84 ปี

"ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ"

กับเวลาที่เหลืออยู่

 

 

"ผมอายุมากแล้ว ปลดระวางแล้ว เวลาที่เหลืออยู่ก็อยากจะดูลูกศิษย์ลูกหา ว่าเขาก้าวหน้าหรือล้าหลังไปทางไหนกันบ้าง"

 

ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

 

เวลาบ่ายสามโมงโดยประมาณ ของวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2555 วัดไทย ลาสเวกัส ได้มีโอกาสต้อนรับ ท่านศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ป.ธ.9 ราชบัณฑิต ในโอกาสที่ท่านเดินทางมาเยี่ยมลูกศิษย์ในสหรัฐอเมริกา

แรกนั้น เวลาบ่าย 3 โมง 43 นาที ของวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2555 เสียงโทรศัพท์จากวัดไทยแอลเอ ได้ต่อสายมายังวัดไทยลาสเวกัส บอกว่ามีบุคคลสำคัญอยากจะพูดคุยกับพระมหานรินทร์ พอรับสายก็ทราบว่าเป็น "ท่านศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ" ท่านโทรมาเยี่ยมเยือนพระสงฆ์วัดไทยลาสเวกัส ทั้งนี้ท่านบอกว่ามีเวลาอยู่ในสหรัฐอเมริกาเพียง 14-15 วัน และลูกศิษย์จะพาขึ้นเหนือไปทางออเรกอนถึงซีแอ๊ตเติ้ลโน้น ผู้เขียนจึงคะยั้นคะยอขอให้อาจารย์สุบิน แสวงชัย ศิษย์ มจร. ระดับอาวุโส ซึ่งเคยเป็นสารถีพาท่านอาจารย์จำนงค์มาเยี่ยมวัดไทยลาสเวกัสเมื่อสองปีก่อน ว่าขอให้พาท่านอาจารย์จำนงค์มาเยี่ยมลูกศิษย์ในลาสเวกัสอีกซักครั้ง ซึ่งอาจารย์สุบินก็แบ่งรับแบ่งสู้ แรกนั้นบอกว่า "ถ้าหากกลับจากซีแอ๊ตเติ้ลแล้วมีเวลาเหลือ ก็จะพาท่านอาจารย์ไปลาสเวกัส" ซึ่งผู้เขียนก็รู้สึกค่อนข้างหมดหวังทันที เพราะการเดินทางไกลไปถึงเหนือสุดยอดในสหรัฐอเมริกาที่เมืองซีแอ๊ตเติ้ลมลรัฐวอชิงตันนั้น ต้องใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์นานหลายวัน อย่างไวที่สุดก็ขาละ 3 วัน ทั้งไปทั้งกลับก็ 6 วัน หรือตีไว้ซะอาทิตย์หนึ่ง ถ้ารวมทั้งการแวะดูโน่นดูนี่ไปตามรายทาง รวมทั้งพบปะผู้คนตามที่ได้นัดหมายไว้ และไหนจะต้องเผื่อเวลาเตรียมตัวขึ้นเครื่องกลับเมืองไทยในวันที่ 20 ตุลาคม อีก อย่างน้อยวันที่ 18 หรือ 19 ท่านอาจารย์จำนงค์ก็ต้องลงมาอยู่ที่แอลเอแล้ว ไม่งั้นตกเครื่อง เวลาที่เหลือจากการนั่งรถไป-กลับ แอลเอ-ซีแอ๊ตเติ้ลนั้น ก็เหลืออยู่จริงๆ ไม่ถึง 6 วัน นั่นคือเวลาที่จะต้องบริหารให้ลงตัว และถ้าจะให้เดินทางมาลาสเวกัสอีก 1-2 วัน มันก็ต้องเบียดบังเวลาเดินทางของท่านอาจารย์ไปอย่างมากมาย เพราะอย่าลืมว่า ถ้าหากตัดเวลาออกไป 2 วัน คนขับรถก็ต้องเร่งความเร็วเพื่อพาท่านอาจารย์จำนงค์ไปให้ถึงจุดหมายปลายทางตามกำหนดการ ซึ่งผู้เขียนก็ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น อยากจะให้ท่านอาจารย์จำนงค์เดินทางแบบสบายๆ สมกับการเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจในวัยหลังเกษียน

เมืองซีแอ๊ตเติ้ลนั้นผู้เขียนเคยไปมาแล้ว ทั้งสูงทั้งหนาวและยาวไกล ขนาดผู้เขียนอายุอ่อนกว่าท่านศาสตราจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ ตั้งครึ่งหนึ่ง ก็ยังรู้สึกเหนื่อยเมื่อยล้าในการเดินทางไกล แล้วนี่ท่านอาจารย์อายุวัฒนะขึ้นไปถึง 84 ปี แล้วจะเดินทางอ้อมอเมริกามาจากซีแอ๊ตเติ้ลยังไงไหว นั่นไงที่เป็นผลว่า เหตุใดผู้เขียนจึงรู้สึกหมดหวัง ก็เลยได้แต่เพียงกล่าวกับอาจารย์สุบินว่า ขอความกรุณาล่ะ เพราะอยากจะพบกับท่านอาจารย์จำนงค์จริงๆ แต่ใจหนึ่งก็ยังนึกอยู่ว่า "ทางอื่นเขาก็อยากจะให้ท่านศาสตราจารย์จำนงค์เดินทางไปเยี่ยม วัดไทยลาสเวกัสท่านก็เคยมาแล้ว หากจะเข็นให้มาแบบว่าไม่เกรงสังขารของท่านจะเหนื่อยล้า ก็แสดงว่าพระวัดไทยลาสเวกัสเห็นแก่ตัวอย่างแรง" ดังนั้น การจะมาหรือไม่มาลาสเวกัสของท่านศาสตราจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ ในครั้งนี้จึงไม่มีอะไรคาดหมายได้ นอกจากโชคและดวงเท่านั้น

นั่นคือความในใจตอนที่วางสายจากอาจารย์สุบินไป

และแล้วในวันที่ 8 ตุลาคม ตอนหัวค่ำ โทรศัพท์วัดไทยลาสเวกัสก็ดังกริ๊ง เป็นเสียงของอาจารย์สุบิน โทรมาบอกว่า "ได้ตัดสินใจพาท่านอาจารย์จำนงค์ไปลาสเวกัสในวันพรุ่งนี้ แต่มีเวลาอยู่เพียง 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น"

ได้ทราบดังนั้นผู้เขียนก็ดีใจหายแล้ว เพราะผู้เขียนเป็นคนชายขอบนอกมหาวิทยาลัย ไม่เคยเข้าไปนั่งเรียนในสถาบัน ยกเว้นศาลาวัด ซึ่งก็เรียนตั้งแต่วัดเสาหิน อำเภอฝาง เชียงใหม่ ไล่มาจนถึงศาลาอบรมสงฆ์วัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร สมัยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร ป.ธ.9) ยังมีชีวิตอยู่ เป็นศาลาเปิดโล่งกินลมชมแดดได้ 24 ชั่วโมง หนาวร้อนขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ แต่เดี๋ยวนี้เห็นว่าเป็นศาลาอินเตอร์ติดแอร์เย็นฉ่ำไปแล้ว

สอบตกบาลี ป.ธ.9 ชวดเป็นเณรนาคหลวงไป จะว่าไม่ผิดหวังคนก็คงจะว่าโกหก เพราะในโลกนี้คงไม่มีใครอยากสอบตก แม้แต่ผู้เขียนเองก็เถอะ ยอมรับว่าซื่อเกินไป แต่พอผ่านเหตุการณ์ตรงนั้นมา ทุกวันนี้ยังนึกดีใจว่า "ถือว่าเป็นโชคดีที่สอบตกก่อน เพราะถ้าเราสอบผ่านแต่อายุยังน้อย ก็จะพลอยเหลิงระเริงตัว คิดว่ากูเก่ง กูแน่ และอาจจะหยุดการศึกษาแต่เพียงแค่นั้น" ชีวิตของผู้เขียนก็ทำนองกระท้อน ที่ต้องโดนทุบโดนถองก่อนจะเปลี่ยนรสจากฝาดมาเป็นหวาน

เคยสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ ถึงสองครั้งด้วยกัน ครั้งแรกเมื่อสอบได้ ป.ธ.5 ในปี พ.ศ.2532 ย้ายจากฝางไปสังกัดวัดบุพพารามบนถนนท่าแพของ "หลวงพ่อพระเทพวิสุทธิคุณ" อดีตเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ หมายใจจะเข้าเรียน มจร. ที่วัดสวนดอก พอเขารับสมัครนิสิตใหม่ก็ไปสมัครสอบและสอบเข้าได้แล้ว ได้อันดับท็อปทรีด้วย แต่มีเหตุผกผันให้ไม่ได้เข้าเรียน ก็เลยกลับมาท่องบาลี ป.ธ.6 เหมือนเดิม

ตกอีก 2 ปีถัดมา สอบได้ ป.ธ.7 แล้ว ตอนนั้นมหามกุฏราชวิทยาลัยกำลังเปิดสอนที่วัดเจดีย์หลวง เพื่อนสนิทชื่อว่า พระมหาสนิท ยืนศักดิ์ ยื่นใบสมัครเข้าเรียนเป็นรุ่นแรก ก็รุ่นเดียวกับ ท่านเจ้าคุณพระราชสิงหวรมุนี เจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ รูปปัจจุบันนี้แหละ ผู้เขียนก็แวะเวียนไปทั้งสองมหาวิทยาลัย ที่ มมร. นั้น ท่านศาสตราจารย์แสง จันทร์งาม เจ้าของนามปากกา "ธรรมโฆษ" อันเอกอุ ขีดเขียนนวนิยายอิงพุทธประวัติเรื่อง "ลีลาวดี" จนลือลั่นสนั่นเมือง เขียนหนังสือขายได้เงินมากกว่าเงินเดือนสอนหนังสือเสียอีก ท่านได้ออกปากกับ ท่านอาจารย์อุทัย บุญเย็น เจ้าของนามปากกา "สร้อยรวงข้าว" แห่งหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ว่าให้รับผู้เขียนเข้าเรียนได้ ผู้เขียนก็ดีใจและเตรียมใจว่าต้องได้ร่วมห้องเรียนกับเพื่อนใน มมร. วัดเจดีย์หลวงแล้ว แต่พอกลับมาถึงวัดเจดีย์งามเมืองฝาง โทรเรียนสายกับ ท่านศาสตราจารย์มณี พยอมยงค์ ซึ่งผู้เขียนเคารพเรียกว่า "พ่ออาจารย์" ท่านศาสตราจารย์มณีก็มีเมตตา "ถ้าอยากจะเรียนมหาวิทยาลัยก็ให้มาเรียนที่ มจร. วัดสวนดอกได้ จะช่วยดูแลให้" ใจก็แบ่งครึ่งไปเรียน มจร. ที่วัดสวนดอก ครั้นไปกราบเรียน ท่านอาจารย์เจ้าคุณพระราชกิตติสุนทร (บุญเลิศ ธมฺมกาโม ป.ธ.7) เจ้าอาวาสวัดเจดีย์งาม ท่านก็บอกไปอีกทางว่า "เราก็เรียนมาจนถึงประโยคเจ็ดแล้ว อายุก็ยังน้อย น่าจะเรียนบาลีให้ถึงที่สุด เดี๋ยวอาจารย์จะพาไปฝากเรียนที่กรุงเทพฯ" ก็เลยตกลงปลงใจเก็บผ้าไตรใส่กระเป๋าลงมาพำนักอยู่ที่วัดบางขุนเทียนกลางก่อนเข้าพรรษา พ.ศ.2534 ก่อนจะสอบได้ ป.ธ.8 ในปีถัดมา (เรียนปี 34 ประกาศผลสอบในปี 35 แต่เรียกเป็นปีการศึกษา 2535 โดยยึดเอาวันเข้ารับพระราชทานตั้งเปรียญเป็นเกณฑ์)

