มหาเถรเซ็นเช็คเปล่าให้รัฐบาลทักษิณ
 


 

    ที่ผ่านมาเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์เป็นอำนาจของมหาเถรสมาคมโดยตรง ท่านก็กำหนดตามเกณฑ์ของพระ แต่ครั้งนี้ รัฐบาลเป็นเจ้าของเรื่อง รัฐบาลจะกำหนดเกณฑ์เอง เพราะต้องฟังเสียงประชาชนด้วยว่า พระสงฆ์รูปใด เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม อย่างไร

     นายแพทย์จักรธรรม ธรรมศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่มหาเถรสมาคม มีมติ "อนุมัติให้รัฐบาล สรรหาพระภิกษุผู้เหมาะสมดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ในวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงครองราชสมบัติครบ 60 ปี ใน พ.ศ.2549 จำนวน 69 รูป" ทั้งยังอนุมัติให้รัฐบาลเพิ่มยศสมเด็จพระราชาคณะอีก 2 ตำแหน่ง

      คำว่า "เซ็นเช็คเปล่า" ท่านผู้อ่านก็คงจะเข้าใจนะ ว่าคือการ "ว่างไว้" ในช่องของจำนวนเงินที่เป็นตัวเลขและตัวหนังสือ เจ้าของเช็คตัวจริงจะเขียนลงบนเช็คใบนั้นแต่เพียง "ลายเซ็น" ส่วนจำนวนเงินนั้น "อยากได้เท่าใดก็ให้กรอกเอาเอง" ซึ่งว่ากันว่า อภิมหาเศรษฐีบางท่านนิยมชมชอบสินค้าของใคร หรือจะเอาอกเอาใจผู้ใด ด้วยความที่รวยล้นเหลือจึงทำการ "เซ็นเช็คเปล่า" ให้ไปขึ้นเงินเอาเองตามต้องการแบบว่า "ไม่อั้น" เป็นเรื่องที่ผู้เขียนเคยได้ยิน แต่ไม่เคยเห็นจริงซักที มาถึงวันนี้จึงเห็น "ของจริง" ของการ "เซ็นเช็คเปล่า" นี้ แต่น่าทึ่งใจว่า ผู้ที่เซ็นเช็คใบนี้มิใช่บุคคลธรรมดา หากแต่เป็นถึง มหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นรัฐบาลของคณะสงฆ์ ได้ลงลายเซ็นเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2548 ที่ผ่านมา ว่าด้วยการโปรดเกล้าฯ สถาปนา-เลื่อนขั้น และแต่งตั้ง สมเด็จพระราชาคณะ-พระราชาคณะ รุ่นใหม่ พ.ศ.2549 ดังกล่าวมาแล้ว

     อำนาจในการสรรหาหรือพิจารณาพระภิกษุผู้มีคุณสมบัติ หรือมีผลงานดีเด่น เห็นสมควรยกขึ้นดำรง สมณศักดิ์ (ยศของพระ) เป็นพระราชาคณะนั้น ดั้งเดิมแล้วเป็นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยสมบูรณ์ นี่เรานับเอาตั้งแต่ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ใน พ.ศ.2325 เป็นปีเริ่มต้น ครั้นต่อมา พระสงฆ์ไทยทวีประชากรมากขึ้นเป็นแสนๆ รูป ปัจจุบันท่านว่าพระสงฆ์สามเณรที่หมดทั่วประเทศไทยมีประมาณ 300,000 รูป/องค์ มีบวชบ้างสึกบ้างก็ประปราย แต่ไม่ขึ้นไม่ลงเท่าใดนักกับจำนวนที่ว่านี้

