เพื่อในหลวง
 


 

สวัสดีครับ  พี่น้องชาวไทยที่เคารพรักทุกท่าน

     ก่อนอื่นต้องขอกราบขออภัยที่รบกวนเวลาดูโทรทัศน์ของพี่น้องประชาชน   และใช้เวลาในการออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย  เพราะผมถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งของประเทศไทย  จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขอใช้เวลาของโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย

     ผมขอแสดงความยินดีกับพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ   ที่เราได้ช่วยกันรักษาประชาธิปไตยไว้ได้  โดยการที่พี่น้องประชาชน  28  ล้านคนเศษได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อวันที่  2 เมษายน 2549  ที่ผ่านมา  ผมต้องขอขอบคุณพี่น้อง  16  ล้านคนเศษ ที่มอบความไว้วางใจให้ผมและให้พรรคไทยรักไทย ได้ทำหน้าที่ต่อไป  แต่พี่น้องที่เคารพครับ  ผมจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกราบขอโทษพี่น้อง 16 ล้านคนเศษ   ที่ได้ไปลงคะแนนให้ผม  โดยหวังที่จะให้ผมทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีต่อไป   แต่เนื่องจากว่ามีเหตุการณ์ในบ้านเมืองหลายประการ  ที่ผมคิดว่า  ถึงเวลาที่เราจะต้องสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในแผ่นดินเรา  เพราะว่าถ้าเรามัวแต่จะเอาชนะกันเอง    แต่ประเทศจะเป็นผู้แพ้ตามที่มีกระแสพระราชดำรัสที่เคยรับสั่งไว้เมื่อเดือนพฤษภาคม  2535  

     และวันนี้ผมดีใจ  จากเหตุการณ์ที่ผมได้ออกรายการกรองสถานการณ์  เมื่อคืนนี้ (3 เม..) ได้พูดกับพี่น้องประชาชนเพื่อวิงวอนความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น  และได้รับการตอบสนองเป็นอย่างดีจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  ซึ่งได้ทำหนังสือถึงผมเมื่อบ่ายวันนี้  (4 เม..)  เพื่อให้การปรองดองแห่งชาติเกิดขึ้นอย่างแท้จริง   ผมต้องขอขอบคุณ ณ ที่นี้ด้วย  และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า  ทุกพรรคการเมืองจะได้เข้าใจเจตนารมณ์ตรงนี้   

     พี่น้องครับ ผมต้องกราบขอโทษจริง ๆ  ที่จะไม่ขอรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี   ในกระบวนการสรรหาที่จะเกิดขึ้นในสภา  หลังจากที่ครบ 30 วันหลังการเลือกตั้ง  และมีการเปิดประชุมรัฐสภา    พี่น้องที่เคารพครับ   ผมมีเหตุผลที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่รับตำแหน่ง   เพราะว่าปีนี้เป็นปีมหามงคลยิ่งของคนไทย   เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จขึ้นครองราชย์ครบ 60  ปีในวันที่  9 มิถุนายนนี้

     จากนี้ไปเหลือเวลาเพียง  60 กว่าวัน   เราไม่มีเวลาที่จะทะเลาะกันแล้ว  ผมอยากเห็นคนไทยทั้งประเทศมีความรัก ความสามัคคีกัน  ลืมเรื่องที่ผ่านไป    เพราะผมเชื่อว่าพี่น้องที่รักผม  ได้แสดงออกว่า  สนับสนุนผมโดยการลงคะแนน  16 ล้านกว่าเสียง  พี่น้องที่อาจจะรักพรรคการเมืองอื่นหรือไม่พอใจผม    ก็ได้แสดงออกแล้วโดยการไม่ลงคะแนน no vote  ก็ดี  หรือไม่ลงคะแนนเลือกตั้ง ทุกคนได้แสดงออกหมดแล้ว  พี่น้องพันธมิตรก็ได้แสดงออกแล้ว   พรรคฝ่ายค้านก็ได้แสดงออกแล้ว

     ผมคิดว่าวันนี้ถึงเวลาที่เราจะแสดงออกร่วมกัน   หลอมใจไทยให้เป็นหนึ่งเถิดครับ  เพราะว่าเราจะร่วมกันถวายให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา  เพราะทรงครองราชย์มาและทรงทุ่มเทพระวรกาย  พระสติปัญญา  พระราชทรัพย์   มาเพื่อคนไทยทั้งประเทศมานานมากแล้ว  แต่นี่เหลืออีกเพียง 60  กว่าวันเศษ  บ้านเมืองยังหาข้อยุติกันไม่ได้   ผมคิดว่าไม่เป็นสิ่งที่ดีเลย  และจะมีพระราชอาคันตุกะ  ซึ่งเป็นพระราชาธิบดีและพระราชินีจากทั่วโลกเสด็จฯ  มาร่วมงาน   วันนี้เรายังมีการประท้วงกันอยู่

     ผมคิดว่า ผมขอถอยโดยการไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี   แต่ผมจำเป็นจะต้องรักษาการตาม  รัฐธรรมนูญ  มาตรา 215   เพราะว่ารัฐธรรมนูญใช้คำว่า  ต้องรักษาการ  ผมจะต้องรักษาการไปจนถึงกระบวนการสรรหานายกรัฐมนตรีในสภาเป็นที่เรียบร้อย  คนที่จะได้รับการสรรหาก็จะมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีตามกฎหมายตามรัฐธรรมนูญต่อไป    สำหรับผมเองจะรักษาการไปจนถึง  ณ วันนั้น  และจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด   และจะพยายามสร้างความสมานฉันท์

     ขอวิงวอนครับพี่น้องคนไทยทั้งชาติว่า  วันนี้เราเสียสละกันคนละเล็กคนละน้อย   เพื่อประเทศของเรา  เพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา  สำหรับพี่น้อง  16 ล้านเสียงเศษนั้น  ที่ได้กรุณาให้ความไว้วางใจ  ผมขอกราบขอโทษอีกครั้งหนึ่ง   แต่ว่าผมจะยังคงทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  ทำหน้าที่หัวหน้าพรรคไทยรักไทย   เพื่อที่จะผลักดันนโยบายที่ได้พูดกับพี่น้องประชาชนไว้ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

     นโยบายทุกนโยบายที่เคยปฏิบัติและพี่น้องเป็นห่วงที่กลัวจะหายไป   ไม่ว่าจะเรื่องการปราบปรามยาเสพติด   30 บาทรักษาทุกโรค   การแก้ปัญหาความยากจน   การสร้างรถไฟฟ้าระบบขนส่งในกรุงเทพฯ ทั้งหมดนี้จะได้รับการผลักดันต่อไปโดยรัฐบาลใหม่   เพราะว่ารัฐบาลใหม่จะขับเคลื่อนตามนโยบายที่รัฐบาลนี้ได้ทำไป  ผมจะไปเยี่ยมไปพบกับพี่น้องประชาชนต่อไปในฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่ง  ในฐานะที่เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี   จึงมีความห่วงใยต่อบ้านเมืองและรักพี่น้องประชาชน   ผมจะทำหน้าที่เป็นคนไทย       คนหนึ่งที่ดีที่สุดเพื่อพี่น้องคนไทย

     แต่วันนี้จำเป็นครับ   จำเป็นอย่างยิ่งยวด  ที่คนไทยเราจะต้องลดราวาศอก   ไม่เอาชนะกันเองครับ  มีคนหนึ่งชนะ  ก็ต้องมีคนหนึ่งแพ้    แต่คนที่แพ้แน่นอนคือประเทศ    นี่คือกระแสพระราชดำรัสที่ทรงรับสั่งไว้ตั้งแต่ปี  2535  และมีตัววิ่งออกในโทรทัศน์ทุกวัน   ซึ่งผมได้อ่านและได้สำนึกว่า   การปรองดองแห่งชาติ  ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเป็นเรื่องสำคัญของประเทศไทย

     ผมอยากจะขอร้องและขอบคุณบรรดาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า  วันนี้เรามาร่วมกันปฏิรูปการเมือง  เรามาร่วมกันทำการเมืองที่เราคิดว่า  น่าจะดีที่สุดสำหรับประเทศไทย  เพื่อคนไทยทั้งประเทศ   แล้วการปฏิรูปการเมืองตรงนั้นจะเป็นแนวทางที่ให้นักการเมืองได้เดินอยู่ในกรอบ    วันนี้ถ้าเราไม่ชอบกติกาปัจจุบัน   เราต้องปรับปรุงแก้ไข    แต่ตราบใดที่มีกติกา  เราต้องรักษา  เราต้องใช้

     พี่น้องที่เคารพครับ   ผมต้องขอขอบคุณพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ    ที่มอบความไว้วางใจและ  ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง    ครั้งใน  5 ปีกว่าได้รับการสนับสนุนด้วยเสียงส่วนใหญ่   แน่นอนครับประชาธิปไตยเป็นเรื่องของคนส่วนใหญ่    ไม่ใช่เป็นเรื่องของคนทุกคนที่จะต้องมีฉันทามติทุก  ๆ  เรื่อง  แต่พี่น้องครับ   ช่วงเวลา  5 ปีกว่าที่ผ่านมานั้น    ผมได้ทุ่มเททำงานหนัก   ผมได้ทำทุกอย่างเพื่อบ้านเมือง   หลายอย่างที่ถูกกล่าวหาไปนั้น  ผมขอย้ำอีกครั้งว่า  นายกรัฐมนตรีคนนี้ไม่เคยคิดที่จะเข้ามาบริหารบ้านเมืองด้วยการทำชั่ว   ผมมั่นใจว่าสิ่งที่ได้ทำไปในอดีตนั้น   เป็นสิ่งที่ได้ทำดีที่สุด    ส่วนเรื่องที่กล่าวหานั้น   ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่งถ้ามีโอกาสได้ชี้แจงท่านจะเข้าใจมากกว่านี้ อยากจะขอให้พี่น้องได้มีกำลังใจ  หันหน้าเข้าหากัน  มีกำลังใจเถิดครับ  เพราะบ้านเมืองเรายังจะต้องก้าวหน้าไปอีกมาก   ลูกหลานของเราจะต้องมีอนาคตอีกมาก ไม่มีประโยชน์ที่ผู้ใหญ่ไม่กี่คนจะมุ่งเอาชนะกัน และในที่สุดแล้วบ้านเมืองก็เสียหาย   วันนี้เราไม่มีจุดรวมใจอะไรกันดีเท่ากับว่า   อีก 60 กว่าวันจะถึงวันครบรอบ 60  ปีของการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  อีกไม่กี่วันจะมีงานใหญ่ระดับโลก   ซึ่งคนทั่วโลกจะจับตามองว่า  มีพระราชอาคันตุกะระดับพระราชาธิบดีและพระราชินีจากทั่วโลกมาร่วมงาน  เฉลิมฉลองให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา    และพวกเราคนไทยจะไม่ยินดีต้อนรับ   ไม่ทำความสะอาดบ้าน   ไม่เลิกสับสน  เพื่อให้คนได้มาด้วยความภาคภูมิใจเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราไม่ได้หรือ

     ขอร้องว่า  วันนี้ขอเถิดครับ   บางบ้าน  บ้านเดียวกันก็ขัดแย้ง  เพราะความเห็นต่างกัน   วันนี้ท่านได้แสดงออกเมื่อวันที่  2 เมษายนแล้ว  ขอให้ทุกอย่างกลับมาเถิดครับ   กลับมารวมใจไทยให้เป็นหนึ่งเพื่ออนาคตของประเทศไทยเรา

     ผมขอขอบคุณอีกครั้งและขออภัย  ขอกราบขอโทษ  ที่ท่านได้เลือกและไว้วางใจผมมา   แต่ว่าผมกลับไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในคราวนี้   ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องบอกว่า  ไม่สบายใจที่ต้องขอโทษพี่น้องประชาชน  แต่เป็นความสบายใจที่ได้สร้างความสมานฉันท์ ถ้าหากว่าจะได้รับการตอบสนองที่ดี   จากอดีตพรรคร่วม   ฝ่ายค้าน  จากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย   และจากพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศว่า  เราจะหันหน้ากลับมาเพื่อประเทศไทยของเรา  และเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา

 

ขอขอบคุณครับ  สวัสดีครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รก.นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคไทยรักไทย


1.