เห็นไหมว่าผู้เขียนพลาดโอกาสในการเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง ทั้งๆ ที่ตอนอยู่เชียงใหม่ก็ดี ลงมาอยู่กรุงเทพฯก็ดี ก็เคยเลียบๆ เคียงๆ เข้าไปดูห้องเรียนมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ แต่ก็ไม่เคยได้เข้านั่งเรียน ไปเที่ยวหาเพื่อนบ้าง อย่างมากที่สุดก็เข้าไปนั่งดื่มเป๊ปซี่ที่โรงน้ำปานะ มจร. จากนั้นก็เถลไถลไปถึงท่าพระจันทร์ เอาพระเครื่องมาส่อง ส่องไปส่องมาปรากฏว่า "สอบตกประโยคเก้า" ชวดเป็นเณรนาคหลวงไปในปี พ.ศ.2536

"สอบได้เป็นเรื่องตลก สอบตกเป็นของธรรมดา" ใครก็ไม่รู้พูดปลอบใจคนสอบตก โดยเฉพาะนักเรียนบาลีสมัยที่ยังไม่มีสอบซ่อม ต้องลุ้นผลสอบกันแทบว่าขาดใจ เพราะถ้าพลาดไปแล้ว อะไรๆ ในชีวิตก็พลาดไปหมด เดิมพันชีวิตจึงอยู่ที่เวลา 2-3 วันในห้องสอบปลายปี กับกระดาษคำถามแบบ สุ่มถาม เพียงแผ่นเดียว ได้-เสีย เขาก็คิดกันตรงที่ ผิด 3 ประโยค ปรับตก หรือผิดเกิน 18 คำ รวมเป็น 3 ประโยค ก็ตกเช่นกัน ได้แค่ 1 ให้ไม่ให้ผ่าน ต้องได้ 2 ให้ขึ้นไปในทุกวิชาจึงจะถือว่าสอบได้ ไอ้คำว่า "ให้" น่ะ ท่านผู้อ่านที่ไม่เคยเรียนบาลีก็คงไม่รู้จัก แต่ก็ไม่ขออธิบายแล้วล่ะ ประเดี๋ยวจะเป็นบทความภาษาบาลีไป

ตอนสอบได้ประโยค 5 นั้น ผู้เขียนก็คำนวนเวลาดูแล้วเชียวว่า ถ้าไปต่อมหาวิทยาลัยอีก 4 ปี ก็จบปริญญาตรี ตอนนั้นก็อายุ 22 จบแน่ๆ อยู่แล้ว นอกจากจะไม่ยอมเรียน แต่ถ้าเรียนบาลีนั้นไม่มีอะไรแน่นอน ทุกอย่างอยู่ในกฎอนิจจังทั้งหมด แต่การได้อะไรมาแบบชัวร์ๆ นั้นมันไม่มีลุ้น ผู้เขียนซึ่งชอบทำอะไรแบบที่ว่า "ท้าทาย" ก็จึงอยากจะท้าทายโชคชะตาว่า "ถ้าจะเอาประโยคเก้าล่ะจะได้หรือไม่" นั่นคือความคิดคำนึงในวันที่ตัดสินใจ "ลงไปกรุงเทพฯ" เพื่อเรียนบาลีต่อ โดยทิ้งห้องเรียนมหาวิทยาลัยไว้เบื้องหลัง และผลก็คือ "ทั้งผิดหวังทั้งสมหวัง" เพราะผู้เขียนสอบตก 1 ปี ตกปี พ.ศ.2537 จึงมีชื่อติดทำเนียบพระเปรียญเก้าในกรุงรัตนโกสินทร์กับเขารูปหนึ่ง

ตอนเรียนบาลี ป.ธ.9 อยู่ที่วัดบางนาในกรุงเทพฯนั้น ต้องรับภาระเป็นครูใหญ่ ช่วยหลวงพ่อเจ้าอาวาสพระราชปริยัตยาลงกรณ์ สมัยยังเป็นพระครูวินัยธรช้วน ชวนปญฺโญ ดูแลสำนักเรียน ซึ่งต้องเรียนหนักและสอนหนัก เพราะวัดบางนาในสมัยนั้นแทบไม่มีนักเรียนสอบบาลีได้เลย หลวงพ่อก็มุ่งหวังอย่างสูงสุดว่า สำนักเรียนวัดบางนาในจะต้องมีพระเณรเปรียญประดับวัดทุกประโยค ผู้เขียนจึงต้องนั่งคุยกับหลวงพ่อเจ้าอาวาสจนดึกดื่นถึงตีหนึ่งตีสองอยู่เป็นประจำ

พอสอบได้เปรียญเก้าแล้ว เห็นเพื่อนๆ เขาไปเรียนต่อปริญญาโททั้งในและต่างประเทศ ส่วนตัวเองก็ง่วนอยู่กับการบริหารสำนักเรียน เดินวนเวียนอยู่รอบโรงเรียนกับศาลาสวดศพ บ่อยครั้งที่นึกรำพึงถึงอนาคตของตัวเองว่าจะจอดอยู่แค่แถวๆ นี้นะหรือ ดังนั้น ในปี พ.ศ.2539 จึงตัดสินใจ "ลาออกจากทุกตำแหน่งในวัดบางนาใน" วัตถุประสงค์ "เพื่อหาทางไปศึกษาต่อ"

เคยมีความคิดจะไปเรียนที่อินเดีย ก็เตรียมเงินเตรียมทองไว้บ้างแล้ว กะจะเอาด๊อกเตอร์ต่อท้ายชื่อ พระมหานรินทร์ ให้เท่ห์ระเบิดระดับพระพยอมตอนเดินสายเทศน์ทั่วไทยไปโน่นเลย แต่ตอนนั้นพระไทยกำลังตื่นมาอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระมหาไชยา สมบูรณ์ แห่งวัดสร้อยทอง เพื่อนซี้ชาวเชียงใหม่นั้นเดินทางข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกล่วงหน้าไปแล้ว 2 ปี เหมือนไปนั่งรอผู้เขียนอยู่ฝั่งโน้น แต่เพื่อนที่เรียนอินเดียสมัยนั้นยังไม่มี และนี่คือเหตุผลที่ดลใจผู้เขียนให้เดินทางมาสหรัฐอเมริกา ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2540 แต่กระนั้นก็ยังไม่ละทิ้งความคิดเดิม คือเรื่องตำแหน่งไม่ยุ่ง มุ่งแต่เรียน

สังกัดวัดธรรมคุณาราม รัฐยูท่าห์ ปลายปี 2541 สอบผ่าน GED เทียบ ม.6 จากนั้นเดินเข้ารั้วมหาวิทยาลัยวีเบอร์ (Weber State University) ที่เมืองอ๊อกเด้นท์ เรียนได้ไม่กี่เดือน ก่อนเข้าพรรษาปีนั้นก็ต้องย้ายวัดลงมาอยู่ที่เมืองโมรีโน่ แวลเล่ย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย

ก็ยังไม่ละทิ้งความคิดเดิม คือขอเรียนหนังสือ

ญาติโยมวัดพุทธธัมโมก็สงสาร ส่งเสียให้ผู้เขียนเข้าเรียนที่วิทยาลัยชุมชนเมืองริเวอร์ไซด์ (Riverside Community Collage) แต่เรียนได้เทอมสองเทอมก็หมดเงิน ประจวบกับช่วงนั้น อาจารย์เสถียรพงษ์ วงศ์ท้าว ซึ่งเคยอยู่ด้วยกันที่ยูท่าห์ ลาสิกขาแล้วย้ายมาประกอบสัมมาอาชีพอยู่ที่เมืองลาสเวกัส ผู้เขียนจึงมาเยี่ยม จากเยี่ยมเยือนกันธรรมดาก็พูดคุยกันเรื่องวัดเรื่องวา จนกระทั่งเกิดไอเดียขึ้นว่า น่าจะสร้างวัดขึ้นมาอีกซักวัด ในแนวทางที่พวกเราเห็นสมควร ซึ่งอาจารย์เสถียรพงษ์ก็สนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่อยู่ดูวัดไทยลาสเวกัสได้เพียงหนึ่งปี อาจารย์เสถียรก็เสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจ ทิ้งวัดไทยลาสเวกัสให้ผู้เขียนดูแลต่อไป ไม่รู้ว่าบุญหรือกรรมที่ต้องมาสร้างวัดไทยในเมืองนอก เพราะบอกตามตรงว่า ไม่ถูกจริตนิสัยของผู้เขียนเอาเสียเลยกับตำแหน่งเจ้าอาวาสนี่

พอเริ่มสร้างวัด ก็เริ่มห่างห้องเรียน เคยไปลงทะเบียนวิชาภาษาอังกฤษ ESL-Program ที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐเนวาด้าเมืองลาสเวกัส (UNLV) ไว้ตัวสองตัว แต่เรียนได้ไม่กี่วัน กิจนิมนต์เอย งานคณะสงฆ์เอย ก็เข้ามาแทรก พอขาดเรียนได้อาทิตย์สองอาทิตย์ก็ไม่ปะติดปะต่อ ครูเมืองนี้ไม่มีใครเขารอนักเรียน ค่าเทอมที่จ่ายก็ต้องเสียไปฟรีๆ เพราะไปเรียนกับเขาไม่ทันแล้ว

เห็นไหมว่าผู้เขียนนั้นเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติด ไม่ว่าที่เมืองไทยหรือในอเมริกา จะเป็นเพราะอิทธิพลของดาวพฤหัสตกวินาศดังโหราจารย์ท่านว่าไว้ก็ไม่รู้ ท่านบอกว่า ดวงแบบนี้เอาดีในระบบยาก

