลกเท่านั้น นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพระระดับเจ้าคุณและเจ้าคณะปกครองจะแสดงความเห็นเช่นนี้ เพราะการที่พระราชรัชมุนีทำการสวมสิทธิบัตรประชาชนคนตายซึ่งเป็นชื่อของคนอื่นโดยที่เจ้าตัวมิได้ยินยอมก็เป็นการผิดศีลข้ออทินนาทาน และแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จต่อทางราชการ ก็ผิดศีลข้อมุสา แค่นี้ก็ผิดศีล 5 แล้ว ป่วยการที่จะไปถามถึงพระธรรมวินัย หรือศีล 227 ข้อ และอยากถามถึงคณะสงฆ์ว่าเหตุใดไม่มีการดำเนินการใดๆ กับพระราชรัชมุนี เพราะได้ถูกแจ้งความดำเนินคดีโดยหน่วยราชการแล้วยังมีพฤติการณ์หลบหนี

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายวัลลพ นามวงศ์พรหม ประธานฝ่ายส่งเสริมประเพณี พิธีกรรม สภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับองค์กรชาวพุทธทั้ง 6 องค์กรจะฟ้องหมิ่นประมาทตัวเองนั้น นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า เป็นสิทธิของเขา แต่ก็ขอให้พิจารณาว่าสิ่งตนทำลงไปเป็นการปกป้องพระพุทธศาสนาจากอลัชชี (ภิกษุนอกรีต) ที่เข้ามาแอบแฝงหากินในบวรพระพุทธศาสนา และตอนนี้พระราชรัชมุนีก็ถูกแจ้งความดำเนินการถึง 3 ข้อหาจากทางอำเภอแม่อาย ยังหลบหนีไปไหนก็ไม่รู้ นายวัลลพก็น่าจะเอาเวลาไปช่วยตามตัวท่านพระราชรัชมุนีให้มาต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อพิสูจน์ความจริง เพราะหากเป็นเรื่องไม่จริงตามที่ถูกกล่าวหา ตัวเองเองก็ถูกฟ้องกลับแน่นอน และหากว่าพระราชรัชมุนีผิดจริง นายวัลลพกับองค์กรชาวพุทธทั้ง 6 องค์กรจะร่วมอนุโมทนากับตนหรือไม่ ที่กำจัดอลัชชีออกจากพระพุทธศาสนาไป การเป็นชาวพุทธที่ดีมีศรัทธาก็ต้องมีปัญญาควบคู่กันไปด้วย

"คิดง่ายๆ ถ้าไม่ผิดจะหนีทำไม ในอดีตพระสงฆ์ที่ออกบวชเพราะต้องการมรรคผลนิพพาน และการจะได้มรรคผลนิพพานก็ไม่จำเป็นต้องมีสัญชาติไทย ลองคิดดูว่าถ้าเขาไม่ได้สัญชาติไทยเขาจะเสียอะไร และถ้าเขาได้สัญชาติไทยเขาจะได้อะไร เราก็จะรู้เจตนาที่แท้จริงของเขา" นายกิตติศักดิ์กล่าว

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 19 ตุลาคม 2560

 

มาแล้วเจ้า !

หมู่เฮาจาวเชียงใหม่

ขอปกป้องพระพุทธศาสนา

บะเกี่ยวกับตุ๊ยี่ !

 


 

มันเสียหายเจ้า มันเสียหาย

เตียวไปตางใด ก็ปออายเปิ้น หาว่าตุ๊เจ้าเจียงใหม่เป๋นม่าน

คะเจ้ายอมบ่ะได้ ไผอยู่สันคะยอมพ่อง !

 




 

7 องค์กรชาวพุทธเชียงใหม่ยื่น ตร.ภาค 5 ดำเนินคดีคนร้องเจ้าอาวาสวัดสวนดอกสวมบัตรประชาชนคนตาย "หมิ่นคณะสงฆ์"

ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ - 7 องค์กรชาวพุทธเชียงใหม่ พร้อมทนายความ บุกกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ยื่นหนังสือให้ตรวจสอบและพิจารณาดำเนินคดีกับผู้ร้องเรียนให้ตรวจสอบกรณี "เจ้าอาวาสวัดสวนดอก" สวมบัตรประชาชนคนตาย อ้างมีการออกสื่อพาดพิงให้คณะสงฆ์เชียงใหม่เสื่อมเสีย ขณะที่รองผู้บัญชาการภาค 5 เผยคืบหน้าคดีเจ้าอาวาสสวมบัตรประชาชน อยู่ระหว่างการเร่งสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง พร้อมคาดเจ้าตัวไม่อยู่ในพื้นที่แล้ว

วันนี้ (18 ต.ค. 60) ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ตัวแทนเครือข่ายชาวพุทธจังหวัดเชียงใหม่ 7 องค์กร ประกอบด้วย ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่, พุทธสมาคมจังหวัดเชียงใหม่, ยุวพุทธิสมาคมจังหวัดเชียงใหม่, กลุ่มหนุ่มสาวจังหวัดเชียงใหม่, สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย, สมาคมสหธรรม และสมาพันธ์ชาวพุทธจังหวัดเชียงใหม่ นำโดย นางพรรณี บุญประเสริฐ นายกพุทธสมาคมจังหวัดเชียงใหม่ และทนายความ เข้ายื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เพื่อให้ตรวจสอบและพิจารณาดำเนินคดีกับ นายกิตติศักดิ์ แสนทวีสุข ผู้ที่ร้องเรียนให้ตรวจสอบ พระราชรัชมุนี เจ้าอาวาสวัดสวนดอก และเจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ โดยกล่าวหาว่าสวมบัตรประจำตัวประชาชนคนตาย ซึ่งได้ไปออกรายการโทรทัศน์แห่งหนึ่ง แล้วมีการกล่าวพาดพิงถึงคณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่ ทำให้เครือข่ายชาวพุทธจังหวัดเชียงใหม่รู้สึกว่ามีเจตนาดูหมิ่นและเหยียดหยามคณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี พลตำรวจตรี ชูรัตน์ ปานเหง้า รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 รับหนังสือดังกล่าว

ทั้งนี้ นายชัยกร ปรีชาหาญ ทนายความ เปิดเผยว่า การเข้ายื่นหนังสือพร้อมหลักฐานของเครือข่ายชาวพุทธจังหวัดเชียงใหม่ 7 องค์กร ในครั้งนี้ เพื่อให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบและพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายกับนายกิตติศักดิ์ แสนทวีสุข จากการที่ไปร่วมรายการโทรทัศน์แห่งหนึ่งแล้วมีการกล่าวพาดพิงถึงคณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่ โดยกล่าวอ้างว่าวงการสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่เลอะเทอะเปรอะเปื้อน ซึ่งเป็นการส่อเจตนาดูหมิ่นให้คนเข้าใจว่าพระภิกษุสามเณรทั้งจังหวัดเชียงใหม่ ไม่มีศีลธรรม และละเมิดพระธรรมวินัย รวมทั้งอาจส่งผลกระทบต่อความศรัทธาและความเคารพในพระสงฆ์ โดยขอให้ทางเจ้าหน้าที่พิจารณาว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.สงฆ์ และหมิ่นประมาท หรือไม่ พร้อมดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นายชัยกรยืนยันว่า การดำเนินการครั้งนี้ ของเครือข่ายชาวพุทธจังหวัดเชียงใหม่ 7 องค์กร ไม่เกี่ยวข้องกับการออกมาปกป้องพระราชรัชมุนี เจ้าอาวาสวัดสวนดอก และเจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ ที่ถูกกล่าวว่าสวมบัตรประชาชนคนตายแต่อย่างใด เพราะกรณีของพระราชรัชมุนีที่ถูกกล่าวาดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องการกระทำส่วนตัว ที่จะต้องว่ากันไปตามกระบวนการกฎหมาย ไม่เกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์ ขณะที่การดำเนินการครั้งนี้ต้องการออกมาปกป้องพระพุทธศาสนา รวมทั้งเกียรติและศักดิ์ศรีของคณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่ ตลอดจนไม่อยากให้มีการนำเรื่องศาสนามาสร้างความขัดแย้ง เพราะเกรงว่าจะเกิดปัญหาเหมือน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย

ขณะที่พลตำรวจตรีชูรัตน์ ปานเหง้า รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 กล่าวว่า เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาและทำการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง แล้วทำการพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่ ซึ่งหากเข้าข่ายก็จะมีการดำเนินการตามกฎหมายต่อไปตามที่มีการร้องเรียน แต่หากพิจารณาแล้วไม่เข้าข่ายความผิดก็จะแจ้งผลให้ทางผู้ร้องทราบ ซึ่งผู้ร้องยังสามารถไปดำเนินการฟ้องร้องด้วยตัวเองได้

ส่วนความคืบหน้าคดีเจ้าอาวาสวัดสวนดอกสวมบัตรประชาชนคนตายนั้น ขณะนี้ทางสถานีตำรวจภูธรแม่อาย กำลังดำเนินการสืบสวนสอบสวน โดยอยู่ระหว่างรอข้อมูลหลักฐานจากทางจังหวัดชัยภูมิ ที่เป็นภูมิลำเนาของผู้ตายที่ถูกสวมหมายเลขบัตรประชาชน เพื่อออกหมายเรียกให้พระราชรัชมุนี มารับทราบข้อกล่าวหาต่อไป อย่างไรก็ตามคาดว่าเวลานี้พระราชรัชมุนี ไม่น่าจะอยู่ในพื้นที่แล้ว นอกจากนี้จะมีการเชิญอดีตปลัดอำเภอแม่อาย ที่เป็นนายทะเบียน ซึ่งปัจจุบันย้ายไปอยู่ที่อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ มาสอบปากคำด้วย โดยยืนยันว่าคดีนี้จะมีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 18 ตุลาคม 2560

 

หกองค์กรพุทธเชียงใหม่ออกโรง !

ปกป้องพระศาสนาถูกโจมตี

เลี่ยงบาลี "ไม่เกี่ยว" เจ้าคุณนิมิต

จริงเร้อ ???

 

 

พระกาโม่

เป็นประธานกลางวัดเจ็ดยอดเมืองเชียงใหม่

 

อา..ถ้าจะอ้างว่า ไม่เกี่ยวกับเจ้าคุณนิมิต แต่ถ้าไม่มีกรณีเจ้าคุณนิมิต ก็คงไม่มีเคลื่อนไหวขององค์กรพุทธเชียงใหม่ ที่น่าสนใจก็คือว่า เมื่อคราวธรรมกายยกโขยงเข้ายึดครองเมืองเชียงใหม่ เอาพระกาโม่ไปตั้งไว้ที่สี่แยกกลางเมือง แทนพระสิงห์ ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่มาแต่โบราณกาล นานกว่า 700 ปีนั้น บรรดาองค์กรพุทธเชียงใหม่เหล่านี้ กลับมุดหัวหายหน้าไปหมด เผลอๆ จะไปนั่งสุมหัวรับซองจากธรรมกายด้วยสิ แล้ววันนี้ มีปัญหาติดจากธรรมกายลามมาวัดสวนดอกของเจ้าคุณนิมิต และวัดท่าตอนของอาจารย์สมาน ถามว่า ปัญหามันเริ่มมาจากใคร ใครเป็นคนชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าเมือง ?

เป็นเรื่องพิศวง ว่าผู้รู้ของบ้านเมืองเชียงใหม่ ปัจจุบันวันนี้ ไม่มีแล้วหรือไร หรือว่าโดนอำนาจของวัดปากน้ำและเงินของธรรมกาย ท่วมปากท่วมคอจนพูดอะไรไม่ออก เพราะหลงแต่อำนาจวาสนายศถาบรรดาศักดิ์ ถึงกับยอมยกพระพุทธศาสนาของล้านนาไทยให้แก่ธรรมกายไปหมด ?

 




 

ยกเมืองเชียงใหม่ให้ธรรมกาย

ยังมีหน้ามาอ้างว่าพระพุทธศาสนาเชียงใหม่ถูกทำลาย

ก็ขายไปตั้งนานแล้วมิใช่หรือ ?

 

 


 

ควรมองความดี มากกว่าโจมตี ! 6 องค์กรพุทธ เตรียมฟ้องหมิ่นกรณีร้องเจ้าอาวาสสวมบัตร ปชช. คนตาย

รายงานจากจังหวัดเชียงใหม่ ในวันพรุ่งนี้ (18 ต.ค. 60) เวลา 10.00 น. ตัวแทน 6 องค์กรพุทธศาสนาในจังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วยพุทธสมาคมจังหวัดเชียงใหม่, ยุวพุทธิกสมาคมจังหวัด, กลุ่มหนุ่มสาวจังหวัด, สมาคมศิษย์เก่า มจร. วิทยาเขตเชียงใหม่, สมาคมสหธรรมเชียงใหม่และสมาพันธ์ชาวพุทธจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยทนายความ จะเดินทางไปที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อยื่นหนังสือและแจ้งความให้ดำเนินคดีกับ นายกิตติศักดิ์ แสนทวีสุข ผู้ที่ร้องเรียนให้ตรวจสอบ พระราชรัชมุนี เจ้าอาวาสวัดสวนดอกและเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ โดยกล่าวหาว่าสวมบัตรประจำตัวประชาชนคนตาย ในข้อหาหมิ่นประมาท รวมทั้งอาจจะฟ้องสื่อที่มีการนำเสนอข่าวกรณีดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของ 6 องค์กรพุทธศาสนา ในจังหวัดเชียงใหม่นั้น สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 60 ตัวแทนพระสงฆ์ ร่วมกับตัวแทน 6 องค์กรพุทธศาสนาในจังหวัดเชียงใหม่ ได้ประชุมหารือร่วมกันที่ศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่ วัดพันอ้น อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ กรณีที่นายกิตติศักดิ์ร้องเรียนและได้ไปออกรายการโทรทัศน์ ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเป็นการให้ข้อมูลพาดพิงที่ไม่เป็นจริง จนทำให้คณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่รับความเสียหาย ส่งผลกระทบต่อความศรัทธาและความเคารพในพระสงฆ์ จึงมีข้อสรุปร่วมกันที่จะออกมาใช้สิทธิทางกฎหมาย

ขณะที่วันนี้ (17 ต.ค. 60) ที่วัดพันอ้น อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สื่อข่าวได้เข้าพบพระครูอมรธรรมทัต เจ้าอาวาสวัดพันอ้น และเลขานุการศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับรายละเอียดการประชุมหารือดังกล่าว และกรณีที่ตัวแทน 6 องค์กรพุทธศาสนาในจังหวัดเชียงใหม่จะเดินทางแจ้งความที่ตำรวจภูธรภาค 5 ให้ดำเนินคดีกับนายกิตติศักดิ์ อย่างไรก็ตาม พระครูอมรธรรมทัต ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดข้อมูลใดๆ โดยบอกแต่เพียงว่า ตามมติที่ประชุมได้สรุปร่วมกันแล้วว่า จะให้ทนายความเป็นผู้ให้ข้อมูลรายละเอียดทั้งหมดแต่ผู้เดียว ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (18 ต.ค. 60) จะทราบรายละเอียดทั้งหมด และบอกว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ เป็นการปกป้องคณะสงฆ์ ไม่ใช่การปกป้องเจ้าอาวาสวัดสวนดอกแต่อย่างใด

นอกจากนี้ รายงานข่าวแจ้งว่า จากการพูดคุยกับพระผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่า พระราชรัชมุนี เจ้าอาวาสวัดสวนดอก และเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ที่ถูกกล่าวหาว่าสวมบัตรประจำตัวประชาชนคนตายนั้น มีเชื้อสายไทยใหญ่ อยู่อาศัยในประเทศไทยมาตั้งแต่เป็นเด็ก และควรจะได้รับสัญชาติไทยไปนานแล้ว เพราะคนในหมู่บ้านเดียวกันได้รับสัญชาติไทยกันหมด แต่พระราชรัชมุนีตกสำรวจ เนื่องจากมัวมุ่งมั่นกับการศึกษาเล่าเรียนเมื่อครั้งเป็นสามเณร นอกจากนี้ อยากให้มองคุณงามความดีที่พระราชรัชมุนี ได้สร้างไว้ให้กับพระพุทธศาสนา  มากกว่าจะไปโจมตีในเรื่องเสียหาย และควรตระหนักว่า พระราชรัชมุนี อาจจะทำความดี มากกว่าที่คนไทยแท้ๆ ทำเสียอีก

 

ที่มา : อมรินทร์ทีวี : 18 ตุลาคม 2560

 

 

ไร้เงาเจ้าคุณนิมิต !

 

เจ้าคุณนิมิต ไม่ปรากฏตัว ในงานสำคัญประจำปีของวัดสวนดอก ไม่มาเป็นประธานรับกฐินพระราชทานปีนี้ พระเทพมังคลาจารย์ (อาจารย์สมาน) ก็ไม่ยอมมา แต่ได้นิมนต์ "พระเทพปริยัติ" เจ้าคณะจังหวัด มานั่งเป็นประธานแทน สงสัยเจ้าคุณนิมิตจะไปไม่กลับเสียแล้ว

 

 




 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค วัดสวนดอกพระอารามหลวง

16 ตุลาคม 2560



เปิดหน้า : พระมหารวีวัฒน์

มือพิฆาตเจ้าคุณนิมิต !

 

 

กดที่ภาพเพื่อชมปัญหาวัดพระเจ้าเม็งราย

 

 

ไม่เป็นที่สงสัยอีกต่อไป ว่า  ชนวนที่นำมาสู่การ "แฉประวัติ" พระราชรัชมุนี หรือเจ้าคุณนิมิต เจ้าอาวาสวัดสวนดอก เจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ ว่ามีสถานะเป็น "คนต่างด้าว ท้าวต่างแดน" แถมยังทำการสวมสิทธิ์ผู้ตายอีกต่างหาก จนกระฉ่อนไปทั่วประเทศไทยนั้น ก็คือ ปัญหาวัดพระเจ้าเม็งราย อำเภอเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเจ้าคุณนิมิต ใช้อำนาจเจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ สั่งตั้งกรรมการสอบ "พระมหารวีวัฒน์ เจ้าอาวาส" ในหลายข้อหา จนกระทั่งนำไปสู่คำสั่งเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ที่ 013/2560 "สั่งปลด" เจ้าอาวาสวัดพระเจ้าเม็งราย ออกจากตำแหน่ง ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2560 ก่อนเข้าพรรษาเพียงวันเดียว แถมเจ้าคุณนิมิตยังสั่งตั้ง "อาจารย์สมาน-อาจารย์ของตัวเอง" เข้ามารักษาการในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระเจ้าเม็งราย อีกต่างหากด้วย

 

 

เลยเป็นที่มาของปฏิบัติการเอาคืน "เจ้าคุณนิมิต + อาจารย์สมาน" รวบหัวรวบหาง "อาจารย์+ศิษย์" จากสำนักวัดท่าตอน สะเทือนไกลไปถึง "วัดปากน้ำ" อาการขั้นโคม่าก็คือ "เจ้าคุณนิมิต" ที่โดนคดีอาญาหลายมาตรา ต้องหลบลี้หนีหน้าไปไหนก็ไม่มีใครรู้เห็น พร้อมๆ กับถูกถอดถอน "สัญชาติไทย" ถ้าโผล่เข้าให้การต่อเจ้าหน้าที่ ก็มีสิทธิ์ "ถูกจับสึกยัดห้องขัง" แถมเมื่อพ้นโทษมาก็ไม่มีสัญชาติไทยอีกต่อไป

นั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ "เจ้าคุณนิมิต" ต้องตัดสินใจ "ลบลี้หนีหน้าไป" ไม่กลับเข้าวัดสวนดอกอีกเลย Forever !!

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชมข่าววัดพระเจ้าเม็งราย

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

การสอบสวนเจ้าอาวาสวัดพระเจ้าเม็งราย

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 15 ตุลาคม 2560


 

อยู่ หรือ ไป ?

พระสงฆ์ทั่วเชียงใหม่ลุ้นกันสนั่นซอย

เจ้าคุณนิมิตจะรับกฐินหรือไม่ ?

อีกสามวันข้างหน้า หวยออก !