     เมื่อพระสงฆ์ไทยมีจำนวนมากมายเพียงนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงเอาเวลาที่ไหนไปนั่งพิจารณาว่าองค์ไหนเหมาะสมดำรงยศเป็นพระราชาคณะ เพราะถ้าจะทรงจัดการเองเหมือนเก่า ก็คงไม่ต้องไปประกอบพระราชกรณียกิจอื่นอะไรแล้ว ด้วยเหตุนั้น เมื่อมีมหาเถรสมาคมเป็นองค์กรปกครองคณะสงฆ์ พระองค์จึงทรงมีพระมหากรุณาธิคุณฯ ถวายอำนาจในการพิจารณานั้นแด่มหาเถรสมาคม ด้วยพระปัญญาธิคุณว่า "มหาเถรสมาคมเป็นพระสงฆ์ด้วยกัน ย่อมจะรู้ดีว่าพระรูปไหนสมควรแก่ตำแหน่งและยศ" อำนาจในการพิจารณาความดีความชอบของพระภิกษุจึงตกอยู่แก่มหาเถรสมาคมมาตั้งแต่นั้น

     แต่ทั้งนี้ก็มิใช่ว่าจะไม่มีการใช้พระราชอำนาจโดยตรง หรือจะไม่มีอำนาจอื่นเข้าแทรกแซงมหาเถรสมาคมในการพิจารณาสมณศักดิ์เลย เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง เช่น

     กรณี พระธรรมเจดีย์ (กี มารชิโน ป.ธ.9) วัดทองนพคุณ ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่ของมหาเปรียญ 7-8-9 ก่อนที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร ป.ธ.9) วัดสามพระยาจะเข้าแทนที่นั้น สมัยก่อนนั้น ว่ากันว่า ใครอยากสอบได้เปรียญเก้าต้องไปขอขึ้นครูกับท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ที่วัดทองนพคุณ เพราะท่านเป็นครูบาลีที่เก่งสุดยอดในประวัติศาสตร์ทีเดียว สามเณรเสถียรพงษ์ วรรณปก เณรนาคหลวงองค์แรกในรัชกาลที่ 9 ก็ศิษย์ท่านพระธรรมเจดีย์ และท่านยังนับว่ามีเปรียญเก้าที่จบจากสำนักวัดทองนพคุณไปอีกถึง 45 รูป แต่ในด้านความสัมพันธ์กับพระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคมนั้นไม่ทราบว่าท่านไปเกาเหลากับใครบ้าง จึงปรากฏว่า โผพิจารณารายชื่อพระเถระผู้ควรแก่การโปรดเกล้าฯ ยกย่องขึ้นดำรงสมณศักดิ์สูงขึ้นไปในหลายปีนั้น ชื่อของพระธรรมเจดีย์ไม่เคยมีติดอันดับกับเขา เด็กรุ่นหลังๆ ชวนกันพาเหรดแซงหน้าครูบาอาจารย์ไปเป็นแถว และเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งก็มาถึง

      วันที่ 5 ธันวาคม หลายปีมาแล้ว ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเป็นวันทรงสถาปนาพระราชาคณะประจำปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อทรงทอดพระเนตรพระราชาคณะที่มหาเถรสมาคม "ผ่าน" รายนามเข้ารับพัดทั้งสิ้นแล้ว ทรงปรารภขึ้นต่อหน้าพระสงฆ์ทั้งปวงว่า "พระธรรมเจดีย์ล่ะ พระธรรมเจดีย์อยู่ไหน ทำไมจึงข้ามพระธรรมเจดีย์ไปหมด" ครั้งนั้น ว่ากันว่าตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระราชาคณะ ลงไปจนถึงพระเปรียญอันดับ เข้าฌานกันเงียบกริบ ! งานนี้เซียนการวัดเขามองว่า "มหาเถรสมาคมถูกตำหนิอย่างแรง"

       ต่อมา เวลาใกล้ๆ กับปัจจุบันนี่แหละ เอาแค่ไม่เกิน 5 ปี มีข่าวว่า พระราชาคณะชั้นราชรูปหนึ่ง วัดอยู่ติดกับริมคลอง มีชื่อติดโผทหาร เอ๊ย โผเลื่อนสมณศักดิ์กับเขาด้วย และก็ทรงมีพระราชปรารภ (ทักท้วง) อีกว่า "องค์นี้เอาไว้ก่อนไม่ได้หรือ ?" แปลว่า ... และนับจากวันนั้นถึงวันนี้ พระราชาคณะรูปนี้ก็ยังคง "แป๊กอยู่กับที่" ไม่เคยมีชื่อติดโผกับเขาอีกเลย ก็ใครไหนเล่าเขาจะกล้า ในเมื่อมีพระปรารภมาครั้งหนึ่งเช่นนี้แล้ว

