ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

 


 

 

ว. พ่อปลาไหล

 

ไม้คด ใช้ทำขอ   เหล็กงอ ใช้ทำเคียว

คนคด เพียงอย่างเดียว  ใจ๊ก๋ารตึงบ่ได้

 

สุภาษิตโบราณเมืองเหนือ

 


 

 

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

 

 

ใกล้สิ้นปี 59 ขณะที่ปัญหาธรรมกายกำลังมะรุมมะตุ้มเมืองไทยอยู่ในเวลานี้ จู่ๆ ก็มี "ว.วชิรเมธี" สร้างปัญหาสังคมเพิ่มเติมเข้ามา สร้างเองไม่พอ ยังกล่าวหาคนอื่นที่ทักท้วงหรือประจานความกลับกลอกของตนเองว่าเป็น "อลัชชี" ไปเสียอีก ก็เลยจำใจต้อง "เขียน" ถึง "มหาวอ" อีกครั้ง ทั้งๆ ที่ก็..ไม่อยากเขียน

คือถ้าพูดจริงๆ นะ คนตลบตะแลงพรรค์มหาวอ ผู้เขียนไม่อยากตอแยด้วย จะโด่งดังทะลุฟ้าก็เรื่องมหาวอ แต่ที่ต้องเสียเวลามายุ่ง เพราะมหาวอมายุ่งกับ "สังคมสงฆ์ไทย" ซึ่งผู้เขียนเป็นสมาชิกอยู่ วอพูดจายกก้นตนเองอยู่เหนือพระสงฆ์องค์เณรทั่วประเทศ ที่เขามีตำแหน่งแห่งหน ตำหนิว่าสิ่งเหล่านั้น "ไม่สมควรแก่พระสงฆ์ที่ดี" แต่ตัวเองกลับไป "ยอมรับ" เอาสิ่งที่เคยประณามนั้น นั่นแหละ ตอนนั้นผู้เขียนตั้งฉายามหาวอว่า "ศรีธนญชัย" เป็นคนกะล่อน ฯลฯ

ตกเย็นวาน (14 ธันวาคม 2559) ก็มีข่าวแจ้งมาว่า มหาวอได้เขียนบทความผ่านเฟซบุ๊ค "ว.วชิรเมธี" ตอบโต้ข้อเขียนของพระมหานรินทร์ นรินฺโท แต่ไม่ยอมออกชื่อ ระบุเพียงแต่ว่า "คนที่อยู่ห่างไกลถึงสหรัฐอเมริกา" ซึ่งผู้เขียนก็ยอมเสียเวลาอ่าน "น้ำลายปลายปากกา" ของมหาวออีกครั้งหนึ่ง หลังจากเคยอ่านมโนปณิธานจอมปลอมที่ "วอ" เคยประกาศต่อสาธารณชนผ่าน "หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2559 ซึ่งครั้งนั้น "วอ" ประกาศว่า "ชีวิตสงฆ์ ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ และอำนาจ"

แต่ก่อนที่จะเขียนจะทำพิธี "ขอดเกล็ดวอพ่อปลาไหล" ในครั้งนี้ ก็ขอกราบเรียน/เรียน ท่านผู้อ่านที่รักและเคารพว่า ขอได้โปรดอ่านบทความที่เกี่ยวข้องกันทั้ง 3 ตอน ได้แก่

1. "บทสัมภาษณ์ ว.วชิรเมธี" ทางหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 9 มีนาคม 2559

2. "ว.วชิรเมธี : ศรีธนญชัย" โดย พระมหานรินทร์ นรินฺโท วันที่ 10 ตุลาคม 2559

3. "ยศช้างขุนนางพระ ไม่เคยมองหา แต่เบื้องบนท่านมองเห็น" โดย ว.วชิรเมธี วันที่ 11 ธันวาคม 2559

ทั้งนี้ เพื่อเรียบเรียงเหตุการณ์ ความเป็นไปเป็นมา ทั้งเบื้องต้น เบื้องกลาง และเบื้องปลาย ของเรื่องราวดังกล่าวให้ครบถ้วนกระบวนความ เพื่อป้องกันความไขว้เขว หรือเข้าใจไม่เต็มเรื่อง เพราะ 3 บทความเหล่านี้ มีการนำเสนอโดย 3 ฝ่าย ได้แก่ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ พระมหานรินทร์ และ ว.วชิรเมธี ถ้าจะมองว่าพระมหานรินทร์ กับ ว.วชิรเมธี อยู่ตรงข้ามกัน หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ก็ต้องเชื่อว่า "อยู่ตรงกลาง" เพราะเป็นวัตถุดิบให้ผู้เขียนหยิบมา "ตรวจสอบ" พฤติกรรมของมหาวอ

อ่านให้ครบทั้งสามมุม แล้วท่านจะได้เรื่องราวที่สมบูรณ์ จะชอบใครเชียร์ใคร หรือไม่ชอบ ไม่เชียร์ ก็สุดแต่ใจ ไม่ว่ากันอยู่แล้ว

แล้วทีนี้ก็จะเข้าสู่การ "ขอดเกล็ดปลาไหลพันธุ์ใหม่" ที่มีชื่อว่า "ว.วชิรเมธี" คนดีศรีแผ่นดิน ประจำปี พ.ศ.2557 ดังต่อไปนี้


 

ก่อนจะเข้าสู่ "เนื้อหา" ในบทความตอบโต้ของมหาวอนั้น มองโดยภาพรวมแล้ว ก็จะทราบได้ว่า วอเขียนสื่อไปถึง "ญาติโยม" ที่เลื่อมใสศรัทธาในมหาวอ เรียกตามภาษาดาราว่า "แฟนคลับ" ของ ว.วชิรเมธี ซึ่งได้อ่านข้อเขียนของพระมหานรินทร์ นรินฺโท เรื่อง ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย แล้ว เกิดความรู้สึกคลางแคลงสงสัย ไม่แน่ใจว่า ว. ยังเป็นพระที่ดีอยู่อีกหรือไม่ อีกทางหนึ่งก็เพื่อ "แก้หน้า" ให้ผู้ใหญ่ ซึ่งบังเอิญมีภาพติดอยู่กับมหาวอ แบบว่าพลอยซวยไปด้วย การสื่อแบบนี้ ก็เรียกว่าเป็นการ "แก้ตัว" ของมหาวอ ต่อญาติโยมที่มีศรัทธาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แน่นอนว่าย่อมจะได้ผล สามารถเรียกญาติโยมให้กลับวัดได้ไม่ยาก หากแต่ถ้าสังเกตเพิ่มขึ้นแล้ว ก็จะพบว่า ในเสียงออดอ้อนของมหาวอต่อญาติโยมนั้น มีการยกคุณสมบัติสารพัดของตนเองว่ามีความเหมาะสมสำหรับตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ รวมทั้ง "วัง-วัด" ที่กำชับกำชามาว่า ให้รับๆ ตรงนี้ถือว่าเป็นบทอ่อนหรือบทอ้อน แต่ในบทอ้อนนั้น ก็ปรากฏ "บทสะบัดสะบิ้ง" ของมหาวอ เพราะวอพาดพิงถึงผู้เขียนว่า "อลัชชี" บ้าง "คนเขลาบางคน" บ้าง "ผู้รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" บ้าง แต่วอทำเนียนเป็นภาษาลิเก คือด่าแบบมีศิลป์ แบบนี้โบราณเรียกว่า "คนปากผู้หญิง" ข้อนี้มองลึกๆ แล้ว ก็ย่อมจะเห็นแวว "ความอาฆาตมาดร้าย และความโกรธแค้น" ที่วอแสดงออกมาต่อสาธารณชน อีกคำรบหนึ่ง เป็น 2 in 1 ซึ่งก็นับว่าวอเก่งและเนียน ที่สามารถใช้ "วาทกรรมสองเหลี่ยม" ได้อย่างเยี่ยมยอด

แต่..แต่ว่ามันหนีสายตาของปัญญาชนไปไม่พ้นแน่

ยกตัวอย่าง ที่วอเขียนว่า

 

เพราะฉะนั้น คนที่ "รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" มองการรับตำแหน่งของอาตมา เป็นเรื่องการเมืองในคณะสงฆ์ หรือมองไปว่าได้มาเพราะเข้าหาผู้ใหญ่ ทั้งยังพยายามกล่าวหาอาตมาเลื่อนลอยด้วยคำใหญ่คำโตนั้น ก็ขอโปรดเข้าใจเสียให้ถูกต้องตามนี้ อย่าเอาไปตีความเลอะเทอะ

 

"คนที่รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" นี่เป็นการตั้งชื่อ หรือสื่อถึงคนที่เขียนถึงวอ โดยการ "ใส่ความหมายในทางลบ" เข้าไปด้วย เพราะจะระบุแค่ว่า "พระมหานรินทร์ นรินฺโท" แค่นี้ มันก็ยังไม่พอ ต้องใช้ชื่อและสำนวนดังกล่าว

"ก็ขอโปรดเข้าใจเสียให้ถูกต้องตามนี้ อย่าเอาไปตีความเลอะเทอะ" นี่ก็เป็นทั้ง "ขอ" ทั้ง "ด่า" คือคำที่ว่า "ขอโปรด" นั้น ถือว่าเป็นการอ้อนวอน แต่ในประโยคถัดไป วอก็งับเสียจมเขี้ยวเลยว่า "อย่าเอาไปตีความเลอะเทอะ"

ถ้าเอาสองประโยคนี้มาเชื่อมกัน ก็จะได้ความหมายว่า "ขอโปรดอย่าตีความเลอะเทอะ" ท่านผู้ที่รู้ภาษาจะพิจารณา "สำนวน" ว่ามันเข้ากันได้อย่างไร ?