จะอยู่ฆ่าเวลา หรือว่าให้เวลาฆ่า ผู้เขียนนอนเอามือก่ายหน้าผากในกุฏิวัดพุทธธัมโมช่วงที่หมดเงินเรียนหนังสือ ไม่รู้ว่าจะไปเรียนที่ไหนได้อีก อาทิตย์ต่อมาเดินทางไปลงอุโบสถฟังพระปาติโมกข์ที่วัดไทยแอลเอ เห็นพระไตรปิฎกเต็มตู้ดูเหมือนไม่มีใครอ่าน จึงถามขอยืมกับท่านพระอาจารย์บุญเริ่ม ท่านก็เมตตาให้เอามาอ่านได้ ผู้เขียนก็ถอยหลังรถเก๋งคันงอมเข้าหาประตูกุฏิหนึ่ง ขนเอาพระไตรปิฎกมานอนอ่านที่วัดพุทธธัมโมอยู่เกือบปี

อ่านกลับไปกลับมา พลิกไปพลิกมา เอาหนังสือพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ของหลวงพ่อพุทธทาสมาอ่านเทียบเคียงบ้าง อ่านพุทธธรรมของหลวงพ่อพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) บ้าง ก็เลยเกิดความคิด อยากจะเขียน หนังสือพุทธประวัติกับเขาบ้าง จึงเริ่มร่างโครงสร้างหนังสือพุทธประวัติ และเขียน เขียน เขียน ใช้เวลานานถึง 4 ปีกว่า จึงเสร็จสมบูรณ์ เขียนตั้งแต่อยู่ที่เมืองโมรีโน่ แวลเลย์ แคลิฟอร์เนีย จนย้ายมาอยู่เมืองลาสเวกัส รัฐเนวาด้า ได้หนังสือหนากว่า 1200 หน้า คิดว่าคงไม่มีใครบ้าอ่าน แถมต้นทุนพิมพ์ก็แพง หนังสือเล่มนั้นก็ยังคงเป็นหมัน ไม่มีโอกาสออกสู่สายตาประชาชนจนบัดนี้

หรือนี่จะเป็นอิทธิพลของ ดาวพฤหัสตกวินาศ ดังโหราจารย์ท่านว่าไว้

ก็บอกแล้วไงว่า ผู้เขียนไม่ยอมให้เวลาฆ่าตัวเอง เมื่อหมดเงินเรียนในห้องเรียนแล้วเราจะหยุดเรียนหรือ ไม่มีทาง หนังสือหรือช่องทางเรียนใช่มีแต่ในห้องเรียนของมหาวิทยาลัยเท่านั้น ซึ่งเคยได้ฟังผู้รู้ท่านพูดผ่านๆ ว่า ถ้าคิดจะเป็นนักการศึกษาที่ดี ก็ต้องมีนิสัยรักการอ่าน แหมผู้เขียนน่ะไม่ค่อยถูกโฉลกกับการอ่านเอาค่อนข้างมาก แต่เพราะอยากจะเป็นผู้รู้กับเขา จึงกัดฟันซื้อหาหนังสือมาอ่านบ้าง แรกๆ ก็เสียดายตังค์ แต่นานไปก็เริ่มเห็นคุณค่า เพราะรู้สึกว่าการอ่านหนังสือทำให้ตัวเราหายโง่ขึ้นมาก ดังนั้นจึงเริ่มซื้อและสะสมหนังสือ เพราะคิดว่าถ้ามีหนังสืออ่านมากๆ ก็คงจะช่วยให้หายโง่มากขึ้นเท่านั้น ถึงทุกวันนี้ผู้เขียนก็ไม่เคยเกี่ยงเรื่องราคาหนังสือ บางทียังยอมซื้อหนังสือทั้งเล่มในราคาแพงเป็นพัน เพียงเพื่อจะเอาข้อมูลสำคัญในหนังสือนั้นเพียง บรรทัดเดียว

ห้องสมุดวัดเจดีย์งาม อำเภอฝาง (สมัยเรียนบาลีไวยากรณ์จนจบ ป.ธ.3 พ.ศ.2528-2530) ห้องสมุดวัดพระธาตุหริภุญชัย ลำพูน (สมัยเรียนบาลี ป.ธ.4 ที่หอปริยัติ พ.ศ.2531) ห้องสมุดวัดแม่ริม เชียงใหม่ (สมัยเรียนบาลี ป.ธ.6 อยู่กับหลวงพ่อพระครูอมรธรรมประยุต พ.ศ.2532) ห้องสมุดวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพฯ สมัยไปเที่ยวหาเพื่อนที่ มจร. แล้วขอเข้าไปดูหนังสือ ห้องสมุดวัดไทย แอลเอ และห้องสมุดท่านอาจารย์พระมหาบุญเริ่ม กิตฺติญาโณ วัดไทย แอลเอ รัฐแคลิฟอร์เนีย (สมัยอยู่แคลิฟอร์เนีย พ.ศ.2541) ห้องสมุดวัดธัมมาราม เมืองชิคาโก้ รัฐอิลลินอยส์ ห้องสมุดวัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี ห้องสมุดวัดวชิรธรรมปทีป นิวยอร์ค ห้องสมุดวัดพุทธวราราม เดนเวอร์ รัฐโคโลราโด้ และห้องสมุดวัดมงคลรัตนาราม เมืองเบิร์กเลย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปพักพาอาศัย ก็ไม่เคยลืมที่จะขอเข้าไปสำรวจ ดู และ อ่าน หนังสือในห้องสมุดที่กล่าวถึงมานี้

ที่สำคัญก็คือ หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นศูนย์รวมภูมิปัญญาของชาวไทยมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ แทบทุกครั้งที่กลับเมืองไทย ผู้เขียนเป็นต้องแวะเวียนไปหาหนังสือติดไม้ติดมือกลับมาอเมริกา ปรากฏว่าหนังสือที่ใส่กล่องขึ้นเครื่องมาแต่ละครั้งนั้นน้ำหนักเกิน ต้องแบ่งไว้ที่เมืองไทยบ้าง บ่อยครั้งที่อยากได้หนังสือที่หาซื้อไม่ได้ ก็ต้องไหว้วานท่านพระครูศรีวิสุทธานุวัตร (สมนึก ถิรวํโส ป.ธ.6) ซึ่งเคารพนับถือกันตั้งแต่สมัยอยู่เชียงใหม่ ให้ช่วยไปค้นหาและถ่ายสำเนามาจากหอสมุดแห่งชาติ โดยที่ค่าแท็กซี่เอย ค่าถ่ายเอกสารเอย รวมทั้งค่าส่งหนังสือมาอเมริกา ท่านพระครูจะเป็นผู้ออกให้หมด โดยที่ไม่เคยทวงผู้เขียนแม้แต่คำเดียว

เดี๋ยวนี้ไปเที่ยวที่ไหน ถ้าได้เข้าชมโบราณสถาน พิพิธภัณฑ์หรือห้องสมุด ผู้เขียนจะรู้สึกมีความสุขและอยู่ได้นานกว่าไปดูอย่างอื่น

นั่นคือชีวิตของผู้เขียนว่าด้วยเรื่องการร่ำการเรียน ที่หักเหออกจากแวดวงนักการศึกษาในมหาวิทยาลัย แต่ไพล่ไปอยู่เมืองนอก ซึ่งน่าจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยให้จบอะไรมาซักชิ้นซักอันเหมือนนักเรียนนอกทั่วไป แต่ผู้เขียนกลับตาลปัตร เอาหนังสือไทยมานั่งอ่านนอนอ่านจนจะเต็มห้องนอนอยู่แล้วในวันนี้ วันที่ปรมาจารย์ทางด้านการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย ท่านศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ มีเมตตาเดินทางมาเยี่ยมเยือนวัดเล็กๆ ชื่อว่า วัดไทยลาสเวกัส

จะเอาหนังสือที่มีอยู่เท่าหนวดกุ้งไปอวดท่านก็อาย เพราะท่านบอกว่า ผมมีหนังสือนับหมื่นเล่ม แหมของผู้เขียนแค่หลักร้อย แถมยังเป็นหนังสือเกร็ดปลากระดี่ หนังสือที่ท่านอ้างอิงไว้ในบทความของท่านมากมายหลายเล่ม ผู้เขียนเกิดมาก็ยังไม่เคยเห็น ได้แต่ขอโอกาสไว้ว่า ถ้ามีโอกาสก็จะขอไปเยี่ยมถึงบ้านท่านอาจารย์ที่กรุงเทพฯ อยากจะชมหนังสือของนักปราชญ์เพื่อประดับสติปัญญา ซึ่งท่านอาจารย์จำนงค์ก็เมตตาออกปากนิมนต์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ด้วยความขาดไร้ซึ่งการศึกษาในระบบดังว่ามานี้ เมื่อปรมาจารย์ทางการศึกษามีเมตตามาเยี่ยมเยือนถึงเรือนชาน แล้วจะไม่ให้ผู้เขียนรู้สึกปลื้มใจได้อย่างไร มิใช่ปลื้มใจเพราะลำพองใจว่าผู้เขียนเป็นคนสำคัญถึงกับระดับศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต ต้องมาเยี่ยมเยือน เช่นนั้นดอก แต่ผู้เขียนมองว่า ท่านศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต ท่านเห็นว่าผู้เขียนอยู่ในผ้าเหลือง และท่านมีลูกศิษย์ลูกหาอาศัยอยู่ด้วยกันมากในเมืองลาสเวกัสแห่งนี้ ท่านจึงสู้อุตส่าห์เดินทางมา ดังที่ท่านกล่าวย้ำกับผู้เขียนว่า ผมอายุมากแล้ว ปลดระวางแล้ว เวลาที่เหลืออยู่ก็อยากจะดูลูกศิษย์ลูกหา ว่าเขาก้าวหน้าหรือล้าหลังไปทางไหนกันบ้าง ส่วนตัวผู้เขียนนั้นถือเสียว่าพลอยได้อานิสงส์กฐินกับเขาด้วย

และโบราณว่า ช้างเหยียบนา พญาเหยียบเมือง เป็นเรื่องสิริมงคล แม้ว่าท่านศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต จะมีเวลาอยู่ที่ลาสเวกัสเพียง 3 ชั่วโมงก็ตาม บางท่านอาจจะคิดว่า สั้นมาก แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว สามชั่วโมงในลาสเวกัสของท่านอาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐนั้น ถ้าเราคอยรับเอาสิ่งที่ท่านมอบหมายให้อย่างตั้งใจ ก็อาจจะได้อะไรที่มากกว่าสามปีด้วยซ้ำไป