 


 

เพจ : เจ้าคุณเมืองเชียงใหม่ รายงานเกี่ยวกับกำหนดการทอดกฐินพระราชทาน ของพระอารามหลวงต่างๆ ทั่วเมืองเชียงใหม่ รวมทั้งสิ้น 10 วัดด้วยกัน หนึ่งในนั้นก็คือ "วัดสวนดอก" ของเจ้าคุณนิมิต-พระราชรัชมุนี ซึ่งถูกแจ้งความดำเนินคดีกรณีมีหมายเลขบัตรประชาชน "ซ้ำซ้อน" กับบุคคลที่ตายไปแล้ว ที่เรียกกันติดปากว่า "สวมสิทธิ์คนตาย" นั่นเอง

ข่าววันแรกนั้น เจ้าคุณนิมิตลาไปเขียนตำราที่สำนักสงฆ์บนดอยอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่

ข่าววันต่อมา เจ้าคุณนิมิตได้ขึ้นรถตู้สีดำลงจากดอยอ่างไปไม่รู้จุดหมาย อาจารย์สมาน:พระเทพมังคลาจารย์ อาจารย์ของเจ้าคุณนิมิต บอกนักข่าวว่า "ยังอยู่ในไทย แต่ช่วงนี้ลมแรง ต้องหลบไปก่อน"

ข่าวล่ามาเร็ว มีเสียงลือว่า เจ้าคุณนิมิตได้เดินทางข้ามไปทางฝั่งพม่าแล้ว โดยใช้เส้นทางธรรมชาติ แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ไม่ยืนยัน เพราะยังไม่มีหลักฐาน

งานแรกที่ไร้เงาเจ้าคุณนิมิตก็คือ "พิธีสูมาคารวะครูบาอาจารย์" ของคณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 10 ตุลาคม ที่ผ่านมา จัดพิธีที่วัดพระสิงห์ มีบรรดาเจ้าคณะอำเภอ รองจังหวัด และเจ้าคณะจังหวัด ทั้งใหม่และเก่า มาร่วมงานอย่างพร้อมเพรียงเรียงหน้า ขาดก็แต่..เจ้าคุณนิมิต เท่านั้น ทั้งๆ ที่เป็นถึง "เจ้าอาวาสวัดสวนดอกพระอารามหลวงและเจ้าคณะอำเภอเมือง รวมทั้งเป็นพระราชาคณะชั้นราช" ก็ยังไม่สามารถทำให้เจ้าคุณนิมิตปรากฏกายได้ แบบนี้ต้องถือว่าไม่ธรรมดา แต่อย่างไรก็ตาม งานนี้ถือว่ายังไม่ใช่เส้นตาย เพราะมิใช่งานใหญ่ของเจ้าคุณนิมิตโดยตรง แบบว่าถ้ามีเหตุจำเป็นก็สามารถ "ลา" ได้

 

 

ดังนั้น จึงต้องกลับมาที่ "กำหนดการทอดกฐินพระราชทาน" ของวัดสวนดอก ซึ่งกรมป่าไม้จะนำไปทอดถวายในวันที่  16 ตุลาคม 2560 เวลาเช้าตรู่ 09.00 น. แบบว่าหัวค่ำวันที่ 15 มะรืนนี้ เจ้าคุณนิมิตต้องอยู่ที่วัดสวนดอกแล้ว หาไม่ก็แสดงว่าไม่อยู่รับกฐินพระราชทาน ถือว่าค่อนข้างหมิ่นเหม่ แต่ถ้าอยู่แล้วโดนจับกลางงานก็คงไม่สวย

ดังนั้น วันนี้ จึงมี 2 ทางให้เจ้าคุณนิมิตเลือกเดิน ได้แก่

1. เดินหน้าออกมารับทราบข้อหา เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง แต่ก็เสี่ยงต่อการถูกจับสึกก่อนดำเนินคดี แบบนี้ก็ถือว่าอันตราย จะตายทั้งผ้าเหลือง เพราะถ้ารู้ตัวว่ายังไงก็ไม่ชนะ แล้วจะออกมาทำไม ถ้าออกมาสู้แล้วถูกจับสึก แถมถ้าแพ้คดี ถูกคุกตะรางนานเป็นปีๆ ถึงพ้นคุกออกมาแล้วก็ไม่ได้สัญชาติไทยคืนมา แสดงว่า เสียทั้งขึ้นทั้งล่อง

2. เดินหน้าเข้าป่าไปทางเส้นทางธรรมชาติ ปลายทางอาจจะเป็น "ตองกี" "เชียงตุง" หรือเมืองสาด เมืองต๋วน แสนหวี สีป้อ ฯลฯ แห่งใดแห่งหนึ่ง ยึดเป็นที่พำนักพักพิง ทิ้งตำแหน่งและลาภยศไว้เบื้องหลัง ให้เป็นอมตะ แบบว่ายังคงเป็นเจ้าคุณนิมิตในตำนานให้คนเล่าขานไปตลอดกาล ถึงจะโดนปลดลับหลังก็ชั่ง แต่ตัวเจ้าคุณนิมิตนั้น "ลอยนวล" ไปแล้ว

หวยจะออกเบอร์ไหน วันที่ 16 ตุลาคม ศกนี้ มีคำตอบ !

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 13 ตุลาคม 2560


 

แจ้งความดำเนินคดีเจ้าคุณนิมิต

ข้อหาสวมสิทธิ์คนตาย !

 

 

เจ้าคุณนิมิต : พระราชรัชมุนี

เจ้าอาวาสวัดสวนดอกพระอารามหลวง เจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่

 

 

เหมือน หรือ ไม่เหมือน ?

 

 

ปลัดฯ แจ้งดำเนินคดีแล้ว เจ้าคุณวัดสวนดอก สวมชื่อคนตาย เจ้าตัวยังล่องหน

ปลัดอำเภอแม่อาย เป็นผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดี กรณีพระผู้ใหญ่ชั้นราช เจ้าอาวาสวัดดังเชียงใหม่ ถูกกล่าวหาสวมชื่อคนตายทำบัตร เพื่อให้เป็นบุคคลสัญชาติไทย พร้อมรายงานหน่วยเหนือทราบ ตามคำสั่ง มท.1... 

วันที่ 12 ต.ค ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังอำเภอแม่อาย จ.เชียงใหม่ เพื่อขอทราบรายละเอียดในการแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าอาวาสวัดสวนดอก อ.เชียงใหม่ สวมบัตรประชาชนเด็กชายที่ อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ ที่เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2538 แต่ไม่ได้แจ้งการตาย มีการสวมตัวทำบัตรเพื่อให้เป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย โดยมีหลักฐานปรากฏชัดเจน ส่วนตัวผู้ถูกกล่าวหาคือ พระราชรัชมุนี เจ้าอาวาสวัดสวนดอก ได้หายตัวไป ไม่สามารถติดต่อได้

ล่าสุด ได้รับการเปิดจาก ร.ต.อ.สิทธิชัย คำใส พนักงานสอบสวน สภ.แม่อาย ว่ากรณีดังกล่าว มีผู้มาแจ้งความจริงเมื่อคืนที่ผ่านมา แต่ไม่สามารถให้รายละเอียดได้ มีแต่ทางผู้แจ้งเท่านั้นที่จะเป็นผู้ให้ข้อมูล

ขณะที่ นายวิเศษ ผงนอก ปลัดอำเภอหัวหน้างานทะเบียนอำเภอแม่อาย บอกกับผู้สื่อข่าวว่า ได้แจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าอาวาสวัดดังจริง และรายงานหน่วยเหนือทราบแล้ว ส่วนรายละเอียดไม่สามารถบอกได้เช่นกัน ต้องให้ทางหน่วยเหนือเป็นผู้เปิดเผย

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เรื่องที่เกิดขึ้น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เคยให้สัมภาษณ์กรณีเจ้าอาวาสวัดสวนดอก จ.เชียงใหม่ ใช้หมายเลขประจำตัวประชาชนเลขเดียวกับเด็กชายใน อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ ซึ่งเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 38 ว่า พ่อแม่เด็กยืนยันว่าเด็กเสียชีวิตแน่ชัดแล้ว แม้จะไม่ได้แจ้งการเสียชีวิต และไม่ได้ออกใบมรณบัตรก็ตาม จึงได้เลิกเพิกถอนบัตรประจำตัวฉบับนี้ก่อน และนายอำเภอในพื้นที่ต้องแจ้งความทันที เพราะเป็นเรื่องผิดกฎหมาย จากนั้นต้องสืบสวนตั้งแต่ต้นทางว่า พ่อแม่รู้เห็นเรื่องนี้หรือไม่ รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ออกบัตรเมื่อปี 38 ว่าทำไมถึงปล่อยให้มีการใช้เลขบัตรประชาชนซ้ำกัน

"ถ้าพบว่าใครทำผิดต้องรับผิดชอบ เรื่องนี้ถือเป็นอีกบทเรียน แต่ก็สามารถตรวจสอบการกระทำผิดได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีเทคโนโลยีระบบคอมพิวเตอร์เข้าช่วยว่ากระทำผิดขั้นไหนอย่างไร ส่วนความผิดพลาดเรื่องการสวมสิทธิบัตรประชาชนในปัจจุบัน คิดว่าคงจะเกิดยากขึ้น เพราะมีการยืนยันด้วยระบบคอมพิวเตอร์แล้ว"

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 13 ตุลาคม 2560


 

มิดจี่หลี่ !

พงศ์พรเข้าประชุม มส. วันแรก

ฝอยเรื่องโยกย้าย 14 ราย น้ำลายกระเด็น

แต่ไม่เห็นพูดเรื่องเจ้าคุณบุญเทียม

คนดีเสียอย่างทำอะไรก็ไม่มีใครว่า !

 

ถ้าธัมมชโยรอด เจ้าคุณบุญเทียมรอด เจ้าคุณประเทืองรอด ก็ต้องถือว่าบริสุทธิ์ยิ่งกว่าอรหันต์ พระผ่านการซักฟอกจากมือของคนดีที่ชื่อ "พงศ์พร" ถึงตอนนั้น ถ้าใครยังด่าธัมมชโยและบรรดาเจ้าคุณเงินทอนกันอยู่อีก ก็แสดงว่าพวกนั้นมันเลว !

 

คนดีของประเทศไทย ทำอะไรก็ได้

 

 

มส.เห็นชอบบัญชีวัดรูปแบบใหม่เน้นความโปร่งใส

มหาเถรสมาคม เห็นชอบบัญชีเงินวัดรูปแบบใหม่ ยึดแนวทาง ก.พ.ร. เน้นความโปร่งใส นำร่องวัดดาวดึงษ์ ปีงบประมาณ61 ก่อนขยายผลไปยังวัดทั่วประเทศ พร้อมสั่งการ พศ. ทำคู่มือ อบรมพระสังฆาธิการทั่วประเทศให้ปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน

วันนี้ (10 ต.ค.) ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์  สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. กล่าวภายหลังประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ว่า การประชุมครั้งนี้ตนเข้าร่วมประชุม มส. เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายตามปกติ  ในขณะเดียวกันตนได้มอบหมายให้นายสมเกียรติ ธงศรี ผู้ตรวจราชการ พศ. เป็นรักษาการ ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม และตนก็ได้เข้ามาช่วยดูงานในตำแหน่งที่ว่างอยู่ ส่วนตำแหน่งรอง ผอ.พศ. ที่ว่างอยู่ จำนวน 3 ตำแหน่งนั้น ยืนยันว่า ดำเนินการแน่นอน โดยจะทำตามระเบียบ กฎหมาย แต่ไม่ขอกำหนดเงือนเวลาว่า จะดำเนินการเสร็จเมื่อใด ซึ่งคนใน พศ. หลายคนก็มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งดังกล่าว ในส่วนการโยกย้ายข้าราชการ พศ. จำนวน 14 ตำแหน่ง ที่ผ่านมา ถือว่า เป็นโยกย้ายตามเหมาะสม สำหรับเรื่องของการทุจริตเงินทอนนั้น คงต้องให้ไปสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตนไม่ขอพูดดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ ทาง พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแล พศ. จะมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการทำงานแก่บุคลากร พศ. ด้วย

นายสมเกียรติ ธงศรี รักษาการ ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม กล่าวว่า ที่ประชุม มส. ได้เห็นชอบรูปแบบการจัดทำบัญชีวัด ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอ โดยจะเป็นรูปแบบบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างง่าย เหมือนกับบัญชีครัวเรือน โดยวัดจะต้องทำบัญชี 6 ส่วน ได้แก่ สมุดบัญชีรายรับรายจ่ายรายวัน  สมุดบัญชีเงินฝาก  สมุดบัญชีแยกรายรับ  สมุดบัญชีแยกรายจ่าย  สมุดบัญชีงบประจำปี และเล่มรายงานงบประจำปี  ซึ่งจะเริ่มนำร่องที่วัดดาวดึงษาราม กรุงเทพฯ ในปีงบประมาณ 2561  จากนั้นจะดำเนินการให้ครอบคลุมทุกวัดทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม มส. ได้มอบให้ พศ. ไปดำเนินการจัดทำหนังสือคู่มือการจัดทำบัญชีวัดรูปแบบใหม่ พร้อมดำเนินการจัดอบรมถวายความรู้พระสังฆาธิการให้ครอบคลุมทั่วประเทศด้วย เพื่อจะได้มีความพร้อมและมีแนวทางปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน

"การนำร่องวัดดาวดึงษาราม ถือว่าเป็นวัดขนาดกลาง โดยทางคณะสงฆ์เชื่อว่า วัดใหญ่และวัดขนาดกลาง ไม่น่าจะมีปัญหาในการจัดทำบัญชี แต่อาจจะมีปัญหาในวัดขนาดเล็กอยู่บ้าง จึงต้องมีการถวายความรู้ เพื่อให้การจัดทำบัญชีเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ที่สำคัญแสดงให้เห็นว่า คณะสงฆ์ ได้เห็นความสำคัญในการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา และเห็นความสำคัญของการจัดทำบัญชีวัดให้เกิดความโปร่งใส" รักษาการ ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม กล่าว

 

ที่มา : แนวหน้า : 12 ตุลาคม 2560

 

ยึดทรัพย์นพรัตน์ !

ประธานเครือข่ายเงินทอนวัด

เหลือติดกระเป๋าจิ๊บๆ แค่ 70 ล้าน

 

 

 

นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์

 

ปปง. ยึดทรัพย์อดีต ผอ.พศ.-พวก เซ่นคดีเงินทอนวัดกว่า 71 ล้าน

10 ต.ค. 60 พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร รักษาราชการแทนเลขาธิการ ปปง. เปิดเผยถึงผลการประชุมผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 19/2560 ว่า คดีการทุจริตเงินทอนวัด เนื่องมาจากโครงการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนการบูรณะปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัดต่างๆนั้น จากการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานพบว่า นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานนท์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พ.ศ.) กับพวก ซึ่งเป็นข้าราชการในสำนักงานฯ และบุคคลใกล้ชิด ได้แก่ นางประนอม คงพิกุล นายสวัสดิ์ กิตติธีระสิทธิ์ นางณัฐฐาวดี ตันตราวิสารสิทธิ นางชมพูนุท จันฤาไชย พระสุทธิพงศ์ สุทธิวังโส แสงสุข นายฐานพัฒน์ ม่วงทอง นายศิวโรจน์ ปิยรัตน์เสรี หรือพระเบิ้ม และ นางสาวอุบล ดิษฐ์ด้วง ได้ร่วมกันกระทำการทุจริตเงินงบประมาณอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์และการพัฒนาวัด ตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 2559

"กลุ่มผู้กระทำผิดมีพฤติการณ์ร่วมกันกระทำความผิดวางแผนเป็นขั้นตอนและแบ่งหน้าที่กันทำ ในการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนการบูรณะปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัดต่างๆ เป็นเครื่องมือในการเทงบประมาณลงไป โดยเมื่อวัดได้รับเงินดังกล่าวก็จะโอนเงินสดมามอบให้นายนพรัตน์ หรือบุคคลใกล้ชิด ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 3(5) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 คณะกรรมการธุรกรรมจึงได้มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานนท์ กับพวกประกอบด้วยทรัพย์สินจำนวน รวมทั้งสิ้น 33 รายการ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 71,939,017.91 บาท" พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ กล่าว

พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ กล่าวว่า สำนักงาน ปปง.จะมุ่งเน้นการสืบสวนขยายผลเพื่อยึดทรัพย์สิน ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดต่อไปให้ถึงที่สุด ตามมาตรการและขั้นตอนของกฎหมายฟอกเงิน

 

ที่มา : แนวหน้า : 10 ตุลาคม 2560

 

ถึง คสช. !

รัฐมนตรีมหาดไทยสั่งสอบปมสวมสิทธิ์

หากผิดก็ต้องดำเนินคดี

 

 

 

ภาพ : ผู้จัดการ

 

 

มท.1 สั่งสอบ ใครคือคนผิด ปมบัตรประชาชนพระเชียงใหม่

"บิ๊กป๊อก" สั่งตรวจสอบปมเลขบัตรประชาชนพระเชียงใหม่ซ้ำ "ด.ช.ดวงดิน" ไล่เช็คตั้งแต่พ่อแม่เด็กยัน จนท. ทำบัตรเมื่อปี 38 หากพบใครทำผิดต้องรับผิดชอบ กำชับนายอำเภอในพื้นที่แจ้งความดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 10 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนการเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม) ถึงกรณีที่เจ้าอาวาสวัดสวนดอก จ.เชียงใหม่ ใช้หมายเลขประจำตัวประชาชนเลขเดียวกับ ด.ช.ดวงดิน เวียงดินคำ ซึ่งเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 38 ว่า พ่อแม่ของด.ช.ดวงดิน ยืนยันว่า เด็กเสียชีวิตแน่ชัดแล้ว แม้จะไม่ได้แจ้งการเสียชีวิตและไม่ได้ออกใบมรณะบัตรก็ตาม ซึ่งเราก็ยกเลิกเพิกถอนบัตรประจำตัวฉบับนี้ก่อน ขณะเดียวกันนายอำเภอในพื้นที่ต้องแจ้งความทันที กรณีที่เจ้าอาวาสวัดสวนดอกไปสวมสิทธิบัตรประชาชนของผู้ตาย เพราะเป็นเรื่องผิดกฎหมาย จากนั้นจะต้องสืบสวนตั้งแต่ต้นทาง ว่าพ่อแม่รู้เห็นเรื่องนี้หรือไม่ หรือไม่รู้เห็นอะไร รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ออกบัตรเมื่อปี 38 ทำไมถึงปล่อยให้มีการใช้เลขบัตรประชาชนซ้ำกัน ถ้าพบว่าใครทำผิดก็ต้องรับผิดชอบ

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ถือเป็นอีกบทเรียน แต่ก็สามารถตรวจสอบการกระทำผิดได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีเทคโนโลยีระบบคอมพิวเตอร์เข้าช่วยว่ากระทำผิดขั้นไหนอย่างไร ส่วนความผิดพลาดเรื่องการสวมสิทธิบัตรประชาชนในปัจจุบัน คิดว่าคงจะเกิดยากขึ้น เพราะมีการยืนยันด้วยระบบคอมพิวเตอร์แล้ว

 

ที่มา : ดลินิวส์ : 10 ตุลาคม 2560


 

อาจารย์สมานโดนก่อน !

ถูกนิมนต์เข้าชี้แจงกรณีเจ้าคุณนิมิตสวมสิทธิ์คนตาย

จ่อฟันข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

 

 

อาจารย์สมาน พระเทพมังคลาจารย์

เจ้าอาวาสวัดท่าตอนพระอารามหลวง

รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่

 

 

อาจารย์สมาน กับ เจ้าคุณนิมิต

 

 

ผอ.สำนักพุทธฯเชียงใหม่ ออกหนังสือให้ เจ้าอาวาสวัดสวนดอก มาชี้แจงปมสวมบัตร ปชช. คนตาย

จากกรณี พ.ต.อ.บุญเลิศ เมตตารักษ์ อดีต ผกก.สภ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ นายกิตติศักดิ์ แสนทวีสุข พร้อมคณะทำงาน เข้ากับร้องเรียนกับศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวหาพระสังฆาธิการ ระดับเจ้าอาวาสวัดและเจ้าคณะอำเภอกับพระราชาคณะชั้นราช และรองเจ้าคณะจังหวัด ซึ่งเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ได้สวมบัตรประชาชนผู้ที่เสียชีวิต คือ ด.ช.ดวงดี เวียงดินดำ ซึ่งเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง เมื่อปี 2538 เดิมเป็นชาวบ้านหนองดินดำ ต.บ้านแก้ง อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ แต่พ่อแม่ ซึ่งสมัยนั้นบ้านอยู่ห่างไกลไม่ได้แจ้งตาย จนกระทั่งทะเบียนราษฏร์ได้รับรองการตาย และออกใบมรณบัตร เมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมานั้น

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 9 ตุลาคม 2560 ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายอุบลพันธ์ ขันผนึก ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประะธานประชุม เพื่อติดตามตรวจสอบกรณีร้องเรียนดังกล่าว ตามคำสั่ง นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มีตัวแทนจากศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ทหาร ตำรวจ อำเภอ เทศบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมกว่า 10 คน โดยใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง

นายอุบลพันธ์ กล่าวว่า เบื้องต้น นายปวิณ มีคำสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว ว่ามีมูลมากน้อยแค่ไหน โดยที่ประชุมได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบทะเบียนราษฏร์จากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และภูมิลำเนาผู้เสียชีวิต เพื่อตรวจสอบประวัติ เอกสารหลักฐาน ว่าเกี่ยวข้องกับผู้ถูกกล่าวหาอย่างไร ต้องใช้เวลาตรวจสอบสักระยะหนึ่ง แต่คงเร็วที่สุด เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นที่สนใจประชาชนอย่างมาก คาดว่าไม่เกินตุลาคมนี้ คงทราบผลอย่างเป็นทางการ เนื่องจากต้องลงพื้นที่ตรวจสอบหลายจังหวัด และหลายอำเภอ

"ขณะนี้ยังไม่สรุป หรือชี้ชัดว่าเรื่องดังกล่าว ต้องรอพยานหลักฐาน เนื่องจากผู้ร้องเรียนได้ร้อง 2 ทาง คือ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด กับสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด แต่ทางจังหวัดมอบหมายให้ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด เป็นหน่วยงานหลักเพื่อบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว เนื่องจากจังหวัดยังไม่มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ เป็นการตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงเท่านั้น ก่อนดำเนินการในขั้นต่อไป" นายอุบลพันธ์กล่าว

นายอุบลพันธ์ กล่าวอีกว่า เบื้องต้น จากข้อมูลที่ได้รับทราบว่ามีการร้องเรียน พระราชรัชมุนี เจ้าอาวาสวัดสวนดอก พระอารามหลวง ต.สุเทพ ในฐานะเจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ ที่สวมบัตรประชาชนดังกล่าว กับพระเทพมังคลาจารย์ (สมาน กิตติโสภโณ) เจ้าอาวาสวัดท่าตอน อ.แม่อาย ในฐานะรองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ และสนิทสนมกับพระราชรัชมุนี เป็นการส่วนตัว และเป็นผู้ผลักดันให้พระราชรัชมุนี ได้รับสมณศักดิ์สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ร้องจึงรวบรวมหลักฐานให้ตรวจสอบและดำเนินคดีกับพระดังกล่าวทั้ง 2 รูป เนื่องจากมีการระบุว่า บิดา-มารดา ของพระราชรัชมุนี เป็นชาวต่างด้าว สัญชาติพม่า ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณ
ตะเข็บชายแดนไทย-พม่า ติดกับ อ.แม่อาย ด้วย

นายอุบลพันธ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่ ได้ทำหนังสือถึงพระราชรัชมุนีมาแสดงตน ให้โอกาสมาชี้แจงเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งไม่ทราบว่าพระราชรัชมุนีมาชี้แจงหรือไม่ เพราะเป็นสิทธิของท่าน ส่วนพระเทพมังคลาจารย์ ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนสวมบัตรประชาชนผู้ตาย หากพบว่ามีมูล อาจโดนข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมายทางปกครอง และกฎหมายคณะสงฆ์ ทั้งนี้จะทำหนังสือให้พระเทพมังคลาจารย์ มาชี้แจงข้อเท็จจริงก่อน เพื่อความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

 

ที่มา : ติชน : 10 ตุลาคม 2560


 

งานเข้าเจ้าคุณนิมิต !