      ทั้งหมดนั้นเป็นคำแถลงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ในเวลา 20.30 น. หรือ 2 ทุ่มครึ่ง วันที่ 4 เมษายน 2549 ที่ผ่านมา ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า ทีวีพูล

      เป็นคำอำลาจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีติดต่อกัน 2 สมัยซ้อน นับเวลาได้ 5 ปีเต็ม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยได้รับการยกย่องจากนิตสารต่างประเทศว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของเอเชีย ส่วนคุณสมบัติอื่นๆ นั้น ผู้เขียนคงไม่พูดถึงแล้ว เพราะใครก็คงรู้ดีว่า นอกจากจะเรียนจบ Ph.D. ด้านอาชญวิทยา จากมหาวิทยาลัยในมลรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนการศึกษาของ ก.พ. แถมด้วยการประสบความสำเร็จเป็นนักธุรกิจผู้รวยไวที่สุดในประเทศไทย ก็ยังเป็นนักการเมืองผู้ประสบความสำเร็จไวและสูงสุดที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของประเทศไทย นับตั้งแต่ปีอภิวัฒน์การปกครอง พ.ศ.2475 เป็นต้นมา

      ว่ากันว่า ทักษิณ นี่แหละ คือนักการเมืองในอุดมคติของคนไทย เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติที่ยากจะหาได้ในศตวรรษ ทั้งเก่งทั้งรวย ขนาด ฯพณฯ ท่านปรีดี พนมยงค์ อดีตหัวหน้าคณะราษฎร์เมื่อเทียบคุณสมบัติกับ พ.ต.ท.ทักษิณแล้ว ท่านปรีดีมีดีทุกอย่าง แต่ไม่มีเงิน การเล่นการเมืองไทยต้องใช้เงิน แต่ทักษิณมีเงิน แถมมีมากมายมหาศาลด้วย ถ้าเล่นแบบ "เพลย์เซฟ" คือสงวนตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ทักษิณย่อมมีโอกาสเป็นยิ่งกว่ารัฐบุรุษ อาจจะได้รับการยกย่องเป็น "อภิรัฐบุรุษ" ด้วยซ้ำไป

     แต่ (ว่ากันอีกว่า) คุณสมบัติที่ ฯพณฯ ท่านปรีดี พนมยงค์ มีดีที่หนึ่งคือ ความซื่อสัตย์  สุจริต คุณสมบัติส่วนนี้ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับคุณสมบัติของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว จากการที่ท่านซุกหุ้นในนามของคนใช้ในบ้าน คนขับรถ มาจนถึงการตั้งบริษัทแอมเปิ้ล ริช ที่หมู่เกาะบริติช เวอร์จิ้น ในทะเลแคริบเบี้ยน อันเป็นแหล่งฟอกเงินที่ผิดกฎหมายใหญ่ของโลก ด้วยอ้างว่า เพื่อเตรียมการนำหุ้นไปเข้าตลาดหลักทรัพย์ที่สหรัฐอเมริกา แล้วนำกลับมาขายให้แก่สิงคโปร์ รวมถึงการนำหุ้นอันเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการธุรกิจสัมปทานที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว ได้รับมาจากรัฐบาลไทย ไปขายให้แก่บริษัทเทมาเส็ก ซึ่งเป็นของรัฐบาลประเทศสิงคโปร์ โดยไม่ต้องเสียภาษีตามกลไกตลาดหลักทรัพย์แม้แต่แดงเดียว เหล่านี้ มิใช่ภาพแห่งความซื่อสัตย์สุจริตและจริงใจในสายตาของคนไทย โดยเฉพาะกับวาทะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศยอมรับผิดต่อกรณีซุกหุ้นครั้งแรกในศาลรัฐธรรมนูญ แต่ดัดแปลงเป็นสำนวน "บกพร่องโดยสุจริต" หรือถึงจะผิดก็ผิดโดย "ไม่ได้เจตนา" ทั้งๆ ที่ก่อนจะทำนั้นมีเจตนามาตั้งแต่ต้นแล้ว ถ้าเป็นพระขึ้นธรรมาสน์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คงโดนสมภารไล่ลงและทำโทษ โทษฐานไม่ล้างเท้าก่อนขึ้นธรรมาสน์ นอกจากจะเทศน์เหลวไหลแบบสามเณรศรีธนญชัยหรือเซียงเมี่ยงแล้ว ยังทำสกปรกส่งผลให้พระรูปอื่นๆ ใช้ธรรมาสน์เทศน์ไม่ได้อีก

      พฤติกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดังว่ามานี้ เป็นภาพ "ดำ" ที่ตัดกับภาพ "ขาว" ของ ฯพณฯ ท่านปรีดี พนมยงค์ อย่างชัดเจน ยิ่ง ฯพณฯ ท่านปรีดี พนมยงค์ ถึงแก่อสัญกรรมไปนานแล้ว เกียรติประวัติของท่านจึงเป็น "อมตะ" ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น ยังถือว่าหนุ่มแน่น อาจจะอยู่ดูโลกต่อไปได้อย่างน้อยๆ ก็ 10-20 ปี หรืออาจจะมากกว่านั้น ซึ่งก่อนจะถึงเวลานั้น เรายังไม่รู้เลยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเพิ่ม "คุณสมบัติ" ให้เด่นขึ้นแก่ชีวิต หรือแปรคุณสมบัติให้กลายเป็น "คุณวิบัติ" เพราะหนังชีวิตของ ฯพณฯ ท่านปรีดี พนมยงค์ นั้น จบไปแล้วอย่างถาวร แต่หนังชีวิตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังเหลืออยู่อีกหลายม้วน แถมยังไม่รู้ว่าจะมีเวอร์ชั่นใหม่อะไรเพิ่มเติมมาหรือไม่

      นั่นเป็นภาพรวมที่มองเห็นอย่างกว้างๆ เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง 2 ด๊อกเตอร์ คือ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ชาวอยุธยา กับ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ชาวเชียงใหม่


 

2.

 

      ปัญหาใหญ่ระดับ "วิกฤติชีวิต" ที่เกิดขึ้นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนต้องยอมออกโทรทัศน์ทุกช่องเพื่อ "ลาประชาชนไปอยู่เบื้องหลังการเมือง" ตามที่นำเสนอนั้น ถ้าจะว่ากันที่ "หนักๆ" ก็เห็นจะเป็นเรื่องหุ้นนั่นแหละ มีบางคนให้คำนิยามว่า นี่มิใช่ "มาเพราะการเมือง ต้องไปเพราะการเมือง" เหมือน ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสมัย "จัดระเบียบสังคม" เคยลั่นวาจาไว้ และก็มิใช่ "มาเพราะพันธมิตร ก็ต้องไปเพราะพันธมิตร" เหมือนภาพที่ปรากฏอยู่ทั่วท้องสนามหลวงโชว์ปูมหลังก่อนจะนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่ามีเส้นสายใยโยงอยู่กับใคร ก่อนจะได้คะแนนเสียงล้นหลาม ถึง 19 ล้านเสียง หากแต่ท่านว่า บทสรุปของการมาและการไป พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็คือ "มาเพราะหุ้น ก็ต้องไปเพราะหุ้น" จะเป็นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์หรือหุ้นส่วนหรือไม่ เรื่องนี้ต้องขยาย...

     ฉายภาพให้ชัด ๆ ประวัติการเดินถนนการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ต้องเริ่มมาจาก "พ่อท่าน" สมณะโพธิรักษ์ แห่งสันติอโศก ซึ่งหนุนทักษิณผ่าน  "พล.ต.จำลอง ศรีเมือง" อดีตหัวหน้าพรรคพลังธรรม และปัจจุบันหัวหน้ากองทัพธรรม ซึ่งยกเก้าอี้หัวหน้าพรรคพลังธรรมให้แก่มหาเศรษฐีลบภาพพรรคกระยาจกออกไปจากเสื้อม่อฮ่อมเมืองแพร่

      สหายสนธิ หรือนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการและบริษัทในเครือ ซึ่งใช้สื่อทุกประเภทประโคมโน้มน้าวให้หลงไหลในตัวทักษิณ มิเพียงแต่ตัวนายสนธิเท่านั้น หากแต่บริวารว่านเครือในเครือผู้จัดการ ก็รับลูกลำตัดกันเป็นทอดๆ ทั้งเสนอข่าวในแง่บวก เขียนเจาะเขียนเชียร์ทักษิณล้วนแต่ "แง่ดีไม่มีที่ติ" จนถึงกับมีคนหมั่นไส้พูดกันทั่วไปว่า "สงสัยสนธิคงเล่นสลากกินแบ่งกับทักษิณ ไม่งั้นคงไม่หลับหูหลับตาเชียร์เหมือนคนตาบอดเป็นแน่" แต่ตอนนั้นกระแสทักษิณฟีเวอร์มาแรงจนมะพร้าวโอนเอน ลมใต้หรือลมทักษิณแรงขนาดนี้ใครไหนจะกล้ายืนขึ้นต้าน ขนาดว่าลิงที่เกาะสมุยซึ่งมือเหนียวสุดๆ ยังกลัว ต้องขอพักการเก็บมะพร้าวไว้ชั่วคราว

      พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว แห่งวัดป่าบ้านตาด ศิษย์เอกปรมาจารย์กรรมฐาน "อาจารย์มั่น ภูริทัตโต" หัวหน้าพระธรรมยุตสายป่าภาคอีสาน-เหนือ ก็เป็นโต้โผใหญ่อีกท่านหนึ่ง ซึ่งออกมายอมรับทักษิณอย่างเต็มๆ ว่าเป็น "ศิษย์เอก" ตั้งแต่ขึ้นธรรมาสน์เทศน์อัดรัฐบาลชวนจนซวนล้ม โดยนำประเด็น "การรวมบัญชีทองคำช่วยชาติไปรวมกับเงินในคลัง" หลวงตาบัวกลัวว่ารัฐบาลชวนจะเอาเงินของท่านไปใช้หนี้จึงไม่ยอมให้รวมบัญชี แล้วใช้ประเด็นนี้ตีแล้วตีอีก จน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ภาคอีสานสูญสลายหายไปเหมือนไดโนเสาร์โดนอุกกาบาตถล่มจนสูญพันธุ์ไปจากโลก

      นอกจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังเปิดมิติใหม่ในวงการการเมืองไทยด้วยการ "คิก ออฟ แคมเปญ" ประกาศโครงการเอื้ออาทรไปทุกตางรางนิ้ว ปลุกกระแสคนไทยในชนบทที่เรียกว่า "ระดับรากหญ้า" ให้สนใจการเมือง ในประเด็นว่า "ถ้าเลือกพรรคไทยรักไทยแล้วจะได้อย่างนี้ๆๆ" เหมือนพระโฆษณาอานิสงส์สรรพทาน อาทิ พักหนี้เกษตรกร 3 ปี โครงการสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการกองทุนหมู่บ้านละล้าน ก่อนจะสานต่อเป็น SML หรือ สะมอร์ มีเดี้ยม ลาช แปลว่า เล็ก กลาง และใหญ่ แบ่งเกรดหมู่บ้านให้เป็น 3 ระดับ นับจำนวนครัวเรือน ถ้าต่ำกว่าร้อย ถึง 100 ครัวเรือน ก็เป็นสะมอร์ เอาเงินไปเพิ่มเติมหมู่บ้านละ 100,000 บาท จาก 100 ถึง 200 ครัวเรือน ก็ยกเป็นมีเดี้ยม หรือขนาดกลาง เอาไป 200,000 บาท ถ้ามากกว่านั้นก็ยกให้เป็นลาช หรือใหญ่ ให้เงินเพิ่มหมู่บ้านละ 300,000 บาท สงครามปราบยาเสพติด โครงการคอมพิวเตอร์เอื้ออาทร โครงการกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา โครงการสร้างบ้านน็อกดาวน์เหมือนโมเบิ้ลโฮม ต่อเสร็จทันใจยกไปอยู่อาศัยได้ทุกที่ ที่สำคัญก็คือการกันเงินงบประมาณส่วนหนึ่งมาไว้เป็นกองกลาง เหมือน "เงินพระคลังข้างที่" ที่อดีตพระมหากษัตริย์ไทยเคยมีพระราชอำนาจใช้โดยพระราชอัธยาศัยมาก่อน เงินก้อนนี้ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการสั่งใช้โดยไม่ต้องผ่านการอภิปรายแปรญัตติของ ส.ส.ในสภา เวลาออกทัวร์นกขมิ้น ไปนอนแรมแกมมื้อแห่งหนตำบลไหน เจอโครงการถูกใจ ฯพณฯ ท่านก็จะเรียกกล้องทีวีมาทำการถ่ายทอดสด ประกาศอนุมัติงบประมาณผ่านจอทีวีสดๆ เหมือนเกมชิงร้อยชิงล้านทางจอทีวี เป็นที่ติดอกติดใจ ใครๆ ก็อยากให้ทักษิณมาพักผ่อนนอนเรือน เข้าตำรา "ช้างเหยียบนา พญาเหยียบเมือง" มีแต่รุ่งเรืองและร่ำรวย


 

3.