เพราะการพูดคุยในบรรยากาศสบายๆ เป็นกันเอง ในแวดวงลูกศิษย์ลูกหา มจร. ในสหรัฐอเมริกานั้น ต่างจากห้องเรียน มจร. ในวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เพราะท่านอาจารย์จำนงค์นั้นมีกิตติศัพท์ที่ถือว่า เฮี๊ยบสุดๆ ลูกศิษย์ มจร. ไม่กล้าต่อกลอนด้วย เพราะท่านเป็นทั้งพระนิสิตรุ่นแรกของ มจร. เป็น ป.ธ.9 เป็นพระไทยรูปแรกที่มาเรียนจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเยลในสหรัฐอเมริกา และกลับไปเป็นอธิการบดี มจร. แม้ว่าจะลาสิกขาออกมาก็ยังคงก้าวหน้าไม่หยุดยั้ง นอกจากจะดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ซึ่งเป็นยศสูงสุดในสายวิชาการแล้ว ก็ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดฯแต่งตั้งเป็นราชบัณฑิตอีกด้วย ยังมิพอ นอกจากจะเป็นศาสตราจารย์เป็นราชบัณฑิตด้วยตัวเองแล้ว ท่านศาสตราจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต ก็ยังสามารถปั้นและส่งเสริมลูกศิษย์ให้เป็นทั้งศาสตราจารย์และราชบัณฑิตได้อีกมากมายหลายท่าน

ถามว่า ในโลกนี้หาคนอัจฉริยะเช่นนี้ได้ที่ไหน ถ้ามิใช่ท่านศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

ท่านสู้อุตส่าห์มีเมตตาสละเวลามาเยี่ยมเยือนถึงวัดไทยลาสเวกัส รวมถึง 2 ครั้งด้วยกัน

ครั้งแรก วันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2553

ครั้งที่สอง วันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2555

วันเวลาเดียวกัน แม้จะต่างปีกัน แต่ก็ตรงกันโดยมิได้นัดหมาย แล้วจะมิให้ผู้เขียนดีใจยังไงไหว ขนาดแขกทั่วไปมีใจมาเยี่ยม ผู้เขียนก็ถือว่าเป็นความเมตตาการุณยิ่งแล้ว แล้วนี่ปรมาจารย์เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาเยือนถึงถิ่น จะมิให้ภาคภูมิใจว่าเป็นโชคอย่างใหญ่หลวงได้อย่างไร เพราะว่าวัดใหญ่ๆ ระดับพระอารามหลวง มีมากมายตั้งหลายแห่ง แต่ท่านศาสตราจารย์จำนงค์ "เจาะจง" มาเยือนวัดไทยลาสเวกัสอันเล็กเท่ารูหนู เคยมีคนเดินทางมาเยี่ยมวัดไทยลาสเวกัส แต่จนแล้วจนเล่าก็หาวัดไม่เจอ ขนาดว่ามีเนวิเกเตอร์หรือเจ้าทอมๆ เป็นตัวช่วยนำทาง ก็ยัง "หลง" เพราะมองไม่ออกว่าบ้านหลังเล็กๆ แห่งนี้จะมีชื่อว่า "วัดไทยลาสเวกัส" ได้อย่างไร ดูอย่างวัดไทยแอลเอ วัดไทยดีซี สิ ยิ่งใหญ่ระดับพระอารามหลวงทั้งนั้น นี่กระมังที่ท่านว่า "ชื่อเท้าช้าง ร่างเท่าแมว"

ครั้งแรกของการมาเยือนวัดไทยลาสเวกัสนั้น ผู้เขียนได้ขอโอกาสสัมภาษณ์และนำเสนอในเว็บไซต์ไปแล้ว ท่านอาจารย์จำนงค์รู้สึกจะถูกใจ จึงสั่งให้นำไปตีพิมพ์เป็นรูปเล่ม เนื่องในงานวันคล้ายวันเกิดอายุ 82 ปี วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ.2554

 

 

 

นานาทัศนะ

เกี่ยวกับอาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ

เล่มแรก ตีพิมพ์ 2 พฤษภาคม 2544

 

มาครั้งนี้ ท่านอาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ ปรารภว่า ลูกศิษย์เขาจะจัดงานวันเกิดครบ 7 รอบ 84 ปีให้แก่ผมในปีหน้า และเขาอยากจะทำหนังสือที่ระลึกไว้ซักเล่ม ผมเห็นว่าครั้งก่อนนั้นเคยขอความเห็นเกี่ยวกับตัวผมจากผู้ที่รักและเคารพรู้จักมักคุ้นกันมาพิมพ์ ชื่อว่า นานาทัศนะเกี่ยวกับอาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ แต่ผมเห็นว่ายังน้อยไป ครั้งนี้จึงตั้งใจว่าจะขอความเห็นให้หลากหลายขึ้น เพื่อให้ผมได้ดูตัวเองให้ละเอียดกว่าเดิม

โอ้ดูสิ คนระดับปรมาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ แค่ชื่อเสียงก็หากินบ่เสี้ยงแล้ว สูงส่งปานโป๊ยเซียนเหยียบเมฆ ยังโน้มตัวเองลงมาฟัง ความเห็น จากคนรอบข้าง รวมทั้งลูกศิษย์ลูกหา จะหาได้ที่ไหน และที่ผู้เขียนต้องสะดุ้งก็คือว่า ท่านอาจารย์จำนงค์ได้หันมากล่าวกับผู้เขียนว่า และก็จะขอความเห็นเกี่ยวกับตัวผมจากท่านมหาด้วยคนหนึ่ง ขอให้เขียนส่งไปให้ด้วยนะครับ จะได้พิมพ์ในคราวเดียวกัน

ที่ผู้เขียนสะดุ้งนั้น ก็เพราะไม่เคยคิดว่าจะได้รับการเชิญให้เขียนบทความลงหนังสือจากคนระดับปรมาจารย์ในตำนานการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย

ก่อนหน้านี้ก็มีบ้าง เช่น หนังสือพิมพ์ขอให้ผู้เขียนเป็นคอลัมนิสต์ประจำ ซึ่งส่วนนี้ผู้เขียนขอปฏิเสธไป เพราะตั้งใจไว้ว่า ยังทำงานอยู่ในผ้าเหลืองตราบใด ตราบนั้นก็จะไม่ไปหากินนอกวัด หากอยากจะอ่านเขาก็คงจะมาอ่านในวัดไทยลาสเวกัสเอง "วัดไทยลาสเวกัส" จึงต้องมีเครื่องมือสื่อสารเป็นของตัวเอง ทั้งทำหนังสือและเว็บไซต์ เพื่อที่จะเลี่ยงไม่ต้องไปอาศัยสื่ออื่นใดให้ช่วยโฆษณา แบบว่าไม่อยากยืมจมูกคนอื่นหายใจ เพียงแต่ยังไม่มีปัญญาหาเงินซื้อสัญญาณทีวีเท่านั้น ส่วนท่านที่เคารพนับถือได้วานให้ผู้เขียน-เขียนบทความตามโอกาสต่างๆ นั้น ผู้เขียนยอมเขียนให้ เพราะเห็นว่าเป็นโอกาสพิเศษ เมื่อท่านเมตตาให้โอกาส การปฏิเสธจึงถือว่าเป็นการเสียมารยาทอย่างแรง เพราะถ้าท่านไม่เห็นว่าความคิดเห็นของเรามีคุณค่าพอจะรับฟังแล้ว คงไม่เสียเวลามาขอให้เขียนแล้วเอาไปลงในหนังสือของท่าน

แต่ถึงกระนั้น ท่านผู้อ่านลองนึกแทนผู้เขียนดูทีเถิดว่า ท่านศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต เดินทางไกลมาถึงวัดไทยลาสเวกัส แล้วเอ่ยวาจาขอให้เขียนความเห็นเป็น ทัศนะ เกี่ยวกับตัวท่าน เพื่อจะเอาไปตีพิมพ์เป็นรูปเล่ม โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญก็คือ เอาไว้เป็นกระจกเงาส่องดูตัวเอง

แหมความเห็นของหิ่งห้อยอย่างพระมหานรินทร์นะหรือ จะเป็นกระจกเงาให้ท่านศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต ผู้เปรียบปานดังพระจันทร์เพ็ญ เอาไปส่องเพื่อสำรวจตรวจหาข้อบกพร่องในชีวิตท่าน เพราะผู้เขียนเองก็ยังมองไม่เห็นว่าตัวเองจะประสบความสำเร็จอะไรเลยเมื่อเทียบกับเกียรติคุณของท่านศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ แล้วตัวเรามีปัญญาอะไรจะไปวิจัยวิจารณ์ท่านศาสตราจารย์- ราชบัณฑิต

ท่านมีเมตตามาให้กำลังใจในฐานะพระลูกพระหลานที่พลัดบ้านพลัดเมืองมาไกล ก็ถือว่าเป็นโชคอย่างใหญ่หลวงแล้ว ไหนเลยจะกล้า ใครกล้าก็บ้าแล้ว

พระมหานรินทร์ก็ไม่กล้า !

เมื่อไม่กล้า ผู้เขียนจึงตอบท่านศาสตราจารย์จำนงค์ไปว่า เรื่องบทความนั้น ใจจริงก็ไม่กล้าปฏิเสธ แต่อาตมภาพยังเด็กมีสติปัญญาน้อย จึงไม่รู้ว่าจะเขียนถึงท่านอาจารย์ในแง่มุมไหน ดังนั้น จึงคิดว่าจะของดไว้ ขอให้หนังสือของท่านอาจารย์นั้นเป็นที่รวมทัศนะของบรรดาท่านผู้รู้นักปราชญ์ราชบัณฑิตหรือผู้หลักผู้ใหญ่ เช่นหลวงพ่อประธานสมัชชาสงฆ์ไทย ซึ่งคิดว่าจะแสดงได้สมฐานะกว่าอาตมภาพ เพราะไม่รู้จริงๆ ถ้าไม่รู้แล้วเขียนไปนั้น ท่านผู้รู้เมื่อได้อ่านก็จะหัวเอา ความตั้งใจของท่านอาจารย์ในการรวบรวมนานาทัศนะก็จะไม่เป็นผล ดังนั้น จึงขอกับท่านอาจารย์ไว้ก่อน รอให้อาตมภาพโตขึ้นกว่านี้อีกซัก 15 ปี ตอนนั้นจะขอเขียนถึงท่านอาจารย์ในงานทำบุญอายุครบ 99 ปี เป็นคนสุดท้ายเลย

ท่านอาจารย์จำนงค์ก็ไม่ยินยอม ยกแม่น้ำทั้งห้ามาหว่านล้อมว่า ผมอยากจะฟังความเห็นเกี่ยวกับตัวผม ตั้งแต่ท่านอธิการ (บดี) ไปจนถึงภารโรง