โดนข้อหาสวมสิทธิ์คนตาย

ฟ้องพงศ์พรหวังผลไกลถึงอาจารย์สมานวัดท่าตอน

 

 

พระราชรัชมุนี

(นิมิต สุขรสุวณฺโณ ป.ธ.9)

เจ้าอาวาสวัดสวนดอกพระอารามหลวง

เจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่

 



 

อดีต ผกก. เตรียมร้อง พศ.-ไพบูลย์ สอบเจ้าอาวาสวัดเชียงใหม่ สวมสิทธิ์คนตาย


อดีตผกก. เตรียม หอบเอกสารร้อง ผอ.สำนักพุทธ-ไพบูลย์ สอบเจ้าอาวาสวัดเชียงใหม่ สวมสิทธิ์คนตาย ใช้เลขบัตรประชาชนเดียวกับชาวชัยภูมิ ที่ตายไปแล้ว เมื่อปี 2538 ชี้กระทบความมั่นคง ทำลายวงการสงฆ์ หลังแจ้ง กอ.รมน. และศูนย์ดำรงธรรมไปแล้ว พี่สาวโวยบาปกรรมเบียดเบียนคนตาย ด้าน วัดสวนดอก ยังเงียบ

วันนี้ (8 ต.ค.) พ.ต.อ.บุญเลิศ เมตตารักษ์ อดีตผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 ต.ค. ที่ผ่านมา ได้เดินทางเข้ามายื่นหนังสือต่อผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงใหม่ (กอ.รมน.ชม.) และศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้ตรวจสอบ พระราชรัชมุนี เจ้าอาวาสวัดสวนดอก พระอารามหลวง และเจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ มีหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนเลขเดียวกับ ด.ช.ดวงดิน เวียงดินดำ คือเลขที่ 3-3610-00558-10-1 ทั้งที่ ด.ช.ดวงดี ได้เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ปี 2538 ว่าเป็นการสวมสิทธิ์คนตายหรือไม่ และยังถือว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง และกระทบวงการสงฆ์ของไทยอีกด้วย

พ.ต.อ.บุญเลิศ เปิดเผยต่อว่า ด.ช.ดวงดี เวียงดินดำ มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 283/1 หมู่ที่ 2 ต.บ้านแก้ง อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนเลขที่ 3-3610-00558-10-1 และ ได้บวชเรียนจนเป็นพระภิกษุ จำพรรษาที่วัดพระพิเรนท์ กรุงเทพฯ สอบได้เปรียญธรรม 3 มีรูปถ่ายรับพัดเปรียญธรรมกับสมเด็จพระสังฆราชฯเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2535 ต่อมาในปี 2538 ได้อาพาธด้วยโรคมะเร็ง และมรณภาพลงในปี 2538 แต่ทางญาติได้ประกอบพิธีประชุมเพลิงที่บ้านหนองดินดำ ต.บ้านแก้ง อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ แต่ก็มิได้แจ้งตายต่อหน่วยงานราชการ

ต่อมาได้ทราบว่าหมายเลขบัตรประตัวประชาชนของ ด.ช.ดวงดี เวียงดินดำ ยังปรากฏในสารบทว่ายังมีชีวิตอยู่ และเปลี่ยนเป็นชื่อ พระราชรัชมุนี (นิมิตร ทิพย์ปัญญาเมธี) ทางญาติจึงได้ทำการแจ้งต่อสถานีตำรวจอำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เพื่อลงบันทึกประจำวันแจ้งการตายไว้เป็นหลักฐาน เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ที่ผ่านมา และ ให้อำเภอภูเขียว ดำเนินการออกหนังสือรับรองการตายไปเมื่อวันที่ 3 ต.ค. ที่ผ่านมา เพื่อใช้เป็นหลักฐาน และยืนยันว่าไม่เคยรู้จักกับ พระราชรัชมุนี แต่อย่างใด

พ.ต.อ.บุญเลิศ กล่าวต่อว่า ในเร็วๆ นี้ จะส่งหลักฐานดังกล่าวนี้ร้องเรียนไปที่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และ นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สปช. เพื่อช่วยตรวจสอบควบคู่ไปด้วย

ขณะที่ นางบัวไล รัศมีพันธ์ พี่สาว ด.ช.ดวงดี กล่าวว่า รู้สึกตกใจที่ทราบว่ามีพระชั้นผู้ใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่ ไปสวมสิทธิ์หมายเลขบัตรประชาชนเดียวกับน้องชายทั้งที่เสียชีวิตไปนานแล้ว จึงอยากให้ผู้เกี่ยวข้องตรวจสอบเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นเรื่องบาปเรื่องกรรม ที่ไปเบียดเบียนคนที่ตายไปแล้ว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ไปถึง 3 ครั้ง ไปหมายเลขโทรศัพท์ของวัดสวนดอกเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงกับพระราชรัชมุนี ที่ถูกอ้างว่าไปสวมสิทธิ์คนตายแต่ไม่มีผู้รับสายแต่อย่างใด

 

ที่มา : ู้จัดการ : 9 ตุลาคม 2560

 

ขังพระราหู !

วัดศีรษะทองทำตามกฎคณะสงฆ์

ตีลูกกรงขังพระราหูไม่ให้ออกฤทธิ์

 

 

เจ้าคุณธงชัย

ลาออกจากตำแหน่งพระเกจิเป็นรูปแรกของประเทศไทย

 

 

พระราหูก่อนหน้านี้

 

 

Rahu Today

 

 

อา..ดูท่าว่า พระพุทธศาสนาในประเทศไทย จะเข้าสู่ยุคศิวิไลซ์ในไม่ช้านี่แล้ว เมื่อวาน เจ้าคุณธงชัย วัดไตรมิตร เกจิอันดับหนึ่งของประเทศไทย ก็ประกาศ "ลาออกจากความเป็นพระเกจิ" ไปเป็นองค์แรกในประวัติศาสตร์ เพราะไม่เคยมีใครประกาศเช่นนี้มาก่อน วันนี้ก็ถึงคิว "พระราหู" อันเป็นสุดยอดเทพในตำนานฮินดู เพราะมีอิทธิฤทธิ์แรงกล้าฆ่าไม่ตาย เพราะได้ดื่มน้ำอมฤตที่ได้จากการ "กวนสมุทร" อันโด่งดังในรามเกียรติ์นั่นเอง ตามตำราโบราณนั้นท่านบอกว่า มาตรว่าศุกร์จะเข้า เสาร์จะแทรก ผัวแตกเมียแยก ครอบครัวพังทลาย แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็ไม่อันตรายเท่ากับ "ราหูทับลัคน์" โบราณเรียกว่า คนดวงแตก เพราะจะทำให้แตกทุกอย่าง อย่างไม่มีชิ้นดี ดังนั้น เพื่อความเป็นสิริมงคล พ้นจากการครอบงำของราหู ผู้ที่อยู่ในเกณฑ์ถูกราหูครอบงำจึงต้องทำการสะเดาะเคราะห์ "บูชาพระราหู" ด้วยของดำทั้งแปดอย่าง มีเฉาก๊วยเยาวราชเป็นต้น จึงจะพ้นอันตราย แต่ถ้าจะให้ถูกโฉลกบูชาราหูได้ผลอย่างชงัดแล้ว ท่านบอกว่า ต้องไปทำพิธีที่วัดศีรษะทองของหลวงพ่อน้อย ผู้เป็นต้นตำรับกะลาราหูอันโด่งดัง สืบทอดตำรามาจากพระครูบานันตา วัดทุ่งม่านใต้ จังหวัดลำปาง

แต่ว่าวันนี้ "พระราหู" ถูกจับกุมคุมขัง โดยคำสั่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางเสียแล้ว ไม่แน่ใจว่า "ฝากขังชั่วคราว" หรือ "ขังลืม" แถมยังทราบว่า จะถูกคลุมโปงไม่ให้ใครได้เห็นหน้าพระราหูอีกด้วย อีกไม่นานคงลืม เหมือนในเพลง..อีกหน่อยก็ลืม เชื่อเหอะ !

 

 

วัดศีรษะทอง ตำนานพระราหู

 

วัดศีรษะทอง ตั้งโครงเหล็ก เตรียมปิดตาย พระราหู ถาวร

นครปฐม-วัดศีรษะทอง จ.นครปฐม ขานรับหนังสือเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ทำนั่งร้านปิดครอบพระราหู พร้อมสั่งห้ามให้มีการบูชาไหว้ของดำ 9 อย่างไม่มีกำหนด ขณะประชาชน เสียงแตกให้ความเห็นบูชาเทพเป็นเรื่องความสุขทางใจ ชี้ ดีที่มีการจัดระเบียบชัดเจน

วันนี้ 7 ตุลาคม 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ ที่วัดศีรษะทอง ต.ศีรษะทอง อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม หลังจากที่ มีหนังสือคำสั่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ที่ 8/2560 เรื่อง อาจารพระภิกษุสามเณรและการบริหารวัดในเขตปกครอง ซึ่งมี 6 ข้อ ลงนามโดย สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เมื่อวัน 30 กันยายน 60 ที่ผ่านมา โดยมีการกำหนดบทบาทและจัดระเบียบของพระภิกษุสงฆ์ และการบริหารจัดการรวมถึงการปฏิบัติต่าง ๆ ให้เกิดความชัดเจน โดยเฉพาะการจัดระเบียบเกี่ยวกับเรื่องของเครื่องรางของขลัง ต่าง ๆ

โดยพบว่าที่ศาลาที่มีการตั้งพระราหู ซึ่งเป็นเทพที่ขึ้นชื่อของวัดศีรษะทอง ยังคงมีประชาชนเดินทางเข้ามากราบไหว้บูชาพระราหูอย่างต่อเนื่อง แต่พบว่าที่องค์พระราหู ได้มีการตั้งนั่งร้านโครงเหล็กสีดำขนาดใหญ่ รอบตัวองค์พระราหู ซึ่งทางวัดได้มีการนำโต๊ะสำหรับตั้งเครื่องบูชา 9 อย่าง ที่เคยเปิดให้ประชาชนได้เข้ามาบูชาชุดละ 300 บาท ออกจากไปจากพื้นที่และปิดห้องสำหรับให้ซื้อชุดบูชา โดยมีการนำหนังสือคำสั่งของเจ้าคณะใหญ่หนกลาง มาติดไว้ให้ประชาชนได้อ่านในข้อกำหนดต่าง ๆ ที่ได้มีการสั่งการ

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว ประชาชนส่วนใหญ่ ยังได้มีการเข้ามากราบไหว้และบางคนยังคงมีการนำทองมาติดไว้ที่องค์ราหูองค์เล็กที่ตั้งอยู่ด้านหน้าพระราหูองค์ใหญ่ ร่วมกับ การกราบไหว้บูชาพระตามราศีประจำวันเกิด และพระพุทธรูปตามที่ได้มีการตั้งไว้ให้ประชาชนได้บูชาตามปกติ ซึ่งมีหลายคนได้ทราบเรื่องเอกสารดังกล่าว แต่ก็ยังมีอีกมากที่ยังไม่ทราบข้อมูลเรื่องนี้ ซึ่งได้สร้างความแปลกใจให้กับผู้ที่เข้ามาทำบุญในวัดหลายคน

จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ในวัด ได้บอกว่า ทางวัดได้สั่งให้ยุติการบูชา พระราหูตั้งแต่ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา และได้นำผ้ามาคลุมไว้ทั้งองค์ โดยเพิ่งมาเปิดออกในวันนี้ เพื่อจะให้มีการวัดสัดส่วนในการทำอุปกรณ์มาปิดที่ตัวองค์พระราหูทั้งองค์ ขณะที่ทางเจ้าอาวาสและพระลูกวัดปฏิเสธที่จะให้ข่าวกับทางสื่อมวลชนและยืนยันว่าจะปฏิบัติตามหนังสือสั่งการ

โดยทางวัดศีรษะทองจะทำโครงเหล็กมาครอบพระราหูทั้งองค์และปิดรอบด้านด้วยกระจกทึบแสง โดยที่ด้านหน้าที่นำพระนาคปรก มาตั้งไว้แทน แบบปิดตายถาวร โดยมีการประชุมพระในสังกัดจังหวัดนครปฐม เมื่อวานนี้ ไม่ได้มีการสั่งการเป็นหนังสือออกมาและไดสั่งย้ำให้ปฏิบัติตามหนังสือสั่งการโดยเคร่งครัด

ด้านนางพิสมัย ศิวะกรเนตร์ อาจารย์โรงเรียนวัดเขาวัง จังหวัดราชบุรี บอกว่า ตนเองได้เข้ามาบูชาพระราหูตามปกติ แต่ก็ไม่ได้บ่อยมาก ส่วนใหญ่จะเน้นที่พระพุทธรูป และที่เน้นคือที่วัดพระแก้ว การมีหนังสือสั่งการออกมา ก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร เพราะการบูชาเทพนนั้นก็ถือเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ส่วนตัวไม่ได้มาขอโชคลาภแต่มาไหวเพื่อความสบายใจเท่านั้น

นายบุญรอด ท้วมเกิด ชาวกรุงเทพ บอกว่า ตนเองมากราบไหว้บูชาพระราหูครั้ง หลังจากป้านำน้ำมนต์จากวัดนี้ไปให้ ก่อนที่จะไปออกรถมาใช้ ซึ่งไม่กี่วัน น้ำมนต์ได้ผุดขึ้นในขวดทำให้รู้สึกแปลกใจ และได้นำนำมนต์ไปรดที่รถที่เพิ่งออกมาวันนี้จึงได้ขอมากราบไหว้ตามความแปลกที่ได้เจอกับตัวเอง

ส่วนการจัดไม่ให้มีการบูชา คิดว่ามันก็แปลกๆเพราะของเหล่านี้อยู่กับวัดมานานคนก็มากราบไหว้ขอโชคลาภ ถ้าไม่ให้ไหว้จะให้มากราบไหว้ผ้าใบที่คลุมครอบไว้มันก็ไม่ใช่ สิ่งที่จะปกติ และไม่ควรปิดกั้นกับสิ่งที่คนจะบูชา

นางสิริพร โรจนศิริยศนนท์ ชาวจังหวัดนครปฐม บอกว่า ปกติตนเองก็กราบไหว้บูชาพระและเทพมายาวนาน เพราะถูกปลูกฝังมานาน ซึ่งศาลเจ้าก็เข้า วัดก็เข้า อะไรดีก็กราบไหว้หมดเพราะมีความสบายใจ ซึ่งการที่จะมีการจัดระเบียบก็ถือว่าดี เพราะจะได้มีการกำหนดแบ่งจุดให้ชัดว่า ตรงนี้คือไหว้พระ ตรงนี้คือการบูชาเทพ ส่วนการให้บูชาเทพนั้นบางที่ก็ไม่แพงแค่องค์ละ 100-200 บาท แต่ถ้าที่ไหนแพงเกินก็ต้องมาจัดระเบียบกันให้ชัดเจน

สำหรับบรรยากาศในวัดอื่นๆ ในจังหวัดนครปฐม มีการออกมาตอบรับคำสั่งดังกล่าวกันแล้ว แต่ก็ยังไม่มีวัดใดออกมาให้ข่าวตามกระแสสั่งการแบบชัดเจนส่วนใหญ่จะอ้างว่ากลัวให้ข้อมูลที่ผิดพลาดและส่งผลถึงความเข้าใจผิดที่จะเกิดขึ้นได้

 

ที่มา : ู้จัดการ : 8 ตุลาคม 2560


 

อึ้ง แอนด์ ทึ่ง !

พงศ์พรสั่งย้าย "คนมีปัญหา" เข้าปทุมธานี

ที่เหลือก็..สะเปะสะปะ

 

 

อา..ก็นึกว่า "รีเทิร์น" กลับมารอบใหม่ จะไฉไลกว่าเดิม ที่ไหนได้ เห็นแล้วฟอร์มบู่ ดูได้จาก "บัญชีสั่งย้ายข้าราชการสังกัดสำนักพุทธฯ" ครั้งล่าสุด ลงนามโดย..พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. จาก ม.44 และจาก มติคณะรัฐมนตรี แบบว่ามาทั้งบนดินและบินมา ถ้าโยกไปโยกมาอีกรอบก็ครบทั้ง "ใต้น้ำ" ด้วย แต่ขากลับนั้นก็กลัวจะ "คลานกลับ" เสียมากกว่า เพราะถ้าเล่นลิเกดังที่เห็นมาสองรอบนี้ หมอและพยาบาลคงประสานเสียงว่า..อาการน่าเป็นห่วง !

ที่ว่าน่าเป็นห่วงนั้น ก็เพราะว่า ถ้าหากใช้หลักการที่ว่า "คนมีปัญหาไม่ควรจะอยู่ในตำแหน่งที่ให้คุณให้โทษ" บรรดาเจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ "ทุกระดับ" นับตั้งแต่ ผอ.พศ. ลงไป ก็ไม่ควรอยู่ในตำแหน่งใดๆ ในสำนักพุทธฯ คือต้องถูกสั่งพักงานหมด แล้วให้คนที่ไม่มีปัญหาเข้ามาทำงานแทน แบบนี้จึงจะถือว่า ถูกต้องตามหลักการ

แต่การทำงานของ "พงศ์พร" ทั้งสองรอบนั้น เห็นได้ชัดว่า ไม่ได้ใช้หลักการนี้แต่อย่างใด เช่น กรณี น.ส.ประนอม คงพิกุล รอง ผอ.พศ. ซึ่งติดโผเอี่ยวเงินทอนชุดแรก พงศ์พรอ้างว่า "ไม่มีตำแหน่งว่าง เลยให้อยู่ที่เดิมไปก่อน แต่ได้สั่งระงับไม่ให้ทำงานที่มีอำนาจไปแล้ว" ถามว่า เป็นคำตอบที่ถูกต้องหรือไม่ แต่สุดท้ายก็สู้กระแสไม่ไหว จำใจต้องให้ "บิ๊กตู่" สั่งย้ายไปสังกัด กพ.

มาคราวนี้ก็เอาอีกแล้ว พงศ์พรเจ้าเก่า สั่งย้ายเจ้าหน้าที่ "ที่มีปัญหา" ย้ำ ! ไปอยู่ในพื้นที่ที่สำคัญ สามารถให้คุณให้โทษได้มหาศาล เลยเกิดคำถามว่า เพื่ออะไร ขอจาระไนดังต่อไปนี้

 

นี่คือ "บัญชีโยกย้าย" ครั้งล่าสุด ที่ลงนามโดย..พงศ์พร

 

ภาพ : เจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์

 

1. ว่าที่ รต.จุลสัน ทันอินทร์อาจ ผอ.พศจ. ปทุมธานี ถูกย้ายไปอยู่ระยอง และสั่งให้ "นายฉัตรชัย ชูเชื้อ" ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนสถาน ไปดำรงตำแหน่ง ผอ.พศจ.ปทุมธานี แทน

นายฉัตรชัยนั้น ถูก ปปป. ชี้มูลว่ามีความผิดในคดีที่เรียกกันติดปากว่า "เงินทอนวัด" นั่นเอง จึงไม่ควรอยู่ในตำแหน่งเดิมอีกต่อไป แต่การได้เข้าไปอยู่ในเขตอิทธิพล "อันดับหนึ่ง" ของประเทศไทย อันได้แก่ จังหวัดปทุมธานี นั้น ถามว่า เหมาะสมหรือไม่อย่างไร ?