      นั่นนับเป็นการทรงใช้พระราชอำนาจอันสมบูรณ์ในกาลบางครั้ง ที่ทรงเห็นว่า เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม มิได้ทรงใช้อย่างพร่ำเพรื่อ แต่ก็ศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เกรงขามของผู้ที่ได้รับทราบโดยทั่วไป

       เกี่ยวกับอำนาจอื่นที่ยื่นมือเข้ามาก้าวก่ายในเรื่องสมณศักดิ์ของคณะสงฆ์นั้น หลายท่านคงยังจะพอจำกันได้ว่า วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2535 ตรงกับรัฐบาลของนายอานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรี ซึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งโดยการเชื้อเชิญของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. อันนำโดย พล.อ. สุนทร คงสมพงษ์ และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ครั้งนั้นเกิดเหตุการณ์ประหลาด อันเนื่องด้วยโผเลื่อนสมณศักดิ์วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พระราชาคณะที่ได้รับการแต่งตั้งและเลื่อนสมณศักดิ์ในปีนั้น ปรากฏว่า "ไม่ผ่านการพิจารณาของมหาเถรสมาคม" กรรมการมหาเถรสมาคมเพิ่งจะมารู้ข่าวก็อีตอน "อ่านหนังสือพิมพ์ยามเช้า" ซึ่งอาบังเอามาส่งให้ แต่ในเมื่อเป็นพระบรมราชโองการแล้ว ถือว่าอยู่เหนือสิ่งใดๆ ทั้งหมด จึงไม่มีใครบังอาจวิพากษ์วิจารณ์โผพระราชาคณะในครั้งนั้นอย่างที่เรียกว่า "ขุดคุ้ย" จะมีบ้างก็เพียงประปราย แบบว่า "ไม่เป็นทางการ" งานนี้ชื่อของ พระเทพสิทธิญาณรังสี หรือ หลวงตาจันทร์ คเวสโก วัดป่าชัยรังษี สมุทรสาคร ดังกระฉ่อนไปทุกวงการ และว่ากันว่า ถูกหมายหัวจากมหาเถรสมาคมเป็นอันดับหนึ่งในด้านสมณศักดิ์อีกด้วย

ต่อมา วันที่ 17 พฤศจิกายน 2547 ก็มีข่าวการเลื่อนสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ออกมาว่า

     แต่เดิมในปี 2547 นี้ พระเถรานุเถระที่จะได้รับการเลื่อนและแต่งตั้ง (ที่ผ่านการพิจารณาของมหาเถรสมาคมแล้ว) มีทั้งหมด 98 รูป แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี แจ้งไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติทราบ ในการประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ว่า ได้เข้ากราบนมัสการสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เพื่อให้พิจารณาเสนอขอพระราชทานสมณศักดิ์ถวาย พระวิมลธรรมญาณเถร วัดโรงธรรมสามัคคี อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เป็นพระราชาคณะชั้นราช เนื่องจากเป็นพระเถระที่นายกรัฐมนตรีให้ความเคารพนับถืออย่างมาก ซึ่งมหาเถรสมาคมได้มีมติเห็นชอบให้เลื่อนเป็น พระราชพุฒาจารย์ ถือเป็นพระราชาคณะที่ได้เลื่อนเป็นรูปที่ 99 จากเดิมที่มี 98 รูป..

     การเลื่อนสมณศักดิ์ของพระวิมลธรรมญาณเถรในครั้งนั้น นับเป็นครั้งแรกที่มาจากการ "ขอ" ของนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของประเทศ ซึ่งมหาเถรสมาคมก็ "ยอมให้" โดยไม่มีข้อแม้

     และก็มาถึงปีนี้ ที่มีข่าวว่า ทางรัฐบาลได้ขอมติจากมหาเถรสมาคม ให้รัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการคัดเลือกพระภิกษุผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมจะ สถาปนา-แต่งตั้ง-เลื่อน สมณศักดิ์ เป็นสมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ ใน พ.ศ.2549 จำนวน 69 รูป ซึ่งถือว่าเป็นการเซ็นเช็คเปล่าของมหาเถรสมาคมเป็นครั้งแรก