เวลาของท่านอาจารย์จำนงค์ในลาสเวกัสก็มีน้อยอยู่ด้วยสิ ถ้าผู้เขียนจะเอาแต่บ่ายเบี่ยงเลี่ยงบาลีไม่ยอมรับคำเชิญของท่านอาจารย์จำนงค์ก็คงไม่ไปไหนกัน แถมยังจะเป็นการเสียมารยาทอย่างแรง เพราะขนาดปรมาจารย์สู้อุตส่าห์ เชิญให้ขึ้นเวที ถือว่าท่านมีเมตตามากยิ่งแล้ว เราเป็นเด็กเป็นเล็ก ผู้ใหญ่ให้อะไรก็ต้องรับเอาไว้ก่อน อย่าเพิ่งตรัสรู้ก่อนท่าน ท่านผ่านโลกมามากกว่าเรา ย่อมจะเห็นว่าอะไรควรหรือมิควร ดังนั้น ผู้เขียนจึงจำใจต้องยอมรับปากรับคำเชิญของท่านศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต

แต่ผู้เขียนก็ รับปาก ท่านพอเป็นพิธีไปเท่านั้นเองดอก ในใจนั้นยังคิดไม่ออกว่าจะเขียนอะไรเพราะไม่กล้าเขียน จริงๆ นะ ไม่ใช่ดัดจริต นอนคิดมาหลายวัน ไปฮิวส์ตันกลับมาก็แล้ว ยังค้างอยู่กลางสมองว่า ท่านอาจารย์จำนงค์ให้เขียนบทความส่งไปก่อนสิ้นพฤศจิกายนเพื่อจะเข้าโรงพิมพ์ทัน แหมถ้าเป็นคนอื่นละผู้เขียนคงใช้เวลาเขียนไม่นาน แต่สำหรับท่านอาจารย์จำนงค์นั้นยังคิดไม่ออกจนถึงวันนี้ วันที่เขียนเรื่องของท่านเรื่อยเปื่อย แต่ก็ไม่กล้าวิจารณ์

แหมคนอย่างมหานรินทร์นะเหรอไม่กล้าวิจารณ์อาจารย์จำนงค์ แล้วตะทีที่เขียนลงในเว็บไซต์อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะดอทคอมนั่นล่ะ โดนกันทั้งมหาเถรสมาคม แบบนี้ยังไม่วิจารณ์อีกหรือ เล่นตัวมั๊ง ท่านที่เคยอ่านมุมมองของพระมหานรินทร์มาก่อนคงจะคิดเช่นนี้ ซึ่งข้อนี้ผู้เขียนก็ขอกราบเรียนให้ทราบว่า แหมตรงนั้นมันไม่เป็นทางการ เหมือนการเทศน์ในพระอุโบสถกับในศาลาวัดนั่นแหละต่างกันไกล งานเขียนของผู้เขียนมันเป็นการเทศน์ทำนองลูกทุ่งในศาลาวัด เต้นแร้งเต้นกาไปตามประสาที่อยากจะเต้น เขียนเองอ่านเอง ถึงจะวิจารณ์บุคคลอื่น แต่ท่านเหล่านั้นก็คงไม่รับทราบ ถึงทราบก็คงจะคิดในทำนองว่า เด็กนินทา-หมาฉี่รดภูเขาทอง ไม่มีใครเขาถือสาหาความอยู่แล้ว แต่สำหรับการขึ้นเทศน์ต่อหน้าพระอุปัชฌาย์อาจารย์ในพระอุโบสถซึ่งเป็นงานใหญ่นั้น จะเทศน์ตามใจฉันไม่ได้หรอก ต้องคัดถ้อยคัดความยกระดับสำนวนโวหารให้อลังการในระดับลูกกรุง ถ้าเป็นงานพิธีการก็ต้องบอกศักราชเทศนาก่อนจะขึ้นนะโมด้วย ถือว่าเป็นกฎบังคับเลยทีเดียว ทีนี้ว่าท่านศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ เป็นถึงราชบัณฑิต ผ่านงานชำระพจนานุกรมมาอย่างช่ำชอง ซึ่งงานของท่านถูกนำไปเป็นบรรทัดฐานในการตรวจหนังสือของนักเขียนทุกคนทุกเล่มในภาคภาษาไทยไม่มียกเว้น กล่าวได้เลยว่า นักเขียนคนไหนไม่มีพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตไว้ติดตัว แสดงว่ามิใช่นักเขียนมืออาชีพหรอก

ท่านศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ สอนหนังสือระดับมหาวิทยาลัยมาตั้งแต่ผู้เขียนยังไม่เกิด ปั้นมาหมดแล้วทั้งระดับปริญญาตรี โท เอก ศาสตราจารย์ และราชบัณฑิต ตรวจสอบวิทยานิพนธ์ทั้งให้ตกและให้ขึ้นมานับไม่ถ้วน ส่วนผู้เขียนอย่านับระดับสอนเลย แม้แต่จะเรียนในระดับปริญญาในมหาวิทยาลัยก็ยังไม่มีปัญญาเรียน แล้วจะบังอาจเขียนวิจารณ์ท่าน-นำเสนอให้ท่านตรวจสอบได้อย่างไร ยิ่งวิชาตรรกศาสตร์นั้น เป็นที่ร่ำลือในแวดวงพระนิสิต มจร. ว่า ผ่านยากสุดๆ เพราะเป็นวิชาที่ท่านศาสตราจารย์จำนงเป็นทั้งผู้เขียนตำรา ทั้งผู้สอน ผู้ออกข้อสอบ และตรวจข้อสอบ ปรมาจารย์ตรรกวิทยามาคุมทุกขั้นตอนเช่นนี้ ใครผ่านไปโดยไม่โดนปากกาแดงหมายจนลายทั้งตัวก็ต้องนับว่าอัจฉริยะแล้ว  ดังนั้นใครที่คิดจะวิจารณ์ท่านศาสตราจารย์จำนงค์จึงมิใช่แค่เอามะพร้าวห้าวไปขายสวนเท่านั้น หากแต่จะเข้าสำนวน สอนสังฆราช ไปโน่นเลย สังฆราชนั้นถึงสอนดีก็แค่เสมอตัว แต่ถ้าสอนแล้วไม่ดี ใช่แค่ฟังไม่ขึ้นเท่านั้น แต่อาจจะถึงกับเข้าหน้าสังฆราชไม่ติด ซึ่งก็เท่ากับว่าไม่มีแผ่นดินจะอยู่แล้ว ถ้าเป็นพระก็อาจจะเคราะห์ซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็นถึงกับผ้าเหลืองหลุดด้วยซ้ำไป เพราะหาวัดในราชอาณาจักรอยู่ไม่ได้ เห็นไหมยิ่งคิดยิ่งหนักใจนะเรื่องเขียนวิจารณ์ท่านราชบัณฑิตนี่

ผู้เขียนเคยเห็นอิทธิฤทธิ์ของอาจารย์จำนงค์มาแล้ว เมื่อตอนเข้ารับการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ 3/2540 และเป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนพบหรือเห็นตัวท่านอาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ บุคคลในตำนานการศึกษาสงฆ์ไทย ท่านได้รับเชิญเป็นวิทยากรมาให้ความรู้แก่พระธรรมทูตในวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2540 เวลา 13.00-16.30 น. ณ ศาลาปฏิบัติธรรมด้านใต้ในพุทธมณฑล เรื่องที่ท่านบรรยายก็คือ "ตรรกศาสตร์กับการเผยแผ่พระพุทธศาสนา" เมื่อเสร็จการบรรยายแล้วทางวิทยากรคือท่านอาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ ได้เปิดโอกาสให้พระธรรมทูตได้ถามคำถาม ซึ่งความจริงแล้วก็ควรจะถามเฉพาะเรื่องที่ท่านมาบรรยาย แบบว่าไม่เข้าใจตรงไหนก็ถามตรงนั้น แต่ว่าเวลานั้นกำลังมีการรณรงค์ให้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2540 ว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ" และมีกระแสเรียกร้องทำนองว่าให้บุคคลสำคัญในทางพระพุทธศาสนาได้ออกมาแสดงตัวตนให้ชัดเจน (ทำนองเลือกข้าง) ว่าสนับสนุนให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติหรือไม่ ท่านอาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ เป็นหนึ่งในบุคคลที่บรรดาพระภิกษุสามเณร โดยเฉพาะพระนิสิตสายมหาจุฬาฯ (อาจจะรวมทั้งสายมหามกุฏฯด้วย) ต่างมุ่งหวังให้แสดงออกต่อสังคมสงฆ์ในทาง "สนับสนุน" เพื่อนพระธรรมทูตรูปหนึ่ง (ไม่ขอออกนาม) ได้ยกมือขึ้นถามท่านอาจารย์จำนงค์ โดยเกริ่นนำว่า "ขอถามเกี่ยวกับการบัญญัติให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในฐานะที่ท่านอาจารย์เป็นวุฒิสมาชิก" ท่านอาจารย์จำนงค์ก็สวนทันควันว่า "ผมไม่ได้เป็นวุฒิสมาชิก" พระธรรมทูตท่านนั้นก็ดำเนินการแต่งตั้งต่อไปว่า "ในฐานะที่อาจารย์เป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ" "ผมไม่ได้เป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ" อาจารย์จำนงค์ปัดคำถามอีก คำอุปโลกน์ยังตามมาอีกว่า "ในฐานะที่อาจารย์เป็นผู้เกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญ" ท่านอาจารย์จำนงค์ก็ปฏิเสธอีกว่า "ผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญ" เจอปัดซ้ายปัดขวาและแย็บเข้าเต็มตาถึงสามครั้งสามคราเช่นนั้น พระธรรมทูตท่านนั้นถึงกับยอมจำนน ยกสองมือขึ้นกล่าวว่า "โอเค โอเค ผมไม่ถามแล้ว" ว่าแล้วก็นั่งลง แปลว่าเข้าไม่ติด

ผู้เขียนเห็นลีลาของอาจารย์จำนงค์ในตอนนั้น เหมือนเห็น "สามารถ พยัคฆ์อรุณ" สุดยอดนักมวยไทย ขึ้นป้องกันแชมป์บนเวทีผ้าใบ ซึ่งสามารถนั้นมีความชำนาญในการใช้ "ลูกถีบ" ถีบคู่ต่อสู้ไม่ให้เข้าใกล้ได้เป็นเลิศ ใครขืนเข้ามาใกล้เป็นโดนถีบจนหงายหน้าหงายหลังไปแทบทุกราย และเมื่อเข้าใกล้ไม่ได้ก็ไม่ สามารถจะใช้อาวุธอย่างอื่นเช่นหมัดหรือศอกสร้างสร้างบาดแผลให้แก่ใบหน้าของสามารถได้ สามารถ พยัคฆ์อรุณ จึงได้ฉายาว่า "เพชฌฆาตหน้าหยก" เพราะไม่เคยมีบาดแผลบนใบหน้าตลอดชีวิตของการชกนั่นเอง