นี่ไงที่ผู้เขียน ได้อ่านแล้วรู้สึกมันส์ เหมือนกินโก๋แก่ เห็นความสองง่ามสามแง่ของ "ว.วชิรเมธี" ชอบและอดใจไม่ได้ ที่จะตั้งสมญานามใหม่ให้เป็น "วอ-พ่อปลาไหล"


 

วอตั้งชื่อบทความของตัวเองว่า "ยศช้าง ขุนนางพระ ไม่เคยมองหา แต่เบื้องบนท่านมองเห็น" พร่ำพรรณนาว่า ตัวเองมีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงราย อย่างนี้ๆ แถมด้วยการยกเอา "วัง" และ "วัด" หรือเบื้องบน มาเป็นแบ๊กให้แก่ตนเอง โอ่ว่า "ทั้งผลงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็ไม่ใช่น้อยๆ : ว่าตามคำของท่าน" แถมในตอนท้าย วอได้ระบายสีว่า

 

"ความจริงที่ได้ไปกราบสมเด็จฯ ก็มีแค่นี้ แต่แล้วคนที่มือดีมากกว่าสมอง ก็เอาไปเขียนในทางลบว่า ผู้เขียนไปพบผู้ใหญ่เพื่อหวังยศศักดิ์อัครฐาน ถ้าหวังจริงอย่างว่า จะอยู่ในพระอารามหลวงมา 26 ปี โดยเป็นพระธรรมดามาจนป่านนี้ได้อย่างไร คุณสมบัติก็ใช่จะไม่ครบ ครบจนล้นเสียด้วยซ้ำ"

"ครบจนล้นเสียด้วยซ้ำ" เป็นคำย้ำคุณสมบัติของตัวเองของวอ นี่ก็ฟังไว้ก่อน

แล้วทีนี้ ผู้เขียนจะทำการ "ขอดเกล็ดวอพ่อปลาไหล" ในเรื่องคุณสมบัติที่อ้างมา ดังนี้

ที่วออ้างว่า อยู่วัดพระสิงห์มานานตั้งแต่เป็นเณรอายุ 16 ปี เป็นเปรียญ 9 รูปแรกของสำนักนี้ เมื่อกลับมาจากวัดเบญจมบพิตร ในปี พ.ศ.2555 ก็ยังมาสังกัดวัดพระสิงห์ พระอารามหลวง เหมือนเดิม

แต่ในการให้สัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐนั้น วอได้กล่าวว่า

 

นั่นคือเหตุผลหนึ่ง ที่เราถอนตัวออกจากความวุ่นวายในกรุงเทพฯ เพราะรู้สึกว่าเราใช้ชีวิตกันอย่างเปลือกผิว แล้วปฏิสัมพันธ์กับทุกสิ่งทุกอย่างอย่างเปลือกผิว ไม่ว่าจะเป็นยศทรัพย์อำนาจก็ดี เงินตราก็ดี ไม่ว่าจะเป็นระบอบการเมืองก็ดี อาตมาคิดว่า คนไทยสัมผัสเรื่องพวกนี้แบบเปลือกผิว เราหาคนที่สนในสิ่งเหลานี้อย่างลุ่มลึกได้ยากมาก

แล้วท่ามกลางการทำอะไรที่เปลือกผิว เราจะเป็นคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตแบบเปลือกผิวแบบเขากระนั้นหรือ จึงถอนตัวแล้วมองกลับเข้าไป เพื่อที่จะแสวงหาอะไรที่มันเป็นแก่นสารของชีวิต แล้วก็คิดว่าการถอนตัวออกมาจากกรุงเทพฯ เป็นการถอนตัวได้ถูกที่ ถูกทาง และถูกจังหวะมากๆ

เรามาอยู่ในจุดที่ไม่ต้องเป็นเจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล จังหวัด ใดๆ ทั้งสิ้น เราพยายามที่จะเข้าไปอยู่ในจุดที่ไม่มียศ ทรัพย์ อำนาจ เพื่อที่จะได้อุทิศวันเวลาทั้งหมดได้ศึกษา ธรรมวินัยได้ถ่องแท้ ทั้งภาคทฤษฎี มาปฏิบัติ เพื่อนำภูมิธรรมศาสนามาช่วยเหลือชาวโลก

 

ถอนตัวออกจากกรุงเทพฯ (วัดเบญจมบพิตร พระอารามหลวง) กลับคืนสู่จังหวัดเชียงราย สังกัดวัดพระสิงห์ พระอารามหลวง

นี่คือการถอนตัวจากความวุ่นวายของมหาวอ ?

ซึ่งตรงนี้ก็ต้อง "ขอบใจ" มหาวอ ที่ช่วยต่อ "จิ๊กชอว์" ในเรื่องของ "สังกัด" ให้สังคมไทยได้รับทราบอย่างชัดเจน เพราะคนเขา "เข้าใจ" ว่า "วอไม่ได้อยู่พระอารามหลวง แต่อยู่ในไร่ ไม่เอากับยศศักดิ์และตำแหน่งแห่งหนแล้ว" ซึ่งผิดทั้งเพ !

 

ความจริงก็คือ อยู่ในอารามหลวง วัดพระสิงห์

 

หมายถึงว่า วอช่วยแก้ผ้าสบงให้ดูต้นขา ว่ามีหนวดกี่เส้น แฟนคลับของวอ เห็นแล้วก็คง..หวอ !

อ้อ..วอหนีความวุ่นวายจากพระอารามหลวงไปสังกัดพระอารามหลวงนี่เอง เป็นสุดยอดกุศโลบายระดับ "หลวงวิจิตรวาทการ" ยังไม่ได้เขียนไว้ให้เรียนกันเลย

 


 

ต่อไปก็เรื่อง "คุณสมบัติ" ที่วออ้างว่า มีคุณสมบัติวิเศษวิโสอย่างโน้นอย่างนี้ และผู้ใหญ่ทั้งในวัดในวังเห็นความสำคัญ ถึงกับออกปากยกย่องว่า "ทั้งผลงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็ไม่ใช่น้อยๆ" จึงโปรดให้ "วอ" ไปเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ พระอารามหลวง

ผู้เขียนลองค้นหา "สถานะ" ระหว่าง วัดเบญจมบพิตร กับ วัดพระสิงห์ ก็พบดังนี้

 

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม

วัดพระสิงห์ เชียงราย

พระอารามหลวง ชั้นเอก ชนิด ราชวรวิหาร พระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิด สามัญ

 

ก็แปลว่า วอลาออกจากพระอารามหลวงชั้นเอก ไปอยู่ชั้นสามัญ เหมือนลดชั้นจาก "ม.ปลาย" ไปอยู่ "ม.ต้น" ซึ่งความจริงแล้ว มันก็มิได้ผิดอันใด หากจะบอกว่าตั้งใจไปช่วยครูบาอาจารย์บ้านเกิด ก็จะได้ความกตัญญูรู้คุณเพิ่มเข้าไปด้วย แต่วอกลับบอกว่า ถอนตัวจากความวุ่นวาย ไม่เอากับเรื่องเปลือกเรื่องผิวในสังคม ซึ่งก็คือ ยศ ทรัพย์ และอำนาจ ที่วัดเบญจมบพิตรเขามีอยู่กันล้นวัดนั่นเอง นี่คือการดูหมิ่น เหยียดหยาม ครูบาอาจารย์ พระสงฆ์องค์เณร วัดเบญจมบพิตร สำนักเดิมของวอเช่นกัน ว่าหมกมุ่นอยู่ใน "ยศ ทรัพย์ อำนาจ"  แบบว่าถีบหัวส่ง แต่ลงท้าย วอก็หนีไปอยู่วัดพระสิงห์ ซึ่งก็เป็น "พระอารามหลวง" มีอะไรไม่ต่างไปจากวัดเบญจฯ แถมยังมีฐานะ "ต่ำกว่า" วัดเบญจฯอีกด้วย เพราะวัดเบญจฯเป็นวัดของอดีตสมเด็จพระสังฆราช มีการศึกษาก้าวหน้ากว่าวัดพระสิงห์ มิเช่นนั้นวอคงไม่ออกจากวัดพระสิงห์แล้วไปเรียนต่อในระดับสูงขึ้นที่วัดเบญจฯ จนจบเปรียญเก้าที่นั่น พฤติกรรมแบบนี้ มีสำนวนภาษาเหนือบ้านวอว่า "คนง่าวขายสะลี (ฟูก) นอนสาด (เสื่อ) คนฉลาดขายสาดนอนสะลี"

ความจริงแล้วควรถือว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมยินดี ถ้าหากวอไปอยู่อย่าง "สันโดษ" ดังที่ลั่นวาจาไว้จริงๆ และย่อมจะมีคนส่งเสริมอนุโมทนา แต่สุดท้ายวอก็พ่นน้ำลายออกมาว่า "กลับมาเชียงรายก็ไม่ได้ไปอยู่ที่ไหน ยังคงสังกัดวัดพระสิงห์พระอารามหลวงมาตั้งแต่ต้น จึงมีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงทุกประการ" และ "อยู่พระอารามหลวงมา 26 ปีแล้ว"

นี่ไง "เกล็ดปลาไหล" ของวอที่หลุดออกมา จะยกผ้าสบงขึ้นปิดหน้าอันอัปลักษณ์ กลับเปิดของลับให้คนเห็น อ้าซ่า !