 

     แต่ถ้าเราลองไปดู "ระบบของการบริหารประเทศผ่านกระบวนการบริหารเงิน" แล้ว ก็จะพบว่า เงินที่ได้จากการเก็บภาษีอากรทุกประเภท ตั้งแต่ภาษีเงินได้ ภาษีล้อเลื่อน ภาษีโรงเรือน (ไม่ใช่โรงเรียน) ภาษีสรรพสามิต จนถึงภาษีที่ได้จากการขายหุ้น เงินทุกบาททุกสะตังค์เมื่อนำเข้าสู่ส่วนกลางคือคลังแล้ว ก็จะมีการจัดแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

     1. ใช้หนี้เก่า เราไปกู้หนี้ยืมสินจากใครไว้ที่ไหนในโลก มีกำหนดการจ่ายคืนต้นเท่าใด ดอกเท่าใด ในเวลาไหน รวมทั้งการออกพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งเป็นการยืมเงินประชาชนในชาติ รัฐบาลประกันความเสี่ยงทั้งดอกทั้งต้นไว้เท่าใด จะซื้อคืนในเวลาไหน ก็ต้องจัดเงินงบประมาณส่วนหนึ่งไปชำระหนี้ที่ว่ามานี้ก่อนเพื่อน

     2. จ่ายเป็นเงินเดือนข้าราชการทั่วประเทศ ทั้งข้าราชการทหาร ตำรวจ และพลเรือน รวมถึงการว่าจ้างพิเศษอื่นอีก เช่น จ้างผู้เชี่ยวชาญ หรือบริษัทที่เชี่ยวชาญ มาทำการวิจัย หรือช่วยเหลือให้คำแนะนำในเรื่องนั้นๆ ของรัฐบาล เป็นต้น นับเป็นเงินก้อนที่สองที่จะต้องกันเอาไว้ เพราะถ้าไม่ยอมจ่ายเงินเดือนรับรองว่าเดือดร้อนแน่ เงินก้อนนี้จึงแตะไม่ได้เช่นกัน

     3. เมื่อตัดเงินกองกลางให้เป็นก้อนที่ 1 และ 2 ตามที่ว่ามาแล้ว เหลือเงินเท่าใด ก็จะใช้เงินจำนวนนั้นไปในการ "สร้างงานใหม่" เช่น สร้างถนนหนทาง สะพาน เขื่อน ฝายกั้นน้ำ เป็นต้น ตั้งโครงการอะไรใหม่ๆ เพื่อให้ประเทศมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้น มิใช่ใช้แต่ของเก่าซ้ำๆ ซากๆ ซึ่งเงินส่วนนี้ถ้ามีเงินเหลือจากสองก้อนแรกมากก็สามารถสร้างได้มาก ถ้าเหลือน้อย โครงการต่างๆ ก็ต้องน้อยไปตามจำนวนเงินที่หดหาย แต่ส่วนใหญ่รัฐบาลไทยนิยมใช้วิธี "กู้เงินต่างประเทศ" มาใช้ เพราะยังไงเงินก็คงเหลือไม่พอ หนี้เก่าใช้ยังไม่ทันหมด หนี้ใหม่ก็งอกออกมาทดแทนอีกแล้ว

      ครั้นมาถึงยุคทักษิณ จากที่เคยแบ่งงบประมาณออกเป็น 3 ก้อน ก็มีการตัดเพิ่มเป็น 5 ก้อน โดย 2 ก้อนที่เพิ่มเข้ามานั้น คือ

     4. เงินสำหรับโครงการเอื้ออาทร เป็นเงินที่ต้องใช้ในโครงการที่พรรคไทยรักไทยไปหาเสียงไว้เพื่อให้ชาวบ้านช่วยลงคะแนนให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เป็นนายกรัฐมนตรี มีทั้ง 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการพักหนี้เกษตรกร กองทุนหมู่บ้านละล้าน โครงการกู้ยืมเพื่อการศึกษา โครงการคอมพิวเตอร์เอื้ออาทร โครงการควายล้านตัว โครงการขุดสระน้ำทั่วประเทศ เป็นต้น

      โครงการเหล่านี้เป็นโครงการใหม่ที่เกิดขึ้นจากไอเดียของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพลพรรคไทยรักไทย เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมใจ รัฐบาลใหม่ก็จำต้องดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายที่หาเสียงไว้ โดยได้จัดหรือเจียดงบประมาณจาก 3 ก้อนเดิมนั้น มาไว้เป็นเงินก้อนที่ 4 เพื่อไม่ให้เสียสัตย์และเสียคะแนน

      ยกตัวอย่าง กองทุนหมู่บ้านละล้าน ประเทศไทยมีหมู่บ้านจำนวน 71,852 หมู่บ้าน เมื่อตั้งกองทุนหมู่บ้านละล้านตามนโยบาย ก็ต้องใช้เงินไปจำนวน 71,852 ล้านบาท ก็เฉียดๆ แสนล้าน เงินจำนวนนี้เป็นเงินให้ขาด แบบไปแล้วไปเลย แม้จะมีการคืนเพราะให้กู้ มิใช่ให้เปล่า แต่เงินก็ยังอยู่ที่หมู่บ้าน รัฐบาลมิได้เรียกคืน แถมยังจะเพิ่มให้ตามเกรด SML ซึ่งก็คงต้องดึงเงินอีกหลายหมื่นล้านมาโปะงบเอื้ออาทรในส่วนนี้

      โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค จากการวิจัย เมื่อรัฐบาลดำเนินโครงการนี้ให้ครอบคลุมพื้นที่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ จะต้องใช้เงินเป็นจำนวนถึง 100,000 ล้าน (หนึ่งแสนล้านบาท) ในปีเริ่มต้น และต้องเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 2 ในปีต่อไป แถมยังต้องบวกอัตราความเสี่ยงว่าด้วยเงินเฟ้อหรือค่าเงินอ่อนอีก

      เปรียบเทียบง่ายๆ รัฐบาลเป็นพ่อแม่ และมีลูกอยู่ 60 ล้านคน พ่อแม่พาลูกไปซื้อของที่ห้างแห่งหนึ่ง ไม่ว่าสินค้าในร้านนั้นจะราคาเท่าใด ใครจะเลือกซื้ออย่างไหนก็ได้ และไม่ต้องจ่ายมาก ให้จ่ายเพียง "คนละ 30 บาท" เหลือจากนั้นพ่อแม่จะเป็นผู้ควักจ่าย "สมทบ" เช่น ต้นทุนโครงการในปีเริ่มต้นนั้น ถัวเฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 1,670 บาท ต่อ 1 คน เราก็จะเห็นได้ว่า เมื่อคนป่วยจ่ายค่าธรรมเนียมรักษาพยาบาลเพียง 30 บาท ก็เอา 30 บาท ไปลบกับ 1,670 บาท เหลือผลลัพธ์ที่ต้องจ่ายอีก 1,640 บาท เมื่อรัฐบาลรับเป็นภาระในส่วนนี้ ก็เท่ากับว่ารัฐบาลจะต้องจ่ายชดเชยให้แก่คนป่วยเป็นจำนวน 1,640 บาท ต่อหัวต่อปี คิดๆ แล้ว ปีหนึ่งรัฐบาลต้องเอาเงินกองกลางซึ่งตัดจากงบประมาณ 3 ก้อนแรกนั้นมาโปะงบส่วนนี้ไม่น้อยกว่าปีละ 100,000 ล้านบาท ซึ่งถ้ามันรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพครอบคลุมจริง ทั้งไม่มีอัตราเสี่ยงสูงเกินไป ก็ถือว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

     อัตราความเสี่ยงหรือไม่เสี่ยงของโครงการนี้อยู่ที่ การใช้ระบบเหมาจ่าย นับทั้งคนป่วยและคนไม่ป่วยเข้าด้วยกัน ซึ่งรัฐบาลคาดการว่า คงเป็นไปไม่ได้ที่คนไทยทุกคนจะนัดกันป่วยแล้วไปหาหมอพร้อมกัน คนป่วยอาจจะแค่ 10-25 เปอร์เซ็นต์ของคนลงทะเบียน ดังนั้น นอกจากเงินที่รัฐบาลเหมาจ่ายมาก่อนจำนวน 1,640 ต่อหัว/ต่อปีแล้ว รัฐบาลก็ยังสามารถนำเงินที่ยังไม่ต้องจ่ายสำหรับคนไทยที่ยัง "ไม่ป่วย" มาโปะหรือจ่ายชดเชยให้แก่คนที่ "ป่วย" ไปพลางก่อน เหมือนๆ กับการทำที่จอดรถไว้ 100 คัน สำหรับรองรับรถสมาชิกจำนวน 1,000 คัน แต่ให้หมุนเวียนกันมาใช้ได้ไม่เกิน 100 คัน/ต่อครั้ง แต่ถ้ามีใครจอดนานกว่าเพื่อนเพราะธุระไม่เสร็จล่ะ ?

     คนป่วยด้วยโรคเล็กๆ น้อยๆ เช่น เจ็บคอ เป็นไข้หวัดเพราะโดนฝน เด็กซนเอาหนังสะติ๊กยิงกันจนหัวแตกหัวโน ให้ยาพาราเซตามอล ยาบวดหายหัวยาว หรือยาหม่องตราลิงถือลูกท้อ นวดๆ คลำ ๆ ก็คงหาย ก็พ้นภาระไป ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณถึง 1,640 ต่อครั้ง เงินที่เหลือจากการเจ็บป่วยเล็กน้อยเหล่านี้ก็ยังไม่ไปไหน สามารถจะนำไปจ่ายชดเชยให้แก่คนป่วยที่มีค่าใช้จ่ายเกิน 1,640 บาทได้ แต่ถ้ามีคนป่วยเป็นโรคเอดส์ โรคมะเร็ง หรือป่วยหนัก ๆ ต้องผ่าตัด บำบัดพักฟื้นในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน ซึ่งบางรายอาจจะเสียค่าใช้จ่ายหลายหมื่น หลายแสน หรืออาจจะเป็นล้าน งานนี้ถามว่าจะเอาเงินที่ไหนมาโปะ นี่ยังมินับถึงว่าในปีหนึ่งบางคนอาจจะเข้าโรงพยาบาลหลายครั้ง ซึ่งรัฐบาลก็ต้องจ่ายชดเชยมากขึ้นตามความถี่ของการใช้บริการ แถมยังต้องกันงบไว้สำหรับโรคระบาด เช่น โรคซาส์ ไข้หวัดนก เป็นต้น

     โครงการนี้น่าจะไม่มีปัญหาหนักหนาเท่าใด ถ้าต้นทุนในการรักษาพยาบาลยังคงอยู่ที่ 1,670 บาท ต่อหัว และตลอดไป แต่ปัจจัยภายนอกนั้น เราท่านรู้ดีว่า ตัวยาส่วนใหญ่เราใช้ของนอก เครื่องมือในการรักษาพยาบาลก็ซื้อจากนอก ที่ผลิตได้ในประเทศไทยเรานั้นมีเป็นจำนวนน้อย ไหนจะเจอปัญหาน้ำมันแพงเพราะพ่อค้ารวมหัวกันโก่งราคาหรืออเมริกาบ้าสงคราม ค่าแรงงานเพิ่ม ฯลฯ ซึ่งกระทบถึงต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น หากแต่ต้นทุนที่ประชาชนแต่ละคนต้องจ่ายยังคงอยู่ที่ "30 บาท" ในขณะที่รัฐบาลต้องจ่ายชดเชยเพิ่มขึ้นทุกปีๆๆ ถ้าอีกสิบปีข้างหน้าต้นทุนการรักษาพยาบาลขึ้นไปถึงจุดที่ 10,000 บาท ต่อหัวแล้ว ถามว่า รัฐบาลจะมีปัญญาเอาเงินที่ไหนมาจ่ายชดเชย ??