      กล่าวถึงลำดับขั้นตอนของกระบวนการพิจารณาคัดเลือกพระภิกษุเข้าดำรงสมณศักดิ์ในชั้นต่างๆ นั้น แต่เดิมนั้น มีดังนี้

เจ้าคณะใหญ่ > มหาเถรสมาคม > พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว > นายกรัฐมนตรี

     อธิบายว่า มหาเถรสมาคม โดยเจ้าคณะใหญ่ของแต่ละหนการปกครอง (เจ้าคณะใหญ่ หนกลาง หนเหนือ หนใต้ และหนตะวันออก ฝ่ายมหานิกาย และเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติ) จะดำเนินการคัดเลือก (ทำประวัติ) ของพระภิกษุที่อยู่ในเขตการปกครองของตนเอง เป็นอันดับแรก หลังจากนั้นก็จะนำเข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็ไม่มีใครทักท้วงข้ามเขต เพราะให้เกียรติกัน (แปลว่าไม่อยากขัดใจกัน) จากนั้น มหาเถรสมาคมก็ลงมติให้ผ่านเป็นอันเสร็จสมบูรณ์ แล้วอธิบดีกรมการศาสนาหรือผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคม ก็ต้องนำเรื่องเสนอผ่านรัฐบาล เพื่อให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ก็เป็นอันสิ้นสุดกระบวนการทรงตั้ง-สถาปนา-เลื่อน สมณศักดิ์ในแต่ละปี เป็นประเพณี

แต่ปีนี้ เมื่อรัฐบาลได้ขออนุมัติจากมหาเถรสมาคมแล้ว ว่าจะเป็นผู้พิจารณาพระทั้งหมดเสียเอง กระบวนการสรรหาหรือคัดเลือกพระจึงผิดไปจากเดิม มาเป็นดังนี้

นายกรัฐมนตรี > พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว > นายกรัฐมนตรี

      อธิบายว่า การพิจารณาพระภิกษุเข้ารับพระราชทานแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะใน พ.ศ.2549 จะไม่ผ่านมือเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ อีกต่อไป และแม้แต่มหาเถรสมาคมก็ไม่ได้แอ้ม เพราะมหาเถรสมาคมได้ออกมติโอนอำนาจในการพิจารณาไปให้รัฐบาลจัดการเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว กระบวนการจึงมีเพียง นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งการสรรหา (เพราะคงไม่สามารถจะหาด้วยตนเองได้ทั้งหมด เว้นแต่พระที่นายกรัฐมนตรีเคารพเลื่อมใสเป็นการส่วนตัวเท่านั้น) เมื่อได้แล้ว นายกรัฐมนตรีก็จะนำบัญชีรายชื่อขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยเลย ย้ำให้เห็นชัดเจนก็คือ กระบวนการทั้งหมดอยู่ที่นายกรัฐมนตรีแต่ผู้เดียว เพราะเป็นทั้งผู้สรรหา ผู้นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้า และรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งแต่เดิมมานั้น นายกรัฐมนตรีจะเป็นเพียงผู้รอรับสนองพระบรมราชโองการอันเป็นงานในขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น

     นั่นจึงเป็นประเพณีปฏิบัติใหม่ ที่น่าทึ่งใจกว่านั้นก็คือว่า พ.ศ.2549 นี้ จะมีการเพิ่มสมณศักดิ์ชั้น สุพรรณบัฏ หรือสมเด็จพระราชาคณะ อีกถึง 2 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นสุดยอด เพราะไม่เคยมีการเพิ่มมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย ใครได้เป็นสมเด็จในปีหน้า ก็หมายถึงว่าถูกหวยรวยยิ่งกว่าซุปเปอร์ล็อตโต้เสียอีก เพราะสมณศักดิ์ชั้นสมเด็จนั้น พระราชบัญญัติบังคับไว้ว่า "ดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง" ก็แปลว่า จะได้เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลคณะสงฆ์ไปจนกว่าจะมรณภาพหรือตาย