ที่ว่าเป็นเกล็ดปลาไหลนั้น ก็เพราะว่า วันที่วอให้สัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐนั้น (9 มีนาคม 59) ตอนนั้นวอก็ยังสังกัดวัดพระสิงห์ (ตามที่วออ้างอิงในข้อเขียนล่าสุด) คือรู้อยู่เต็มอกว่าตนเองมิได้เข้าป่า ยังคงอยู่ในวัดหลวง แต่วอกลับตอแหลต่อหนังสือพิมพ์ไทยรัฐว่า "ออกจากวัดเบญจฯมาอยู่ในไร่ ไม่เอากับยศ ทรัพย์ และอำนาจ" ทั้งยังเล่าด้วยว่า "ในปี พ.ศ.2555 หลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ ได้ขอให้วอรับตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ แต่วอประวิงเวลาไว้ ไม่อยากเอา" หลังจากนั้น (ยังอยู่ในช่วงที่ผู้ใหญ่ขอร้องและวอก็ยังคงอยู่กับผู้ใหญ่) วอกลับไปให้สัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ว่า "ชีวิตสงฆ์ ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" ก็แสดงว่า วอข้ามหัวผู้ใหญ่ ไม่ให้ความสำคัญกับความเมตตาของผู้ใหญ่ที่วออ้างว่าเป็น "พ่อ"

วอมีพฤติกรรม "สองหน้า" เจรจาอยู่กับผู้ใหญ่ แต่กลับออกไปพูดกับคนอื่นว่า "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ ไม่ควร" แต่ยังกลับมาอ้าแขนรับ "ยศ (ทรัพย์) และอำนาจ" จากผู้ใหญ่อีก เปรียบเทียบง่ายๆ ว่า วอกินข้าวบ้านนี้ทุกวัน แต่ออกไปโพนทะนานอกบ้านว่า "อาหารบ้านนี้แย่ กินแล้วสุขภาพไม่ดี ผมเลยหนีออกมากินทางนี้" แต่คล้อยหลังก็หวนกลับไปกิน "ของเก่า" ที่วอบอกว่าแย่นั่นแหละ คนแบบนี้เขาเรียกว่าอะไร ใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของมหาวอ ช่วยหาคำจำกัดความพฤติกรรมเช่นนี้ให้ที ถ้าพูดอย่างทำอย่างอย่างนี้ ถือว่าเป็นคนดีศรีแผ่นดินแล้ว ธรรมะว่าด้วยสัจจะวาจา หรือศีลข้อมุสาวาทาก็ต้องยกเลิกให้หมด จะมีไว้ทำไม ในเมื่อ "ตอแหลตัวพ่อ" ได้ดิบได้ดีเป็นศรีแผ่นดินไปแล้ว !

สรุปว่า วอรู้อยู่ตลอดเวลา แต่ยังเจตนาที่จะประกาศออกไปว่า ไม่เอาตำแหน่ง หรือยศถาบรรดาศักดิ์ใดๆ ทั้งๆ ที่ในขณะพูดนั้น วอก็ยังคงมีตำแหน่งอยู่ มิได้ลาออก มิได้หนี ยังมี "ยศ ทรัพย์ อำนาจ" อยู่ครบครัน นั่นหมายถึงว่า สิ่งที่วอประกาศต่อหนังสือพิมพ์ไทยรัฐไปนั้น เป็นการโกหกคำโต หรือลวงโลก !

มีศัพท์ทางธรรมอยู่คำหนึ่งว่า "สัมปชานมุสาวาท" แปลว่า "โกหกทั้งๆ ที่รู้" หรือ รู้แล้วฝืนทำ ซึ่งสามารถนำมานิยามพฤติกรรมของมหาวอตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ว่าเป็นคนมีศีลมีสัตย์ไม่อย่างไร ไม่จำเป็นต้องเชื่อพระมหานรินทร์ แต่ควรนำเอาพระธรรมวินัยของพระบรมศาสดามาเป็นหลัก นั่นจึงจะได้ "ค่า" หรือ "เกณฑ์" ที่แท้จริง

 

 

ยังไม่หมด ทั้งหมดทั้งปวงในเรื่องคุณสมบัติที่วอยกมาอ้างนั้น สุดท้าย ผู้ใหญ่ก็ให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ โดยวิธีการ "ไปต่อคิวรับตราตั้งที่วัดปากน้ำ" อันมีภาพประจักษ์อยู่แล้ว

วอโอ่ว่า "ฟ้าบันดาล" เหมือนสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดญาณเวศกวัน ที่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ "โดยไม่ดิ้นรนไขว่คว้า" อ่านแล้วก็น่าทึ่ง ทั้งๆ ที่วอมีคุณสมบัติสารพัด "จนล้นแก้ว" แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่มี "พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ" ลงมาหาวอเป็นเจ้าคุณโดยตรง เหมือนหลวงพ่อประยุทธ์ แต่กลับให้วอผู้มีคุณสมบัติอันเลอเลิศประเสริฐศรีนั้น "ไปเข้าคิวรับตราตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสตามลำดับอาวุโสเสียก่อน แล้วจึงค่อยทำเรื่องของสมณศักดิ์ในภายหลัง" มายความว่า ให้วอไป "เพิ่มคุณสมบัติ" โดยการเป็น "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง" เสียก่อน จึงจะสามารถขอเจ้าคุณได้

 

อ้าว ! ไหนว่าคุณสมบัติล้นแก้วแล้วไง

ทำไมต้องไปเพิ่มคุณสมบัติอีก

มันไม่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนดอกหรือ ?

 

โอ้หนอ วอประโยค 9 ปริญญาโท ผลงานการเผยแผ่ทั้งในและต่างประเทศ รางวัลคนดีศรีแผ่นดินและอื่นๆ อีกล้นตู้ ผู้ใหญ่เห็นแล้วอดรนทนไม่ไหว ถึงกับรบเร้า "กำชับกำชา" ว่าให้รับๆ ให้รับ "ตำแหน่งผู้ช่วยวัดพระสิงห์" ต่อคิวเป็นเจ้าคุณในปีหน้า ถ้าว่าง

 

นี่ไงที่วอว่า ฟ้าบันดาล !

 

 

ตัวอย่างไม่ไกล ก็ดู "ครูบาอริยชาติ" วัดแสงแก้วโพธิญาณ ซึ่งวอสนิทสนมนั่นไง นั่นล่ะน่าจะเรียกว่า "ฟ้าบันดาล" ของจริง เพราะครูบามีอายุพรรษา "อ่อนกว่าวอ" ถึง 8 ปี ความรู้ก็ไม่มีเปรียญแม้แต่ประโยคเดียว วัดที่สังกัดก็ไม่ใช่พระอารามหลวง แถมอยู่บ้านนอก ผลงานก็ท้องถิ่น เทียบกับวอซึ่งเป็นดาราระดับประเทศแล้ว ห่างกันไกล แต่ทำไม ครูบาอริยชาติไม่ต้องไปผ่านด่านผู้ช่วยพระอารามหลวงเสียก่อน แต่ทว่าได้เป็นเจ้าคุณแซงหน้าวอไปแล้ว

 

ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ของไม่จริง !

 

ยิ่งที่วอขู่ฟ่อว่า "ดีร้าย หากวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ระวังปาก จะกลายเป็นการ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เสียเปล่าๆ" เล่นเอาผู้เขียน (พระมหานรินทร์ นรินฺโท) หนาวๆ ร้อนๆ กลัวจนตัวสั่น

กลัวเหลือเกิน กลัวว่า การบอกแก่สังคมไทยว่า วอมีพฤติกรรมไม่สอดคล้องกัน ปากอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่ง จะเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ !

ถ้าการบอก "ความสับปลับของวอ" ให้สาธารณชนได้รับทราบ แล้วจะต้องโทษในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พระมหานรินทร์ก็ยินดี !

 

เพราะก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า

ระหว่าง

"คนที่โกหกสังคม แถมอ้างสำนักพระราชวัง มาปิดบังความชั่วของตนเอง"

กับ

"คนที่บอกสังคมว่าวอโกหก โดยไม่เคยเอ่ยถึงสำนักพระราชวังเลย"

นั้น

ใครจะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมากกว่ากัน

 

เว้นเสียแต่ว่า วอจะเป็นเชื้อพระวงศ์พระองค์หนึ่งด้วย เท่านั้น !


 

เรื่องคุณสมบัติของวอนั้น พูดคนเดียวเดี๋ยวก็ถูกสวนเอา เพราะวอตอแหลเก่งอยู่แล้ว ดังนั้น จึงขออ้างอิงพยานบ้าง

 

ว.วชิรเมธี วืดสมณศักดิ์อีกปี

 

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า บัดนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสถาปนาเลื่อน และแต่งตั้งสมณศักดิ์ พระเถรานุเถระ ประจำปี 2555 จำนวน 66 รูปแล้ว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2555 แต่ไม่มีรายชื่อของ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือรู้จักกันดีในนามปากกา "ว.วชิรเมธี" ที่มีชื่อเสียงว่า "เป็นพระนักวิชาการ นักคิดนักเขียน และนักบรรยายธรรม"

ทั้งนี้ นายนพรัตน์ ได้ให้เหตุผลว่า แม้ว่า ว.วชิรเมธี จะมีผลงานที่เด่นชัด แต่ไม่เข้าหลักเกณฑ์และระเบียบใดๆ ของมหาเถรสมาคม (มส.) ทั้งสิ้น การพิจารณาสมณศักดิ์ต้องไล่ที่ระดับ ต้องดูโควตา โดยมีเสนอตั้งแต่ระดับเจ้าอาวาส ทั้งนี้ ท่านจะได้ก็ต่อเมื่อ ต้องเสนอแต่งตั้งให้เป็นกรณีพิเศษจริงๆ ไม่มีเกณฑ์ใดที่จะเสนอทั้งสิ้น

ด้าน พระธรรมคุณาภรณ์ หรือเจ้าคุณพิมพ์ รองเจ้าคณะภาค 7 และเจ้าอาวาสวัดปทุมคงคาราชวรวิหาร กทม. พระผู้ซึ่งรวบรวมและคิดค้นโปรแกรมการตั้งราชทินนามพระราชาคณะ บอกว่า เป็นเรื่องยากที่ท่านจะได้สมณศักดิ์ เมื่อท่านออกจากสำนักวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม กทม. ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลใดก็ตาม เป็นเรื่องยากที่จะได้สมณศักดิ์ โดยคุณสมบัติเบื้องต้นของพระที่ได้สมณศักดิ์ คือเป็นเจ้าอาวาสวัดราษฎร์อย่างน้อย 55 ปี ถ้าเป็นผู้ช่วยพระอารามหลวงอย่างน้อย 1 ปี ถึงจะมีคุณสมบัติขอสมณศักดิ์ได้ แต่ ณ วันนี้ ว.วชิรเมธี ไม่มีคุณสมบัติใดๆ ตามเกณฑ์ของมหาเถรสมาคม

ในอดีตการพิจารณาแต่งตั้ง และเลื่อน สมณศักดิ์แก่พระสงฆ์ เป็นพระราชอำนาจและเป็นพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ เมื่อทรงเห็นหรือทรงทราบด้วยพระเนตรพระกรรณว่า พระภิกษุรูปใดมีความรู้ความเชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก มีศีลาจารวัตรน่าเลื่อมใส มีความสามารถในการปกครองหมู่คณะให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งยังเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาของประชาชนแล้ว ก็จะพระราชทานสมณศักดิ์เพื่อเป็นเกียรติและกำลังใจ ในการจะได้ช่วยกันจรรโลงพระพุทธศาสนาสืบไป

ต่อมา ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นช่วงเวลาที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้า สกลมหาสังฆปริณายกอยู่นั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะโปรดพระราชทานสมณศักดิ์แก่พระสงฆ์รูปใด ก็จะทรงปรึกษากับสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ก่อนทุกครั้ง ตรงนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทรงให้พระสงฆ์ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาเสนอความคิดเห็นได้

ปัจจุบัน เป็นหน้าที่คณะสงฆ์จะช่วยกันพิจารณาให้ความเห็นชอบตามลำดับขั้น คือ จากเจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค และเจ้าคณะใหญ่ เมื่อได้รับความเห็นชอบจากเจ้าคณะผู้ปกครองตามลำดับแล้ว สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จึงได้เสนอเรื่องเพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานสมณศักดิ์ ตามระเบียบของทางราชการต่อไป แต่ในการพระราชทานสมณศักดิ์ชั้นสูง เช่น สมเด็จพระสังฆราช หรือสมเด็จพระราชาคณะ คณะสงฆ์ชอบที่จะถวายพระเกียรติแด่องค์พระมหากษัตริย์ ด้วยการเสนอนามพระเถระที่เห็นสมควรขึ้นไปหลายรูป เพื่อให้ทรงพิจารณาตามพระราชอัธยาศัย เป็นธรรมเนียมปฏิบัติเสมอมา เพราะพระราชอำนาจส่วนนี้เป็นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพียงพระองค์เดียว

แหล่งข่าวจาก มส. ให้ข้อมูลกับ "คม ชัด ลึก" ว่าตามหลักการเสนอพระมหาเปรียญธรรม 9 ประโยค ที่จะขึ้นเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ หรือท่านเจ้าคุณ ตามระเบียบต้องเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง หรือเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ขึ้นไป หรือมีตำแหน่งปกครองตั้งแต่เจ้าคณะตำบล อำเภอ จังหวัดขึ้นไป ทั้งนี้ ต้องมาตามลำดับขั้นตอน ส่วนผู้ที่ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ก็จะไม่มีการทำประวัติขอ เพราะทราบด้วยตัวเองอยู่แล้ว่าต้องเป็นไปตามหลักการ แต่มหาเถรสมาคมอาจจะเห็นว่าเป็นพระที่บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมพระพุทธศาสนา ก็จะสามารถขอพระราชทานสมณศักดิ์ให้ได้ แต่ในที่สุดแล้วก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการอยู่ดี

ในกรณีของ ว.วชิรเมธี ถึงแม้ว่าจะเสนอไปตามหลักเกณฑ์ ก็ต้องมาพิจารณาว่าใครมีผลงานมากน้อยกว่ากัน เหมาะสมที่จะให้หรือไม่ ถ้าให้ไปแล้วจะเหมาะในเขตปกครองนั้นๆ หรือไม่ เช่น หากมีพระอยู่ที่อาวุโส และมีตำแหน่งปกครองที่สูงกว่าอยู่ แต่ยังไม่ได้เป็นท่านเจ้าคุณ เจ้าเอาประโยค 9 ขึ้นเป็นเจ้าคุณเลย ภาพที่ออกมาก็จะเป็นการกระโดดข้ามเกินไป เพราะส่วนใหญ่พุทธศาสนิกชนก็จะเคารพพระผู้อาวุโสในเขตปกครองนั้นอยู่

"พระ ป.ธ.9 ส่วนใหญ่ท่านรู้ภาวะของตัวเองว่าจะของสมณศักดิ์ได้หรือไม่ กรณีท่าน ว.วชิรเมธี เข้าใจว่าท่านรู้ตัวว่าไม่อยู่ในเกณฑ์ใดๆ ทั้งสิ้น แม้จะมีผลงาน เว้นแต่กรณีที่ท่านทำงานต่อพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น พรรษามากขึ้น มหาเถรฯ อาจจะพิจารณาให้กรณีเดียวกับพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) โดยไม่มีตำแหน่งปกครอง ซึ่งนับจากนี้ไปน่าจะไม่ต่ำกว่า 10 ปี" แหล่งข่าวจาก มส.ระบุ

 

ที่มา : คมชัดลึก : 21พฤศจิกายน 2555

 

ก็พิจารณากันเอาเองนะฮะ ว่าระหว่าง "ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" กับ "ว.วชิรเมธี" ใครจะมีข้อมูล "แม่นกว่ากัน" เพราะวออ้างว่าตัวเองมีคุณสมบัติ "จนล้น" แต่ ผอ.สำนักพุทธฯ ซึ่งเป็นถึงเลขาธิการมหาเถรสมาคม บัญชีพระราชาคณะและพระครูทุกรูปทุกองค์ในประเทศไทย ต้องผ่านการเซ็นรับรองจาก ผอ.พศ. จึงจะส่งไปถึงสำนักนายกรัฐมนตรี ตำแหน่งนี้จึงรู้เรื่องสมณศักดิ์ "ดีที่สุด" แต่ ผอ.พศ. กลับพูดสวนทางปืนกับมหาวอว่า "ไม่มีคุณสมบัติใดๆ ทั้งสิ้น" เป็นเรื่องแปลกแต่จริง !