      นอกจากนั้น รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังประกาศโครงการเอื้ออาทรใหม่ๆ ออกมาเอาใจประชาชนเป็นระยะ เช่น SML, กองทุนกู้เรียน, คอมพิวเตอร์เอื้ออาทร, จักรยานเอื้ออาทร, บ้านเอื้ออาทร, ควายเอื้ออาทร บ่อน้ำเอื้ออาทร เป็นต้น ซึ่งทุกโครงการต้องใช้เงินมาจากภาษีส่วนกลางเป็นก้อนโตๆ ทั้งนั้น โครงการเก่ายังไม่ทันแจกหมด โครงการใหม่ก็งอกตามมาอีกแล้ว ไม่มีหนี้หรือจะมีหน้า

     และ 5. เงินกองกลางสำหรับนายกรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งจ่ายแต่เพียงผู้เดียว ก็ดังที่เคยเล่าว่า สมัยราชาธิปไตยนั้น พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชทรัพย์ส่วนหนึ่ง เก็บไว้ด้านข้างพระที่นั่ง เวลามีข้าราชบริพารหรือไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเข้าเฝ้า เมื่อทรงพอพระทัย ก็จะทรงเอื้อมไปหยิบพระราชทรัพย์ส่วนนั้น "พระราชทานให้" ตามพระราชอัธยาศัย เงินก้อนนี้เรียกว่า เงินพระคลังข้างที่

     ครั้นถึงสมัยประชาธิปไตย เงินก้อนนี้ถูกตัดไป อาจจะมีบ้างที่รัฐบาลทูลถวายให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ทรงใช้ "ตามพระราชอัธยาศัย" แต่ยังไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีไทยคนไหนแบ่งเงินจากกองกลางมาไว้ใช้โดยอำนาจของตนเองแต่เพียงผู้เดียว เหมือน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาก่อน

      เงินก้อนนี้ก็งอกขึ้นมาเป็นเงินก้อนที่ 5 ที่ต้องแบ่งหรือเจียดมาจากเงินภาษีอากรในส่วนกลาง


 

4.

 

      งบประมาณเอื้ออาทร และงบส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี นี่แหละ ที่อันตรายที่สุดสำหรับประเทศไทย มันจะไม่เป็นอะไรเลย ถ้าหากว่า ประเทศไทยเราร่ำรวยมหาศาล การันตีได้ถึง 100 ปีข้างหน้าแบบว่ากินมูมมามยังไงก็ไม่มีวันหมดสิ้น นักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปก็คงไม่ท้วงติง แต่ฐานะทางการเงินของประเทศไทยในวันนี้ ถามว่าแข็งแรงพอแล้วหรือกับการทะลุ่มทะลุยแจกๆๆๆๆๆ โดยไม่บันยะบันยัง และไม่จีรังยั่งยืนอะไร เป้าหมายใหญ่เขาจึงถามว่า "เพื่อรากหญ้าจริง" หรือว่า "เพื่อคะแนนเสียง" กันแน่ ?

     และเมื่อมีการแบ่งเงินจาก 3 ก้อน เป็น 5 ก้อน ดังว่ามา ถามว่า รัฐบาลจะต้องตัดมาจากงบประมาณส่วนไหนในสามส่วนข้างต้น คำตอบก็คือ เงินลงทุนใหม่อันเป็นก้อนที่ 3 นั่นเอง เพราะเงินสองก้อนแรก คือเงินใช้หนี้กับเงินเดือนข้าราชการนั้น เราไม่สามารถผัดผ่อนหรือลดหย่อนลงได้ มีแต่จะต้องเพิ่มขึ้นและให้คืนให้ตรงเวลาเท่านั้น ภาระหนักจึงตกอยู่กับงบก้อนที่ 3 จะต้องถูกหารออกเป็น 3 ก้อน กระจายออกไปเป็นก้อนที่ 4 และก้อนที่ 5 แม้ว่ารัฐบาลจะมีรายได้เสริมจากการขายหวยบนดินก็ตาม ถามว่ามันเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทั้งสองก้อนเหล่านั้นไหม ?

     ดังนั้น เมื่อรัฐบาลมีอภิมหาโครงการพัฒนาที่เรียกว่า เมกะโปรเจ็ค จึงมีข่าวว่า รัฐบาลไทยเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติ ให้เข้ามาลงทุนในโครงการเหล่านี้ โดยรัฐบาลจะให้สิทธิพิเศษหลายประการ อาจจะให้ที่ดินเป็นสิ่งตอบแทน หรือให้สัมปทานงานในส่วนอื่นชดเชย เพื่อให้โครงการใหม่ๆ เกิดขึ้น ทั้งนี้เพราะเราไม่มีเงินลงทุนเองนั่นเอง ก็จึงต้องเชิญให้เขาเอาเงินมาลงทุน โครงการเหล่านี้รัฐบาลทักษิณใช้วิธี "ไม่ยอมกู้" แต่เชิญเขามาสร้าง "โดยมีสิ่งตอบแทนคุ้มค่า" ซึ่งมันก็ไม่ได้ต่างไปจากการขายที่ไร่ที่นาเอาเงินมาสร้างบ้านอยู่ ทดแทนการนำเอาโฉนดที่ดินไว้ค้ำประกันไว้กับนายทรัพย์

     มันเป็นอะไรที่แทบจะเรียกว่า รัฐบาลทักษิณเป็นรัฐบาลมิใช่กล้าได้กล้าเสีย  หากแต่บ้าบิ่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่ควบคุม ส.ส.ส่วนมากในสภาไว้ได้ เอื้อมโน่นดึงนี่มาใช้ตามแต่ตัวเองจะนึกพอใจโดยไม่มีใครกล้าเถียง นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า "ระบอบทักษิณ"


 

5.

 

      ฟางเส้นสุดท้ายบนหลังลาทำให้นาวารัฐบาลทักษิณล่ม นั้นมาจากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ป จำนวน 1,487,140,120 หุ้น ซึ่งครอบคลุมทั้ง บริษัทโทรศัพท์มือถือ หรือเอไอเอส แอร์เอเชีย-สายการบินราคาถูก หรือโลว์โคสต์ ไอทีวี-ทีวีของไอ หรือแม้แต่ดาวเทียมไทยคม ซึ่งเป็นนามพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ถูกเหมาโหลขายให้แก่บริษัทสัญชาติสิงคโปร์ไปสิ้น เป็นดีลใหญ่มหึมามูลค่ากว่า 73,000 ล้านบาท ! ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีในประวัติศาสตร์การซื้อขายในประเทศไทย ซึ่งหนึ่งในนั้นยังมี "หุ้นซุก" จำนวน 329.29 ล้านหุ้น ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลถึงหลายหมื่นล้าน  อยู่ที่หมู่เกาะบริติช เวอร์จิ้น ในทะเลแคริบเบี้ยนรวมอยู่ด้วย โดยหุ้นจำนวนนี้มีการโอนมาไว้ในนามของบุตรชายนายกรัฐมนตรีในราคาหุ้นละ 1 บาท และขายไปในระยะแค่ชั่วข้ามคืนในราคาหุ้นละ 49 บาท มีกำไรส่วนต่างถึง 48 บาท ต่อหุ้น

      แถมไม่พอ ยังมีการเลี่ยงภาษีซื้อขายไม่จ่ายเงินให้แก่รัฐบาล โดยอ้างว่า "เป็นการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์" ระหว่างบุคคลกับบริษัท มิใช่ระหว่าง "บริษัทกับบริษัท" ซึ่งตามกฎหมายตลาดหลักทรัพย์นั้น ถ้าเป็นบุคคลซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ "ไม่ต้องเสียภาษี" และถ้าซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่ต้องเสียภาษีอีก สรุปว่า ไม่ต้องเสียภาษีไม่ว่ากรณีใดๆ

     รวมภาษีจากการซื้อขายหุ้นจำนวน 73,000 ล้านบาท เหล่านี้ (ถ้าต้องเสียให้แก่รัฐบาล) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  (ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นผู้รับผิดชอบแทนบุตรชาย) ต้องจ่ายให้ประเทศไทยด้วยสัดส่วน 37 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นจำนวนเงินถึง 35,000 ล้านบาท ซึ่งต้องนับว่าถ้ามีการเสียภาษีจริง ก็จะเป็นการเสียภาษีล็อตใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กรมสรรพากรของไทย เสียดายแต่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และทีมงาน "เลือก" ที่จะใช้วิธีการซิกแซก ให้โอนหุ้นกลับไปกลับมาในชื่อบุคคลเดียวกัน แถมยังไม่ยอมขายในนาม "บริษัท" แต่กลับขายในนาม "ส่วนตัว" ทั้งนี้ไม่ว่าจะดูมุมไหนก็เห็นมูลเหตุจูงใจเพียงประการเดียวคือ "ไม่อยากเสียภาษีให้แก่ประเทศไทย"

     ที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ ที่ปรึกษาในการดำเนินการซื้อขายหุ้นล็อตนี้ของชินคอร์ปนั้นเป็นนักกฎหมายหุ้นมือหนึ่งของเมืองไทย ผู้เขียนหนังสือขายจนโด่งดัง ชื่อเล่มว่า สอนลูกให้รวย ถูกแล้ว เขาคือด๊อกเตอร์จากฮาวาร์ด  สุวรรณ วลัยเสถียร เป็นผู้รู้ที่ให้คำแนะนำในกลยุทธ์ซื้อขายหุ้นครั้งนี้ แถมยังรับหน้าเสื่อเป็น "ทนายหน้าหอ" ออกมาชี้แจงแถลงไขแทนครอบครัวชินวัตรแบบวันแมนโชว์ด้วย และเมื่อถูกถามถึงเรื่องจริยธรรมของคนเป็นนายกรัฐมนตรี ดร.สุวรรณก็กล่าวปฏิเสธว่า "ผมได้รับมอบหมายให้มาชี้แจงเรื่องตัวบทกฎหมายของการขายหุ้นเท่านั้น มิได้รับมอบหมายให้มาตอบเรื่องจริยธรรม"


 

6.