ที่ว่าปทุมธานีเป็นเขตอิทธิพลอันดับหนึ่งของไทยนั้น ก็เพราะในจังหวัดนั้นมี "วัดพระธรรมกาย" ตั้งอยู่ ใครได้คุมจังหวัดนี้ก็ใหญ่กว่า กทม. เพราะขนาดบิ๊กๆ ใน กทม. ยังต้องตบเท้าไปคารวะ "ธัมมชโย" ในงานวันเกิดทุกปี เลียก้นกันถึงขนาดว่า "ประเทศไทยจะขาดธัมมชโยไม่ได้" แบบว่าถ้าธัมมชโยตาย กรรมการ มส. สายธรรมกาย ก็คงจะพร้อมใจกันกินยาลาตายตามไปด้วย

ตามวัตถุประสงค์เดิมของการยืมตัว "พ.ต.ท.พงศ์พร" จากดีเอสไอ มาดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ. นั้น ชัดเจนว่า เพื่อมาดำเนินการให้ปัญหาวัดพระธรรมกายดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ไม่กั๊กปัญหาเหมือนสมัย นายพนม ศรศิลป์ ดังนั้น มองหน้า "พงศ์พร" ครั้งใด ก็ต้องนึกถึง "ภารกิจหลัก" ข้อนี้เอาไว้ให้มั่น แม้แต่เรื่องเงินทองเงินทอนนั้น ก็ไม่สำคัญเท่ากับปัญหาธรรมกาย เพราะปัญหานี้เกิดจากภายในสำนักพุทธฯ โยกเงินผ่านวัดแล้วโอนกลับ ถ้าล้างบางเจ้าหน้าที่ภายในสำนักพุทธฯเสร็จ จัดระเบียบการเบิกจ่ายเสียใหม่ให้โปร่งใส ก็ไม่มีปัญหาอะไรอีกต่อไป แต่สำหรับธรรมกายแล้ว หนักกว่านั้นเยอะ ว่ากันตามตรง แม้แต่ พ.ต.ท.พงศ์พร เอง ก็ไม่ได้อยู่ในสายตาของธัมมชโย แต่ธัมมชโยมองว่า "คสช." ต่างหาก คือคู่ต่อสู้ ไม่งั้นไม่กล้าประกาศหรอกว่า "หลวงพ่อจะมอบตัวต่อเมื่อประเทศเป็นประชาธิปไตยเท่านั้น" เห็นไหมว่าก่อนจะไปถึงปทุมธานี ก็ต้องมองให้ทะลุว่า หมากแต่ละตัวมีค่าเท่าใด ก่อนจะไป..วางเดิมพัน ถ้าคิดฝันว่า "พงศ์พรคือพระเอกขี่ม้าขาว จะเข้าทลายอาณาจักรธรรมกายและหัวเมืองบริวารให้เรียบเป็นหน้ากลอง" แล้วละก็ ขอให้คิดใหม่ทำใหม่ และลำพังตัวพงศ์พรพร้อมทั้งตำแหน่ง "ผอ.สำนักพุทธฯ" นั้น มันไม่มีอำนาจบาตรใหญ่อะไรหรอก ถ้าบิ๊กตู่ไม่หนุนหลังอย่างแข็งขัน ก็รับรองว่า..นั่งเก้าอี้จนก้นเน่า เท่านั้นเอง ทำอะไรธัมมชโยไม่ได้หรอก

แล้วทีนี้ว่า ถ้าจะโยก ว่าที่ ร้อยตรี จุลสัน ออกจากปทุมธานี ด้วยเหตุผลว่า ไม่สนองงาน หรือสนองงานไม่โดนใจ อะไรก็ตามแต่ ตรงนี้ก็ต้องเทียบกับการทำงานของคุณพงศ์พรนั่นเองแหละว่า "เป็นโล้เป็นพาย" กับเขาไหม

ก็เมื่อรับตำแหน่ง ผอ.พศ.ใหม่ๆ มีเสียงเชียร์ให้ใช้อำนาจ มส. ชงตั้งให้ทำการ "สึกธัมมชโย" โดยใช้ ม.21 พงศ์พรรับดาบจาก มส. วิ่งไปวัดเขียนเขต ของเจ้าคุณสมศักดิ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี จนป่านนี้ก็ยังไม่สามารถใช้ ม.21 กับธัมมชโยได้ หนำซ้ำ ตัวพงศ์พรเอง ก็แทบไม่ได้ยุ่งกับธรรมกายอีกต่อไป เพราะถูกเจ้าคุณสมศักดิ์และพระผู้ปกครองสายวัดชนะ "กีดกัน" ออกจากสนามแม่เหล็ก กั้นเขตไว้ให้ "พระสงฆ์ดูแลกันเอง" และคงจะอยู่กันอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่า..ประเทศไทยจะเป็นประชาธิปไตย โน่นแหละ

และนั่นถามว่า ตัวพงศ์พรมีน้ำยาอะไรไปกดดันธัมมชโยได้ และถ้าระดับ "พงศ์พร" ซึ่งเป็นทั้ง ผอ.พศ. และมี ม.44 หนุนหลัง ยังทำอะไรธัมมชโยไม่ได้ แล้วจะไปเรียกร้องอะไรกับ ว่าที่ ร้อยตรี จุลสันต์ ซึ่งเป็นเพียงแค่ พศจ. ซึ่งก็คือลูกน้องของพงศ์พรนั่นเอง ถ้าจะบอกว่า "ว่าที่ร้อยตรีจุลสัน ทำงานไม่ได้ผล" ก็ต้องเปลี่ยนเป็น "พ.ต.ท.พงศ์พร นั่นแหละ ที่ไม่ได้เรื่อง"

แต่ก็เอาเถิด จะโยกจะย้าย "คุณจุลสัน" ไปทางใดนั้น ก็ถือว่าเป็นอำนาจ ตัวคุณจุลสันเองก็คงไม่ออกมาโวยวายว่า "ผมไม่อยากย้าย" เหมือนใครบางคน ปัญหาที่น่าสนใจมันกลับไปอยู่ที่ว่า "เมื่อย้ายคุณจุลสันออกไปจากปทุมธานีแล้ว ผู้ที่มาทำงานแทนก็ต้องดีกว่าคุณจุลสัน ไม่ว่าจะด้านคุณสมบัติส่วนตัว หรือประวัติการทำงาน" นั่นเป็นหลักการ

แต่พงศ์พรกลับเอา "ฉัตรชัย ชูเชื้อ" จากกองพุทธศาสนสถาน ซึ่งมีปัญหาว่าด้วยเงินทอนมาเป็น ผอ.พศจ.ปทุมธานี แทน ถามว่า มันไม่แย่กว่า ว่าที่ร้อยตรี จุลสัน ดอกหรือ ?

หรือคุณพงศ์พร จะมีเหตุผลที่ดีกว่านี้ ?

ถามคำเดียวว่า เอาฉัตรชัย มาทำอะไร ?

ถ้าเอามาช่วยงานให้เดินหน้ากว่าเวลาที่จุลสันอยู่ ก็ถามว่า คนมีมลทินติดตัวเช่นฉัตรชัยนั้น จะมาทำงานให้ดีกว่าคนที่ไม่มีมลทินได้อย่างไร คุณพงศ์พรใช้อะไรเป็นบรรทัดฐานการตัดสินใจโยกย้ายล่ะ ?

และถ้าจะย้ายคุณฉัตรชัยมาไว้ที่ปทุมธานี เพื่อไม่ให้มีบทบาทอะไร นั่นก็เท่ากับว่า เอาฉัตรชัยมาช่วยดองปัญหาธรรมกายให้เค็มต่อไป ทำอย่างนี้มันหมายความว่าอย่างไร ?

ก่อนหน้านี้ มีคำถามต่อการสั่งโยกย้าย "พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ลงไปตรวจราชการที่ภาคใต้ ในทำนองว่า "เป็นการทำร้ายคนดี" บ้าง "ส่งคนดีไปตาย" บ้าง "ตอบแทนความดีด้วยความเลว" บ้าง สารพัดข้อหาที่โยนใส่รัฐบาลบิ๊กตู่ จนต้องยอมย้าย "คนดีที่สุด" กลับมาไว้ที่เดิม

แต่วันนี้ คนดีที่ชื่อ "พงศ์พร" กลับสร้างสมการใหม่ในวงการข้าราชการ นั่นคือ การสั่งย้ายคนมีมลทิน ไปอยู่ในที่ที่มีมลทิน นอกจากจะไม่สามารถ "ล้างมลทินเก่า" ได้แล้ว ก็ยังอาจจะเป็นการ "เพิ่มมลทิน" ให้มากขึ้นกว่าเดิม แบบว่า เพิ่มความยุ่งยากให้แก่การแก้ปัญหาธรรมกายขึ้นอีก

ตอนที่รัฐบาลสั่งโอน "คุณมานัส ทารัตน์ใจ" อธิบดีกรมการศาสนา ซึ่งเป็นลูกหม้อของมหาจุฬาฯ มาเป็น ผอ.พศ. แทนพงศ์พรนั้น ก็มีเสียงชะยันโตล่วงหน้าว่า รับรองว่ามานัสต้องเข้ามา "แช่แข็ง" คดีเงินทอนวัดแน่ๆ เพราะเป็นทั้งมหาเก่าและศิษย์เก่า มจร. ฯลฯ สารพัดจะใส่ร้ายเขา ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เข้าทำงานเลยแม้แต่นาทีเดียว

แต่ว่า วันนี้ ที่ชัวร์ๆ ก็คือ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. ได้สั่งย้าย "นายฉัตรชัย ชูเชื้อ" ซึ่งมีมลทินในเรื่องเงินทอนวัด ไปเป็น ผอ.พศจ. ปทุมธานี คุมพื้นที่อันตรายที่สุดของประเทศไทย ถามว่า นี่มันมิใช่การ "เพิ่มความยาก" ให้แก่ปัญหาวัดพระธรรมกายดอกหรือ ?

ก็ครั้งแรกนั้น ตัวพงศ์พรเอง ที่วิ่งไปหาเจ้าคุณสมศักดิ์ถึงวัดเขียนเขต อ้อมแอ้มยกอำนาจในการดูแลวัดพระธรรมกายให้ "เจ้าคุณสมศักดิ์" ไปเบ็ดเสร็จ วันนี้ก็เอาอีก ส่งฉัตรชัยไปปทุมธานี ถ้าสามารถแก้ไขปัญหาได้ดีกว่าจุลสัน ก็คงยิ่งกว่า..ปาฏิหาริย์ !

 

ะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 7 ตุลาคม 2560

พระพรหมสิทธิ และคณะ

เข้าคารวะหลวงพ่อเขมธัมโม วัดป่าสันติธรรม

เมืองวอริค ประเทศอังกฤษ

 

กดที่ภาพเพื่อชมวัดป่าสันติธรรม 2560

ภาพองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

ประชุม ณ วัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร

12 กันยายน 2560

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

ภาพใหญ่ประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

วัดพุทธวิหาร อัมสเตอร์ดัม เนเธอแลนด์

 

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

 

ไอแบงค์ลงดาบ !

เชือด 48 พนักงาน ร่วมกันโกงจนแบงค์เจ๊ง

 

 

อา..เห็นไหมล่ะว่า อิสลามก็โกงเป็นเหมียนกัน แถมยังโกงเป็นแก๊งค์ โกงเป็นทีม โกงยกธนาคารอีกต่างหากด้วย จะด้วยเพราะมีกฎหมายพิเศษเป็นของตนเองหรือไม่ก็ไม่ทราบ ทราบแต่ว่า ที่ลงดาบไปนั่นน่ะ แค่หางเครื่อง เพราะโกงกันเป็นหมื่นล้าน จะไม่มีตัวใหญ่ๆ ระดับผู้จัดการทีม ร่วมด้วยช่วยกันนั้น เป็นไปไม่ได้ ดังนั้น จึงต้องขยายผลไปจนถึง "หัวหน้าแก๊งค์" ว่ามันเป็นใคร ทำไมบังอาจนัก !

 

 

ธนาคารอิสลามฯ เชือด 48 พนักงาน พัวพันทำแบงก์เจ๊ง

ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เชือดแล้ว 48 พนักงานพัวพันทำแบงก์เจ๊ง สั่งสอบวินัยร้ายแรง ยื่นเรื่อง ปปช. ฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย ด้าน "วิทัย" รักษาการเอ็มดีป้ายแดง ทำแผนพลิกฟื้นทำกำไรปีหน้า พฤหัสบดีที่ 5 ตุลาคม 2560 เวลา 18.13 น.

นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานกรรมการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) เปิดเผยความคืบหน้าการเร่งดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่กระทำความผิด จนส่งผลให้ธนาคารเสียหาย ตามนโยบายของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีว่า ขณะนี้ได้ลงโทษทางวินัยกับพนักงานของธนาคารแล้ว 48 ราย ในจำนวนนี้มีการลงโทษวินัยร้ายแรง 24 ราย ส่วนคดีอาญาได้ส่งรายชื่อผู้กระทำความผิดให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  22 ราย และยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) อีก 16 ราย ด้านคดีแพ่งสอบสวนเสร็จแล้ว 4 ราย อยู่ระหว่างส่งฟ้องอัยการเพื่อเรียกเงินคืนและสอบสวนทางแพ่งอยู่อีก 22 ราย


"ส่วนการหาพันธมิตรผู้ร่วมทุนที่ผ่านมา ได้ตั้งเงื่อนไขว่าเงินทุนของธนาคารจะต้องไม่ติดลบ ทำให้กระทรวงการคลังต้องทำการเพิ่มทุน 18,000 ล้านบาท เพื่อไม่ให้เงินทุนติดลบ แต่ต้องทำการแก้ไขกฎหมายธนาคาร ให้กระทรวงการคลังถือหุ้นเกิน 49% เป็นการชั่วคราว ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา"

ด้านนายวิทัย รัตนากร กรรมการ และรักษาการผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กำลังเร่งทำแผนงานธุรกิจปี 61 เพื่อเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) พิจารณาภายใน 30 ต.ค.นี้ โดยภารกิจหลักต้องกลับมาทำให้ธนาคารสามารถดำเนินธุรกิจได้เหมือนเดิม ซึ่งเชื่อมั่นในปีหน้า ธนาคารจะพลิกฟื้นทำกำไรได้ในรอบ 5 ปี หลังจากประสบปัญหาขาดทุนมาเป็นเวลานาน

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 5 ตุลาคม 2560

 

 

เก็บเงินพระทั่วประเทศ !

งานแรกของพงศ์พรในตำแหน่งเลขาธิการ มส.

 

 

มือปราบเงินทอน หรือ มือเก็บเงินพระ ?

 

 

อา..ก็ไหน "ว.วชิรเมธี" ตอแหลว่า "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ ไม่ควรแก่สมณะ" ไงฮะ แล้วจะมาเก็บพระทั่วประเทศน่ะ เหมาะสมหรือไม่ ไหนว่าจะปฏิรูปศาสนา ไม่ให้พระเณรรับเงินรับทองแล้วไง แล้วทำไมมีคำสั่ง "เรี่ยไรเงินพระ" ออกมาจากสำนักพุทธฯ ยุคคนดีที่ชื่อ "พงศ์พร" ก็ไม่ทราบ

ก็คราวก่อน ตอนที่ มส. ลงมติ ให้ พระราชปริยัติสุนทร ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรานั้น พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. ซึ่งเป็นเลขาธิการ มส. แสดงท่าทีไม่เห็นด้วย จึงนำเอาหนังสือคัดค้านวิ่งไปฟ้องสมเด็จพระสังฆราช ที่วัดราชบพิธ แถมยังมีพรรคพวกเชียร์ว่า "ตำแหน่ง ผอ.พศ. ไม่ใช่เด็กวัด จึงไม่ต้องทำตามมหาเถรสมาคม" แต่ถามว่าวันนี้ พงศ์พร มาทำตามมติ มส. ทำไม ในเมื่อการเก็บเงินพระ มันไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย มิใช่หรือ ?

ถ้ากรรมการ มส. (รวมทั้งสังฆราช) ออกเงินส่วนตัว รูปละ 200,000 บาท ตามหนังสือที่แจ้งมานี้ ก็แสดงว่า ทุกรูปยอมรับว่า ตัวเองมีเงินเกิน 200,000 บาท ไว้ในครอบครอง ประเดี๋ยวก็โดน "ชาวพุทธโลกสวย ผู้บังคับให้คนบวช ต้องสละกิเลสให้สิ้น" ของเมืองไทยด่ากันทั้งเมืองหรอก เขาบอกว่า ห้ามพระเณรรับเงินทอง ได้ยินหรือเปล่าครับท่านกรรมการ มส.?

ก็ไหนอ้างหลักการว่า "ปฏิบัติบูชาดีที่สุด สูงกว่าอามิสบูชา" ถามว่า ทำไม มส.-พศ. ไม่ออกมติ ให้พระสงฆ์สามเณรทั่วราชอาณาจักร "นั่งกรรมฐาน" อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล พร้อมๆ กัน เป็นเวลา 9 นาที นี่น่าจะเป็นการถวายพระราชกุศลที่ตรงตามพระธรรมคำสอนอย่างแท้จริง ใช่ไม่ใช่ !

 

 

มติประวัติศาสตร์ !

 

 

 

ที่มา : ูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย : 4 ตุลาคม 2560

 

เปิดภาพงาน 15 ปี ดีเอสไอ !

 

วันที่ไร้เงา "เจ้าคุณธงชัย" เป็นประธาน

 

 

อา..ก็ยังฮือฮากันไม่เลิก กับการ "หนีกลางพรรษา" ของเกจิบอล "เจ้าคุณธงชัย-วัดไตรมิตร" ซึ่งโดนฤทธิ์คำสั่ง "เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก" บวกกับคำสั่ง "เจ้าคณะ กทม." อย่างแรง ถึงกับต้องหนีออกจากวัดไตรมิตรไปอยู่กลางป่ากลางเขา แบบว่าปลีกวิเวกกันกลางพรรษา ถ้าไม่กลับมาภายในวันที่ 5 ตุลาคมนี้ ก็แสดงว่ามีรายการ แหกพรรษา ถือว่าร้ายแรง พอๆ กับพระมหาอภิชาตลาสิกขา พุทธศาสนิกชนจะคลางแคลงใจ

การหนีของเจ้าคุณธงชัยในครั้งนี้ ต้องถือว่า "หนีแบบมีเชิง" คือไม่ยอมรับว่าที่ต้องหนีนั้นมีสาเหตุมาจากคำสั่ง "ปฏิรูปพุทธพานิช" แต่กลับอ้างว่า "เบื่อ-ไม่อยากเป็นเกจิอีกต่อไปแล้ว ตั้งใจจะเลิกมานาน แต่ทนสงสารผู้มีมาขอร้องไม่ได้ คราวนี้เป็นโอกาสดี จะได้ล้างมือจากวงการพระเกจิ ซะที" ฟังแล้วน้ำตาแทบไหล ประชาชนคนไทยจะหันหน้าไปพึ่งพาใคร ถ้าจะไปแข่งกีฬา ไม่ว่าจะเป็น นักมวย นักฟุตบอล หรือแม้แต่โอลิมปิก เพราะเจ้าคุณธงชัยจะไม่สักไม่เสกอีกต่อไปแล้ว ความหวังจะได้แชมป์ก็เลื่อนลอยซีคะ !

แต่ที่มันเสียเหลี่ยม "รองสมเด็จฯ" ไปหลายขุมก็คือ เจ้าคุณธงชัย ไม่ได้อ้างเอาพระธรรมวินัย มาเป็นเหตุผลในการเลิกสักเลิกเสกเลขยันต์ อ้างแค่ว่า "เบื่อ" เหมือนคนเบื่อเหล้าเบื่อยา รู้ว่าเป็นโทษ ไม่สมควรทำอีกต่อไป ทั้งยังไม่แนะนำใครให้ทำตามอีกด้วย ถามว่าเหมาะสมไหม ?

แถมเมื่อจะเลิก ซึ่งน่าจะ "เลิกเอง" แต่กลับต้องรอให้มหาเถรสมาคมและเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ รวมทั้งเจ้าคณะ กทม. ออกคำสั่ง "ห้ามจำหน่ายวัตถุมงคลภายในเขตพระอุโบสถ" ซึ่งถ้าจะเจาะข่าวกันจริงๆ ระดับเจาะยางกันแล้ว ก็ต้องบอกว่า กรณีเจ้าคุณธงชัย ไม่เข้าเกณฑ์คำสั่ง เพราะเจ้าคุณธงชัยไม่ได้วางจำหน่ายวัตถุมงคลในเขตพระอุโบสถวัดไตรมิตร แต่บนพระอุโบสถนั้นมีลูกศิษย์อีกกลุ่มหนึ่งบริหารจัดการแทน ทำนองสัมปทานพื้นที่แยกกัน ไม่มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนแต่อย่างใด เจ้าคุณธงชัยมีกุฏิใหญ่และกุฏิบริวารด้านหน้าเป็นที่รองรับศรัทธาสาธุชน จึงไม่เกี่ยวกับพระอุโบสถของวัดตมิตรแต่อย่างใด อาจจะอ้างได้ก็แต่เพียงว่า ในฐานะที่วัดไตรมิตร เป็นวัดของพระผู้ใหญ่ ระดับสมเด็จ รองสมเด็จ เป็นกรรมการ มส. เป็นเจ้าคณะหน เจ้าคณะภาค จึงต้องทำให้เป็นแบบอย่าง แต่ถามว่า ช้าเกินไปหรือเปล่า ?

ข่าวดงขมิ้นลือกระหึ่มว่า เจ้าคุณธงชัย ต้องปลีกวิเวกไปกลางพรรษาเช่นนี้ มีแรงดันกว่านั้นเยอะ แต่แรงอะไร ? ถ้าถามบุญทรงก็คงบอกว่า "กูพูดไม่ได้" อะไรทำนองนั้น อยากรู้จริงๆ ก็ลองถาม "หลวงตาจันทน์" ดูซี !

 

 

ภาพงานทำบุญครบ 15 ปี ดีเอสไอ

เจ้าคุณเก็ง เป็นประธานแทน เจ้าคุณธงชัย

 

 




 

ที่มา : สำนักข่าว TNN : 4 ตุลาคม 2560

 

ฮา !

 

โกงกินในไอแบงค์

กฤษฎีกาตีความ

"ผู้ทำเกษียนอายุไปแล้ว เอาผิดไม่ได้ !

 

า..แปลว่าอะไรฮะ ? ก็แปลว่า ธนาคารอิสลาม สามารถที่จะเขียนระเบียบการบริหาร "ฝ่าฝืนกฎหมายอาญา" ของประเทศไทย ได้ ! ไม่งั้นคงไม่มีกรณี "เกษียนแล้วไม่ผิด" ดังที่กฤษฎีกาตีความออกมาเช่นนี้

ทีนี้ ถ้าเทียบกับคดี "สหกรณ์คลองจั่น" ก็เป็นการโกงภายในสหกรณ์เช่นกัน แล้วทำไมสหกรณ์คลองจั่นไม่ได้รับการยกเว้น หรือว่าผู้บริหารคลองจั่นโง่ ไม่เขียนกฎหมายป้องกันตัวเองไว้ เหมือนไอแบงค์ ?