 

วิถีแห่งบัณฑิตนั้น ถูก-อ้างผู้ใหญ่ ผิด-อ้างตัวเอง

แต่วิถีแห่งพาล ผิด-อ้างผู้ใหญ่ ถูก-อ้างตัวเอง

 

 

เรื่องการอ้าง

ถ้าท่านผู้อ่าน "อ่าน" คำสัมภาษณ์ของวอทางหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและข้อเขียนล่าสุดแล้ว ก็จะพบว่า

ในการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐนั้น "วอไม่ได้อ้างใครอื่นเลย นอกจากตัวเอง" (ยกเว้นท่านติช นัช ฮันห์) แบบว่า คำก็ "เรา" สองคำก็ "เรา" ไม่มีเขาหรือใครไหนเลยเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะนี่คือการ "อวดภูมิ" โฆษณาหรือยกก้นตนเองของวอ จึงไม่ต้องง้อใครให้มาเป็นตัวช่วย ได้ก็ได้คนเดียวเต็มๆ

แต่ในข้อเขียนครั้งหลังสุดนี้ วออ้างมากมายหลายท่าน นับตั้งแต่ สำนักพระราชวัง ผู้ใหญ่ (เหนือกว่าหลวงพ่อวัดพระสิงห์) หลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ รวมทั้ง สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ปยุตตมหาเถร) วัดญาณเวศกวัน ทุกรูปทุกองค์ที่กล่าวถึงนี้ ถูกวอนำมา "อ้าง" เป็นความชอบธรรมในการรับตำแหน่งของตนเอง ซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดา "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" ซึ่งวอตราหน้าว่า "มิใช่สิ่งที่ดีสำหรับพระสงฆ์" นั่นแหละ ที่สำคัญก็คือ "วอมิได้อ้างตัวเองไว้ในครั้งหลังนี้เลย"

 

1. ตอนที่วอประกาศ "ไม่เอายศ ทรัพย์ และอำนาจ" นั้น วอมิได้อ้างครูบาอาจารย์ ผู้หลักผู้ใหญ่ หรือแม้แต่สำนักพระราชวัง ว่าได้ให้แนวทางแก่วออย่างนี้ๆ วออ้างแต่ "ตัวเอง" เพราะมันเป็นผลบวก ถ้าวอไม่อวดดี บอกแต่เพียงว่า "เรามารักษาสุขภาพร่างกาย และหากมีโอกาสก็จะขอช่วยงานคณะสงฆ์ ส่วนเรื่องตำแหน่งนั้นก็ตามแต่ผู้ใหญ่ท่านจะเห็นสมควร" แบบนี้มันพอรับไหว ถึงวอจะไปรับตำแหน่งแห่งหนใด พระมหานรินทร์ก็คงไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ มาตรว่าไม่ชอบขี้หน้าก็ต้องให้ผ่าน เพราะถือว่าชอบธรรม ก็นับดูสิ ในวันที่วอไปรับตราตั้งนั้น มีพระภิกษุเข้ารับด้วยตั้งหลายรูป ก่อนหน้านั้นก็อีกมากมายหลายร้อยรูป ทำไมพระมหานรินทร์ไม่แตะต้องท่านเหล่านั้นเลย แต่สำหรับวอแล้ว ที่ต้องวิจารณ์ (แถมประณาม) ก็เพราะว่าวอตระบัดสัตย์ไง หรือมันไม่จริง

ข้อนี้ ยังต้องพูดกันต่อไปอีกว่า ในบรรดาข้อเขียนของวอ ที่ตอบโต้พระมหานรินทร์มานั้น อ่านนับสิบเที่ยว นับบรรทัดดูเป็นสิบรอบ น่าทึ่งใจ วอไม่พูดถึงบทสัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเลย แม้แต่คำเดียว !

 

วอเลี่ยงบาลีได้เนียนมาก เป็นปลาไหลใส่สเก็ตเลย !

 

วออ้างคุณสมบัติ สังกัด ผู้หลักมักใหญ่ ไปจนถึง..สำนักพระราชวัง ว่าบังคับบัญชา หว่านล้อม กำชับกำชา ให้วอต้องรับตำแหน่ง ทั้งๆ ที่ใจจริงไม่อยากได้ แต่ไม่ยอมเอ่ยถึง "สัจวาจา" ที่เคยให้ไว้ต่อหน้าสาธารณชน ว่า "ชีวิตสงฆ์ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ และอำนาจ"

 

ซึ่งการประกาศนี้ ถือว่าเป็นสัญญาประชาคม

เพราะประกาศทางหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ คนรู้กันทั้งบ้านทั้งเมือง

มิใช่สัญญาระหว่างวอกับพระมหานรินทร์ !

 

วันที่วอประกาศ ก็ประกาศคนเดียว ไม่ได้เกี่ยวกับผู้ใหญ่ในวัดพระสิงห์ ในวัดปากน้ำ หรือสำนักพระราชวัง แต่ตอนตระบัดสัตย์ วอกลับอ้างเอาทุกอย่างมาสร้างความชอบธรรมให้แก่ตัวเอง ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระกัน

ถ้าอ้างเช่นนั้น ก็เท่ากับว่า วอยอมรับคำขอร้องว่าเหนือกว่าสัจวาจาและพระธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงยอมเสียสัตย์รับตำแหน่ง มิเช่นนั้นวอคงไม่ยกเอาสถาบัน ผู้ใหญ่ หรือใครต่อใครมาเป็นเกราะกำบังให้แก่ตัวเอง ซึ่งความจริง ถ้าทางสำนักพระราชวังก็ดี ผู้หลักผู้ใหญ่ก็ดี (ที่วออ้างถึง) ท่านรู้ว่าวอไปให้สัญญาประชาคมไว้เช่นนี้ ก็คงไม่มีใครกล้าขัดใจวอ เพราะท่านก็ย่อมจะต้องยกย่องพระธรรมวินัยไว้เหนือกว่าคุณสมบัติของวออยู่วันยังค่ำ ต่อให้วอเป็นเทวดาก็เถอะ

และในทางตรงกันข้าม เมื่อเรื่องราวความเสียหายในกรณีเสียสัตย์ของตนเองของวอแพร่หลายไป วอรู้อยู่แก่ใจว่าผู้ใหญ่หรือใครต่อใครมีเมตตายกยอให้ แต่เมื่อมันเกิดปัญหาเพราะวาจาของตนคนเดียว ถ้าวอเป็นคนกตัญญูจริง ไม่เห็นแก่ตัวเกินไป ก็ต้องกีดกันผู้ใหญ่ออกไปเสียจากกรณีนี้ แล้วแอ่นอกยอมรับความผิดความถูกแต่เพียงผู้เดียว แบบนี้จึงจะถือว่ามีภูมิอรรถภูมิธรรม สมกับเป็นคนดีศรีแผ่นดินอย่างแท้จริง แต่วอกลับทำตรงกันข้ามไปหมด แถมยังชี้นิ้วไปโทษคนอื่นว่าพาลหาเรื่องสร้างความเสียหาย นี่อย่านับแต่เป็นครูบาอาจารย์เลย แค่ผู้ชายแมนๆ เขาก็ไม่ให้ใครเดือดร้อนเพราะตนอยู่แล้ว เว้นแต่มิใช่ชาย !

แค่ปัญหาของตัวเอง วอก็แก้ไม่เป็น ต้องเอาคนอื่นมาช่วยแก้ แต่ยังอุตริเดินสายไปพ่นน้ำลายที่โน่นที่นี่ บอกหนทางวิธีแก้ทุกข์ให้แก่คนอื่นอย่างโน้นอย่างนี้ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ขี้เต็มก้น !

วอจึงเป็น "ศรีธนญชัย" บวก "พ่อพันธุ์ปลาไหล" ยุคใหม่ ชาวบ้านร้านตลาด เขาไม่เคยเห็นอัจฉริยภาพในความปลิ้นปล้อนของวอ ก็ย่อมจะหลงใหลได้ปลื้มเป็นธรรมดา

 

 

2. วออ้าง "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ปยุตตมหาเถร" ว่าท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์โดยมิได้ขอ วอก็มิได้ขอ แต่ผู้ใหญ่ให้ ถามว่ามันผิดตรงไหน ?