 

      คำถามเกี่ยวกับจริยธรรมสำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในเรื่องขายหุ้นครั้งนี้มีอยู่ 2 ประเด็นหลัก คือ 1.เรื่องไม่เสียภาษี 2.เรื่องขายหุ้นซึ่งเป็นทรัพย์สินสัมปทานให้แก่ต่างชาติ อันเป็นการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาครอบงำกิจการอันส่งผลต่อวิถีชีวิตของประชาชนชาวไทย ไล่ตั้งแต่ ดาวเทียม โทรทัศน์ โทรศัพท์ หรือแม้กระทั่งสายการบินซึ่งเกี่ยวกับการเดินทาง

     เรื่องที่ 1 เรื่องไม่เสียภาษี ข้อนี้ทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยืนยันหนักแน่นว่า "ทำถูกกฎหมายตลาดหลักทรัพย์ทุกประการ รับรองได้ว่าไม่ผิด" แต่ภายหลัง (หลังจากใช้เวลาค้นหาข้อมูลอย่างยาวนาน) ทางคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ตรวจสอบพบความผิดว่า นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายกรัฐมนตรี ไม่ได้รายงานการซื้อขายหุ้นซึ่งเก็บไว้ในนามบริษัทแอมเปิ้ลริช ที่เกาะบริติชเวอร์จิ้น ให้แก่ตลาดหลักทรัพย์ทราบ จึงเข้าข่ายทำผิดกฎหมายตลาดหลักทรัพย์ มาตราที่ 246 และ 274 รวมแล้ว 3 ข้อหา โทษนั้น "ทั้งจำคุกทั้งปรับ" แต่ กลต.พิจารณาแล้ว (ด้วยวิจารณญาณ) เห็นว่า นายพานทองแท้มิได้เจตนา จึงลงมติให้ "ลงโทษสถานเบา" เป็นการปรับเป็นเงิน 6 ล้านบาท ซึ่งนายพานทองแท้ก็ดีใจหลาย ยินยอมควักกระปุกออมสินจ่ายไปตั้งแต่วันที่มีคำวินิจฉัยแล้ว นับว่าเป็น "ความบกพร่องโดยสุจริต" ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผ่องถ่ายดีเอ็นเอให้แก่บุตรชายได้อย่างเต็มสะเต็มเซลล์

     เรื่องนี้ แม้ว่าจะถูกตัดสินให้เป็น "ความผิดเล็กน้อย" เมื่อเทียบกับการซื้อขายหุ้นจำนวนมหาศาลแล้ว แต่ในฐานะ "นายกรัฐมนตรี" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นบิดาของนายพานทองแท้ ชินวัตร และได้ออกมาการันตีการซื้อขายครั้งนี้ต่อหน้านักข่าวว่า "ขอรับรองว่าไม่ผิด ทุกอย่างทำอย่างถูกต้องทุกประการ" ครั้นพบว่าผิดจริง แม้จะผิดเพียงเล็กน้อย (ซึ่งความจริงมันไม่น้อย แต่ถูกลดโทษโดยวิจารณญาณของกรรมการตลาดหลักทรัพย์ ลองนึกภาพดูว่าถ้าบุตรชายต้องติดคุก ในขณะที่พ่อยังเป็นนายกรัฐมนตรี มันจะดีหรือ) แต่มันก็ฟ้องถึงคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เอง ว่า เป็นคนมีสัจจะหรือไม่เพียงใด

       คนระดับนายกรัฐมนตรี ถ้าพูดโดยไม่รู้ก็ถือว่าประมาท แต่ถ้ารู้แล้วยังฝืนพูดเพื่อกลบเกลื่อน แล้วภายหลังพิสูจน์ได้ว่า "คำพูดของท่านไม่ตรงกับความเป็นจริง" ก็แสดงว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ล้มละลายในทางสังคม ไม่มีใครให้ความเชื่อถืออีกต่อไป แต่ถ้ามันเป็นเพียงการเสียเครดิตส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพียงคนเดียว ก็คงไม่เป็นไร แต่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังมีตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยด้วย เมื่อเขาไม่เชื่อถือในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เท่ากับไม่เชื่อมั่นในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยไปด้วย เพราะเป็นบุคคลคนเดียวกัน

      ในกระบวนการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปในครั้งนี้ยังมีเกร็ดน่าสนใจ คือว่า ครั้งแรกนั้น ทางผู้จัดการขายของบริษัทชินคอร์ป ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า "เป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์" ครั้นพอข่าวดังออกไปได้ 3 วัน ทางผู้จัดการคนเก่าจึงส่งหนังสือถึงตลาดหลักทรัพย์ขอเปลี่ยนข้อความเป็น "เป็นการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์" โดยอ้างว่า ข้อความครั้งแรกนั้นเป็นการ "ติ๊ก" หรือ "กา" ผิด !

     ซึ่งเรื่องนี้ใครๆ ได้ฟังก็หัวเราะร่า ฮ่าๆ มีอย่างหรือ ปรมาจารย์วงการ "เล่นหุ้น" ระดับ "ทักษิณ ชินวัตร" และที่ปรึกษาระดับพระกาฬของเมืองไทย "สุวรรณ วลัยเสถียร" ซึ่งหากินอยู่กับหุ้นมาชั่วชีวิตจนโคตรรวย กลับเขียนหนังสือรายงานการขายหุ้น "พลาด" และบอกว่าเป็นการ "ติ๊กผิด" แถมยังต้องใช้เวลาตรวจสอบสำนวนการรายงานนั้นนานถึง 3 วัน จึงค่อยขอแก้ไขให้เป็น "ซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์" โถ..ขนาดเด็กนักเรียนทำข้อสอบผิด ออกนอกห้องสอบมาแค่ 5 นาที แล้วกลับไปบอกครูใหญ่ว่า "คิดได้แล้ว ข้อสอบที่ทำไปนั้นติ๊กผิด จะขอแก้ข้อสอบใหม่" ถามว่า มีครูใหญ่คนไหนบ้าพอที่จะให้เด็กคนนั้นแก้ไขข้อสอบ แต่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็สร้างประวัติศาสตร์ "ยินยอมให้มีการแก้ไขข้อความได้" ทั้งๆ ที่กลุ่มชินนั้นเป็นมือโปรหุ้นอันดับหนึ่งของเมืองไทย ถ้าไม่แน่จริงก็คงไม่เล่นเกมใหญ่กับเทมาเส็กของสิงคโปร์ แต่กับกลไกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเราเองนั้น ตัวแทนชินคอร์ปกลับพูดเหมือนคนเป็นโรคเอ๋อว่า "ติ๊กผิด" ที่มันเหลือเชื่อซ้ำสองก็คือว่า มีคน (กลต.) เชื่อว่าเป็นการติ๊กผิดเสียด้วยซี นี่แหละสิ่งมหัศจรรย์ของโลกมีสิทธิ์เกิดขึ้นได้เสมอ ตราบใดที่สมองของมนุษย์ยังคงทำงาน

     ย้อนหลังไป เมื่อครั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ติดบ่วงคดี "ซุกหุ้น ภาค 1" เมื่อเรื่องผ่าน คณะกรรมการป้องกันการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช. เข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญ หนึ่งในข้อแก้ตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็คือ "คำอธิบายแบบบัญชียากแก่การเข้าใจ" ซึ่งเมื่อเด็กเลี้ยงควายแถวๆ สันกำแพงได้ฟังก็คงหัวเราะร่า ว่าฮ่าๆ "อ้ายแม้วคนบ้านเฮา ไปเรียนจบด๊อกเตอร์มาจากอเมริกา แต่ว่าอ่านภาษาไทยไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจแม้กระทั่งคำอธิบายแบบบัญชี แต่ยังอุตริจะเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย" และถ้าจะมีการมอบทุนให้เด็กเลี้ยงควายให้ไปเรียนต่อด๊อกเตอร์ที่อเมริกา ก็คงไม่มีใครเขาเอา เพราะกลัวจะจบมาแล้วอ่านคำอธิบายแบบบัญชีไม่ถูก ทั้งๆ ที่คนอื่นๆ ที่เรียนจบต่ำกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น เขาอ่านเข้าใจหมดทุกคน หรือนี่จะเป็นอัจฉริยภาพส่วนตัวของด๊อกเตอร์ทางอาชญวิทยา

      เรื่องที่ 2 เรื่องการขายหุ้นอันเป็นทรัพย์สินสัมปทานจากรัฐบาลไทยไปให้แก่บริษัทต่างชาติ คือเทมาเส็กของสิงคโปร์ เรื่องนี้ฟังคำชี้แจงจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ความว่า บุตรชายและบุตรสาว รวมถึงญาติของตน ได้ขายทรัพย์สินอันเป็นหุ้นไปให้แก่บริษัทเทมาเส็กเท่านั้น มิได้ขายอย่างอื่นด้วย โดยเล่นคารมอมสำนวนว่า "แม้แต่เสาเล่มเดียว สิงคโปร์ก็เอาไปไม่ได้"

      พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อธิบายว่า "เหมือนตนได้รับสัมปทานมาจากรัฐบาลไทย เป็นเวลา 30 ปี เมื่อลงทุนไปแล้วก็เก็บดอกออกผลเป็นรายเดือน กว่าจะพ้น 30 ปีก็นานไป ด้วยความขี้เกียจเก็บ จึงยกอายุการสัมปทานนั้นขายให้แก่สิงคโปร์ โดยยินดีรับเอาเงินเป็นก้อนมาจากสิงคโปร์ แล้วให้สิงคโปร์รับช่วงเก็บเงินและบริหารต่อจากตน"

     แต่ตรงนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พูดไม่หมด คือเล่นลิ้นแต่เพียงว่า ขายของตนเอง มิได้ขายดาวเทียม หรือทรัพย์สินส่วนอื่น แค่เสาก็เอาไปไม่ได้ คนระดับนี้มิน่าเชื่อว่าจะพูดเหมือนเด็กปัญญาอ่อน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พูดเหมือนกับว่า สิงคโปร์เข้ามาซื้อหุ้นชินคอร์ป ราคาแปดหมื่นล้าน เพื่อหวังจะขุดเอาเสาสัญญาณโทรศัพท์กลับไปเป็นอนุสรณ์สถานไว้นอนดูเล่นที่สิงคโปร์ และตนเองรู้แกวจึงขายให้ เพราะยังไงเสียพวกสิงคโปร์ก็เอาเสาไปไม่ได้อยู่แล้ว แหมคนสิงคโปร์นี่หน้าโง่จริงนะ ไม่รู้ว่าสร้างเกาะกระจิดริดเท่าเกาะภูเก็ตให้เป็นอภิมหาอำนาจแห่งภูมิภาคได้อย่างไร สงสัยฟลุ๊คมั๊ง

     คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ข้างต้น จะพูดออกมาจากใจจริงหรือเสแสร้งแกล้งทำก็ตามแต่ แต่ก็เป็นการฟ้องถึงสติปัญญาและจิตใต้สำนึกของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นอย่างดี ว่ามี คุณธรรม จริยธรรม รวมทั้งจิตสำนึกที่เหมาะสม สำหรับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยหรือไม่เพียงใด

      เกี่ยวกับสิงคโปร์ที่มาลงทุนในประเทศไทย หรือแม้แต่บริษัทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เอง ที่ไปลงทุนในประเทศพม่าและกัมพูชา ถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปลงทุนเพื่อหวังจะขนเสาไฟกลับมาเมืองไทยอย่างนั้นหรือ ?

      ความจริงก็คือ เขาไปลงทุนในต่างแดน ไม่มีใครเขาขนเอาเสาไฟกลับบ้าน หากแต่ที่เขามุ่งหวังจะขนกลับก็คือ "กำไร" หรือ "เงิน" เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น นอกนั้นก็ปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นซากที่ประเทศนั้น แบบว่า "ชั่งหัวมัน" เพราะยังไงเสียมันก็ไม่ใช่ประเทศของเรา เราไม่จำเป็นต้องจงรักภักดี เพราะไม่มีประเทศไหนจะดีไปกว่าประเทศของเรา นี่เป็นคอมม่อนเซ็นส์เป็นกันทั่วทั้งโลก

 


 

7.