แน่นอนว่า นี่เป็นกรณีประวัติศาสตร์ ที่ธนาคารอิสลาม สามารถออกกฎหมาย "ขัดแย้ง" กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้ เพราะไม่สามารถเอาผิดคนโกงได้ โดยอ้างว่า "เป็นการโกงภายใน" ทั้งๆ ที่จริงแล้ว ไม่ว่าจะโกงภายหรือภายนอกองค์กรไหนๆ ก็ย่อมจะผิดกฎหมายอาญาทั้งสิ้น แต่นี่กฤษฎีกากลับอ้างเอา "ข้อบังคับธนาคารอิสลาม" ขึ้นเป็นใหญ่กว่ากฎหมายอาญา แบบนี้ก็มีด้วย !

 

 

 

ไอแบงค์ ธนาคารอิสระ ไม่ขึ้นกับประมวลกฎหมายอาญาไทย

 

 

เกษียณแล้วเอาผิดไม่ได้ ! กฤษฎีกาชี้ ธ.อิสลามอดฟัน 'บิ๊ก' โกงเงินนายหน้าประกันชีวิต

กฤษฎีกาตีความชัด ! ธ.อิสลามฯ เอาผิดวินัยอดีต พนง. หลังเกษียณแล้วไม่ได้ หลังพบเหตุทุจริตเงินค่านายหน้า บ.ประกันชีวิต-ประกันภัย พบช่วงปี 59 ไล่ออกรักษาการ ผจก. เซ่นปมนี้ไปแล้วด้วย

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า เมื่อปลายเดือน ส.ค. 2560 สำนักงานกฤษฎีกาได้ตอบข้อซักถาม ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท. หรือไอแบงก์) กรณีตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงพนักงานไอแบงก์กรณีทุจริตค่านายหน้าธุรกิจประกันชีวิตและประกันภัย แต่เนื่องจากพนักงานรายดังกล่าวได้เกษียณอายุ สามารถยุติการสอบได้หรือไม่ เนื่องจากข้อบังคับไอแบงก์ ไม่สามารถลงโทษทางวินัยกับพนักงานที่เกษียณอายุไปแล้วได้ แตกต่างจาก พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 100 ที่กำหนดให้ดำเนินการทางวินัยได้เสมือนผู้นั้นยังไม่ได้ออกจากราชการ

เบื้องต้นคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 2) พิจารณาข้อหารือดังกล่าวแล้ว โดยมีผู้แทนกระทรวงการคลัง (สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ) และผู้แทนไอแบงก์ ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่า ไอแบงก์ เป็นนิติบุคคล จัดตั้งตาม พ.ร.บ.ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2545 การพิจารณาโทษทางวินัยกับพนักงานไอแบงก์จะกระทำได้เพียงใดย่อมต้องเป็นไปตามกฎหมาย หรือระเบียบ หรือข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของไอแบงก์

ข้อบังคับไอแบงก์ ฉบับที่ 8 ว่าด้วยการทำงานและสวัสดิการของพนักงานและลูกจ้างธนาคาร พ.ศ. 2551 (แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 7) ดังนั้น การพิจารณาว่า ไอแบงก์จะสามารถดำเนินการทางวินัยกับพนักงานไอแบงก์ที่เกษียณอายุหรือพ้นสภาพการทำงานไปแล้ว ได้หรือไม่อย่างไร ต้องเป็นไปตามข้อบังคับดังกล่าว อันเป็นความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (ประชุมร่วมคณะที่ 1-2 เมื่อปี 2553)

เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ไอแบงก์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อดำเนินการสอบสวนทางวินัยกรณีนี้แล้ว เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2559 แต่พนักงานรายนี้เกษียณอายุ เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2559 โดยข้อบังคับดังกล่าวมิได้กำหนดให้ไอแบงก์ สามารถดำเนินการทางวินัย กับพนักงานทีเกษียณอายุหรือพ้นสภาพการทำงานไปแล้วได้ ด้วยเหตุนี้แม้ไอแบงก์จะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อดำเนินการสอบสวนทางวินัยกับพนักงานรายนี้ก็ตาม แต่เมื่อระหว่างสอบสวนพนักงานรายนี้ได้เกษียณอายุไปแล้ว ข้อบังคับดังกล่าวจึงไม่อาจนำมาใช้ได้ แตกต่างจากการสอบสวนและลงโทษทางวินัยแก่ข้าราชการพลเรือนตามมาตรา 100 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ที่กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาสามารถดำเนินการสอบสวนข้าราชการที่ออกจากราชการไปแล้วภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ผู้นั้นพ้นจากราชการ ตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) เมื่อปี 2545 2556 และ 2557 ดังนั้น ไอแบงก์จึงไม่สามารถดำเนินการทางวินัยแก่พนักงานผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเกษียณอายุการทำงานไปแล้วได้

ทั้งนี้เนื้อหาบางตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงไว้ด้วยว่า ประเด็นการทุจริตของพนักงานรายนี้ เกี่ยวกับเงินค่านายหน้าบริษัทประกันชีวิต และ/หรือประกันภัย โดยไม่ยอมส่งคืนไอแบงก์ แต่กลับไปมอบให้รักษาการผู้จัดการไอแบงก์ (ขณะนั้น) และรักษาการผู้จัดการปฏิเสธว่าไม่ได้รับเงินดังกล่าว ต่อมามีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่รักษาการผู้จัดการรายนี้ และมีมติเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2559 ลงโทษไล่ออก และบอร์ดไอแบงก์มีมติเห็นชอบตามความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนฯ

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา : 4 ตุลาคม 2560

 

 

เปิดแน่บกลางพรรษา !

 

เจ้าคุณธงชัยไหวตัว

หนีเข้าป่าหลบกระแสปฏิรูปพุทธพานิช

ทิ้งกุฏิใหญ่ร้าง ศิษย์อ้าง..ไปปฏิบัติธรรม

ส่อแววเลิกเสก แบะท่า เบื่อ !

 

 

 

หลวงพ่อโกย !

 

 



 

 

อา..และแล้วก็มาถึง "เกจิรุ่นใหญ่" ในวงการสงฆ์ "เจ้าคุณธงชัย-วัดไตรมิตร" ผู้โด่งดังระดับโลก เพราะสามารถ "สร้างและเสก" ผ้ายันต์ ลงคาถา "ไม่มีวันแพ้" ให้แก่ทีมเลสเตอร์ "คว้าแชมป์" พลีเมียร์ลีก ของอังกฤษ มาอย่างที่เรียกว่า หักปากกาเซียนทั้งโลก เป็นทั้งอิทธิและปาฏิหาริย์ ที่เกจิบอลทั่วโลกต่างงวยงงเหมือนโดนนะจังงัง แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถห้ามความดังของเจ้าคุณธงชัยได้

นับจากวันที่เลสเตอร์คว้าแชมป์ประวัติศาสตร์คราวนั้น ถนนทุกสายทั้งในและต่างประเทศ ของบรรดานักกีฬาต่างๆ ต่างมุ่งไปยัง "กุฏิใหญ่วัดไตรมิตร" เพื่อไปขอ "ของดี" จากเจ้าคุณธงชัย กระแสแรงไหลท่วมทับหลวงพ่อทองคำ เจ้าคุณธงชัยออกยันต์เป็นว่าเล่น ไม่ว่าจะเป็นยันต์ไม่แพ้ ยันต์ไม่พ่าย ยันวิน-วิน ป้ายทะเบียนรถยนต์ พระพรหมสมหวัง ฯลฯ และที่โด่งดังสุดๆ อีกครั้งก็เห็นจะเป็น "ผ้ายันต์เพรซิเดนท์" ที่เจ้าคุณธงชัยปลุกเสกและมอบให้แก่ "ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์" ในช่วงเลือกตั้ง ผลปรากฏว่า ทรัมป์ได้คะแนนโหวตรายบุคคลน้อยกว่าฮิลลารี แต่มีคะแนนคณะผู้เลือกตั้งมากกว่า เลยได้เป็นประธานาธิบดีแบบเหนือความคาดหมาย ก็ยิ่งกว่าปาฏิหาริย์ ถ้ารวมเอานักกีฬา ดารา และนักการเมือง มาไว้ในที่เดียวกันแล้ว โลกนี้ทั้งใบก็ต้องเป็นของ..เจ้าคุณธงชัย เพราะได้ศิษย์ทั้งสามกลุ่มดังกล่าว

แต่..แต่ในท่ามกลางกระแสบวกนั้น ก็มีกระแสลบกระเซ็นกระสายมาเช่นกันว่า เจ้าคุณธงชัยกับสมเด็จสมชาย วัดเทพศิรินทร์ แตกหักกันแล้ว ว่าด้วยเรื่องบอลนี่แหละ สังเกตว่า ทริปไปลอนดอนช่วงหลังๆ มานี้ ไม่มีเจ้าคุณธงชัยเหมือนสมัยก่อน ทั้งๆ ที่เลสเตอร์ได้แชมป์เพราะผ้ายันต์เจ้าคุณธงชัย ใครๆ ก็รู้กันทั้งโลก หนังสือพิมพ์ "คมชัดลึก" ถึงกับพาดหัวข่าวว่า "บอลเปลี่ยนวัด" วัดไหนเปลี่ยนก็หาอ่านเอาได้

แต่ตอนนั้น ว่าวเจ้าคุณธงชัยติดลมบนแล้ว ดึงยังไงก็ไม่ลง ทั้งดารา นักกีฬา นักการเมือง ต่างมุ่งหน้าไปกุฏิใหญ่วัดไตรมิตร ไม่สนใจว่าอนาคตของทีมเลสเตอร์ ซึ่งเปลี่ยนเกจิประจำทีมไปแล้วนั้นจะเป็นฉันใด เพราะใครๆ ก็อยากจะได้พบกับ..ปาฏิหาริย์ ที่เคยเกิดขึ้นกับเลสเตอร์ แบบว่า..สักครั้งก็ยังดี

แต่ ณ วันนี้ วันที่ "สมเด็จสนิท" เจ้านายสายตรงของเจ้าคุณธงชัย จำต้องกลืนเลือด "ออกคำสั่งเจ้าคณะใหญ่" ห้ามมิให้พระเณรในเขตปกครองทุกระดับชั้น ประพฤตินอกรีตนอกรอย ไม่งั้นจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด พอสิ้นคำขาดเท่านั้น ไฟทุกดวงก็ฉายไปยัง "กุฏิใหญ่" วัดไตรมิตร ข้างกุฏิของสมเด็จสนิทนั่นเอง ว่าจะสามารถ "กำราบ" เจ้าคุณธงชัย ซึ่งใหญ่ระดับเสือให้เชื่องเป็นแมวในกุฏิได้หรือไม่ จะได้รู้ว่า ไผเป็นไผ ?

ข่าวแรกที่กระเซ็นออกมาจากวงเวียนโอเดียนก็คือ "มีรถบรรทุกขนาดใหญ่วิ่งออกจากวัดไตรมิตร มุ่งหน้าไปทาง..โคราช" ตีความกันเป็นเสียงเดียว "เจ้าคุณธงชัยขนของดีหนีไปปากช่อง" แต่กระแสข่าวล่าสุดบอกว่า "นั่นเป็นของวัด ของเจ้าคุณธงชัยนั้นเก็บไว้คนละโกดัง แถมจำนวนก็น่าจะน้อยกว่าของเจ้าคุณธงชัย"

ส่วนกระแสล่าสุดนั้นก็ดังที่ทราบ "เจ้าคุณธงชัยปิดกุฏิ หนีจากวัดไป ไม่รู้พิกัด" ตีความกันอีกว่า หลบกระแสปฏิรูปพุทธพานิช หรือไม่ก็..ไปปฏิบัติธรรม แต่มองยังไงก็ไม่พ้น "คำสั่งสมเด็จสนิท" ที่มีผลกระทบถึง "คนรอบข้างในวัดไตรมิตร" ก่อนเพื่อน มิเช่นนั้นจะลำบากกันทั้งวัด ดังนั้น เพื่อให้ลูกพี่สบายใจ เจ้าคุณธงชัยจึงต้องตัดสินใจ "ปิดกุฏิหลบลี้ไป ไม่รู้กำหนดกลับ ทั้งๆ ที่ยังเป็นกลางพรรษา" หรือว่าจะปิดตำนาน "เกจิบอล" ไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวัง !

 

 

รวมแอ๊กชั่น เจ้าคุณธงชัย เกจิบอล !

 









 

 

เจ้าคุณธงชัย ขอปลีกวิเวก งดทำผ้ายันต์ ยกเลิกมือถือ

ลือหึ่ง "เจ้าคุณธงชัย" พระพรหมมังคลาจารย์ วัดไตรมิตรฯ หลบไปชายแดน หลังมีภาพรถบรรทุกขนวัตถุมงคลจำนวนมากออกไปจากวัด แต่น้องชายเจ้าคุณฯ ยืนยัน ท่านต้องการปลีกวิเวกและต้องการความสงบ ถึงขนาดไม่ได้ใช้โทรศัพท์ส่วนตัวมานานแล้ว พร้อมยกเลิกเบอร์โทร. เผยอยากวางมือจากความเป็นพระเกจิ เลิกปลุกเสกพระเครื่อง ผ้ายันต์ เพราะเบื่อหน่าย ขณะที่พระคนสนิทสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรฯ ระบุรถบรรทุกที่ขนวัตถุมงคลออกไป เป็นของวัดไม่ใช่ของเจ้าคุณธงชัย

จากกรณีมีภาพรถบรรทุกขนวัตถุมงคลออกไปจากวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร จนเกิดข่าวแพร่สะพัดในโลกออนไลน์ว่าเป็นการเก็บข้าวของจากกุฏิพระพรหมมังคลาจารย์ หรือเจ้าคุณธงชัย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรฯ พระเกจิชื่อดัง ประกอบกับการไม่ปรากฏตัวของเจ้าคุณธงชัยมาหลายวัน จนเกิดเสียงร่ำลือว่า พระเกจิชื่อดังรูปนี้ หลบหนีออกจากวัดไตรมิตรฯ ไปแล้ว ซึ่งต่อมาเมื่อช่วงเช้าวันที่ 3 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ครบรอบปีที่ 15 ที่มีพิธีสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์และถวายภัตตาหารเช้าแด่พระภิกษุสงฆ์ 9 รูป จากวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ซึ่งตามกำหนด พระพรหมมังคลาจารย์ ต้องมาเป็นประธานพิธีเจริญพระพุทธมนต์ แต่เมื่อถึงเวลาเจริญพระพุทธมนต์ ปรากฏว่า พระพรหมมังคลาจารย์ ไม่ได้เข้าร่วมพิธีแต่อย่างใด ซึ่งเมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ว่าทำไมพระพรหมมังคลาจารย์ไม่เข้าร่วมพิธี ก็ได้รับคำตอบว่า เจ้าคุณธงชัยติดภารกิจ ไม่สามารถเดินทางมาทำพิธีได้

ต่อมาผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง นายกอบสิน เอี่ยมสะอาด น้องชายของ "เจ้าคุณธงชัย" และทำหน้าที่ดูแลห้องวัตถุมงคล กล่าวว่า พระพรหมมังคลาจารย์ เดินทางไปปฏิบัติธรรมที่วัดต่างจังหวัด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อต้องการปลีกวิเวก ทุกอย่างปกติ โดยในช่วงที่พระพรหมมังคลาจารย์ไม่อยู่วัดไตรมิตรฯ มีข่าวออกมามากมาย ถึงขนาดกล่าวหาว่าท่านหนีไปชายแดน และมีการขนเอาวัตถุมงคลใส่รถบรรทุกออกจากวัดไตรมิตรฯไป ยืนยันว่าไม่เป็นจริง เป็นข่าวลือ ท่านไม่ได้หลบหนีไปไหน เพราะไม่มีความผิดอะไร สัปดาห์ก่อนยังเดินทางไปประชุมร่วมกับมหาวิทยาลัยสุรนารี ในฐานะประธานสถาบันขงจื๊อเส้นทางสายไหมทางทะเล เพื่อหารือการดำเนินการจัดตั้งสถาบันขงจื๊อเส้นทางสายไหมทางทะเล สาขาที่ 4 ระหว่าง มทส. และมหาวิทยาลัยฝูโจว (Fizhou) สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนภาษาและวัฒนธรรมจีน ตลอดจนพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากนั้น กรมอุทยานฯ ได้มานิมนต์ให้ท่านไปเป็นประธานพิธีสงฆ์ในวาระครบรอบ 15 ปี กรมอุทยานฯ เมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งท่านได้ปฏิเสธ เพราะตั้งใจว่าจะออกไปปฏิบัติธรรมตามที่ตั้งใจ และต้องการทำงานด้านการศึกษาในฐานะประธานสถาบันขงจื๊อเส้นทางสายไหมทางทะเล

นายกอบสินกล่าวอีกว่า ที่สำคัญ พระพรหมมังคลาจารย์ เองมีความตั้งใจจะวางมือหรือเลิกจากความเป็นพระเกจิ รวมทั้งการเป็นเจ้าพิธีศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ การปลุกเสกพระเครื่อง ผ้ายันต์ เพราะเบื่อหน่าย ที่ผ่านมามีลูกศิษย์จำนวนมากทั้งพระสงฆ์และฆราวาส มาขอให้ท่านช่วย มาเฝ้าที่กุฏิตั้งแต่เช้าและดึกของทุกวัน ท่านก็ปฏิเสธไม่ได้ เพราะสงสาร มีการขึ้นป้ายโฆษณาไปแล้วว่าท่านจะมาร่วมพิธี รวมทั้งมีการลงทุนทำวัตถุมงคล ท่านก็ต้องไปช่วย จนลูกศิษย์มากันมากขึ้น จนท่านทนไม่ไหวถึงขนาดเลิกใช้โทรศัพท์ส่วนตัว ยกเลิกหมายเลขไปตั้งแต่ช่วงต้นปี 2560 ใครติดต่อก็ไม่ได้ เพราะตั้งใจจะวางมือจริงๆ เพื่อมาทำงานด้านการศึกษาที่ท่านทำมานานกว่า 20 ปีแล้วตั้งแต่โครงการเพชรยอดมงกุฎ ยืนยันว่า ข่าวลือที่เกิดขึ้นกับพระพรหมมังคลาจารย์ ไม่เป็นความจริง ท่านเพียงต้องการปลีกวิเวกและต้องการความสงบเท่านั้น

ด้านพระสุวรรณมหาพุทธาภิบาล หรือเจ้าคุณโฮ้ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรฯ ที่ถือว่ามีความใกล้ชิดกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรฯ กล่าวว่า เจ้าคุณธงชัยได้มาแจ้งขอเดินทางไปปฏิบัติธรรมกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ เพราะต้องการปลีกวิเวก เนื่องจากแต่ละวันมีลูกศิษย์และประชาชนเดินทางเข้ามาเพื่อขอพรและพูดคุยกับท่านจำนวนมาก ท่านคงเบื่อ สมเด็จฯก็อนุญาต ต้องยอมรับความจริง วัดไตรมิตรฯที่มีชื่อเสียงขึ้นมาได้ส่วนหนึ่งก็เพราะเจ้าคุณธงชัย ส่วนที่มีการเผยแพร่ภาพรถบรรทุกขนวัตถุมงคลออกไปจากวัดไตรมิตรฯ ทางโลกออนไลน์นั้น เป็นวัตถุมงคลของวัดไตรมิตรฯ ไม่ใช่ของเจ้าคุณธงชัย เป็นวัตถุมงคลของวัดที่ขนย้ายออกจากวิหารเก่าด้านข้างพระอุโบสถ ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อทองคำ เพื่อนำไปเก็บไว้ที่ศูนย์การศึกษาพระปริยัติธรรมวัดไตรมิตรวิทยาราม (เขาแม่ชี) อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวลือเกี่ยวกับพระพรหมมังคลาจารย์ หรือเจ้าคุณธงชัย มากมายถึงขนาดลือว่าท่านหลบหนีออกจากวัดไตรมิตรฯ ไปยังชายแดน พร้อมกับมีการขนย้ายวัตถุมงคลออกไปจากวัดด้วยรถบรรทุกขนาดใหญ่ ภายหลังมีคำสั่งจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ออกกฎคุมเข้มพฤติกรรมพระ เณร รวมถึงห้ามติดแผ่นป้ายโฆษณาพระพุทธรูป พระเครื่อง วัตถุมงคล และเทวรูป รวมถึงจำหน่ายวัตถุมงคลในที่พระอุโบสถ

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 4 ตุลาคม 2560

 

สร้างฐานอำนาจ !

 

พงศ์พรเข้าสำนักพุทธฯวันแรก

ตวัดปากกาย้าย พศจ. 14 ราย

และจะตามมาอีกหลายราย !

 

 

อา..ก็ไม่อยากวิจารณ์ แต่ก็ปล่อยผ่านไปไม่ได้ เพราะนี่คือการสร้างฐานอำนาจใหม่ ใครมาเป็น ผอ.พศ. ก็ต้องทำแบบนี้ มีการจัดวางตำแหน่งต่างๆ ทั่วประเทศ ใครจะอยู่หรือจะไป ก็ต้องมองดูบัญชีเหล่านี้เอาไว้ให้ดี นี่แค่น้ำย่อยเท่านั้น เพราะตำแหน่ง รอง ผอ.พศ. และ ผอ.พศ. ประจำกองต่างๆ ภายในสำนักพุทธส่วนกลางนั้น ว่างอื้อ จึงต้องมีการขยับอีกหลายสิบตำแหน่ง เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ถ้าทำสำเร็จก็เท่ากับ พงศ์พร สามารถยึดอำนาจภายในสำนักพุทธฯ ไว้ได้อย่าง..เบ็ดเสร็จเด็ดขาด !