ข้อนี้ยิ่งน่าฉงนใจว่า "วอกล้าอ้างหลวงพ่อประยุทธ์" พระนักปราชญ์อันดับหนึ่งของประเทศไทย มาเป็นตัวอย่าง ทำนองยกก้นตนเองเทียมเท่าหลวงพ่อประยุทธ์ แถมยังอ้างอีกว่า "ไม่เช่นนั้น พระดีๆ ทั้งหลาย ทั้งพระบ้านพระป่าสายกรรมฐาน สายวิชาการบริสุทธิ์ สายพัฒนาสังคม ที่ "หลวง" ท่านเมตตาถวายสมณศักดิ์เพื่อส่งเสริมการทำงาน ก็จะพานถูกกล่าวหาไปเสียทั้งหมด"

ถามว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ก็ดี พระบ้านพระป่าสายกรรมฐานก็ดี สายวิชาการบริสุทธิ์ก็ดี สายพัฒนาสังคมก็ดี ที่หลวงท่านเมตตาถวายสมณศักดิ์เพื่อส่งเสริมการทำงาน ที่วออ้างมาทุกสายนั้น ท่านเหล่านั้นเคยพูดโกหกเหมือนวอหรือเปล่า คือเคยประกาศว่าจะไม่รับ แล้วไปรับ แบบนี้น่ะ มีไหม รูปไหนที่ทำเหมือนวอ ?

 

วอหัวหมอ  ยกผู้ใหญ่มาอ้าง แต่..อ้างไม่หมด

อ้างเอาที่มันเข้ากับตัวเองได้ แต่ที่ตัวเองเข้ากับเขาไม่ได้ ก็ไม่อ้าง !

 

ทีนี้ เมื่อท่านเหล่านั้นมิได้มีพฤติกรรมเหมือนวอ วอไปยกตนเองเทียมท่าน หรือดึงท่านลงมาเทียมตน คนโบราณก็ว่า "อัปรีย์กินหัวแล้ว" นี่วอหลงตนเองว่าเป็นอริยบุคคลไปแล้วตั้งแต่เมื่อไหร่ วอหลงตนเองจนไม่ลืมหูลืมตา คิดว่าตนเองมีคุณธรรมระดับสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ กระนั้นหรือ ?

 

วอไปสืบค้นดูสิ ว่าพระมหานรินทร์ เคยกล่าววาจา "จาบจ้วง" พระเถรานุเถระ พระสุปฏิปันโน รูปใดในปัถพีนี้บ้าง ที่ท่านมีวัตรปฏิบัติน่าเลื่อมใสศรัทธาอยู่ในศีลในธรรมจริงๆ แม้แต่ "หลวงพ่อวัดพระสิงห์" องค์อุปัชฌาย์ของวอเอง พระมหานรินทร์ก็ไม่เคยเอ่ยถึงในทางเสียหายเลย พบท่านที่วัดไทยดีซีหลายปีก่อน ก็ยังเข้าไปกราบแทบตักท่านด้วยซ้ำ คนอย่างพระมหานรินทร์มีวิจารณญานเพียงพอที่จะแยกออกว่าอะไรเป็นอะไร ใครผิดก็ว่าคนนั้น มิได้มั่วเหมือนวอ มิเช่นนั้นคงไม่สามารถยืนอยู่ในสังคมสงฆ์ไทยมาได้จนป่านนี้หรอก จะบอกให้

ในวันนี้ก็เช่นกัน ที่เขียนถึงวอนั้น ก็มิได้หวั่นเกรงกิตติศัพท์ความดังของวอว่าจะมีสื่อในมือกี่สำนัก หรือมีทุนหนุนหลังซักกี่พันล้าน หรือแม้แต่สิ่งที่วอยกมาขู่ถึงกับ "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" หรอก เพราะถ้าบริสุทธิ์ใจจริงจะกลัวอะไร ใหญ่กว่าวอก็แตะมาแล้ว แต่แตะด้วยความห่วงใยในคณะสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา มิได้ห่วงตัวเองหรอก จะบอกให้ !

 

ดังนั้น สันดานยัดเยียดข้อหาแบบนี้ อย่าเอามาขู่พระมหานรินทร์เสียให้ยากเลย

กูไม่กลัวมึงหรอก !

 

วออ้างว่าเป็นเด็กของผู้ใหญ่ เป็นผู้ที่ "ในรั้วในวัง" ท่านเมตตา ส่งเสริม ให้ทำงาน และสนับสนุนให้มีตำแหน่งแห่งหน ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่หาได้ยากด้วย โอกาสทองแบบนี้หาได้ที่ไหน ใครได้มาก็ถือว่าเป็นเกียรติประวัติ ควรต้องรักษาเกียรติยศอันนั้นเอาไว้ให้สูงสุด เหมือนจามรีรักษาขน คนโบราณท่านสอน แต่วอกลับไม่รักดี ทำตัวเสเพลเป็นพระมะเหลเถไถ ไปพูดใส่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐว่า "ไม่เอา" แล้วตอนหลังก็อ้างว่า "ผู้ใหญ่ให้เอา" เดี๋ยวเอา เดี๋ยวไม่เอา เดี๋ยวไม่เอา เดี๋ยวเอา จะเอาก็อ้างผู้ใหญ่ ไม่เอาก็อ้างตัวเอง เอาทั้งขึ้นทั้งล่อง เป็นพันธุ์ดอกทองในผ้าเหลือง พอพระมหานรินทร์ทักว่า "พูดไม่ตรง" วอก็ขู่ว่า "ระวังหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" อ่านแล้วงงไหม ว่ามันเกี่ยวกันยังไง เขาพูดเรื่อง "ตระบัดสัตย์" แต่วอกลับไพล่ไปเอาใครต่อใครมาอ้างยาวเป็นไมล์ ทำนองไปไหนมาสามวาสองศอก

 

ใครเหลวไหล ใครพูดความจริง !

 

 

ความจริงแล้ว ผู้เขียน (พระมหานรินทร์ นรินฺโท) ก็ต้องกราบขอประทานอภัยต่อพระเดชพระคุณ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ปยุตตมหาเถร) ที่ได้นำเอานามของพระคุณท่านมาอ้างอิงในข้อเขียนวันนี้ รู้ดีว่าไม่เหมาะสม แต่เพราะถูกมหาวอยกมาพูดก่อน ก็จำต้องยกมาย้อนตามไปด้วย ทั้งนี้ เกล้าฯ กระผม มิได้มีความคิดแม้แต่จะเอาพระเดชพระคุณฯ ไปเปรียบเทียบกับใคร ไม่ว่าด้านใดๆ เลย

สำคัญที่สุดก็คือ "สำนักพระราชวัง" อันหมายถึงพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ พระมหานรินทร์ นรินฺโท ก็ต้องขอพระราชทานอภัยโทษ มา ณ ที่แห่งนี้ ที่ได้นำเอาสำนักพระราชวังมาอ้างอิงในบทความบทนี้ ทั้งนี้ โดยสัตย์จริง พระมหานรินทร์ นรินฺโท มีแต่เทิดทูนไว้ในทางดี มิเคยเอ่ยถึงในทางเสียหาย ไม่ว่าด้านใดๆ แต่ที่จำเป็นอ้างถึง เพราะพระมหาวุฒิชัย ได้นำมาอ้างก่อนว่า "ถ้าผู้เขียนวิจารณ์การรับตำแหน่งของพระมหาวุฒิชัย ก็หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ทั้งนี้เพราะพระมหานรินทร์เชื่อโดยสุจริตใจว่า การวิจารณ์นั้น เป็นการเจาะจงไปที่ "พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี" เพียงคนเดียว เพราะเกี่ยวกับพฤติกรรมส่วนตัวของพระมหาวุฒิชัยโดยเฉพาะ มิได้เกี่ยวกับสำนักพระราชวัง หรือผู้หลักผู้ใหญ่อื่นใดเลย


 

เปรียบเทียบคำพูดของมหาวอ

 

ครั้งก่อน

ครั้งหลัง

เราถามใจตัวเองก่อนมาตรงนี้ตลอด เป็นเวลา 5 ปี แล้วเราโชคดีได้ไปเรียนรู้กับ 'หลวงปู่ติช นัท ฮันห์' ที่หมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส 2 อาทิตย์ ยิ่งไปอยู่ใกล้ครูบาร์อาจารย์ ยิ่งสะท้อนให้สิ่งที่เราแสดงมาตลอดว่า ชีวิตพระนั้น ควรเป็นชีวิตทางจิตวิญญาณ ควรเป็นชีวิตที่เป็นชีวิตที่ปราศจากยศ อำนาจ มีความสดชื่น รื่นเย็นในหัวใจ แล้วก็เป็นผู้นำทางจิตและปัญญาอย่างแท้จริง 

ดัชนีชี้วัดของสงฆ์ ไม่ควรเป็นยศ ทรัพย์อำนาจ แต่ควรจะเป็นอิสรภาพ จากความโลภโกรธหลงมากกว่า ซึ่งถ้าเรามีอิสรภาพมากเท่าไหร่ เราจะทำประโยชน์ได้มากเท่านั้น