 

      ในกลไกการบริหารกิจการบริษัทต่างๆ นั้น ใครๆ ก็รู้ว่า ถ้าผู้ใดถือหุ้นมากกว่าเพื่อน อาจจะเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ หรือน้อยกว่านั้น เพียงแต่ว่ามากกว่าคนอื่น ก็ย่อมจะ "มีอำนาจ" ในการบริหารกิจการ แม้กระทั่งเปลี่ยนผู้บริหารที่ไม่ยอมทำตามความต้องการออกไป ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์ไทยสมัยก่อนจึงออกกฎ "ห้ามมิให้ชาวต่างชาติถือหุ้นในบริษัทของคนไทยเกิน 25 เปอร์เซ็นต์ หรือเขียนเป็น 25/75" เพิ่งจะมาเปลี่ยนเป็น 49/51 ก็ก่อนการซื้อขายหุ้นครั้งใหญ่ของชินคอร์ปครั้งนี้เพียงแค่ 2 วันเอง (กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้วันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2549 จากนั้นอีก 2 วัน ก็มีการซื้อขายหุ้นล็อตใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยของชินคอร์ปให้แก่สิงคโปร์) ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันการบงการด้านการบริหารกิจการภายในจากต่างชาตินั่นแหละ

     แต่ตรงนี้มิได้หมายความว่าเราจะไม่ยินดีต้อนรับการลงทุนจากต่างชาตินะ คือเราให้โอกาสต่างชาติมาร่วมลงทุนในโครงการต่างๆ ผ่านบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่ยังคงสงวนอำนาจในการบริหารกิจการนั้นไว้ให้แก่คนภายในประเทศ เพราะถ้าปล่อยให้เขาเข้ามาบริหารกิจการเอง ก็เท่ากับว่าเราสิ้นอิสระ ราคาสินค้าที่บริษัทนั้นผลิต (หรือผูกขาดไว้ เช่นในกรณีทรัพย์สินสัมปทานของเครือชินคอร์ป) ก็ต้องถูกเขากำหนดเอาตามใจปรารถนา ซึ่งสินค้าบางชนิดอาจจะไม่ "แพงเกินไป" แต่กลับจะ "ถูกเกิน" เพราะเขามีเงินทุนมาก ก็ทุ่มทุนทุ่มตลาด เพื่อหวังจะครองตลาด ส่งผลให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยในตลาดนัดหรือห้องแถวเมืองไทยตายกันเป็นแถวๆ ประชาชนคนไทยก็จะต้องเดือดร้อน เพราะกำไรที่ได้จากการค้าขายในเมืองไทยเขาก็ส่งกลับไปช่วยประเทศของเขา เหมือนคนไทยมาทำงานในอเมริกาก็ต้องส่งเงินกลับเมืองไทย ไม่มีใครส่งไปอาเจนติน่า เรื่องนี้จึงต้องแยกประเด็นให้ชัดเจน มิใช่มั่วซั่วพูดแบบห่วยๆ ว่า "แม้แต่เสาเข็มเล่มเดียวก็เอาไปไม่ได้" ซึ่งเป็นคนละเรื่อง ถ้าพูดกันแต่เรื่องเสา ก็ขอถามว่า "แล้วเราจะมีไว้ทำไม ไอ้กลไกตลาดหลักทรัพย์ หรือกฎหมาย 49/51" เพราะไหน ๆ เสาเล่มเดียวสิงคโปร์หรือใครๆ ก็เอาไปไม่ได้อยู่แล้ว และเราต้องการเงินลงทุนอย่างมากนักหนา ผู้เขียนว่า ก็ยกเลิกกฎหมายทิ้งเสียให้หมดสิ ไม่ต้องมีมันแล้ว ไอ้ 49/51 น่ะ ให้มันเป็น 100/100 ไปเลย เราก็จะได้เงินแบบง่ายๆ ไม่ต้องผ่อนจ่ายรายเดือน เหมือนที่ ดร.ทักษิณคิด

      นั่นยังแค่บริษัทเอกชนทั่วไปที่เข้าไปจดทะเบียนซื้อ-ขาย ในตลาดหลักทรัพย์นะ แต่สำหรับบริษัทเอไอเอส ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ก็ดี ไอทีวี ก็ดี บริษัทแอร์เอเชีย ก็ดี บริษัทไทยคม ดาวเทียมดวงแรกของประเทศไทย ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้เกี่ยวพันกับ "รัฐบาลและประชาชนคนไทย" อย่างแยกไม่ออก จึงควรระมัดระวังอย่างยิ่งยวดที่จะไม่ให้ใครในต่างชาติเข้ามาครอบงำกิจการ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว รัฐบาลไทยจะต้องไปให้โอกาสแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว ในการเข้ามารับสัมปทานทำไม ในเมื่อต้องการแค่ "เงิน เงิน และเงิน" ก็ต่างชาติเช่นสิงคโปร์นั้นมีเงินถุงเงินถัง ไหนๆ เราก็ไม่กลัวเรื่องความมั่นคงหรือเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจอื่นใดอีกแล้ว อยากได้ใจจะขาดอย่างเดียวก็คือ "เงินสดๆ" หรือ "เงินสุดๆ" ก็เชิญให้สิงคโปร์หรือต่างชาติทั่วโลกที่มีทุนหนาเข้ามาประมูลแข่งกันสิ ซึ่งต้องถามด้วยว่า น้ำหน้าอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะมีสิทธิ์แจ้งเกิดในธุรกิจเหล่านี้กับเขาหรือ ? ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มีวันนี้ได้ มิใช่เพราะกฎหมายและจริยธรรมเหล่านี้ดอกหรือ สิ่งเหล่านี้ได้เปิดโอกาสให้แก่ครอบครัวชินวัตร ทำมาค้าขาย จนมีกินมีใช้ และใช้เป็นกระไดไต่เต้าทางการเมืองขึ้นเป็นถึงนายกรัฐมนตรี เป็นเกราะป้องกันภัยไม่ให้คนอื่นที่ใหญ่กว่าหรือแข็งแรงกว่าด้านเทคโนโลยีและทุนเข้ามาย่ำยีประเทศไทย และเปิดโอกาสให้คนไทยได้พัฒนาเพื่อแข่งขันกับชาวโลก นี่แหละเป็นคำตอบเรื่อง "จริยธรรม" ที่ ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ยังไม่เคยเขียนไว้ในหนังสือ "สอนลูกให้รวย"

      การที่ประชาชนคนไทยเลือกให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ก็โดยหวังว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนักการศึกษา และเป็นพ่อค้าผู้รู้เล่ห์เหลี่ยมรู้ไส้ไล่ทันกับพ่อค้าต่างชาติเพราะอ่านภาษาอังกฤษได้ ในยุคโลกไร้พรมแดน เราต้องการผู้นำที่ "ทันคนและทันเกม" เหมือนคนตาบอดอยากได้คนตาดีไว้ชี้นำทาง คอยบอกคอยเตือนว่าสิ่งไหนอันตราย จะได้เว้นให้ห่าง หรือป้องกันตัวเองถูกและทันการณ์

     แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับทำในสิ่งที่ใครไม่คาดคิด คือยกหุ้นอันเป็นทรัยพ์สินสัมปทานให้แก่ครอบครัวของตัวเองไปให้แก่บริษัทต่างชาติ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรี นอกจากจะไม่ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี คือเป็นผู้นำที่ดีแล้ว ยังกระทำการ "ชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้าน" ชักชวนเขามาปล้นลูกเต้าเหล่าหลานให้ลำบากยากแค้น มองไปก็ไม่ต่างไปจากคนขายชาติ ผู้คนจึงตั้งคำถามว่า แล้วเราจะมีไว้ทำไมนายกรัฐมนตรีเช่นนี้ !

     เมื่อเกิดกรณีขายหุ้นให้แก่สิงคโปร์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ครั้งนี้ ประชาชนคนไทยล้วนตกอยู่ในสภาพหวาดหวั่น ท้อถอย หมดสิ้นกำลังใจ เพราะขนาดผู้นำของประเทศยัง "แพ้แก่ต่างชาติ" แล้วคนอื่นๆ ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี คือว่าอ่อนแอกว่า คนพวกนี้เขาจะรู้สึกอย่างไร ขนาดว่า "ขุน" เขายังรุกเสียจนแต้ม ม้าก็ดี โคนก็ดี เม็ดก็ดี เบี้ยก็ดี หอยก็ดี จะมีเหลือติดกระดานซักเม็ดหรือ คำถามก็คือ ต่อไปประเทศไทยจะไม่ถูกเซ้งโดยสิงคโปร์ไปทุกตางรางนิ้วหรือ ? หรือจะให้ท่องคาถามหานิยมของทักษิณว่า "ไม่ต้องกลัวหรอกพี่น้องเอ๋ย สิงคโปร์ไม่มีทางเอาไปได้แม้แต่เสาต้นเดียว"

      กรณีประเทศอาเจนติน่า ก็เหมือนประเทศไทยในเวลานี้แหละ นับพี่นับน้องกันได้เลย เมื่อวานอ่านข่าวกันหรือยัง ว่า บริษัท เอไอเอส ซึ่งบัดนี้เป็นของสิงคโปร์ไปแล้ว ได้เปิดแคมเปญใหม่สุด 3 นาทีแรกจ่ายแค่ 5 บาท หลังจากนั้นจะลากยาว คุยนานทั้งวันทั้งคืนจนแบ๊ตหมด จะสต๊อปหรือนันสต๊อป จะกินข้าวไปด้วยคุยไปด้วย หรือเสียบปลั๊กเปิดเครื่องทิ้งไว้จนตื่นขึ้นมาคุยใหม่ ก็ไม่มีปัญหา และปรากฏว่า คู่แข่งบริษัทไทยอื่นๆ ต้องยอมแพ้ให้แก่เอไอเอส เป็นผลมาจากการที่มีทุนหนา และทุ่มตลาด แต่ตอนนี้เขาทุ่มเพื่อทำลายคู่แข่งให้จอดสนิทเท่านั้นเองดอก ได้ซักระยะหนึ่งซึ่งเหลือเขารอดตายเพียงบริษัทเดียวสิ ทีนี้ละราคาจะ "ขึ้นเอาๆๆ" เหมือนเมืองไทยสมัย 20 ปีก่อน ซึ่งตอนนั้นมือถือเครื่องละเป็นแสนๆ

     พูดให้เห็นกันชัดๆ ก็คือว่า จากการที่ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับสัมปทานผูกขาด ซึ่งถือว่าได้เปรียบคนไทยกันเองทั่วประเทศ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ยังไปชักนำเอาสิงคโปร์มา "ผูกขาดประเทศไทย" เพิ่มเติมอีก คนเราเอาเปรียบกันเองเขาก็ตราหน้าว่าคบไม่ได้แล้ว แต่นี่ไปเชิญคนชาติอื่นมาเอาเปรียบคนไทย ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอย่างไร

      เปรียบเทียบอีกนัยยะหนึ่ง เมื่อถูกดำเนินคดีทางการเมืองเรื่องซุกหุ้นภาค 1 นั้น พ.ต.ท.ทักษิณประสบปัญหา "ผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างคนในชาติ" คือเป็นคนไทยเอาเปรียบคนไทยด้วยกัน แต่ครั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณประสบปัญหา "ผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างชาติ"  คือไปดึงคนต่างชาติ (สิงคโปร์) มาปล้นคนไทย นับว่าเป็นปัญหาใหญ่กว่าครั้งแรก

      ความเห็นแก่ตัว ความโลเลเหลวไหล ความไร้สัจวาจา ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่างกรรมต่างวาระที่แสดงออกมาต่อหน้าสาธารณชนครั้งแล้วครั้งเล่า ตามที่ประมวลมานี้ ได้รวมตัวกันเป็นความบกพร่องในความเป็นผู้นำของ พ.ต.ท.ทักษิณ เอง กลายเป็นบูมเมอแรงตีกลับไปยังตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างรุนแรง มิน่าเชื่อว่า คนระดับนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยจะกล้าทำกล้าแสดงได้ถึงเพียงนี้ นี่มิใช่จำอวดหรือสภาโจ๊ก หากแต่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยเรานั้นเป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติ เป็นตัวแทนขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมถึงปวงชนชาวไทย เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ ถ้าเสียหน้าก็เสียหายไปทั้งประเทศ เหตุไฉน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คิดเรื่องเหล่านี้ไม่ออก ???

      และแล้วสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มิคาดคิดก็บังเกิด ครูบาอาจารย์ นิสิต นักศึกษา ปัญญาชน คนมีการศึกษา ทั่วประเทศ ได้รวมตัวกันออกประกาศ ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แสดงความรับผิดชอบต่อความผิดว่าด้วยศีลธรรมจริยธรรมของตนเองด้วยการ "ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี" และเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เล่นบทดื้อ อ้างเอาเสียง 19 ล้านเสียง ที่เลือกตัวเองมาเมื่อปีก่อนมาเป็นเกราะป้องกัน ประชาชนในเมืองหลวงจึงรวมตัวกันเป็นม็อบประชาธิปไตย บีบให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องประกาศยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ ลากลู่ถูกังประเทศไทยไปในระบอบทักษิณจนสิ้นวันลงคะแนนเลือกตั้ง ปรากฏว่า คะแนน "โนโหวต-ไม่เอาทักษิณ" ในเมืองกรุงและหัวเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศ มีมากกว่าคะแนน "เอาทักษิณ"  แบบถล่มทลาย กลายเป็น "แรงบีบ" ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องตัดสินใจทำอะไรซักอย่าง ก่อนที่แผ่นดินจะลุกเป็นไฟ

      สุดท้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำต้องยอมออกทีวี ชี้แจงแถลงไข กล่าวสุนทรพจน์อำลาอาลัยไปจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ดังนำเสนอข้างต้นแล้ว


 

8.