 

 


 

พงศ์พรโยกย้าย ผอ.พศจ. 14 ราย

โยก "ประดับ โพธิกาญจนวัตร" ผอ.สำนักพุทธมณฑล เป็น ผอ.พศจ.พระนครศรีอยุธยา   "บุญเชิด กิตติธรางกูร" ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม เป็น ผอ.พศจ.ลพบุรี

วันที่ 3 ต.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  ได้เผยแพร่คำสั่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่ 1064/2560 เรื่อง ย้ายข้าราชการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดทั่วประเทศ  จำนวน 3 ฉบับ 14 ราย ที่ลงนามโดย พ.ต.ท. พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  ดังนี้

1. ว่าที่ร้อยตรีจุลสัน ทันอินทร์อาจ ผอ.พศจ.ปทุมธานี เป็น ผอ.พศจ.ระยอง

2. นายฉัตรชัย ชูชื้อ ผอ.กองพุทธศาสนาสถาน เป็น ผอ.พศจ.ปทุมธานี

3. นายจีรวัชญ์ นิยมธรรม  ผอ.พศจ.ขอนแก่น เป็นผอ.กองพุทธศาสนาสถาน

4. นายสิปป์บวร แก้วงาม ผอ.พศจ.พระนครศรีอยุธยา เป็น ผอ.พศจ.กาญจนบุรี 

5. นายประดับ โพธิกาญจนวัตร ผอ.สำนักพุทธมณฑล เป็น ผอ.พศจ.พระนครศรีอยุธยา 

6. นายสิทธิกร อ้วนศิริ ผอ.พศจ.เลย เป็น ผอ.สำนักพุทธมณฑล

7. นางศิริพร เรืองวงษ์  ผอ.พศจ.ลพบุรี เป็น ผอ.พศจ.กำแพงเพชร

8. นายบุญเชิด กิตติธรางกูร ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม เป็น ผอ.พศจ.ลพบุรี

9. นายสนธยา เสนเอี่ยม ผู้ตรวจราชการ พศ.เป็น ผอ.พศจ.สงขลา 

10. นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา เป็น ผู้ตรวจราชการ พศ.

11. นางวชิรา น่วมเจริญ ผอ.พศจ.ชลบุรี เป็น ผู้ตรวจราชการ พศ.

12. น.ส.อังศุมาลิน จุฑาจินดาเขต ผอ.พศจ.สุพรรณบุรี เป็นผอ.กองพุทธศาสนศึกษา

13. นายแก้ว ชิดตะขบ ผอ.พศจ.สมุทรสงคราม เป็น ผอ.พศจ.อ่างทอง

14. น.ส.นิลุบล รังษีธรรมานุกูล  นักวิชาการเงินและบัญชี สำนักงานเลขานุการกรม เป็น ผอ.พศจ.สมุทรสงคราม

 

ที่มา : บ้านเมือง : 4 ตุลาคม 2560

 

ธรรมยุตเอามั่ง !

 

ออกคำสั่งตามก้นมหานิกาย

เหมือนกัน แม้แต่คำว่า..อนึ่ง !

 

 

 

สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร

รักษาการเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย

 

 

 

เลิกห่มผ้าหลวงพ่อโต !

 

เจ้าคุณแววสั่งเด็ดขาด

เพราะถ้าไม่เด็ดขาด ตัวเองก็อาจจะถูก "เด็ดขาด"

 

อา..ปีนี้ หน้าหนาวมาเยือนไวกว่าปกติ โดยเฉพาะพระสงฆ์ไทยนั้นยิ่งกว่า "ลำปางหนาวมาก.." หนาวไปทั้งประเทศ หนาวลงมาถึงพระนครศรีอยุธยา เจ้าคุณแวว เจ้าอาวาสวัดพนัญเชิง ถึงกับต้องสั่ง "งดห่มผ้าหลวงพ่อโต" ซึ่งเป็นพระพุทธรูปองค์แรกของเมืองเก่าตามพระราชพงศาวดาร ทำกันมานาน แต่สุดท้ายเมื่อพบว่า "ไม่ถูกต้อง" ก็ต้อง..หยุด !

คำถามต่อไปสำหรับมหาเถรสมาคมก็คือ คำสั่งมหาเถรสมาคม ที่เคยห้ามพระสงฆ์สร้างรูปเหมือนพระเกจิอาจารย์ "ใหญ่กว่า" พระพุทธรูป ซึ่งออกมานานหลายปีนั้น แสดงว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีการฝ่าฝืนคำสั่งมาโดยตลอด แล้วจะทำอย่างไร ในเมื่อมันผิด ซึ่งนอกจากจะต้องลงโทษคนทำผิดแล้ว ก็ยังอาจจะต้อง "ทุบทำลาย" อีกด้วย เพราะนี่คือลัทธิสัทธรรมปฏิรูป เอาพระสงฆ์ใหญ่กว่าพระพุทธเจ้า กล้าหรือเปล่าเล่าเอ่ย ?

 

 

วัดพนัญเชิงฯ ยุติห่มผ้าหลวงพ่อโต ญาติโยมเศร้า-คาใจ

เล่นเอาญาติโยมถึงกับตกใจ จู่ๆ วัดพนัญเชิงฯ ประกาศยุติการโยนผ้าห่ม 'หลวงพ่อโต' ประเพณีที่ทำกันมานานกว่า 30 ปี คาใจคำชี้แจงทางวัด ระบุเป็นคำสั่งการจัดระเบียบวัด จันทร์ที่ 2 ตุลาคม 2560 เวลา 18.50 น.

เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากญาติโยมที่ไปกราบไหว้ขอพรจากพระพุทธไตรรัตนนายก หรือหลวงพ่อโต หรือซำปอกง วัดพนัญเชิงวรวิหาร ต.คลองสวนพลู จ.พระนครศรีอยุธยา ว่าทางวัดจะยุติการห่มผ้าองค์หลวงพ่อโตแล้ว หลังมีการประกาศให้จัดระเบียบการจำหน่ายวัตถุมงคลภายในวัดทั่วประเทศ ห้ามจำหน่ายวัตถุมงคลหรือกระทำการใดๆ เชิงพาณิชย์ภายในพระอุโบสถหรือวิหาร ส่งผลให้มีประกาศยุติการห่มผ้าองค์หลวงพ่อโตด้วย

โดยพบว่าในวิหารหลวงพ่อโต ยังคงมีประชาชนมาห่มผ้าเพื่อขอพรและสะเดาะเคราะห์เสริมดวงชะตา ซึ่งทางวัดย้ายสถานที่จำหน่ายวัตถุมงคลออกไปยังด้านนอก ขณะเดียวกันทางวัดยังมีประกาศว่าตั้งแต่นี้ วัดจะงดห่มผ้าที่องค์หลวงพ่อโต เปลี่ยนเป็นนำผ้าห่มไปถวายที่โต๊ะหน้าองค์พระแทน ทำให้ญาติโยมไม่เข้าใจว่า การจัดระเบียบวัดหมายถึงเรื่องวัตถุมงคลและการพาณิชย์ แต่การห่มผ้าองค์พระไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน

พระมหานิยม หิริธัมโม อายุ 51 ปี ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เปิดเผยว่า เจ้าคณะใหญ่หนกลางมีหนังสือสั่งการในเรื่องการจัดวางจำหน่ายวัตถุมงคล ทางวัดก็ได้ย้ายให้แล้ว จากนั้น พระธรรมรัตนมงคล เจ้าอาวาสวัดฯ ได้สั่งให้นำประกาศมาแจ้งญาติโยมว่า ให้ยุติการโยนผ้าห่มองค์หลวงพ่อโต ซึ่งวันนี้จะทำการห่มผ้าเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เปลี่ยนเป็นนำผ้าห่มมาถวายด้านหน้าแทน 

ด้านนายแสวง ทรัพย์บุญ อายุ 62 ปี ผู้ทำหน้าที่กล่าวนำถวายและโยนผ้าห่ม เปิดเผยว่า ทำหน้าที่นี้มานานกว่า 30 ปี เวลาประชาชนมาถวายจะทำบุญผืนละ 140 บาท วันธรรมดาจะโยนผ้า 500-700 ผืน ส่วนวันหยุดจะโยนตั้งแต่ 1,000 ผืนขึ้นไป ประเพณีโยนผ้าห่มองค์หลวงพ่อโตเป็นภาพคุ้นตา และรู้จักมานาน แต่เมื่อเป็นคำสั่งก็ต้องทำตาม ญาติโยมที่คุ้นเคยพอรู้ก็ไม่สบายใจ เพราะมันเป็นธรรมเนียมหรือประเพณีไปแล้ว

ขณะที่นางชลอ บ้านสร้าง ชาวบ้านที่มาจาก จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า เพิ่งมาเป็นครั้งแรก ตั้งใจมาห่มผ้าองค์หลวงพ่อโต แต่พอทราบว่าเป็นการห่มวันสุดท้ายก็รู้สึกตกใจ เพราะตั้งใจจะกลับมาอีก ส่วนเพื่อนๆ ที่เคยมาห่มแล้ว เมื่อทราบข่าวก็ตกใจเช่นกันและอยากให้ทางวัดอนุรักษ์วิธีการนี้เอาไว้ เนื่องจากเป็นเหมือนอันซีนของอยุธยา ส่วนตัวไม่รู้ว่าการจัดระเบียนที่ว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือไม่

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 3 ตุลาคม 2560

 

 

ครบเซ็ต !

 

มาแล้วฮ่ะ คำสั่งเจ้าคณะใหญ่

หนเหนือ กลาง ใต้ รวมกับตะวันออก

4 ภาค เป็น 1 ประเทศ รวมทั้งธรรมยุต

ใครว่ามหาเถรช้า ก็น่าจะคิดผิด

ดูสิ จีวรปลิวเลย อิอิ !

 

 

คำสั่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง

 

 


 

คำสั่งเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ

 



 

 

 

คำสั่งเจ้าคณะใหญ่หนใต้

 






 

 

โอม..มะลึกกึ๊กกึ๋ย !

 

 

 

เหนือฟ้ายังมีฟ้า

เหนือน้ำฝน ยังมีพุทธะอิสระ

 

 

หลวงปู่ ศักดิ์สิทธิ์มาก..

 

 

 

หลวงแม่ ศักดิ์สิทธิ์กว่าหลวงปู่

 

 

"พระบารมีคุ้มเกล้าฯ"

 

จากใจ..บรรณจบ บรรณรุจิ

ประธานสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย

คำตอบสุดท้าย กรณีพระมหาอภิชาต

และแนวทางของสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย

 

 

 

 

 

 

ภาพเข้ารับพระราชทาน

รางวัลวรรณกรรมบัวหลวง ชั้นที่ 1

เมื่อปี พ.ศ.2537

 

Banjob Bannaruji - บ้านบรรณรุจิ

 

-------------

 

"ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาคุณ"

ตอบคำถามของเจ้าหน้าที่

"อาจารย์รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ไหม ?"


ผมยืนยัน..ถวายหัวใจ 100%

 

@ คำถามของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถามผมที่วัดเบญจมบพิตร ในช่วงหนึ่งของการสนทนา ทำให้ผมคิดไม่หาย

"ทำไมเจ้าหน้าที่ต้องถามผมอย่างนั้น ?

ผมมีพฤติกรรมอะไรที่ทำให้คนมองว่า ผมไม่รักสถาบันทั้ง 3 ?"

@ เอาละไม่ต้องพูดว่าผมทำอะไร ? เพราะในช่วงปีสองปีมานี้สำรวจดูแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรมาก นอกจากแจ้งภัยศาสนา และ..สอนหนังสือ

@ ขณะที่ผมกำลังคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ ก็ไม่ได้พบว่าทำผิดอะไรให้ต้องเสียใจ แต่อาจจะเกิดผลในวงกว้าง ซึ่งไปกระทบใครต่อใครได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีเจตนาร้าย จึงไม่เสียใจ แต่ว่าเหนื่อยหนักหน่อย ....

เวลานั้นเอง ผมกำลังรื้อกองหนังสือ ก็มีซองจดหมายของ ธ.กรุงเทพ จำกัด ซองเก่าๆสีขาวจนเหลืองโผล่ออกมา ผมลองเปิดดู แล้วอัศจรรย์ใจ ในนั้นมีสิ่งสำคัญที่ผมหลงลืมไป...คือ


1. จดหมายแจ้งให้ไปรับรางวัลวรรณกรรมบัวหลวง ชนะเลิศประเภทร้อยแก้วชั้นที่ 1 จากผลงานเขียน เรื่อง อสีติมหาสาวก

2. ภาพรับรางวัลจากพระหัตถ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯลฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ธนาคารมอบมาให้ในงานเลี้ยงแสดงความยินดี

@ ผมหยิบจดหมายและภาพสำคัญมาดูทบทวน อย่างอัศจรรย์ใจ ทำไมเมื่อก่อนตรงนี้ผมรื้อแล้วรื้ออีก จึงไม่พบล่ะ แต่วันนี้วันที่ผมกำลังต้องการคำตอบ จู่ๆกลับโผล่ออกมา

ผมอ่านและดูซ้ำไปซ้ำมาแล้วหลับตาเจริญสติด้วยคำภาวนา "อาตาปี สัมปชาโน สติมา" ที่ผมอัญเชิญมาจากมหาคัมภีร์พระไตรปิฎก เล่มที่ 10 มหาสติปัฏฐานสูตร

ภาวนา (reciting in mind) "อาตาปี สัมปชาโน สติมา" เรียกสติอยู่ไม่นาน สติสัมปชัญญะก็ปรากฏพร้อมด้วยสมาธิ ผมเกิดปีติสุขขึ้นมาเหมือนที่เคยเกิด แต่คราวนี้มีความแจ่มใสเบิกบานเพิ่มมากขึ้น..มากขึ้น..


จากนั้น คำถามคำตอบจากใจก็มีมากมาย


ก็น่าอัศจรรย์นะ จิตเรา ตั้งคำถามเองได้ ตอบเองได้ และในที่สุด ผมก็พบคำตอบที่น่าอัศจรรย์...

"ปัญญา ในทางพระพุทธศาสนา มิใช่มีไว้เพื่อไปนิพพานอย่างเดียว แต่มีไว้ให้แก้ปัญหา งานทุกงานมีปัญหา ...เราใช้ปัญญาพอหรือยัง ?

ศาสนาของเจ้าไม่ได้สอนให้ฆ่าใคร แต่ก็ไม่ใช่ไม่ให้คิดหาทางป้องกัน ไปคิดดูเจ้าจะชนะได้โดยไม่ต้องฆ่าเขาได้ไหม ?

ปล่อยเขาเถอะ ..ปล่อยให้เข้าสนุกสนานกับการคิดฆ่า และการฆ่า เพราะนั่นมันจะกลับมาฆ่าเขาเอง แต่เจ้าต้องแกร่งด้วยปัญญา สร้างพวกของเจ้าให้เมตตาในหมู่พวกเจ้าให้มาก แล้วความเมตตากันของพวกเจ้าที่แข็งแกร่งจะเป็นกำแพงเหล็กกั้นและกันความโหดร้ายของใครต่อใครได้

จำไว้นะ ปัญญา เมตตา จะนำไปสู่ศรัทธาที่บริสุทธิ์ จงเอาชนะศรัทธาที่เปื้อนเลือด ด้วยศรัทธาที่บริสุทธิ์ แต่ศรัทธาที่บริสุทธิ์ต้องมีปัญญารู้ถูกผิดกำกับเสมอ

แผ่นดินเป็นของศาสนาของเจ้าอยู่แล้ว...หลักฐานยืนยันก็มีให้เห็น พระมหากษัตริย์ก็เป็นพุทธ คนส่วนใหญ่เป็นพุทธ

เจ้าจงแสดงความเป็นพุทธให้ชัดเจน ในทุกกระบวน อย่าเป็นพุทธแค่ชื่อ แค่ยศศักดิ์ แต่จงเป็นพุทธด้วยจิตวิญญาณ

เจ้าจงปลูกศีลธรรมบนแผ่นดินพุทธ เมื่อศีลธรรมงอกงาม ศาสนาของพวกเจ้านั่นแหละจะได้เป็นเจ้าของที่แท้จริง ...จำไว้"

@ ผมเก็บภาพเก็บจดหมาย ...ชาวพุทธยังใช้ปัญญาเมตตาและศรัทธาไม่เต็มที่ ...ได้คำตอบแล้วปีติก็เกิดอย่างล้นเหลือ เลยนึกถึงคำพูดของ พ.ต.อ.สุทิน ตำรวจเจ้าของเรื่องมหาอภิชาต ที่ไลน์มาถึงผมอีกครั้งว่า

"เรียนท่านอาจารย์ครับ ช่วยกันคนละไม้ละมือ ด้วยใจสุจริต เสียสละ ตามพระราชดำริ "เราทำดีด้วยหัวใจ" ผมว่าทุกอย่างต้องดีขึ้นเรื่อยๆ ครับ"

 

ผมขอมอบหัวใจถวาย 100 %
ขอพระบารมีคุ้มเกล้า

 

ที่มา : สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย : 1 ตุลาคม 2560

 

 

ดับซ่าทัตตชีโว !

ซูมเล่าความหลังครั้งยังห้าว

คราวนั้น เผด็จ ผ่องสวัสดิ์ รหัสห้อง 29 ตะโกนลั่น

ใครต่อยกูวะ ! ใครต่อยกู ?!

 

 

ภาพ : มติชน

เผด็จ ผ่องสวัสดิ์ หรือ ทัตตชีโว คนโตของธรรมกาย

 

 

คิดถึงพระผู้ใหญ่ธรรมกาย

เพื่อนเก่าเตรียมอุดมศึกษา

 

ผมมีเพื่อนเก่า ที่ผมมีความรักความชอบเป็นส่วนตัวอยู่ท่านหนึ่ง ที่วัดพระธรรมกาย เพราะเคยมีความหลังฝังใจอยู่กับท่าน และได้มีส่วนร่วมทำความผิดไว้กับท่าน ซึ่งผมยังจำได้ดีจนถึงทุกวันนี้

พระราชภาวนาจารย์ หรือ ท่านทัตตชีโว หรือชื่อเดิม เผด็จ ผ่องสวัสดิ์ รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย นั่นแหละครับ

ท่านเคยเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษารุ่นเดียวกับผม คือรุ่นที่ 21 หรือที่ใช้โค้ดว่า "ตอ.21" ห้องติดกันพอดิบพอดีสมัยเรียน ม.7 เมื่อ พ.ศ.2501

ท่านเรียนอยู่ห้อง 29 ของตึกหนึ่ง ซึ่งอยู่ค่อนมาทางถนนพญาไท ผนังห้องชนกับห้อง 39 ที่ผมเรียน จึงเห็นหน้าเห็นตากันทุกวัน

น่าเสียดายที่การเห็นหน้าทุกวันกลับเป็นผลเสีย เพราะเพื่อนๆ ผมหลายคนเกิดไม่ต้องชะตากับท่าน และกล่าวหาว่า นายเผด็จ ห้อง 29 จากเมืองกาญจน์คนนี้ ชอบเดินส่ายอาดๆ เหมือนท้าทายและชอบส่งเสียงดัง ซึ่งเพื่อนผมเห็นว่าเป็นการยั่วโทสะ

ก็ประสาเด็กหนุ่มแหละครับ ช่วงนั้นอายุ 16-17 กำลังห้าว ว่างั้นเถอะ

แล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุ เมื่อเพื่อนผมอดรนทนไม่ไหว จะด้วยเหตุใดไม่ประจักษ์ชัด แต่ทันทีที่ท่านเดินจากห้อง 29 ผ่านมาทางห้อง 39 เพื่อนผมรายที่ว่าก็วิ่งไปชกเปรี้ยงเข้าให้ จนท่านเซหลุนๆ แทบล้มลงไป

ก็คงจะเจ็บเอาการและมึนเอาการ เพราะท่านต้องสะบัดหน้าแล้วหมุนตัวอยู่หลายรอบ ก่อนจะร้องออกมาว่า

 

"ใครชกกูวะ? ใครชกกูวะ?"