ตามปกติ ตั้งใจจะไม่เขียนตอบอะไรในประเด็นระดับ "โลกธรรม" เหล่านี้เลย เพราะถือว่าเป็นธรรมดาโลกที่ย่อมมีคนเข้าใจผิดบ้าง เข้าใจถูกบ้าง แต่เรื่องนี้ มีคน "เดือดร้อน" แทนหลายคน แต่ละคนก็ไม่ใช่ตาสีตาสา ทั้งอาจส่งผลกระทบหลายฝ่าย จึงจำใจต้องเขียนออกมา เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง

เมื่อเข้าใจข้อเท็จจริงแล้ว ก็จะได้เพลาๆ การแชร์ การส่งข้อความโกหกทั้งหลายลงบ้าง ไม่เช่นนั้น พระดีๆ ทั้งหลาย ทั้งพระบ้านพระป่าสายกรรมฐาน สายวิชาการบริสุทธิ์ สายพัฒนาสังคม ที่ "หลวง" ท่านเมตตาถวายสมณศักดิ์ เพื่อส่งเสริมการทำงาน ก็จะพานถูกกล่าวหาไปเสียทั้งหมด

 

 

ซึ่งขอเรียนว่า ลำพังท่านผู้อ่าน ก็สามารถจะ "เปรียบเทียบ" คำพูดของมหาวอทั้งสองครั้งได้เอง ว่าโกหกตอแหลอย่างไร ขอเพิ่มเติมแต่เพียงว่า ถ้ามหาวอบอกว่า "การที่พระมหานรินทร์ตำหนิการรับตำแหน่งของมหาวอ เป็นการกล่าวหาพระที่ท่านบริสุทธิ์ ซึ่งได้รับการยกย่องจากทางการด้วยสมณศักดิ์" ความจริงแล้ว ควรจะเปลี่ยนเสียใหม่ว่า

"การที่วอ ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนไปว่า "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ ไม่คู่ควรแก่สมณะ" โดยไม่แยกแยะว่าถวายแก่พระประเภทใด คือตีขลุมหมดว่า "ไม่เหมาะแก่สมณะ" แต่พอตัวเองตระบัดสัตย์ไปรับและถูกด่าเข้าบ้าง ก็อ้างว่า "พระที่ดีๆ ที่บริสุทธิ์ จะเสียหาย" นั่นแหละ คือการกล่าวหาและกล่าวร้ายพระผู้บริสุทธิ์เสียเอง"

มหาวอนั่นแหละ ที่เป็นผู้กล่าวร้ายพระดีๆ ที่ท่านรับสมณศักดิ์ แถมยังดูหมิ่นราชสำนักด้วย ว่าถวายสิ่งที่ไม่เหมาะสมแก่สมณะ ! (แต่ถึงจะไม่เหมาะสมอย่างไร ถ้าให้แก่กู กูก็เอา)


 

เรื่องสมณศักดิ์นี้ เคยมีบทสัมภาษณ์หลวงพ่อพุทธทาส อยู่ในหนังสือ "เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา" ดังนี้

 

 

นี่เป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวพันกับพระนักปราชญ์ระดับประเทศ คือพุทธทาสภิกขุ ระบุว่า ท่านเขียนเป็นบทกลอนส่วนตัวไว้บนภาพรับพัดยศ แต่มีคนไปอ่านพบเข้า กระนั้นก็ตาม หลวงพ่อพุทธทาสก็ยืนยันว่า "เผยแพร่ไม่ได้ ไม่เหมาะสม" และว่า "เป็นการอวดดี กระทบกระเทือน ดูถูกคนให้พัด คนแต่งตั้ง"

นี่ขนาดเขียนเล่นๆ ไว้อ่านเอง ท่านก็ยังบอกว่า "ไม่สมควร" แต่นี่ มหาวอเด็กรุ่นหลาน ทำอวดดี ประกาศทางหนังสือพิมพ์อันเป็นสื่อสาธารณะ และถูกตีพิมพ์ในอินเตอร์เน็ตไปทั่วโลก ดังนั้น ถ้าจะว่าใครดูหมิ่นผู้ใหญ่ที่สนับสนุนให้ตำแหน่งและสมณศักดิ์ ใครหมิ่นราชสำนักที่พระราชทานยศ หากมิใช่ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี !


 

กรณีที่มีรูป "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วรปุญญมหาเถร" วัดปากน้ำ ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ติดมากับมหาวอ นั่นก็เพราะว่า สมเด็จวัดปากน้ำ ท่านเป็นผู้มอบตราตั้งผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงให้แก่มหาวอ เมื่อมหาวอโกหก บอกไม่รับแต่กลับไปรับ ก็ต้องเอารูปมายืนยัน ไม่งั้นก็หาว่านั่งเทียนเขียน ซึ่งก็เลี่ยงไม่ได้ที่มีภาพของหลวงพ่อสมเด็จวัดปากน้ำติดมาด้วย ซึ่งความจริงแล้ว ไม่ว่าวอไปรับและถ่ายรูปกับท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นก็ต้องถูกนำภาพมายืนยันทั้งสิ้น มิได้จำเพาะเจาะจงที่เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เลย

ส่วนภาพอื่นๆ ที่วออ้างถึงนั้น ก็เป็นสังเขปสถานการณ์ซึ่งนำมาลำดับให้เห็นวิวัฒนาการก่อนการรับตำแหน่งของมหาวอ ข้อนี้ถึงจะไม่ตรงกับคำอธิบายใต้ภาพก็ตาม แต่มองตามสังเขปแห่งสถานการณ์แล้วก็ไม่ผิดเลย ถูกเป๋งเลยเชียวล่ะ ยิ่งเรื่องที่ว่า ไปรับมอบรางวัล "วัดที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมดีเด่น" นั่นก็ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ตกลงว่า "ไร่เชิญตะวัน" เป็นวัดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ไหนบอกว่าเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรม และตัววอเธอเองก็บอก "สังกัดวัดพระสิงห์" แต่กลับมีการเอาไร่เชิญตะวันไปสวมรอยเป็นวัด รับรางวัลหน้าตาเฉย ทำหลักฐานเท็จไปหลอกเจ้าหน้าที่รับรางวัลอย่างไม่อายชาวบ้าน นี่ไงที่บอกว่า ยิ่งเปิดก็ยิ่งเสีย เห็นไส้เห็นพุงหมด (วอเขียนเองนะ ว่าไร่เชิญตะวันเป็นวัด รับรางวัลในฐานะวัด ถ้าจะผิดก็คงผิดเพราะอยู่ไกล ไม่ได้อยู่ร่วมพิธีอีกละสิท่า)

อย่างไรก็ตาม เรื่องรูปภาพนี้ หากมองในแง่ดี ก็ย่อมจะเห็นว่า การพิจารณาคัดเลือก พระภิกษุที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญในพระอารามหลวง หรือตำแหน่งทางการปกครองอื่นใด รวมทั้งรับสมณศักดิ์ด้วยนั้น "ทีมพระสงฆ์ผู้สนองงานผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" ควรต้องพิถีพิถันในการตรวจประวัติและคัดคนมากกว่านี้ มิเช่นนั้นก็เท่ากับปล่อยให้ "ใครก็ได้" อาศัยช่องว่างช่องโหว่เข้าไปหาหลวงพ่อสมเด็จฯ พลอยให้ผู้ใหญ่ท่านต้องเสียหายไปด้วยดังที่เห็น แต่จะทำหรือไม่ก็ไม่ใช่หน้าที่ของพระมหานรินทร์

ความจริงเรื่องรูปนี้ ที่เป็นเรื่องกระทบถึงผู้ใหญ่ ก็ต้องชี้ว่า "เป็นเพราะความซ่าของมหาวอ" เพราะพระรูปอื่นๆ ไม่เห็นมีใครเขาถ่ายแล้วเอาไปอวดกันจนเว่อร์เลย มีแต่วอคนเดียวที่ชอบโฆษณาตัวเอง แบบว่าแบกกล้องไปจากวัดด้วยซ้ำ นี่ขนาดไม่อยากนะ ยังเว่อร์ขนาดนี้ ถ้าอยากนิดๆ จะขนาดไหน คงไม่ทำคัตเอาท์ปิดทั่วเมืองเชียงรายหรือ

อย่างกรณี "พระเทพสุธี-สายชล ฐานวุฑฺโฒ ป.ธ.9" เจ้าคณะภาค 1 ซึ่งพระมหานรินทร์วิจารณ์ว่าท่านได้ตำแหน่งมาโดยมิชอบ และพยายามหาภาพไปรับตำแหน่งเจ้าคณะภาคจากผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชในสมัยนั้นมายืนยัน แต่มหาสายชลแกเป็นมวย ไปรับเงียบๆ ได้มาก็ซ่อนไว้ ไม่ยอมให้เห็นมาจนบัดนี้ ก็ต้องยอมรับว่า มหาสายชลแกก็ฝีมือไม่ธรรมดา นี่คือตัวอย่างของคน "เล่นเป็น" แต่กับวอนี่ อวดดีว่าเป็นดารา ได้ภาพมาก็ต้องโชว์ พอโชว์แล้วเกิดปัญหา กลับไปโทษคนอื่นที่เอาจากอัลบั้มของตัวเองไปพูดต่อ มันเสียภูมิหมด แบบว่ากล้าได้ แต่ไม่กล้าเสีย !