 

     แต่ทีนี้ว่า ยังมีปัญหาว่าด้วยข้อความในสุนทรพจน์ข้างต้นนั้นสำหรับประเทศไทยต่อไปอีก ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้เขียนจะนำเสนอในการเขียนบทความวันนี้ อ้อ นี่แสดงว่าที่เขียนเป็นลอง สะตอรี่ หรือหนังเรื่องยาวมานับสิบม้วนนี้ยังไม่ทันเข้าเรื่องเข้าราวเลยกระนั้นสิ ? ข้อนี้ขอตอบว่า ไอ้เรื่องน่ะเข้ามาตั้งนานแล้ว แต่มันยังไม่ทันจบ คือที่เขียนเรียนท่านผู้อ่านมาทั้งหมดแต่ต้นนั้น ก็เพื่ออารัมภบทให้ทุกท่านได้รู้ที่ไปที่มาอย่างกระจ่าง ก่อนจะสานต่อกลอนบทสุดท้ายต่อไป หวังว่าแควนๆ เอ๊ย แฟนๆ คงเห็นใจนะ ลงทุนเขียนเรื่องนี้ตั้งสามวันแน่ะ นานกว่าเรื่องอื่นๆ เยอะเลย เหนื่อยนะจะบอกให้

     เรื่องสุดท้ายที่จะนำมาวิเคราะห์เพื่อหาข้อสรุปอนาคตประเทศไทยต่อจากนี้ไปก็คือ ข้อความในสุนทรพจน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่นำเสนอข้างต้นนั่นแหละ ฟังนะ

     ในสุนทรพจน์ข้างต้นนั้น ประมวลเหตุผลหลักที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นำมาอ้าง "ไม่ขอรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่จะมีการนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นคนต่อไป" นั้น ก็คือ "ความจงรักภักดีในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" โดยมีแรงอัดชั้นสอง คือ "งานพระราชพิธีฉลองครองราชย์ครบ 60 ปี" ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 9 มิถุนายน ศกนี้

     งานนี้ รัฐบาลได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จสมเด็จพระราชา-สมเด็จพระราชินี เชื้อพระวงศ์ รวมถึงอาคันตุกะจากทั่วโลกมาร่วมเฉลิมฉลอง เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ครองราชย์นานที่สุดในโลกในปัจจุบัน

      "เพื่อให้เป็นการสมพระเกียรติ" นั่นคือคำสรุป แน่นอนว่า การเฉลิมฉลองอะไรในบ้านเรือน เราเชิญแขกเหรื่อมาร่วมงานล้นหลาม แต่ลูกเต้าเหล่าหลานญาติพี่น้องเอาแต่ตั้งวงทะเลาะเบาะแว้งตบตีวุ่นวายทำร้ายกันเอง ถามว่า แขกที่ไหนใครอยากจะมา แถมถ้ามาแล้วเกิดถูกลูกหลงเป็นอะไรไปในวงนั้นด้วย ก็เท่ากับประจานว่า ไทยแลนด์เป็นแดนเถื่อน

     เมื่อมองดูลีลาการ "ลงจากหลังเสือ" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในนัดนี้ ผู้เขียนว่า "ก็พอฟัง" แม้จะไม่ค่อยชื่นชมสมใจสักเท่าใดนัก เพราะ..

     เพราะว่า ถ้าหาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จริงใจไม่จริงโจ้ (ตามสำนวนตลกค่าเฟ่) ไม่อยากให้บ้านเมืองเดือดร้อน อันจะกระเทือนถึงพระราชหฤทัยขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้วไซร้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ไม่บังควรจะทำตัวให้เป็นประเด็นปัญหาใหญ่ในบ้านเมือง ทั้งเรื่องนโยบายคาบลูกคาบดอก ทั้งเรื่องการแทรกแซงองค์กรอิสระ ทั้งการเจรจาเอฟทีเออย่างมีเงื่อนงำ ทั้งการขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่สิงคโปร์ รวมทั้งการใช้อำนาจบาตรใหญ่บริหารประเทศเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหมือนประธานาธิบดี มีสภาไว้ทำตรายางประทับเพื่อให้เกิดความชอบธรรมในขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น และไม่บังควรจะกระทำเปรอะเลอะเทอะ ด้วยการสบถคำพูดหยาบๆ คายๆ หรือคำเกกมะเหรกเกเรเป็นพระมะเหลเถไถให้เสื่อมเสียภาพลักษณ์ของผู้นำแห่งประเทศไทย ซึ่งคนไทยเขาถือกันมาก เขาต้องการ "ผู้ดี" มาเป็นแบบอย่าง มิใช่ "กุ๊ยข้างถนน" ที่ไหนให้เป็นผู้นำ และที่สำคัญ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เอง น่าจะแสดงสปิริตออกหน้าเป็น "ผู้เริ่มต้นในการปฏิรูปการเมือง" เสียเองด้วยซ้ำ ทั้งนี้เพราะผู้คนคิดและคาดหวังท่านมีวิสัยทัศน์กว้างไกล

      แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หาได้ทำเช่นนั้นไม่ เขากลับคิดว่า "เวลานี้แหละ กฎกติกามารยาททุกอย่าง รวมทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำลังเป็นใจให้ข้าฯ มีอำนาจวาสนามั่นคงแข็งแรง แล้วเรื่องอะไรจะแก้ไขให้โง่" พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงประกาศว่า "ใครอยากแก้ก็แก้เอง พรรคไทยรักไทยไม่มีวันเป็นผู้นำในการแก้ไขครั้งนี้ ถ้าอยากจะรอก็ให้รอตอนชาติหน้าเวลาบ่าย รอไหวไหมล่ะ" นี่เป็นตอนที่ผู้คนยังไม่ชุมนุมขับไล่เขานะ เขาอ้างว่า "ตัวผม-ดร.ทักษิณ มิใช่ผู้เขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมเป็นแต่เพียงผู้ใช้ (User) เมื่อผมมิใช่ผู้สร้าง (Not Builder) จะมาบังคับให้ผมเป็นคนแก้นั้น มันไม่ถูกต้อง" นั่นว่าเข้าไปสิ นี่แหละที่เขาเรียกว่า "หลักกู"

     ทั้งหมดทั้งมวลนี้ต่างหากที่เป็นแรงบีบให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำใจต้องประกาศ "ล่าถอยออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี" หาใช่เพราะความจงรักภักดีดังอ้างไม่ ! พระพุทธองค์ตรัสว่า "เจตนาเป็นเครื่องบ่งพฤติกรรม ฉันใด กรรมก็บ่งให้เห็นถึงเจตนา ฉันนั้น"

     การอ้าง "ความจงรักภักดีต่อในหลวง" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มองไปก็เห็นเป็น "กลลวง" ให้คนที่มองดูแค่ลิ้นแล้วเชื่อลมที่เป่าออกมาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลช่วย หลักฐานที่ยืนยันถึงความไม่จริงใจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในการประกาศครั้งนี้ก็คือคำกล่าวที่ว่า "แต่ผมจำเป็นจะต้องรักษาการตาม  รัฐธรรมนูญ  มาตรา 215   เพราะว่ารัฐธรรมนูญใช้คำว่า  ต้องรักษาการ  ผมจะต้องรักษาการไปจนถึงกระบวนการสรรหานายกรัฐมนตรีในสภาเป็นที่เรียบร้อย  คนที่จะได้รับการสรรหาก็จะมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีตามกฎหมายตามรัฐธรรมนูญต่อไป"

      ประโยคนี้แหละที่เป็นเครื่องบ่งชี้เจตนาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่า "จงรักภักดี" จริงหรือไม่ ? ซึ่งผู้เขียนก็ต้องขอออกตัวว่า "นี่มิใช่การกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่จงรักภักดีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ดอกนะ หากแต่เป็นการวิเคราะห์เจาะประเด็นตามที่เห็นและเป็นไปเท่านั้น ท่านใดที่เข้าใจว่าผู้เขียนกล่าวหา ดร.ทักษิณ ชินวัตร ว่าไม่จงรักภักดี ก็ขออย่าได้คิดเช่นนั้น เพราะผู้เขียนเชื่อสนิทใจว่า "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้จงรักภักดี" เพียงแต่ที่เขียนมานี้ อยากจะบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร น่าจะแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีมาตั้งแต่ต้นตามที่เขียนมาในสองย่อหน้าก่อน แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพิ่งจะมาอ้างเอา "ความจงรักภักดี" บังหน้า หาทางลงจากหลังเสือ ในเมื่อทุกอย่างมันสายเกินไปเสียแล้ว ถ้าจะพูดให้ชัดก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อาศัย "ความจงรักภักดี" เป็นหมวกกันน็อกใบสุดท้ายคุ้มหัวให้พ้นจากการลงทัณฑ์ของสังคมไทย "เท่านั้นเอง" และด้วยความ "จงรักภักดีอย่างผิดรูปผิดแบบ" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่กล่าวมาแล้วนี่แหละ จะนำมาซึ่งความยุ่งยากลำบากพระทัยให้แก่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อไปไม่สิ้นสุด ฟังนะ..


 

9.

 

      "แต่ว่าผมจะยังคงทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  ทำหน้าที่หัวหน้าพรรคไทยรักไทย   เพื่อที่จะผลักดันนโยบายที่ได้พูดกับพี่น้องประชาชนไว้ ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี"

      นั่นละคือประโยคอันตรายสำหรับประเทศไทยในวันนี้ วันที่เรากำลังจะมีการเฉลิมฉลองครองราชย์ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว "ให้สมพระเกียรติยศ"

     การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศ "สละตำแหน่งนายกรัฐมนตรี" แต่ไม่ยอม "สละตำแหน่งหัวหน้าพรรคไทยรักไทย" แถมยังประกาศจะ "หาคนมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทนตนเอง" อีก นี่แหละคือหายนะตัวจริงของประเทศไทย เพราะจะทำให้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีทีเดียว 2 คน คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และตัวแทนในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งสื่อเริ่มจะใช้คำว่า นายกฯเงา นายกฯร่างทรง นายกฯหุ่นยนต์ นายกฯหุ่นเชิด หรือแม้แต่ศัพท์ในวงการหุ้นก็ถูกนำมาใช้ในความหมายนี้ว่า "นายกฯ นอมินี"

     ตรงนี้ต้องขออธิบายว่า สภาพการณ์ของการเมืองไทยในสมัยนี้ เป็นที่รู้กันทั่วไปว่า มีเพียงพรรคเดียวที่มีคะแนนเสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด คือ พรรคไทยรักไทย ซึ่งคนที่มีอำนาจสูงสุดในพรรคไทยรักไทย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพียงคนเดียว

     ทีนี้ว่า เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ประกาศ "ไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี" แต่จะ "หาคนในพรรค" หรือ "ลูกน้อง" มาเป็นแทน ถามว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะมีอำนาจบาตรเต็มได้อย่างไร ในอดีตเราเคยได้ยินคำว่า "สภาร่างทรง" ต่อไปเราก็จะมีศัพท์ใหม่ใช้ในพจนานุกรมของราชบัณฑิตยสถานว่า "นายกฯร่างทรง" ยกตัวอย่าง สมัยก่อนตอนคุณชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่านให้เกียรติแก่รัฐมนตรีมาก สิ่งใดไม่รู้หรือยังไม่แน่ใจท่านก็จะไม่พูด เมื่อนักข่าวถามเรื่องโน้นเรื่องนี้ ท่านก็ชี้แจงว่า "ขออภัย ผมยังไม่ได้รับรายงาน" ทำให้ท่านถูกคอลัมนิสต์ล้อเลียนว่า "ชวนเชื่องช้า" ครั้นมาถึงยุคนี้ ยุคที่จะมีนายกรัฐมนตรีที่มิใช่หัวหน้าพรรค เราอาจจะได้ยินคำตอบคำถามจากท่านนายกรัฐมนตรีนอมินีว่า "ขอโทษที ผมยังไม่ได้รับคำสั่งจากหัวหน้าพรรคให้พูด.."