      นี่แหละ ที่ผู้เขียนบอกว่า "เป็นการเซ็นเช็คเปล่าของมหาเถรสมาคม" ให้นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปกรอกตัวเลขหรือเขียนจำนวนเงินเอาตามใจชอบ แม้ว่าจะกำหนดไว้ไม่เกิน 69 รูป แต่มูลค่าของแต่ละรูปนั้นมหาศาลนัก โดยเฉพาะสมณศักดิ์ชั้นสุพรรณบัฏตั้ง 2 ตำแหน่ง

      ว่ากันว่า สมเด็จพระสังฆราชของรัฐบาลก็มีแล้ว แต่พระราชาคณะของรัฐบาลยังไม่มี งานนี้ใครได้รับการเลือกการเลื่อน ก็ถือว่าเป็นพระราชาคณะในสังกัดรัฐบาลเต็มร้อย สมัยเก่านั้น ถ้าพระรูปใดอยากเป็นเจ้าคุณ ก็ต้องทำงานให้เข้าตาเจ้าคณะหนซึ่งเป็นผู้พิจารณาสูงสุด แต่ปัจจุบัน เมื่ออำนาจในการพิจารณานั้นผันไปอยู่ในมือของนายกรัฐมนตรี พระที่จะได้รับการพิจารณาว่าเหมาะสม จึงอาจจะต้องเปลี่ยนไปเป็นการทำงานเอาใจรัฐบาล เราจึงอาจจะได้เห็น พระไพศาล วิสาโล ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคุณ รูปอื่นๆ นั้น ถ้าพระอิสรมุนียังไม่หนีไปไหน ก็คงไม่พลาด ส่วนพระที่ชอบสวดรัฐบาล เช่น พระศรีปริยัติโมลี รองอธิการบดี มจร. เป็นต้น งวดนี้เห็นทีต้องฉันแห้วหรือดื่มน้ำใบบัวบกแก้ช้ำในไปก่อน เพราะนี่เป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ล้วนๆ แม้จะอ้างว่าเป็นความดีความชอบก็เถอะ สายใครก็สายใคร

     และนี่แหละคือ มุมมองของพระมหานรินทร์ ที่ใครๆ หลายคนชักไม่ชอบใจ เพราะดันไปพูดเรื่องจริง สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ ในขณะที่คนไทยส่วนใหญ่อยากเข้าวัดที่มันสงบร่มเย็น พระสงฆ์สามเณรพูดถึงแต่เรื่องธรรมะธัมโม ไม่มีเรื่องโลกๆ เข้ามาปน แต่ถามว่า เราจะหลับหูหลับตากันไปถึงไหน ในเมื่อโลกมันเป็นเช่นนี้ มันมีอยู่และเป็นไปให้เห็น เราต้องมองความจริงให้เป็น ไม่ใช่ปิดหูปิดตาหลอกตัวเอง แล้วบอกว่า "มันสงบดี" ผลสุดท้ายก็ตายเกลี้ยง

     ธรรมะในรูปแบบของข้อเท็จจริงและการหาเหตุผล จะเป็นหลักในการพัฒนาสติปัญญา อันส่งผลถึงความเจริญรุ่งเรือง ของประชาชนพลเมืองและประเทศชาติศาสนาในภาพรวม หากแต่ถ้าคนไทยยังใช้ธรรมะในระบบศรัทธาเหมือนที่เคยเป็นมา หลับหูหลับตานั่งกรรมฐาน เชื่อขี้ปากอาจารย์มากกว่าพระไตรปิฎก ประทานโทษ อย่าว่าแต่จะถูกปอกลอกจนหมดเนื้อหมดตัวเลย แม้แต่ผัวก็หนีไปมีเมียน้อยจ้อยแล้ว !

 

พระมหานรินทร์ นรินฺโท
วัดไทย ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา
13 กันยายน 2548
เวลาแปซิฟิกโซน 1:10 p.m.

 

 

 
E-Mail ถึง บก.
peesang2003@hotmail.com

All Right Reserved @ 2003
This Website Sponsored by

 

www.alittlebuddha.com เจ้าของ : วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264