 

พวกเรารวมทั้งผมด้วยที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ไม่มีใครตอบ แม้แต่เพื่อนคนที่ลงมือก็ไม่ตอบ เพราะถ้าตอบก็เท่ากับรับว่าทำผิด เรื่องไปถึงอาจารย์ผู้ปกครองอาจถูกตัดคะแนน หรือไม่ก็ถูกห้ามเข้าสอบในปีนั้น

เมื่อไม่มีใครรับ เผด็จ ผ่องสวัสดิ์ ก็สะบัดหน้าด้วยความไม่พอใจอยู่อีกพักหนึ่ง ก่อนจะเดินกลับไปห้อง 29 อย่างหงุดหงิด

หลังจากวันนั้นทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี เพื่อนผมเมื่อได้ระบายอารมณ์ออกไปแล้ว ก็หายเขม่น

ส่วนเผด็จ ผ่องสวัสดิ์ แม้จะยังเดินส่ายเหมือนเดิม แต่ดูจะพูดเบาลงกว่าเดิม

 

เราเรียนกันมาจนถึง ม.8 แล้วก็แยกย้ายกันไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย เผด็จไปสอบเข้าเกษตรศาสตร์ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นคณะกสิกรรมและสัตวบาล ซึ่งเป็นคณะเอกของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในยุคโน้น

ต่อมา ท่านได้พบกับบัณฑิตเกษตรศาสตร์รุ่นน้อง "พระธัมมชโย" ที่บวชอยู่ก่อน เกิดความเลื่อมใสศรัทธาจึงบวชตาม และต่อมาก็กลายเป็นผู้สนิทสนมและเป็นมือ 2 หรือรองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายในที่สุด

ตอ.รุ่น 21 เป็นรุ่นที่รักใคร่กลมเกลียวอย่างดียิ่ง แม้จะเรียนจบไปหลายปีแล้ว ก็ยังนัดพบปะกันอยู่เสมอ คนดังๆ ของรุ่นนี้ได้แก่ ศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ พานิช, ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม, ดร.กัลยา โสภณพนิช, สุชาติ ไตรประสิทธิ (อัยการสูงสุด), วิจิตร สุพินิจ (ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย), ยงยุทธ วิชัยดิษฐ (รองนายกฯ), จินตนา ปิ่นเฉลียว (นักเขียนนักกลอน), ดร.สุจิต บุญบงการ (นักวิชาการรัฐศาสตร์และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ) ฯลฯ เป็นต้น

ท่านทัตตชีโว มาร่วมงานชุมนุมรุ่นกับพวกเราหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เราจัดขึ้นในช่วงกลางวัน

ผมมีโอกาสสนทนากับท่านแทบทุกครั้ง ในโอกาสที่ท่านมาโปรดพวกเราในงานเลี้ยงรุ่นกลางวัน และเคยประเคนอาหาร ประเคนน้ำให้ท่านระหว่างฉันเพลด้วย

ด้วยความสัมพันธ์แต่หนหลังนี่แหละครับ ที่ผมยังมีความเป็นมิตรและให้ความเคารพนับถือท่านอยู่เสมอ

แม้วันนี้ ผมกับท่าน จะยืนคนละจุด เพราะผมเรียนรู้มากขึ้นว่าธรรมกายสอนอะไร และเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายได้ทำอะไรลงไป จนต้องตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาของทางบ้านเมือง ดังข่าวคราวที่เกิดขึ้นขณะนี้

 

ในทางความคิดในแนวความเชื่อถือนั้น เราเป็นอริกันแน่นอน

แต่ในฐานะ ตอ.21 ผมยังถือว่าท่านเป็นมิตรอยู่เสมอ

 

ผมหวังว่าเหตุการณ์ที่วัดพระธรรมกายจะจบลงด้วยดี และคงจะมีสักวันหนึ่งที่เราจะพบกันอีก และเราจะไม่คุยเรื่องความเชื่อถือ หรือความคิด ของเราทั้ง 2 ที่ต่างกัน แต่จะกลับไปคุยกันถึงเรื่องเก่าๆ สมัยเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษามาด้วยกัน

อาจบางที ผมจะนมัสการกราบเรียนให้ท่านทราบว่า...เพื่อนผม คนที่ลงมือต่อยท่านเป็นใคร ? เพราะต่อยมา 59 ปี เข้านี่แล้ว ความผิดหมดอายุความไปแล้วครับ.

 

"ซูม"

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

 

 

 

อย่างเป็นทางการ !

ปปป. แจ้ง มส. กรณีพระผู้ใหญ่ทุจริตเงินอุดหนุนวัด

เจ้าคุณประเทืองเจอรางวัลข้างเคียงอีก 1 ข้อหา

 

 

พระเทพเสนาบดี (ประเทือง อาภาธโร ป.ธ.4)

เจ้าอาวาสวัดกวิศวราราม เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี

รองประธานกรรมการขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านศีลห้า

 





 

 

 

อา..ไม่น่าเชื่อว่า "เจ้าคุณประเทือง" เจ้าคณะจังหวัดที่มาแรงสุดๆ ในยุคนี้ จะสะดุดรักอย่างแรง เพราะเรื่อง..เงินทอน ย้อนดูเกียรติยศ-เกียรติประวัติของเจ้าคุณประเทืองแล้วทึ่ง เพราะเป็นแค่เจ้าคณะจังหวัดเล็กๆ ลพบุรี-เมืองลิง แต่วิ่งเข้าป้าย "รองประธานกรรมการขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านศีลห้า" ของสมเด็จวัดปากน้ำ ร่วมทีมกับ "พระพรหมเสนาบดี" หรือเจ้าคุณพิมพ์ ประเดี๋ยวเดียวก็เด้งขึ้น "ชั้นเทพ" แซงหน้าเจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศไทยไปไม่เห็นฝุ่น จนมีคำครหาว่า "เดี๋ยวนี้พระไทยไม่รักษาศีล 227 กันแล้ว รักษาแค่ศีลห้าก็ถมเถ ได้รับอานิสงส์มากกว่ากันเยอะ ฯลฯ" ว่ากันว่าถ้าสมเด็จช่วงได้เป็นสังฆราช เจ้าคุณประเทืองก็ต้องได้เป็น "ชั้นธรรม" เป็นอย่างต่ำ เผลอๆ อาจจะได้ขึ้นถึง..รองสมเด็จ

ถ้าดูผลงานของเจ้าคุณประเทืองแล้ว ก็ต้องยอมรับว่า น่าจะเป็นนัมเบอร์วันในภาคกลาง อาจจะเหนือกว่า "เจ้าคุณอมรภิรักษ์" วัดโสธร ด้วยซ้ำไป เพราะสามารถสร้างการศึกษาแนวใหม่ได้ไฉไลที่สุด ล้ำยุคกว่า มจร. แต่ก็ไม่น่าพลาดเรื่องเงินๆ ทองๆ เพราะของแบบนี้มันมีพิษ พอติดเชื้อแล้ว ผลงานการสร้างอย่างอื่นก็แทบจะติดลบ ถ้าจบบทบาทลงไปก็ไม่รู้ว่า โรงร่ำโรงเรียนที่หลวงพ่อประเทืองสร้างสรรค์ไว้นั้น จะดำเนินการต่อไปอย่างไร น่าเสียดายจริงๆ

 


 

โครงการหมู่บ้านศีลห้านั้น เพิ่งจะฉลองความสำเร็จอย่างสูงสุดไปในวันที่ 20 กันยายน ที่ผ่านมา ก็แค่ 5 วันเอง ตกวันนี้ "รองประธานขับเคลื่อนโครงการ" ดันมาโดนคดี "โกงเงินภาษี" หมายถึงทำผิดศีลเสียเอง แล้วจะขับเคลื่อนไปยังไงไหว จริงหรือไม่ฮะท่านเจ้าคุณพิมพ์ ?

 

 

ถ้าใช้มาตรฐานเดียวกับเจ้าคุณเสนาะ วัดสระเกศ ในฐานะที่เจ้าคุณประเทืองเป็นทั้งเจ้าอาวาสวัดพระอารามหลวงและเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี ย่อมจะมีสิทธิ์ "ถูกถอด" ออกจากตำแหน่ง เพราะถือว่ามีมลทิน ซึ่งจังหวัดลพบุรีนั้นเป็นเขตภาคกลาง ขึ้นต่อเจ้าคณะภาค 3 วัดบพิตรภิมุข และมีสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์) วัดพิชยญาติการาม เป็นเจ้านายสูงสุด

และถ้ารวม "มหาบุญเทียม" เลขาของสมเด็จสมศักดิ์เข้าไปด้วยละก็ งานนี้ถือว่าระเบิดลงวัดพิชัยญาติเต็มๆ ไม่ปลดก็โดนข้อหา "เล่นพรรคเล่นพวก" ปลดก็ถูกลูกน้องต่อว่า "ไม่ดูไม่แล เวลาใช้งานก็ให้ทำกันแทบเป็นแทบตาย" มันสะเทือนใจไปทั้งบาง เฮ้อ ! เวรกรรมอะไรหนอ ?

 

 

 

วัดใจ !

สมเด็จสมศักดิ์ จะกล้าปลดเจ้าคุณประเทืองกับมหาบุญเทียมหรือไม่

หรือจะให้เจ้าหน้าที่ออกหมายจับเสียก่อน !

 

 

เอ้า ! ชีใหญ่ทศพร ผู้มีหูทิพย์ตาทิพย์ แสกนกรรมแก้กรรมได้ อยู่ไหน

รีบมาแก้กรรมช่วยสมเด็จสมศักดิ์และมหาบุญเทียมเร๊ว

ไฟไหม้วัดพิชัยญาติแล้ว !

 

 

เรียกพระผู้ใหญ่รับข้อหา ! เลขาฯ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เอี่ยวเงินทอนวัด

ปปป.จัดหนัก ทำหนังสือถึง "มหาเถร" เรียกพระ 4 รูปรับข้อหาทุจริตเงินทอนวัด ตะลึง ! มีแต่ระดับพระชั้นผู้ใหญ่ ทั้ง "เลขาฯสมเด็จพระพุทธชินวงศ์-เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี-เจ้าคณะอำเภอ" พร้อมเจ้าอาวาสวัดดัง เผยเจอข้อหาหนัก 3 กระทง ละเว้นหน้าที่-เบียดบังทรัพย์-สนับสนุนทำความผิด ขณะที่ "พระเทพเสนาบดี" เจอพ่วงข้อหาปลอมเอกสารเพิ่มอีก 1 คดี

25 ก.ย.60 พ.ต.อ.วรายุทธ สุขวัฒน์ธนกุล รอง ผบก.ปปป.เปิดเผยความคืบหน้าการแจ้งข้อกล่าวหาจากกรณีทุจริตงบประมาณบูรณปฏิสังขรณ์วัด หรือคดีเงินทอนวัด ซึ่งมีผู้ต้องหาจำนวน 19 ราย โดยในจำนวนนี้มีพระสงฆ์รวมอยู่ด้วยจำนวน 4 รูปว่า เจ้าหน้าที่ได้ทำการออกหนังสือเชิญพระสงฆ์ทั้ง 4 รูปมารับข้อกล่าวหาแล้ว ประกอบด้วย

พระราชรัตนมุนี (บุญเทียม มุสุ หรือบุญเทียม ญานินโท) เลขาฯสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะหนกลาง ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดพิชยญาติการามฯ

พระเทพเสนาบดี (พระราชพุทธิวราภรณ์) เจ้าอาวาสวัดกวิศรารามฯ และเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี ตำบลท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรี

พระครูวิสุทธิวัฒนกิจ (อุดม สุระกาพย์) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดราชสิทธารามฯ

พระครูกิตติพัชรคุณ เจ้าอาวาสวัดลาดแค อำเภอชนแดน และเจ้าคณะอำเภอชนแดน จ.เพชรบูรณ์

โดยเบื้องต้น เจ้าหน้าที่เตรียมแจ้งข้อกล่าวหา ตามมาตรา 147 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจหน้าที่เบียดบังทรัพย์เป็นของตนเอง, มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และมาตรา 68 ฐานให้ความสะดวกหรือสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิด นอกจากนี้ ในส่วนของพระเทพเสนาบดี ยังเตรียมแจ้งข้อหาตามมาตรา 162 ฐานปลอมแปลงเอกสารทางการราชอีก 1 ข้อหา โดย ปปป. ได้ส่งหนังสือไปยังมหาเถรสมาคม (มส.) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของพระทั้ง 4 รูป เรียบร้อยแล้ว

พ.ต.อ.วรายุทธ กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ต้องหาทั้ง 19 คน ปัจจุบันได้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว 6 คน คือ นายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.พศ., นายฉัตรชัย ชูเชื้อ ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อดีตผู้อำนวยการกองพุทธศาสนถาน, นายพยงค์ สีเหลือง อดีตนายช่างโยธา ชำนาญงาน กองพุทธศาสนสถาน, นายณรงค์เดช ชัยเนตร ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) สิงห์บุรี ซึ่งเป็นอดีต ผอ.กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา, นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี นักวิชาการศาสนา กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา และ นางณัฐฐาวดี ตันตยาวิสารสุทธิ นักวิชาการ กลุ่มศาสนสถาน พศ.

วันเดียวกัน พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. เปิดเผยว่า ในวันที่ 26 กันยายน เวลา 13.00 น. จะนำสำนวนคดีเงินทอนวัดล็อตที่ 2 จำนวน 23 คดี มูลค่า 140 ล้านบาท ไปมอบให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

สำหรับพระสงฆ์ 4 รูป ประกอบด้วย พระราชรัตนมุนี, พระเทพเสนาบดี (พระราชพุทธิวราภรณ์), พระครูวิสุทธิวัฒนกิจ (อุดม สุระกาพย์) และพระครูกิตติพัชรคุณ ซึ่งได้ประสานให้มารับข้อกล่าวหา รวมถึงผู้ต้องหาที่เหลือคนอื่นๆ นั้น แม้สุดท้ายจะไม่ยอมมารับข้อกล่าวหา ก็จะไม่กระทบสำนวน เนื่องจากเป็นการดำเนินการของตำรวจในเบื้องต้น ป.ป.ช. สามารถออกหมายเรียกและหมายจับได้ภายหลังทันที

"การดำเนินคดีกับพระสงฆ์ที่เกี่ยวข้อง ยอมรับว่า ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยจะดำเนินการเท่าที่ทำได้ตามความเหมาะสม และดำเนินคดีกับพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องใน 3 ลักษณะ คือ ทางวัดแบ่งเงินงบประมาณ ทอนเงินให้กับข้าราชการและผู้ที่เกี่ยวข้อง ลักษณะที่ 2 คือ มีการโอนเงินเข้าบัญชีของพระสงฆ์ แทนที่จะโอนเข้าบัญชวัด ลักษณะที่ 3 คือ วัดของบประมาณสนับสนุนด้านการศึกษา ทั้งที่ไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม" ผบก.ปปป.กล่าว

 

ที่มา : แนวหน้า : 26 กันยายน 2560

 

 

อภิชาตโผล่แล้ว !

ยิ้มหวานผ่านเฟสบุ๊ค

สารภาพบาปในอดีต พร้อมขอขมามุสลิม

 

อา..ถ้างั้น วันจันทร์พรุ่งนี้ อาจารย์บรรจบ ก็คงไม่ต้องไปทำเนียบรัฐบาลแล้วใช่ไหมฮะ เพราะว่าได้พบอดีตพระมหาอภิชาตแล้ว คงจะสบายใจได้ในระดับหนึ่ง ถึงยังไม่พบตัวจริงก็ตาม ซึ่งนี่ก็คือ คำตอบ จากทางการ ที่ทางสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ได้เรียกร้องให้เปิดเผยสถานภาพและความเป็นอยู่หลังจากลาสิกขา แน่นอนว่า ชาวพุทธไม่น้อยก็เป็นห่วงเช่นกัน ดังนั้น ก็หวังว่า ภายในวันสองวันนี้ คงจะได้เห็นทิดอภิชาตไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวที่หน้าวัดเบญจฯ อย่างชิลๆ นั่นจะทำให้บรรยากาศดีขึ้น..มากมาย

 

 

 

หล่อกว่าตอนเป็นพระ

ภาพอดีตพระมหาอภิชาตหลังลาสิกขา

 

นั่งสมาธิ สูดหายใจลึกๆ

เพราะตอนอยู่ในวัดมัวแต่อ่านข่าว ไม่ค่อยได้นั่งดูใจ

 

เดินจงกรม

พิจารณาหนทางแก้ปัญหาของประเทศ ไม่ให้เป็นวังวน

 

หยุดคิด-ฉุกคิด

ทำไปแล้วเกิดปัญหา คนที่มีปัญญาก็ต้องพิจารณาทบทวนทั้งนั้น

ไม่งั้นก็เป็น..คนบ้า

 

 

 

คำสารภาพของทิดอภิชาต

 

 




 

 

ที่มา : สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย : 25 กันยายน 2560

 

 

หวยออกวัดพิชัยญาติ !

มหาบุญเทียมโดนข้อหาทอนเงิน

งานนี้ยิ่งกว่าลานเทสะเทือน

 

 

นัมเบอร์ 1

พระราชรัตนมุนี (บุญเทียม ญานินฺโท)

เลขานุการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง วัดพิชัยญาติ

 

 

 

อา..มาแล้วฮ่ะ อาหารจานเด็ดตัวจริงเสียงจริง ชื่อ "พระราชรัตนมุนี" นั้น สังคมไทยคงไม่มีใครรู้จัก แต่ในสังคมพระไทยแล้ว นี่คือ "บิ๊กเนม" เพราะเจ้าคุณบุญเทียมมีตำแหน่งเป็น "เลขานุการ" ของเจ้าคณะใหญ่หนกลาง นามว่า "สมเด็จพระพุทธชินวงศ์" หรือ สมเด็จสมศักดิ์ นั่นเอง

สมเด็จสมศักดิ์นั้น สำคัญไฉน ? ก็ตอบได้ว่า ดูที่ตำแหน่ง "เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" ซีฮะ ใหญ่สุดในเมืองไทยเลยเชียวล่ะ เพราะคุมอำนาจคณะสงฆ์ "ส่วนกลาง" ไว้อย่างเบ็ดเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็น มหาสายชล เจ้าคณะภาค 1 วัดชนะสงคราม ไม่ว่าจะเป็น เจ้าคุณเอื้อน วัดสามพระยา ซึ่งเป็นเจ้าคณะ กทม. ไม่ว่าจะเป็น เจ้าคุณประยูร วัดประยุรวงศาวาส เจ้าคณะภาค 2 และอธิการบดี มจร. ก็ล้วนแต่เป็น "ลูกน้อง" ของสมเด็จสมศักดิ์ๆ จึงมีฐานะระดับ "สมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายมหานิกาย" ไปโดยปริยาย

แต่ทีนี้ว่า ผู้หลักผู้ใหญ่นั้นมิได้ทำงานเพียงลำพัง ยังต้องมีทีมงาน มีบริวารแวดล้อม แบบว่ายิ่งใหญ่มากก็ยิ่งมีบริวารมาก เมื่อสมเด็จสมศักดิ์เป็นผู้ใหญ่ที่สุดในคณะสงฆ์มหานิกาย เลขาของสมเด็จสมศักดิ์ก็จึงใหญ่ที่สุดในฝ่ายมหานิกายไปด้วย และนั่นคือ "ความใหญ่" ของ..มหาบุญเทียม

ถ้าเทียบกับ "เจ้าคุณเสนาะ" ใหญ่ เพราะเป็นเลขาสมเด็จเกี่ยว อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ถ้าเทียบกับ "ตุ๊แป๊ะ" ใหญ่ เพราะเป็นหน้าห้องสมเด็จช่วง อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช มหาบุญเทียมก็ต้องถือว่า "ใหญ่" เพราะเป็นเลขาสมเด็จสมศักดิ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ฉันใดก็ฉันนั้น เจ้าคุณเสนาะเคยคุยว่า "ผมมีถึงพันล้าน" ฉันใด เจ้าคุณบุญเทียม ถึงไม่ได้อ้าง ก็คงมีฐานะไม่ต่างกัน รวยเงียบกับรวยเสียงดัง มันก็รวยเหมือนกัน

ปัญหามันมาถึงเรื่อง "เงินทอน" เพราะทาง ปปป.และ ปปช. คงจะสืบสาวราวเรื่องจนได้ความชัด ว่ามีชื่อของ "มหาบุญเทียม" เข้าไปเกี่ยวข้องกับเงินทองเงินทอนของวัดพิชัยญาติ คงจะเช็ค "เส้นทางการเงินและการบัญชี" ของมหาบุญเทียม จนแน่ใจแล้ว จึงได้ประกาศรายชื่อผู้โชคดีออกมา นับว่าเป็นเกียรติอย่างสูงส่ง ที่เลขาเจ้าคณะใหญ่หนกลางไป "เข้าปิ้ง" คดีประวัติศาสตร์กับเขา

ต่อนี้ไปก็ต้องจับตาอนาคตของ "มหาบุญเทียม" จะเป็นเช่นใด จะเดินตามรอย "เจ้าคุณเสนาะ" วัดสระเกศ หรือไม่ เฮ้อ ! หายใจไม่ทั่วท้องเลย เพราะเมื่อวาน "มหาอภิชาต" ก็โดนจับสึกกลางพรรษา "นำร่อง" ไปแล้ว ใครจะเป็นรายต่อไป อ่านข่าวนี้แล้ว พระไทยทั้งประเทศ หายใจไม่ทั่วท้อง !

 

 

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม)

วัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

 

คุมคดีธรรมกายอยู่ในมือ แต่กลับทำอะไรธรรมกายไม่ได้ แบบว่าล้มเหลว เท่านั้นยังไม่พอ วันนี้ โดนคดีเงินทอนเข้าไปอีก ยิ่งกว่าพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก เผลอๆ หลุดจากทุกตำแหน่ง เพราะล้มละลายไปโดยปริยาย

 

 

ที่มา : เจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ : 25 กันยายน 2560

 

จ่อบุกทำเนียบ !