     ตรงนี้ท่านผู้อ่านต้องโฟกัสให้ดีนะ ว่าระบอบการเมืองของไทยนั้น ผู้มีอำนาจที่แท้จริงมิใช่ผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากแต่อยู่ที่ "ผู้คุมเสียงสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎร" ต่างหาก ส.ส.พรรคไทยรักไทยนั้นมีเพียงคนเดียวในโลกที่ควบคุมได้อยู่หมัด คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นอกนั้นก็คุมได้แค่มุ้งหรือวังต่างๆ ตามชื่อที่สื่อมวลชนตั้งให้ เมื่อควบคุมเสียง ส.ส.ได้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงสามารถบริหารประเทศได้อย่างเต็มที่ ไม่งั้นวันๆ ก็ต้องคอยลอบบี้หาเสียง ส.ส.ให้ช่วยผ่านร่างกฎหมายฉบับโน้นทีฉบับนี้ที เหมือนที่เคยๆ ทำกันมาเนิ่นนาน แต่ถามว่า คนอื่นๆ เขาทำได้อย่างท่านหรือไม่ ???

     การประกาศ "ไม่เป็นนายกรัฐมนตรี" แต่ยังคงเป็น "หัวหน้าพรรค" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในครั้งนี้ เท่ากับการ "ลา" แต่ "ไม่ยอมออก" เท่านั้นเอง จะเป็นปาหี่ ตลกคาเฟ่ สภาโจ๊ก หรืออะไรก็ตามแต่ แต่ว่ามันบ่งถึง "ความจงรักภักดี" ที่ท่านอ้าง !

     ก็นึกภาพดูสิ ตื่นเช้ามา นายกรัฐมนตรีต้องวิ่งเข้าวังจันทร์ส่องหล้า เพื่อรายงานการบริหารราชการแผ่นดินให้แก่หัวหน้าพรรคทราบ แล้ว "ขอรับทราบคำสั่ง" เพื่อดำเนินการต่อไป จะพูดอะไรก็ต้องท่องคาถา "ทักษิณัง สะระณัง คัจฉามิ" ไม่งั้นวันดีคืนดี พณฯ ท่านทักษิณ ชินวัตร ไม่สบอารมณ์ ก็อาจจะ "สั่งปลดออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนอมินี" กลางอากาศได้

     ดังนั้น ไม่ว่าใครในพรรคไทยรักไทยก็ตาม ถ้าได้รับเลือกจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ถือว่า "ไม่สง่างาม" แค่ส่วนตัวก็ไม่สง่างาม ย้ำ !

     แต่เรื่องมันไม่แค่เช่นนั้นนะสิ เพราะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นตำแหน่งที่ต้องรับสนองพระบรมราชโองการ ต้องเป็นตัวแทนประเทศไทยในการประชุมผู้นำสูงสุดในเวทีโลก ที่สำคัญคือต้องเป็นประธานจัดงานพระราชพิธีฉลองครองราชย์ครบ 60 ปี ในวันที่ 9 มิถุนายน ศกนี้

     งานพระราชพิธีวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2549 นั้น นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้นำกล่าวถวายพระพรชัยมงคลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมวงศานุวงศ์ และพระราชอาคันตุกะจากทั่วโลก แล้วถามว่า ถ้านายกรัฐมนตรีเป็นตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ก็เหมือนเป็น "คนใช้" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในการเป็นประธานพระราชพิธีสำคัญดังกล่าวใช่ไหม ?

     และถ้าเป็นเช่นนั้น จะเป็นการถวายพระเกียรติยศแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้อย่างไร ??????????????????

 


 

10.

 

      ในอดีต ประเทศไทยไม่ใช่ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีนอมินี แต่เราเคยมีมาแล้วถึง 2 คนด้วยกัน คือ 1.นายพจน์ สารสิน และ 2. จอมพลถนอม กิตติขจร

     นายพจน์ สารสิน นั้น เป็นผู้ที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ให้ความนับถือ เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการปฏิวัติเจ้านายเก่า ไล่จอมพล ป.ลี้ภัยการเมืองไปอยู่ญี่ปุ่น จอมพลสฤษดิ์ยังกริ่งเกรงว่า จอมพล ป.จะกลับมาเอาคืน จึงไม่ยอมขึ้นดำรงตำแหน่งเอง หากแต่ไปขอร้องให้นายพจน์ สารสิน มาดำรงตำแหน่งแทน เพื่อเป็นตัวกันชนระหว่างตนเองกับจอมพล ป.

     ต่อมา เมื่อนายพจน์ สารสิน ดำรงตำแหน่งได้เพียงสองเดือนกว่า ก็รู้ว่าไปไม่ไหว เพราะไม่มีอำนาจ วันๆ เอาแต่นั่งตบยุงเหมือนข้าราชการโดนย้ายเข้ากรุเป็นผู้ตรวจการกระทรวง ผู้คนพากันไปหาจอมพลสฤษดิ์ซึ่งเป็นผู้ถืออำนาจตัวจริงเสียงจริงกันหมด นายพจน์ถึงรู้รสว่า "อ้อ การใช้ลิ้นชิมแกงแทนคนอื่น กับการเป็นเจ้าของหม้อแกง รสชาติมันต่างกันตรงนี้"

      พ.ศ.2500 พรรคชาติสังคม ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้รับการเลือกตั้งมากมายถึง 202 เสียง แต่จอมพลสฤษดิ์ก็ยังอยากให้นายพจน์เป็นนายกเงาต่อไป แต่นายพจน์ได้ขอปฏิเสธและกล่าวอมตะวาจาไว้ว่า "ข้าพเจ้ารู้ดีว่าข้าพเจ้าเป็นนายกรัฐมนตรีที่ผิดแบบแผนของความเป็นประชาธิปไตย แต่เพื่อเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ข้าพเจ้าจึงยอมทำผิด แต่ข้าพเจ้าจะไม่ยอมทำผิดซ้ำสองอีก"

      ก็เป็นอันสิ้นสุดบทบาทนายกรัฐมนตรีนอมินีคนแรก ในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย ภายใต้รองเท้าบู๊ทและรถถัง

     จอมพลถนอม กิตติขจร ลูกน้องของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคชาติสังคมซึ่งมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหัวหน้าพรรค ถูกยกขึ้นดำรงตำแหน่งสืบแทนนายพจน์สารสิน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 10 เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2501 แต่ดำรงตำแหน่งได้แค่ 9 เดือน จอมพลถนอมก็รู้ว่าตัวเอง "ไปไม่ไหว" เมื่อจอมพลสฤษดิ์กลับจากรักษาตัวที่อเมริกา จอมพลถนอมจึงรีบเข้าไปกราบหน้าตักกล่าวว่า "เมตตาให้ผมลาออกเถิดครับลูกพี่ ผมไม่ไหวแล้ว" ดังนั้น ในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2501 จึงมีการปฏิวัติที่แปลกประหลาดสุดในเมืองไทยเกิดขึ้น คือ นายกรัฐมนตรี (จอมพลถนอม กิตติขจร) ได้ยอมตัวลงเป็น "รองหัวหน้าคณะปฏิวัติ" ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เรียกการปฏิวัติครั้งนั้นว่า "การปฏิวัติตัวเองของรัฐบาลไทย" นับเป็นเรื่องตลกสุดๆ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย พอๆ กับการประกาศ "ลาแต่ไม่ออก" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในสมัยนี้ ผลของการปฏิวัติตัวเองในครั้งนั้นผลักดันให้จอมพลสฤษดิ์ขึ้นนั่งบัลลังนายกรัฐมนตรีอย่างเต็มตัว แถมจอมพลถนอมยังยอมรับเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้วย เห็นไหมเล่าว่านายกรัฐมนตรีนอมินีมีศักดิ์ศรีที่ไหน มันก็สูงส่งพอๆ กับเด็กรับใช้ในบ้านจันทร์ส่องหล้าเท่านั้นเองแหละผู้เขียนว่า

    แต่ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ เป็นประวัตินายกรัฐมนตรีนอมินีในสมัยประชาธิปไตยไม่เต็มใบ คือยังอยู่ในอุ้งเท้าของทหารทั้งสิ้น ต่างกับสมัยปัจจุบันที่มิได้มีการปฏิวัติ และมีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ยกย่องกันว่า "ดีเลิศประเสริฐศรีที่สุด" เท่าที่เคยมีมา

     การขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของลูกพรรคไทยรักไทย จึงต่างกับการดำรงตำแหน่งของนายพจน์ สารสิน และจอมพลถนอม กิตติขจร โดยสิ้นเชิง !

     คือ ไม่ใช่การสืบต่ออำนาจเผด็จการทหาร

     หากแต่ เป็นการเริ่มต้นเผด็จการประชาธิปไตย หรือระบอบทักษิณ อย่างเต็มตัว !!

 


 

     ระบอบทักษิณมันไม่น่ากลัวหรอก ถ้าหากเป็นไปโดยถูกต้องทั้งทางกฎหมายและทางจริยธรรม และนำไปอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้เหมือนนานาอารยะประเทศทั้งหลาย แต่ดูไปแล้วมันไม่เป็นเช่นนั้นนะสิ เมื่อนายกรัฐมนตรียังต้องขึ้นต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งยังครองตำแหน่งหัวหน้าพรรคไทยรักไทยอยู่ และอยู่เบื้องหลังคอยกำกับบทของนายกรัฐมนตรีทุกขั้นทุกตอน ระบบอย่างนี้ไม่มีในประชาธิปไตย ประทานโทษ แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังไม่ทรงกระทำเช่นนั้นเลย จึงขอย้ำอีกทีว่า นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยผู้ต้องเข้าไปรับสนองพระบรมราชโองการและเป็นประธานจัดงานเฉลิมฉลองครองราชย์ครบ 60 ปีนั้น ต้องสง่างาม มิใช่นายกฯรักษาการ ทั้งมิใช่นายกฯร่างทรง หากแต่ต้องเป็นนายกฯ ที่มาจากกระบวนการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ แม้จะไม่เต็มร้อย เพราะไม่มีการเลือกตั้งที่ไหนบริสุทธิ์เต็มร้อย แต่อย่างน้อยก็ต้องได้รับการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ในชาติ 

       ถ้าหากเราปล่อยให้มีการตั้งนายกรัฐมนตรีซึ่งไม่มีอำนาจจริงจนได้แล้ว ในพระราชพิธีฉลองครองราชย์ครอบ 60 ปีนั้น การที่นายกรัฐมนตรีภายใต้การกำกับของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานในพระราชพิธีดังกล่าว ก็ไม่ต่างไปจากการส่งเด็กรับใช้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปรับสนองพระบรมราชโองการ นั่นจึงเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา งานนี้แม้ว่าทางกองบัญชาการตำรวจแห่งชาติจะไม่กล้ารับฟ้อง แต่ประชาชนคนไทยทั่วประเทศจะทนไม่ไหว เขาจะต้องลุกฮือขึ้นมาต่อต้านการกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในครั้งนี้อย่างกว้างขวางและรุนแรง เผลอๆ นะ "จะไม่มีแผ่นดินอยู่ด้วย"

     

      ดังนั้น ด้วยความหวังดี ความปรารถนาดี ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว รวมทั้งพลพรรคไทยรักไทยทั้งหลายด้วย ผู้เขียนเป็นพระ นึกเห็นเช่นใดก็เขียนบอกออกไปเช่นนั้น ด้วยความหวังดี มิได้ประสงค์ร้าย

 

ท้ายสุดนี้

เพื่อความจงรักภักดี ดังที่ท่านอ้าง

ก็ขอเจริญพรบอกว่า

ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคไทยรักไทยเสียเถิด ท่าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่รัก

อย่าดันทุรังนำประเทศไทยไปสู่หายนะอีกต่อไปเลย

ขอเจริญพร ...

 

พระมหานรินทร์ นรินฺโท
วัดไทย ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา
8 เมษายน 2549
2
:00 p.m. แปซิฟิกไทม์

 

 

 
E-Mail ถึง บก.
peesang2003@hotmail.com

All Right Reserved @ 2003
This Website Sponsored by

 

www.alittlebuddha.com เจ้าของ : วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264