ก็ตื่นเต้นซีฮะ จู่ๆ อาจารย์จำนงค์ก็อวตารมาโชว์ลีลาเทพให้ชมแบบสดๆ โดยมิได้นัดหมาย ผู้เขียนนั่งอยู่แถวหน้าแทบว่า "ติดขอบเวที" ในสนามมวยจึงเห็นแม่ไม้มวยไทยได้ถนัดตา ผู้เขียนถึงกับอุทานในใจว่า "นี่หรือคืออาจารย์จำนงค์ ป.ธ.9 ที่เขาเล่าลือว่าเป็นอัจฉริยะบุคคล ไม่ธรรมดาเลย เฉียบคมสมชื่อจริงๆ" ครั้นเห็นเพื่อนถูกยันถอยร่นไม่เป็นขบวนมาเช่นนั้น ผู้เขียนจึงตัดสินใจออกรับหน้าศึกแทน ได้ลุกขึ้นถามอาจารย์จำนงค์ว่า "ขอถามในฐานะส่วนตัวของท่านอาจารย์ว่า มีความเห็นเช่นใด ในการรณรงค์ให้บรรจุคำว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ"

ประหลาดแฮะ เพราะอาจารย์จำนงค์ไม่ได้บอกปัดว่าท่านไม่มีฐานะส่วนตัว แต่ได้ตอบคำถามอย่างสุขุม ซึ่งผู้เขียนก็จำไม่ได้เสียด้วยสิว่าท่านตอบว่าอย่างไร รู้แต่เพียงว่า ท่านไม่ปฏิเสธการตอบคำถามของผู้เขียนในครั้งนั้น แต่ท่านอาจารย์จำนงค์คงจะจำผู้เขียนไม่ได้หรอก เพราะผู้ถามมิได้บอกนามตัวเองให้วิทยากรทราบเหมือนการอภิปรายของ ส.ส.ในสภา

นั่นแหละคือลีลาเซียนของท่านศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต ที่ติดหูติดตาผู้เขียนอยู่จนถึงทุกวันนี้ วันที่รู้สึกหวั่นใจยังไงชอบกล เมื่อได้รับคำเชิญให้เขียนวิจารณ์ท่านอาจารย์จำนงค์

กลับมาสู่วงสนทนาในวัดไทยลาสเวกัสต่อ ช่วงที่ผู้เขียนกำลัง ตีกรรเชียง เพื่อจะเลี่ยงไม่ยอมรับการเชิญให้เขียนนานาทัศนะกับท่านศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ อยู่นั้น พระธรรมทูตและบรรดาอดีตศิษย์เก่า มจร. ก็เวียนกันถามไถ่เรื่องโน้นเรื่องนี้ไปเรื่อยเปื่อย ซึ่งท่านอาจารย์จำนงค์ก็พูดคุยอย่างอารมณ์ดี ช่วงหนึ่งนั้นมีเรื่องให้ต้อง กลอนพาไป ท่านอาจารย์จำนงค์เหมือนจะรู้ใจผู้เขียนได้พูดเปรยขึ้นว่า การที่เขาขอร้องเรานั้นอย่าไปรังเกียจเลย เพราะเขาเชื่อความรู้ความสามารถของเรา เขาจึงให้โอกาส ถ้าเขาไม่เชื่อถือแล้ว ต่อให้ขอเขาเขียนเขาก็ยังไม่ให้เขียนเลย

เป็นถ้อยคำสะดุดใจให้ผู้เขียนต้องยอมรับว่า "จำเป็น" ต้องเขียนทัศนะต่อท่านศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต เสียแล้ว ทั้งๆ ที่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเขียนเรื่องอะไร

เพราะท่านบอกว่า เขียนอะไรก็ได้ครับ

แหมมาในแนว "หลวงพ่อพระครูอมรธรรมประยุต" แห่งวัดแม่ริมอีกล่ะ สั่งผู้เขียนให้ขึ้นธรรมาสน์โดยมิยอมบอกว่าจะให้เทศน์เรื่องอะไร พอผู้เขียนยกมือไหว้ถาม ท่านก็ตอบว่า เทศน์อะไรก็ได้ สั่งการครอบจักรวาลแบบนี้ เราซึ่งเป็นเณรน้อยจะรู้ได้ยังไงว่าพระสังฆราชท่านโปรดจะสดับมหาชาติกัณฑ์ไหน ? ในกรณีนี้ก็เช่นกัน ท่านศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต เอามือชี้ที่ตัวท่าน แล้วบอกกับผู้เขียนว่า ให้เขียนวิจารณ์ผมในมุมไหนก็ได้ ผู้เขียนนึกถึงเด็กน้อยหัดวาดรูปพญามังกร แต่พอเสร็จนั้น ด้วยความอ่อนด้อยในฝีมือ จึงทำให้มังกรกลายเป็นรูปไส้เดือนไป ใครได้เห็นก็หัวร่อ ถามว่านั่นรูปอะไร เหมือนในเพลง "อาตี๋สักมังกร" ของเพลิน พรมแดน นั่นไงเหตุผลที่ไม่อยากเขียน เพราะถ้าเขียนวิจารณ์แบบผิดๆ ถูกๆ คนที่ถูกวิจารณ์ก็จะกลายเป็น คนเขียน ซะเองนั่นแหละ เห็นไหมว่า เรื่องอะไรก็ได้ นั้นมันกลับตาลปัตรง่ายเพียงพลิกฝ่ามือเยี่ยงนี้แล

แต่..ในเมื่อรับคำท่านมาแล้ว จะไม่ทำตามที่รับก็จะเสียตัวเองอีก นับจากวันที่ 9 ตุลา ถึง 24 พฤศจิกายน 2555 เป็นเวลาเกือบสองเดือน ที่ผู้เขียนยังฝังหัวกับคำขอแกมบังคับของท่านศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ เรื่องลืมนั้นลืมไม่ลงแน่ แต่จะเขียนอะไรก็ยังคิดไม่ออก เพิ่งคิดได้เมื่อวานนี้เองว่า การวิจารณ์ที่ดีที่สุดนั้น คงไม่มีใครทำได้ดีเท่ากับการวิจารณ์ตัวเอง นั่นหมายถึงว่า ถ้าอยากจะได้คำวิจารณ์ที่ดีที่สุดก็ต้อง ให้ท่านอาจารย์วิจารณ์ตัวท่านเอง แต่ว่าจะให้ท่านวิจารณ์ตัวเองได้ยังไง ในเมื่อท่านกลับไปแล้ว

ผู้เขียนจึงตัดสินใจ เปิดเทปบันทึกเสียงสัมภาษณ์ ของท่านอาจารย์จำนงค์ซึ่งผู้เขียนบันทึกไว้ที่วัดไทยลาสเวกัสทั้งสองครั้ง หวังจะประมวล ทัศนะ ของท่านว่าท่านแสดง ตัวตนของมหาจำนงค์ ไว้อย่างไรบ้าง เพื่อจะนำมา ฉายแทนตัวเอง ในบรรดานานาทัศนะเกี่ยวกับอาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ ภาคที่สอง ในวันนี้

มีที่สะดุดใจผู้เขียนอยู่เรื่องสองเรื่อง ซึ่งได้เคยเรียนถามท่านศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องเครื่องรางของขลังและวิชาโหราศาสตร์ (โชคชาตาราศี) และคิดว่าคงไม่มีท่านผู้ใดเขียนลงในนานาทัศนะทั้งเล่มแรกและเล่มที่สองนี้ หรือถึงจะมีก็คงไม่ทันแล้วล่ะ เพราะผู้เขียนชิงเขียนตัดหน้าไปก่อนแล้ว

 

 

 

1. เกี่ยวกับพระเครื่อง

ผู้เขียนเรียนถามท่านอาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ เกี่ยวกับการพบปะพระเกจิอาจารย์ในสมัยกึ่งพุทธกาล อาทิเช่น หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ซึ่งมีชื่อเสียงมาก ท่านอาจารย์จำนงค์เล่าให้ฟังว่า สมัยยังเป็นประธานนักศึกษา เคยพาพระนิสิต มจร. ไปทำวัตรหลวงพ่อสดที่วัดปากน้ำ และท่านยังเมตตาให้พระเครื่องมาองค์หนึ่ง ซึ่งอาจารย์จำนงค์นั้นส่อแววนักเลงมาตั้งแต่เด็ก ท่านเล่าความหลังให้ฟังครั้งยังเพิ่งแตกพานว่า ไปไหนผมมีมีดพกกับไม้คมแฝกตั้งแต่อายุ 11-12 ปี พอย่าง 13 ปี ผมก็มีปืนแล้ว เรื่องการพนันขันต่อก็แทบจะเรียกว่าเป็นเจ้าพ่อในวงไฮโล ขาดแต่เรื่องเดียวที่ยังไม่ได้เล่าให้ฟังก็คือเรื่อง ผู้หญิง สงสัยจะอายพระ ถ้าเป็นลูกศิษย์ฆราวาสละก็ไม่แน่ อาจจะฮาตรึมจนวงแตกก็เป็นได้

ผมได้พระมานี้ผมลองยิงหมด อาจารย์จำนงค์คุย เอ๊ย เล่าอย่างออกทีละสามรส สะกดผู้ฟังให้ตั้งใจเหมือนฟังพระเทศน์ ท่านเล่าว่า อยากจะพิสูจน์ว่าพระเครื่องจะช่วยป้องกันอันตรายจากอาวุธได้จริงหรือไม่ ดังนั้น เมื่อได้เครื่องรางของขลังหรือพระเครื่องมาแล้ว เป็นต้องนำไปทดลองทุกที วิธีการก็ง่ายๆ แค่เอาพระไปตั้งหรือแขวนไว้ไม่ไกล จากนั้นจึงยกกระบอกปืนเล็งไปยังพระเครื่ององค์นั้น แล้วเหนี่ยวไกกระหน่ำยิงเข้าไป ถ้ายิงครั้งที่ 1 ไม่ออก ครั้งที่ 2 ก็ไม่ออก ต้องรีบเก็บพระเครื่ององค์นั้นไว้ แสดงว่าดีจริง และต้องนำไปห้อยคอเพื่อป้องกันอันตราย "แต่ส่วนใหญ่แล้ว พระเครื่องที่นำมาลองยิงนั้น กระจุยกระจายไปทุกองค์ ผมก็สรุปว่า ขนาดตัวท่านเองยังคุ้มครองตัวเองไม่ได้ แล้วจะมาคุ้มครองตัวผมได้อย่างไร ผมจึงไม่เอาพระเครื่องรุ่นนั้นๆ ไว้เลย" อาจารย์จำนงค์สรุปผลการทดลองของดี

 

"แล้วไม่มีพระดีเลยหรือ แบบที่ยิงไม่ออกน่ะ" ผู้เขียนถาม

ท่านอาจารย์จำนงค์ก็ตอบว่า "มีครับมี"

"พระอะไรหรือ"

"เขาเรียกว่าพระโคนสมออยุธยา ผมเอามาลองยิงสองครั้ง กระสุนไม่ออก ท่านว่าห้ามทดลองถึงสามครั้ง ผมเลยเบนปากกระบอกปืนออกไปทางอื่น ปรากฏว่ากระสุนหลุดดังปั้ง ผมจึงเก็บเอามาไว้บูชาประจำตัว"