 

ประการสุดท้าย โดยที่วออ้างว่า "การ รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง แบบนี้แล้ว ก็นำมาเขียนข่าวนั้นสร้างความเสียหายใหญ่หลวงมาก เพราะข้อเท็จจริงมีอยู่ก็ไม่สนใจ นึกจะเขียนอะไรก็เขียน พลอยทำให้คณะสงฆ์เสียหาย เสียทั้งหลวงพ่อสมเด็จฯ เสียทั้งเบื้องบน เสียทั้งผู้เขียน งานที่ทำกันมาด้วยเจตนาแสนดีถูกมองในทางเสียหายหมด" ซึ่งแปลว่า วอยกความเสียหายประดามีที่เกิดขึ้นแก่คณะสงฆ์ หลวงพ่อสมเด็จ เบื้องบน รวมทั้งตัววอเอง ให้เป็นของพระมหานรินทร์ นรินฺโท เพียงผู้เดียว ถามว่าจริงหรือ ?

ความจริงแล้ว ถ้าศึกษาเรื่องราวตั้งแต่ต้น ก็ย่อมจะทราบดีว่า ที่พระมหานรินทร์เขียนถึงวอ ก็เพราะว่าวอ "พูดอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่ง" ซึ่งถือว่าไม่ซื่อตรง ตรงนี้ ถ้าวอมีสติสัมปชัญญะดีอยู่ ไม่ถูกโลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฐิ ครอบงำ หรือมีสัมมาทิฐิในสันดานอยู่บ้าง ก็ย่อมจะพิจารณาโดยแยบคายและทราบได้ว่า "มันมีต้นเหตุมาจากตัววอเอง มิใช่ใครอื่น" พระมหานรินทร์เป็นแต่เพียง "ผู้ฉายภาพพฤติกรรม" ของวอ ให้สาธารณชนได้รับรู้รับทราบเท่านั้น ในฐานะที่วอเป็นพระสงฆ์ เป็นคนของประชาชน แถมมีชื่อเสียง การกระทำใดๆ ของวอมีผลต่อสาธารณชนในวงกว้าง ถ้าวอทำดีก็ควรแก่การสรรเสริญ กลับกัน ถ้าวอทำเสีย ผลเสียก็ย่อมเกิดแก่สังคมในวงกว้าง ควรต้องว่ากล่าวตักเตือน และถ้าหากว่าร้ายแรง ก็ต้องลงแส้ขับไล่ไสส่งกัน มิให้ใช้ฐานะของพระสงฆ์หากินอีกต่อไป ตามหลักการ "นิคฺคณฺเห นิคฺคหารหํ ปคฺคณฺเห ปคฺคหารหํ" แปลว่า ข่มบุคคลผู้ควรข่ม ยกย่องบุคคลผู้ควรยกย่อง ซึ่งทั้งในด้านพระธรรมวินัย และในนานาอารยประเทศ เขาก็มีระบบการตรวจสอบสาธารณะเช่นนี้ นี่เป็นสากล มิใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น เรื่องเหล่านี้ก็เป็นพื้นฐานทั่วๆ ไป วอไปถึงเมืองนอกเมืองนามา เหตุใดไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจไม่พอ วอยังทำแถไถไปอ้างเอาผู้หลักผู้ใหญ่ ในทำนอง "บังคับ" ให้ตนเองต้องรับตำแหน่ง ไปโน่น ตามมาด้วยโครงการ "ดีๆ" สารพัด ที่วออ้างว่า "กำลังทำ" หรือ "จะทำในอนาคต" นำมากลบเกลื่อนพฤติกรรมอำพรางของตัวเอง นี่มันตรรกะของ "ธัมมชโย" นี่หว่า ต้องหาคดีนี้ แต่อ้างว่าทำคุณงามความดีอย่างนี้อย่างโน้น จึงไม่สมควรต้องโทษ !

โทษเถอะ ! แค่การวิจารณ์จากพฤติกรรม "สาธารณ์" ที่เห็นโต้งๆ วอยังยอมรับไม่ได้ แต่กลับอุตริ "ตั้งสถาบันวิมุตยาลัย" ขึ้นมา เพื่อจะเป็นสถาบันการศึกษา ถามว่า จะติดอาวุธทางปัญญาให้แก่ใคร ในเมื่อตัวเจ้าของสถาบันเองก็หลงตัวลืมตน ทำตัวเป็นคนมืดบอดมาตั้งแต่ต้น !

ดังเช่นวันนี้ น่าที่วอจะนำเอาข้อเขียนของพระมหานรินทร์ นรินฺโท มาเป็นกระจกเงาส่องดูตัวเอง ให้เห็นถึงความผิดพลาดบกพร่องอย่างไร ดังที่วอเคยอวดอ้างว่า "ยินดีเป็นวัตถุดิบให้คนวิพากษ์วิจารณ์" แต่พอพระมหานรินทร์รับคำเชิญทำการวิจารณ์วอๆ ก็ไม่พอใจ แถมยังพูดจาไม่น่าฟังว่า "คนเขลาบางคน" บ้าง "รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" บ้าง "มีมือดีมากว่าสมอง" บ้าง "ปรุงแต่งแบบเด็กๆ" บ้าง บ่งบอกถึงสิ่งที่อยู่ในใจวอว่าเป็นเช่นไร ในประการหลังนั้น ถ้านับอายุพรรษาระหว่างพระมหานรินทร์กับวอแล้ว วอเกิดทีหลังตั้ง 3 ปี ถามว่าใครเป็นเด็กใครเป็นผู้ใหญ่ แต่ไม่เป็นไร พูดได้พูดไป เพราะนั่นมิใช่ข้อจะมาวัดว่าใครเด็กใครเป็นผู้ใหญ่ นักมวยเมื่อขึ้นเวทีแล้ว ถือว่าผ่านการชั่งน้ำหนักทั้งสิ้น อายุพรรษาไม่เกี่ยว จะแก่จะอ่อนก็ต้องชก ดังนั้นก็ยินดียืดอกรับอาวุธทุกอย่าง คนที่จะตัดสินว่า "ใครเด็ก-ใครผู้ใหญ่" นั้น ก็คือคนอ่าน เขาอ่านจากภูมิรู้ภูมิธรรม มิใช่จากอายุอานาม เพียงแต่ตรงนี้ ถ้าวอเรียกพระมหานรินทร์ด้วยวาทะว่า "แบบเด็กๆ" พระมหานรินทร์ก็จะเรียกวอบ้างว่า "เด็กเมื่อวานซืน" !

 

วอกล้าโกหกต่อสาธารณชน

แต่พระมหานรินทร์กล้าด่าวอ เพราะว่าวอโกหก

ถ้าไม่จริงก็เถียงมาซี ว่าวอไม่เคยพูด หรือพูดที่ไหน เมื่อไหร่

เอาหลักฐานมายืนยัน หักล้าง ให้เห็นกันจะจะ ต่อหน้าสาธารณชน

ถ้าพระมหานรินทร์ พูดผิด-เขียนผิด ก็ยินดีขอโทษและแก้ข่าวให้

มิใช่บอกว่า ผู้ใหญ่ให้ผมรับ สับปลับเสียไม่มี !

 

แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับพระมหานรินทร์นั้น ยินดีรับฟังด้วยความสำราญใจว่า ว.วชิรเมธี ได้เขียนตอบโต้มา แสดงว่าสิ่งที่เราเขียนไปนั้นให้ผล สังคมไทยรับทราบพฤติกรรมของวอแล้ว ยิ่งวอออกหน้ามาเต็มๆ เช่นนี้ พระมหานรินทร์ก็ยิ่งดีใจ เพราะได้รู้เห็น "พลังแห่งความคิด" ของ "ว.วชิรเมธี" คนดีศรีแผ่นดิน ว่าละเอียดหรือหยาบเช่นไร ?

ในคราวก่อน ผู้เขียนตั้งสมญาให้มหาวอว่า "ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย" วันนี้ขอเพิ่มเติมจากพฤติกรรมล่าสุดของวอว่า "วอ-พ่อปลาไหล" ได้มาจากความเป็นพระมะเหลเถไถ ดังนำเสนอมาฉะนี้

 

ขอดเกล็ดวอพ่อปลาไหล ก็ขอยุติไว้เพียงแค่นี้ก่อน

จะรีบไปฉันผัดเผ็ดปลาไหล เห็นใครว่า อร่อยจนลืมกลับวัด !

 

พระมหานรินทร์ นรินฺโท
15 ธันวาคม 2559

 

 

 

E-Mail To BK.

peesang2555@hotmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264