ถามบิ๊กตู่-นายกรัฐมนตรี

กรณี "กักขังไร้พิกัด" มหาอภิชาต

 

 

หากวันจันทร์ ยังไม่ทราบข่าว ตามที่เจ้าหน้าที่แจ้ง เราจะขอเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อเจรจาทั้งการปล่อยตัว และความปลอดภัย ของท่านอภิชาต

รท.รศ.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ

 

อา..ก็น่าฉงนนะฮะ ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ "ใช้อำนาจอะไร" ในการ "กักขัง-หน่วงเหนี่ยว" ทิดอภิชาต ไว้ในที่ "ไร้พิกัด" โดยอ้างว่า "มิได้แจ้งข้อหาใดๆ" แต่..นำตัวไปไว้ในที่ไร้พิกัด นี่มันอุ้มกันชัดๆ เลย ถ้ามหาอภิชาตมีรอยขีดข่วนตามกระบวนการรีดของเจ้าหน้าที่ งานนี้มีบานปลายแน่ "บิ๊กตู่" เตรียมตอบคำถามเอาไว้ให้ได้ ไอ้ที่เดินสายหาเสียงจะนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอีกสมัยนั้น รับรองว่าหืดขึ้นคอ จะโดนประเด็น "อภิชาต" นี่แหละ ขวางทางไว้สุดกู่ เพราะแนวร่วมจะมากกว่า "ทนายสมชาย นีละไพจิตร" อย่างเทียบไม่ได้ เชื่อไม่เชื่อก็ตามใจ เตือนไปยังพวก "บริวาร" ของท่านผู้มีอำนาจด้วย ว่าอย่าเลยเถิด จะแจ้งข้อหาอะไรก็ว่าไป จะขออำนาจศาลฝากขังหรือทำอะไรก็ให้มั่นโปร่งใส มิใช่บอกว่า "ไม่ได้แจ้งข้อหาอะไร แต่นำไปไว้ในที่ปลอดภัย" ถามว่าพูดแบบนี้ใช้ได้หรือ ?

ก็รอดูว่า ปลาตัวใหญ่ ระดับ "คสช." จะมาตายน้ำตื้นเพราะเรื่องตื้นๆ แบบนี้ หรือไม่ อยากจะปั้นมหาอภิชาตให้เป็น "ฮีโร่" ก็ตามใจ

แต่ความจริงแล้ว สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ไม่ต้องรอถึงวันจันทร์ เพราะถ้าเจ้าหน้าที่มิได้แจ้งข้อหาอะไร ก็ไม่มีอำนาจในการกักขังหน่วงเหนี่ยวทิดอภิชาตอยู่แล้ว ยกเว้นแต่ใช้กฎอัยการศึก แต่ถึงอย่างนั้นทางสมาพันธ์ก็ย่อมมีสิทธิ์เรียกร้องให้ทางการบอกสถานที่กักขังให้ทราบได้อยู่แล้ว ถามว่า รออะไร ?

 

สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย

 

ประกาศ สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 1
เรื่อง ผลการเจรจากับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ กรณีอดีต พระมหาอภิชาต ปุณฺณจนฺโท

ในวันนี้ สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย นำโดย ร.ท.ผศ.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ประธานสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ได้เดินทางไปที่วัดเบญจบพิธฯ เพื่อไปเจรจา 3 ฝ่าย ประกอบด้วย

1. เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร
2.
เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบกรณีอดีต พระมหาอภิชาต ปุณฺณจนฺโท
3.
ตัวแทนสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย

ขอสรุปผลการเจรจา

เจ้าหน้าที่ ถามเจ้าอาวาสว่า ท่านอภิชาต ขอสึกเองหรือไม่ ท่านเจ้าอาวาส ตอบว่า ใช้ ท่านอภิชาต ขอสึกเอง

เจ้าหน้าที่ ก็ขอให้เราแจ้งต่อสาธารณชน ว่า มหาอภิชาต ขอสึกเอง

เราตอบว่า เราไม่สามารถรับรองได้ ว่า ขอสึกเอง ด้วยความเต็มใจ จนกว่าจะได้พบกับ ท่านอภิชาต ด้วยตนเองเสียก่อน

เราก็ขออนุญาต เข้าไปเยี่ยมท่าน เพื่อสอบถามเรื่องราวต่างๆ

เจ้าหน้าที่ยืนยัน สรุป ดังนี้

1. ยังไม่บอกว่า ตอนนี้อยู่พิกัดไหน
2.
ให้รออีก 2 วัน แล้วทุกคนจะทราบเอง (เราจะรอถึงวันจันทร์)
3.
ท่านอภิชาต ไม่ได้ถูกคุมขังแต่ประการใด และอยู่ในที่ปลอดภัย
4.
ไม่มีการแจ้งข้อหาใดๆ

ข้อสรุปสำหรับเรา (ปรึกษากันเอง)

1.
เราจะรออีก 2 วัน นั่นคือ ยอมรอถึงวันจันทร์ ไม่เกิน 18.00 น.
2.
หากวันจันทร์ ยังไม่ทราบข่าวตามที่เจ้าหน้าที่แจ้ง เราจะขอเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อเจรจาทั้งการปล่อยตัว และความปลอดภัยของท่านอภิชาต
3.
ตั้งกองทุน ขึ้นมา โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประเด็นคือ

3.1
ช่วยเหลืออดีต พระมหาอภิชาต ปุณฺณจนฺโท ในเรื่องดังนี้
3.1.1
ช่วยเหลือทางด้านคดี (หากต้องใช้)
3.1.2
ช่วยเหลือเป็นค่ายังชีพ ขณะที่ลาสิกขาใหม่ๆ โดยไม่ทันตั้งตัว
3.1.3
อื่นๆ ที่สมควร

3.2
กิจกรรมเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา (อันนี้ใช้ระยะยาว ทั้งช่วยเหลือชาวพุทธวันหน้า หรือการทำงานเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา)

 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊คสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย : 23 กันยายน 2560

 

สั่งสึกกลางพรรษาพระมหาอภิชาติ !

18.30 น.

20 กันยา 2560

ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม พระอารามหลวง

 

เอวัง ?!?!?!

 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊คสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย : 20 กันยายน 2560

 

มหาวอ ยก "วัด-วัง" บังสัจจะ !

ต้องยอมตระบัดสัตย์รับตำแหน่ง ผช.จล.

ทำนอง..เสียสัตย์เพื่อชาติ !

 

ว.วชิรเมธี อ้าง "ในวัง" บังคับ ต้องยอมรับ "ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดพระสิงห์" ทั้งๆ ไม่อยากรับ และเคยประกาศต่อสาธารณะว่า "ชีวิตสงฆ์ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" แถมยกตัวอย่าง "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ปยุตฺตมหาเถร" รับพระราชทานสมณศักดิ์ ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม มีแต่คนสรรเสริญ

 

แล้วทำไม ว.วชิรเมธี จะรับไม่ได้ ผิดตรงไหน ?

 

อา..ว่าไงครับ หลวงพ่อช่วงโปรดทราบ มหาวอบอกว่า "ตัวเองถูกขืนใจให้รับตำแหน่ง" ทั้งๆ ที่ไม่อยากรับ ถึงได้มาก็มิได้ภูมิอกภูมใจอะไรอีกด้วย แบบว่า เสียสัตย์เพราะผู้ใหญ่ นี่ถ้าได้เป็นเจ้าคุณ สงสัยมหาวอคงจะฆ่าตัวตาย เพราะรับไม่ได้

เชิญปัญญาชน "ทัศนา" ทัศนะ ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี คนดีศรีแผ่นดิน !

 

Take a look !

 

 

ว.วชิรเมธี ฤษีกินเหี้ย !

ถูกบังคับให้เป็นคนเลว โดยการรับ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ"

 

 

"ยศช้าง ขุนนางพระ ไม่เคยมองหา แต่เบื้องบนท่านมองเห็น"

ว.วชิรเมธี

 


หลายเดือนก่อน หลังจากมีภาพไปรับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช
เพื่อดำรงตำแหน่งเป็น "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดพระสิงห์" ก็มีใครบางคน จรดปากกาเขียนถึงอาตมภาพในทางเสียหายว่า การรับตำแหน่งนั้น เป็นการแสดงถึงความกลับกลอกเหมือนศรีธนญชัย (เพราะแต่ไหนแต่ไรมา อาตมาไม่เคยสนใจเรื่องตำแหน่งแห่งที่ในทางคณะสงฆ์เลย ซึ่งเรื่องนี้ แม้จนบัดนี้ ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่)

ถามว่า ถ้าเช่นนั้น ไปรับตำแหน่งทำไม ?

ขออธิบายสั้นๆ ง่ายๆ สำหรับคนที่อยู่ห่างไกลถึงสหรัฐอเมริกา (ต้นเรื่องที่กล่าวหา) ซึ่งอาจจะไม่ค่อยรู้ความจริงว่า

"อาตมาอยู่วัดพระสิงห์มาแต่อายุเพียง ๑๖ ปี เรียนธรรมะบาลีที่วัดนี้ จนได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค, บวชพระก็บวชที่วัดนี้

หลวงพ่อเจ้าอาวาสก็เป็นพระอุปัชฌาย์ อาตมาก็เคยเป็นพระเลขานุการของท่านมาตั้งแต่ต้นแต่อายุ ๑๘ ปี ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรจนถึงบวชเป็นพระภิกษุ


เมื่อจบเปรียญ ๙ ที่กรุงเทพฯ อาตมาย้ายกลับมาเชียงราย ก็มาอยู่ในสังกัดเดิม ซ้ำยังเป็นเปรียญธรรม ๙ รูปแรกของวัด คือวัดพระสิงห์ (พระอารามหลวง)
ไม่ได้เหาะข้ามห้วยมาจากที่อื่น

เมื่อกลับมาแล้ว หลวงพ่อเคยขอให้มาเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสแต่เมื่อปี ๒๕๕๕ อาตมายังไม่อยากรับ ประวิงเวลาไว้ เพราะใจอยากทำงานเผยแผ่พระพุทธ-ศาสนามากกว่างานปกครองของคณะสงฆ์ ครูบาอาจารย์ท่านก็เข้าใจลูกศิษย์ซึ่งท่านรักเหมือนลูก


มาถึงปีนี้ ผู้ใหญ่ใน
"เบื้องบน" ถามมาอีก เพราะอายุ ๔๓ พรรษา ๒๓ อยู่พระอารามหลวงมา ๒๖ ปีแล้ว เป็นมหาเถระแล้ว ไม่ใช่พระเด็กๆ อีกต่อไป ควรมอบหมายให้รับภาระธุระพระศาสนาอย่างเป็นทางการ ทั้งผลงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็ไม่ใช่น้อยๆ (ว่าตามคำของท่าน)


ทั้งครู ทั้งศิษย์ จึงยอมอนุวัตร ตามทางการ


อาตมาจึงรับตำแหน่งของทางการ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสฯ
"ฝ่ายเผยแผ่" เหมือนเดิม


และเมื่อเป็นแล้ว ก็ไม่ได้หลงไปกับโลกธรรม ไม่ได้ย้ายไปไหน ยังพอใจกับนามปากกา ว.วชิรเมธี ธรรมดาๆ ยังคงอยู่ทำงานเผยแผ่ต่อไปที่ไร่เชิญตะวันตามปกติ

ตำแหน่งแห่งที่ ที่ท่านประทานมา ก็เพราะฟ้าบันดาล ทั้ง "วัง" และ "วัด" ท่านประสานเสียง แกมกำชับขอให้รับไว้ ไม่ใช่ไปกราบกรานอยากได้ อย่างที่มี "พระอลัชชี" บางรูปพยายามกล่าวหาด้วยข้อความรุนแรง


เรื่องนี้ เข้าใจได้ง่ายมาก


ดูอย่างท่าน
ป.อ.ปยุตฺโต หรือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ องค์ใหม่ก็ได้ ท่านก็ทำงานของท่านไป ไม่เคยอยากจะได้ใคร่จะมีอะไร ปิดทองหลังพระไป เมื่อทองล้นออกมาหน้าพระ วันดีคืนดี
"หลวง" หรือราชการก็โปรดให้ท่านเป็นสมเด็จฯ เมื่อเป็นแล้ว ท่านก็ไม่ได้หลงไปกับโลกธรรม ดังท่านกล่าวความในใจว่า

"พระนั้น จะแต่งตั้งไปชั้นไหน ชั้นไหน ก็ยังเป็นพระอยู่เหมือนเดิม ทางพระพุทธศาสนา ท่านไม่นิยมถามว่า "จะเป็นอะไร" แต่สำคัญที่ว่า "จะทำอะไร" ให้เรื่อง "เป็น" มาเกื้อหนุนเรื่อง "ทำ" ให้ได้ ท่านจึงว่า "ให้เป็นนั่นเป็นนี่" เพื่อจะได้ "ทำนั่นทำนี่" ได้สะดวก"

เพราะฉะนั้น คนที่ "รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" มองการรับตำแหน่งของอาตมา เป็นเรื่องการเมืองในคณะสงฆ์ หรือมองไปว่าได้มาเพราะเข้าหาผู้ใหญ่ ทั้งยังพยายามกล่าวหาอาตมาเลื่อนลอยด้วยคำใหญ่คำโตนั้น ก็ขอโปรดเข้าใจเสียให้ถูกต้องตามนี้ อย่าเอาไปตีความเลอะเทอะ


หยุดการปรุงแต่งแบบเด็กๆ เสียทีเถิดพ่อคุณเอ๋ย


ดีร้าย หากวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ระวังปาก จะกลายเป็นการ "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" เสียเปล่าๆ


ส่วนที่มีภาพไปกราบหลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ แล้วเอามาเขียนว่าไปประจบท่านนั้น ก็ขอเตือนว่า เวลาจะเขียนอะไร ดูคำอธิบายใต้ภาพด้วย

เพราะภาพพวกนั้น มีปรากฏอยู่ในเฟซบุ๊คของอาตมาเอง มีคำอธิบายกำกับด้วยว่าไปทำอะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน

ภาพคู่สมเด็จฯที่เห็น คืองานไปรับรางวัล "วัดที่จัดการสิ่งแวดล้อมดีเด่น" จัดที่ มจร.วังน้อยเมื่อราวเดือนกุมภาพันธ์ และครั้งที่สอง หลวงพ่อสมเด็จฯ นิมนต์ไปพบเมื่อเดือนเมษายน เพื่อแจ้ง "พระราชดำริ" ด้านการศึกษาภาษาบาลีที่ทรงฝากมา โดยขอให้ช่วยรับเป็นภาระธุระ เพราะอาตมาสื่อสารกับสังคมได้ง่าย มีคนฟังเยอะ

ทั้ง "เบื้องบน" ท่านก็ทรงกำชับมาหลายครั้ง เรื่องการศึกษาภาษาบาลีในโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่ยังน่าเป็นห่วงอยู่ เพราะเห็นว่า ท่าน ว.วชิรเมธี นี้ เป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค และได้เขียนหนังสือเรื่อง "เปรียญ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" เพื่อเป็นแนวทางฟื้นฟูการศึกษาภาษาบาลีตามพระราชประสงค์

และที่สำคัญจะต้องขอพระราชทานคำนำเป็นกรณีพิเศษ หลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ ในฐานะประมุขสงฆ์ และแม่กองบาลีสนามหลวง ก็อยู่ในฐานะที่จะต้องเขียนสัมโมทนียพจน์ด้วย

คนเขาไปปรึกษาหารือเรื่องงานพระศาสนาล้วนๆ มีพยานเป็นร้อย เป็นพัน ต่อหน้าธารกำนัล อย่างโปร่งใส แต่คนเขลาบางคน เอาไปเขียนข่าวเชิงเสียหาย ว่าผู้เขียนไปประจบพระผู้ใหญ่ขอยศศักดิ์ ช่างน่าละอายเหลือเกิน ที่คิด ที่เขียน อะไรออกมา โดยไม่สนใจหาข้อเท็จจริง ซึ่งมีอยู่ดาดดื่น มีอยู่ในคำอธิบายใต้ภาพที่ตัวยกมาด่านั่นเองเสียด้วยซ้ำ

จึงขอแจ้งญาติโยมทั้งหลายได้ทราบ ว่าอย่าได้หลงเชื่ออย่างผิดๆ ตามที่มีคนเขียนข่าวเลอะเทอะเผยแพร่ออกไป


(ว.วชิรเมธี)

 

 

(หมายเหตุ.


๑.ตามปกติ ตั้งใจจะไม่เขียนตอบอะไรในประเด็นระดับ
"โลกธรรม" เหล่านี้เลย เพราะถือว่าเป็นธรรมดาโลกที่ย่อมมีคนเข้าใจผิดบ้าง เข้าใจถูกบ้าง แต่เรื่องนี้ มีคน "เดือดร้อน" แทนหลายคน แต่ละคนก็ไม่ใช่ตาสีตาสา ทั้งอาจส่งผลกระทบหลายฝ่าย จึงจำใจต้องเขียนออกมา เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เมื่อเข้าใจข้อเท็จจริงแล้ว ก็จะได้เพลาๆ การแชร์ การส่งข้อความโกหกทั้งหลายลงบ้าง ไม่เช่นนั้น พระดีๆ ทั้งหลาย ทั้งพระบ้านพระป่าสายกรรมฐาน สายวิชาการบริสุทธิ์ สายพัฒนาสังคม ที่ "หลวง" ท่านเมตตาถวายสมณศักดิ์เพื่อส่งเสริมการทำงาน ก็จะพานถูกกล่าวหาไปเสียทั้งหมด


๒.มีภาพอาตมาคู่กับหลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ บางคนเอาไปตีความในทางเสียหาย ขออธิบาย
"ข้างหลังภาพ" สั้นๆ ตามข้อเท็จจริง


๒.๑ ภาพที่เห็นอยู่บนเวที คือ วันที่ไปรับรางวัล
"วัดที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมดีเด่น" จากหลวงพ่อสมเด็จฯ จัดโดยกรมควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับรางวัลเสร็จ หลวงพ่อสมเด็จฯ ก็ขอให้เล่าให้ที่ประชุมฟังทั้งห้อง ว่าบริหารจัดการไร่เชิญตะวันอย่างไร จึงกลายเป็น
Eco Temple ที่ร่มรื่น เรื่องก็มีเท่านี้ มีคนอยู่ในงานหลายร้อยคน ภาพนิ่ง ภาพวีดิโอ บันทึกไว้พร้อมสรรพ แต่มีบางคนไม่เข้าใจ ไม่อยู่ในเหตุการณ์ ที่อยู่สหรัฐอเมริกา เอาไปเขียนว่า อาตมาไปประจบพระผู้ใหญ่ นี่คือ ความน่าอนาถของคนที่เรียกตัวเองว่า สื่อมวลชน


๒.๒ อีกครั้งหนึ่ง ได้รับนิมนต์ไปหารือข้อราชการของคณะสงฆ์ เนื่องจากได้รับการขอร้องให้เข้ามาช่วยเรื่องการศึกษาภาษาบาลีของคณะสงฆ์
ซึ่งขอร้องมาจากทั้งฝ่ายวัง และฝ่ายวัด เพราะผู้เขียนเป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค วังและวัดเห็นว่า พอจะมีพื้นฐานภาษาบาลีอยู่บ้าง จึงขอให้มาช่วยเรื่องนี้ จึงได้ปฏิรูปการศึกษานำร่องที่วัดบ้านเกิด/เชียงของ/เชียงราย จนปี ๒๕๕๘ สามเณรเก่งทั้งทางโลกและทางธรรม สามารถบรรยายธรรมเป็นภาษาอังกฤษจนชนะเลิศระดับประเทศ ได้เข้ารับพระราชทานทุนและผ้าไตร และได้ลองเทศน์ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ที่จังหวัดน่าน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นี่เป็นข่าวดี ที่หลวงพ่อสมเด็จฯ เห็นว่าก้าวหน้า และพอเป็นความหวังของคณะสงฆ์ไทยในฝ่ายการปฏิรูปการศึกษาสงฆ์ จึงขอให้ไปเล่าถวาย พร้อมกันนั้น ก็ได้นำเสนอต้นฉบับหนังสือ "๙ เปรียญ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" ซึ่งได้นักเขียนฝีมือดีคือระดับประเทศ คือ คุณอรสม สุทธิสาคร คุณวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง มาช่วยเรียบเรียง หมายใจว่า เล่มนี้จะเป็นหนังสือ "สร้างแรงบันดาลใจ" ให้พระหนุ่มสามเณรน้อยรุ่นใหม่ ใฝ่เรียนธรรมะบาลีมากขึ้น เพราะเป็นชีวประวัติของพระและโยมที่จบเปรียญ ๙ แล้วประสบความสำเร็จสูงสุดทั้งทางโลกและทางธรรม เช่น ศ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก
, ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ, ป.อ.ปยุตฺโต เป็นต้น


ความจริงที่ได้ไปกราบสมเด็จฯ ก็มีแค่นี้
แต่แล้วคนที่มือดีมากกว่าสมอง ก็เอาไปเขียนในทางลบว่า ผู้เขียนไปพบผู้ใหญ่เพื่อหวังยศศักดิ์อัครฐาน ถ้าหวังจริงอย่างว่า จะอยู่ในพระอารามหลวงมา ๒๖ ปี โดยเป็นพระธรรมดามาจนป่านนี้ได้อย่างไร คุณสมบัติก็ใช่จะไม่ครบ
ครบจนล้นเสียด้วยซ้ำ


การ
"รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" แบบนี้แล้วก็นำมาเขียนข่าวนั้นสร้างความเสียหายใหญ่หลวงมาก เพราะข้อเท็จจริงมีอยู่ก็ไม่สนใจ นึกจะเขียนอะไรก็เขียน พลอยทำให้คณะสงฆ์เสียหาย เสียทั้งหลวงพ่อสมเด็จฯ เสียทั้งเบื้องบน เสียทั้งผู้เขียน งานที่ทำกันมาด้วยเจตนาแสนดีถูกมองในทางเสียหายหมด ดังนั้น ใครรู้ผิด เข้าใจผิด ขอความกรุณา เข้าใจเสียใหม่ให้ถูกต้องตามนี้เทอญ. (ว.วชิรเมธี)

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี : 15 ธันวาคม 2559

 

อ่านบทความ โดย พระมหานรินทร์ นรินฺโท

 

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

 

 



 

ภาพการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 41/2560

ณ วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า รัฐฟลอริด้า

2-3 มิถุนายน 2560

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพชุด

ชุดที่ 1

ชุดที่ 2

ชุดที่ 3

ชุดที่ 4

ชุดที่ 5

ชุดที่ 6

ชุดที่ 7

ชุดที่ 8

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05