"แต่พระโคนสมอนั้นองค์ใหญ่มากมิใช่หรือ แขวนไหวหรือ" ผู้เขียนถามอีก

ท่านอาจารย์จำนงค์ก็ตอบว่า "องค์เล็กๆ ขนาดพอห้อยได้ไม่หนักคอก็มีฮะ"

"พระองค์ที่ว่ายังอยู่หรือเปล่า" ผู้เขียนถามต่อ ศ.จำนงค์ ก็ตอบว่า "ผมเก็บติดตัวอยู่จนถึงสิ้นสงครามโลก พอดีมีญาติไปสงครามเกาหลี ผมก็เลยมอบพระองค์นั้นให้เขาไป"

ก็จบบทสนทนาว่าด้วยพระเครื่องกับศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ แต่เพียงเท่านี้

 


 

ดวงชาตา ราศีจักร

ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต

จันทรคติ วันพุธ แรม 8 ค่ำ เดือน 5 ปีมะเส็ง เอกศก จ.ศ.1291

สุริยคติ วันพฤหัสบดี ที่ 2 เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2472
 



 


ดวงพิชัยสงคราม

ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต
 

 

 

"ดวงนี้เป็นได้ตั้งแต่สังฆราชถึงมหาโจร"

 

2. เรื่องดวง

ผู้เขียนเรียนถามท่านศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต ในวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2555 ณ วัดไทยลาสเวกัส ว่า

"ทราบว่า สมเด็จพระสังฆราช (ญาโณทยมหาเถร) วัดสระเกศ องค์อุปัชฌาย์ของท่านอาจารย์ (จำนงค์) นั้น พระองค์ท่านเชี่ยวชาญทางด้านวิชาโหราศาสตร์มาก สมเด็จพระสังฆราชฯเคยให้คำทำนายแก่ท่านอาจารย์หรือเปล่า"

ท่านอาจารย์จำนงค์ก็ตอบว่า "สมเด็จพระสังฆราชท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ให้ผมทั้งบวชเณรและบวชพระ ตอนบวชพระท่านให้ฉายาผมว่า ชุตินฺธโร คือท่านว่า ชื่อของผมนั้นเป็นกาลกิณีต่อวันเกิด แต่ท่านกลับเอาอักษรที่เป็นกาลกิณีมาตั้งเป็นฉายาให้ผม ทั้งตัว ต ตัว น และตัว ธ ด้วยเหตุผลว่า กาลกิณีกับกาลกิณีซ้อนกัน เสียกับเสียก็เลยกลายเป็นดีไป"

"ครั้งหนึ่ง ตอนเป็นพระ ไปฉันเพลกับท่าน ท่านก็ทักผมว่า แกนี้เห็นทีจะบวชอยู่ไม่นาน เพราะขนหน้าแข้งดก ผมก็สังเกตต่อไปอีก สมเด็จเกี่ยว (สมเด็จพระพุฒาจารย์) ก็ดี ท่านเจ้าคุณหนู (พระธรรมกิตติโสภณ ป.ธ.8 วัดสระเกศ) ก็ดี เห็นมีขนหน้าแข้งบาง ทั้งสองท่านก็ยังคงอยู่ในผ้าเหลืองจนบัดนี้ สมเด็จพระสังฆราชท่านดูโหงวเฮ้งเก่ง" ซึ่งก็ต้องนับว่าสมเด็จพระสังฆราชอยู่ท่านเก่งจริงๆ เพราะเห็นแค่ขนหน้าแข้งก็รู้แล้วว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร

"แล้วตอนสึกล่ะ อาจารย์ให้ใครดูฤกษ์ให้" ผู้เขียนถามอีก ท่านอาจารย์จำนงค์ก็ตอบว่า "ตอนจะสึก ผมเข้าไปกราบเรียนท่านว่า มาขอฤกษ์สึกครับ สมเด็จพระสังฆราชก็ไม่ว่าอะไร ตรัสแต่เพียงว่า อยู่ด้วยกันมานาน เสียดายไ

และจากนั้น พระกวีวรญาณ (จำนงค์ ชุตินฺธโร ป.ธ.9 พธ.บ. M.A.) ก็พ้นกำแพงวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ออกมาสู่โลกภายนอก ถ้าตอบตามวิชาโหราศาสตร์ก็เห็นจะเป็น ไปตามดวง

ท่านอาจารย์จำนงค์เล่าต่อไปว่า สมัยเป็นปฏิบัติหน้าที่อธิการบดี มจร. อยู่นั้น ได้เชิญผู้รู้ทางด้านโหราศาสตร์-ดาราศาสตร์ มาสอนวิชาดาราศาสตร์ที่ มจร. ผู้รู้ท่านนั้นก็คือ "อาจารย์ทองเจือ อ่างแก้ว" ซึ่งในแวดวงนักโหราศาสตร์แล้วต่างยกย่องให้เป็นบิดาแห่งวิชาโหราศาสตร์ไทยในด้านการคำนวน เพราะต้องใช้ปฏิทินโหราศาสตร์ของอาจารย์ทองเจือ อ่างแก้ว เป็นคู่มือในการดูดวงมาจนกระทั่งทุกวันนี้

อาจารย์ทองเจือเห็นว่าพระกวีวรญาณยังหนุ่มแน่น แต่ได้เป็นถึงอธิการบดีแล้ว ก็สนใจและขอวันเดือนปีเกิดไปดู จากนั้นก็ทำเป็นดวงพิชัยสงครามมาให้ โดยท่านอาจารย์จำนงค์ได้ถามว่า "ดวงเป็นอย่างไร" อาจารย์ทองเจือก็ตอบแต่เพียงว่า "ดูยาก เพราะมักจะฝืนดวง" ซึ่งก็ตรงกับเหตุการณ์สำคัญในชีวิต เช่นตอนที่ได้ทุนไปเรียนอินเดีย และหมอดูหลายท่านก็ทักว่าต้องได้เดินทางไปต่างประเทศ แต่ยังไม่ได้ไปอินเดีย กว่าจะได้ไปจริงๆ ก็ต้องข้ามมหาสมุทรไปเรียนถึงสหรัฐอเมริกาโน่น

"ดวงนี้เป็นได้ตั้งแต่สังฆราชถึงมหาโจร" ท่านอาจารย์จำนงค์เล่าเรื่องอาจารย์ทองเจือ อ่างแก้ว ดูดวงให้ต่อไปอีก แล้วก็วกเข้าเรื่องราวที่ผู้เขียนได้ขอสัมภาษณ์ท่านเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2553 และผู้เขียนได้เขียนทิ้งท้ายไว้ในบทสัมภาษณ์ตอนแรกว่า

 


คุยกันเพลินจนเกิน 8 โมงเช้าไปไกล แบบว่าอาจารย์จำนงค์หลงไม่ดูเวลาแล้ว ต้องให้ลูกศิษย์มาเตือนเรื่องเวลาเดินทาง ผู้เขียนจึงตัดสินใจถามคำถามสุดท้ายว่า ทำไมถึงสึก ?

อาจารย์จำนงค์หัวเราะร่า บอกว่า "โอ๋เนี่ย มีคนถามเยอะ เพราะผมไม่เคยบอกใครว่าผมจะสึก และผมก็ไม่เคยบอกใครว่าผมจะไม่สึก ผมถือว่าผมเป็นผลผลิตของมหาจุฬาฯ เหมือนสินค้าของโรงงาน จะรู้ได้ว่ามีคุณภาพดีหรือไม่เพียงใด ก็ต้องทดลองใช้ ผมจึงตัดสินใจสึก..." จากนั้นอาจารย์ก็ออกลีลาแชมป์โลก เอาหลังพิงเชือก ออกหมัดรบกวนคู่ต่อสู้ พลางถอยวนไปรอบๆ เวที จนกระทั่งระฆังหมดยกสุดท้ายดังขึ้น และได้รับการชูมือเป็นผู้ชนะไปในที่สุด นั่นแปลว่า คำถามนี้ยังไม่มีคำตอบ แต่ก็นั่นแหละ เก็บงำความลับมาเป็นเวลานานถึง 50 ปี จะมาต้อนกันให้จนมุมง่ายๆ ที่เวทีวัดไทย ลาสเวกัส อย่างนั้นหรือ ฉายา "จำนงค์ ทองประเสริฐ" นั้นโปรดทราบว่าไม่ธรรมดา เข้าตำรา "เสือนั้นถึงจะแก่ แต่ก็ไม่ทิ้งลายเสือ"

เมื่อนำมาเทียบกับหลักการของอาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ ที่ว่า  "สิ่งใดรู้ เราก็จะบอกว่าเรารู้ สิ่งใดไม่รู้ เราก็จะบอกว่าเราไม่รู้" เมื่อถึงคำถามสุดท้ายแล้ว ก็ได้ความรู้เพิ่มเติมอีกข้อหนึ่ง คือว่าแต่เดิมนั้น อาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ จะพูดเฉพาะสิ่งที่ตนเองรู้ สิ่งใดไม่รู้ก็จะออกตัวว่าไม่รู้ แต่ตรงนี้อาจารย์ได้ทิ้งหลักการข้อที่ 3 ไว้ก็คือ แม้ว่าท่านอาจารย์จะรู้ แต่เมื่อเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ ไม่ควรพูด หรือไม่ถึงเวลาพูดก็ตาม อาจารย์ก็ยังสงวนสิทธิ์ที่จะ "ไม่ตอบ"

คำถามว่า ทำไมพระกวีวรญาณ (จำนงค์ ชุตินฺธโร ป.ธ.9) สุดยอดพระไทยในยุคกึ่งพุทธกาลถึงลาสิกขา จึงยังเป็นปริศนาอีกต่อไป และอาจจะตลอดไป

และนี่คือ Top Secret ของท่านศาสตราจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต ซึ่งได้ทิ้งท้ายไว้ ณ วัดไทย ลาสเวกัส ในเวลา 09.00 น. วันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2553
 

 

อาจารย์จำนงค์พูดเบาๆ กับผู้เขียนว่า "ที่ผมไม่ตอบคำถามท่านมหาในตอนนั้น ก็เพราะเชื่อว่า ถ้าผมไม่สึก ผมก็อาจจะได้เป็นถึงพระสังฆราช (ตามที่โหราจารย์ทำนาย) แต่ถ้าพูดอย่างนั้นมันก็ไม่เหมาะ เพราะยังไม่ได้เป็น ผมจึงไม่ตอบ"

และนี่ก็คือคำตอบ Top Secret ซึ่งท่านค้างไว้นานถึง 2 ปี จึงรีเทิร์นกลับมาตอบคำถามที่ค้างไว้ในวันนั้น

 

ถามว่าอาจารย์จำนงค์เชื่อเรื่องดวงไหม ?

ตอบแทนก็ได้ว่า น่าจะเชื่อ เพราะถ้าไม่เชื่อก็คงไม่ดู แต่คนที่ชอบลองของอย่างอาจารย์จำนงค์นั้นคงไม่เชื่ออะไรง่ายๆ แต่ถ้าหากว่าลองดูดวงแล้วเหตุการณ์เป็นเช่นที่ท่านทำนายจริง ก็คงต้องเชื่อ เพราะโบราณกล่าวว่า "ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่" วิชาโหราศาสตร์นั้นถ้าไม่ดีจริงก็คงไม่อยู่มานานหลายพันปีดังที่เห็นนี่หรอก

 

คำถามปิดท้าย

หลังจากศึกษาระดับปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยเยล จบภายในปีครึ่ง ในปี พ.ศ.2504 จากนั้น พระกวีวรญาณ (จำนงค์ ชุตินฺธโร ป.ธ.9 M.A.) ก็ออกเดินทางไปทัศนศึกษารอบโลก ก่อนจะกลับเมืองไทยไปปักหลักสร้างมหาจุฬาฯจนเจริญก้าวหน้าถึงปัจจุบัน ถามว่า "อาจารย์กลับมาอเมริกาบ่อยไหม"

"ไม่บ่อยหรอกครับ เพราะผมมัวแต่ทำงาน" ศาสตราจารย์จำนงค์ตอบ

"กี่ครั้ง" ผู้เขียนเพิ่มคำถาม

ศาสตราจารย์จำนงค์ก็ตอบว่า "รู้สึกว่าจะ 3 หรือ 4 ครั้ง ครั้งแรก ท่านเจ้าคุณสมบูรณ์ (พระเทพกิตติโสภณ อดีตประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา และอดีตเจ้าอาวาสวัดวชิรธรรมปทีป นิวยอร์ค) พาไปดูน้ำตกไนแองการ่า ครั้งต่อมา พระมหาวินัย (พระครูวิเทศพรหมคุณ วัดพรหมคุณาราม รัฐอริโซ่น่า) พาไปดูแกรนด์แคนย่อน ครั้งก่อน คุณสุบิน แสวงชัย พาไปเยลโล่สโตน และครั้งนี้ มาที่วัดไทยลาสเวกัส และจะไปซีแอ๊ตเติ้ล"

นั่นคือการรีเทิร์นมาสู่สหรัฐอเมริกาของท่านศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต ซึ่งเป็นพระไทยรูปแรกที่เรียนจบจากสหรัฐอเมริกา บันทึกไว้เป็นหน้าประวัติศาสตร์ ณ วัดไทยลาสเวกัส

และนี่คือมุมมองของพระมหานรินทร์ ที่มีต่อท่านศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต ผิดถูกอย่างไรก็ไม่รับประกัน

ทั้งเรื่องพระเครื่องและเรื่องดวงนั้น คิดว่าคงไม่มีใครเขียนถึงท่านอาจารย์จำนงค์ หรือถึงจะเขียนก็คงไม่เหมือนพระมหานรินทร์เขียน ใครไม่เชื่อก็ลองเปรียบเทียบในหนังสือ "นานาทัศนะเกี่ยวกับอาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ เล่มที่หนึ่ง" ดูเถิด จะพบว่า แม้ว่าท่านศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ จะเล่าชีวประวัติของท่านไว้ในเล่มนั้นแล้ว แต่ก็ดูเหมือนจะยัง "เล่าไม่หมด" เพราะมิได้ออกชื่อพระโคนสมอและเรื่องดูหมอให้กระจ่างดังให้สัมภาษณ์แก่พระมหานรินทร์

เชื่อว่าการสัมภาษณ์ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ณ วัดไทย ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา ทั้งสองครั้งสองครา และได้นำมาถ่ายทอดลงในนานาทัศนะเกี่ยวกับอาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ เล่มที่สอง ในวันนี้ คงจะช่วยประดับให้ "นานาทัศนะเกี่ยวกับอาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ" มีความหลากหลายยิ่งขึ้น แม้ว่าจะมิใช่ทัศนะของพระมหานรินทร์ก็ตาม เพราะนี่คือกลวิธี "ยืมกระจกทอง" ของท่านศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ แล้วขอใช้ส่องดูตัวท่านศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ อีกวาระหนึ่ง เป็นการ "มองย้อนศร" หรือมองมุมกลับในระดับสองมิติ เพราะถ้าจะให้มองในมิติเดียว แบบว่าแสดงทัศนะเป็นบวกหรือลบไปเลย ผู้เขียนก็ไม่กล้า เพราะเห็นว่าอันตราย เกรงจะเข้าตัวเองเอาได้ง่ายๆ คล้ายกับการจ้องมองพระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์แรงนั้นท่านห้ามมิให้ดูตาเปล่า แต่ต้องใช้กระจกสีหรือกระจกรมควันป้องกันแสงไว้ชั้นหนึ่งจึงจะปลอดภัย ใครที่ไม่เชื่อนั้นก็ตาบอดมาหลายรายแล้ว แต่ถ้าดูเป็นก็จะได้ประโยชน์มหาศาลเช่นกัน

ถึงตรงนี้ก็ไม่มีอะไรจะเขียนแล้ว หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต ซึ่งมีเกียรติคุณเกริกไกรในแวดวงนักศึกษาปัญญาชนไปทั่วโลก และเจริญอายุถึง 84 ปี ในวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ.2556 นี้ ขอให้ท่านมีสุขภาพพลานามัยเข้มแข็ง มีแรงกายแรงใจในการอยู่เพื่อดูแลบรรดาลูกศิษย์ที่กระจายกันไปทั่วโลกด้วยพรหมวิหารธรรม สมดังความตั้งใจของท่านที่เคยเอ่ยปากบอกแก่ผู้เขียน ณ วัดไทยลาสเวกัส เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พุทธศักราช 2555 เวลาบ่ายสามโมงว่า

 

ผมอายุมากแล้ว ปลดระวางแล้ว เวลาที่เหลืออยู่ก็อยากจะดูลูกศิษย์ลูกหา ว่าเขาก้าวหน้า หรือล้าหลัง ไปทางไหนกันบ้าง

 


 


ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต

ณ วัดไทย ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา

9 ตุลาคม 2555

สวมเสื้อ มจร. ประกาศความเป็น มจร. ในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ

 

 


 

หน้าพระประธานวัดไทยลาสเวกัส

 

 

บันทึกภาพกับพระธรรมทูตไทยในสหรัฐอเมริกา

ณ วัดไทยลาสเวกัส รัฐเนวาด้า

 

 


 

กับบรรดาศิษยานุศิษย์ มจร. ในเมืองลาสเวกัส ซึ่งเติบใหญ่ได้ดีกันทุกคน รำลึกนึกถึงน้ำคำพร่ำสอนของอาจารย์ เมื่อทราบว่าอาจารย์เดินทางมาเยือนเมืองนี้ จึงรีบนัดหมายกันมาต้อนรับกราบไหว้ ขอพรเพื่อความเป็นสวัสดิมงคล

 

 

 

มอบของที่ระลึก

 

 


 

กับกล้องคู่ใจ เดินทางไปทั่วโลกด้วยกัน ปัจจุบันยังใช้ฟิล์มเป็นม้วนอยู่

 

 




บรรยากาศอบอุ่นในแวดวงลูกศิษย์ มจร. เมืองลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา

 

 

ตอบคำถาม "Top Secret" กับพระมหานรินทร์

 

 

 


ลงนามในหนังสือเยี่ยมเป็นแขกกิตติมศักดิ์ของวัดไทยลาสเวกัส

 

 

 


 

มอบให้พระมหานรินทร์

 

 

 

เรียกตามภาษาเหนือหรืออีสานว่า "ครูบาจำนงค์"

 

 


 

คุณอดุลย์ ทองทิพย์ ศิษย์ มจร. อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทธจักรมงคลวราราม ฮาวาย ทราบข่าวว่าอาจารย์มาลาสเวกัส รีบพาศรีภรรยา คุณมะเหมี่ยว นำลูกชายวัย 1 ขวบ มาให้อาจารย์ผูกแขนเพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมกับขอให้อาจารย์จำนงค์ตั้งชื่อให้ด้วย

 

 

 

 

ผูกลูกแล้ว พ่อขอผูกมั่ง ตอนเรียนหนังสือที่ มจร. ไม่กล้าขอ

 

 

 

คุณชาติชาย ศิษย์ มจร. ก็ขอผูกด้วย

 

 


ผมด้วย

 

 


 

เอ๊า ! อาจารย์สุบิน ศิษย์ก้นกุฏิของอาจารย์ ก็เอาด้วย

 

 

พิธีสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ ของศาสตราจารย์พิเศษจำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต

 

 

 

ท่านอาจารย์ผ่านพรรษายุกาลมานานถึง 84 ปี ยังมีเมตตามาเยี่ยมถึงวัดไทยลาสเวกัส ไม่มีสิ่งใดจะขอไว้ นอกจากลายมืออันทรงคุณค่าในแผ่นทอง เงิน นาก

 

 


ท่านอาจารย์บอกว่า

 

"นี่เป็นครั้งแรกที่ลงลายมือในแผ่นทอง เงิน นาก"

 

 

 

แผ่นที่สอง

 

 

 

ลงภาษาไทยแล้ว ขอให้ท่านลงเป็นภาษาอังกฤษให้ด้วย

 

 

 

ลายมือนี้ปั้นทั้งพระเณรและฆราวาส

 

ให้เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตมาตลอดชีวิต

 

 

 

ขลังหรือไม่ก็ดูเอาเถิด

 

อาจารย์ไปไหนไม่เคยอด มีแต่อิ่ม

 

 


ถามว่าจะเอาไปทำอะไร ?

 

คำตอบก็คือ เอาไว้หล่อพระรุ่นแรกของวัดไทยลาสเวกัส

 

แล้วจะประกาศให้ศิษย์ มจร. ทราบ

 

ต้องจองนะครับ เพราะของดีมีน้อย

 

 


 

ถ่ายภาพรวมกับศิษย์หาทั้งพระทั้งโยม

 

 

 


หน้าป้ายงานกฐินสามัคคี ปี 55

 

 

 


 

 

เบียดเสียดจนล้นกล้อง ที่ยังไม่ได้เข้าอีกตั้งหลายคน

 

 

 

6 โมงเย็น วันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2555

 

ลาวัดไทยลาสเวกัส

 

ขอให้ท่านอาจารย์เดินทางโดยสวัสดิภาพ

 

พระมหานรินทร์ นรินฺโท
วัดไทย ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา
25
พฤศจิกายน 2555
09
:00 A.M. Pacific Time.

 

 

 
 

 

 

Editor : peesang2555@hotmail.com

 

 


WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE  LAS VEGAS NEVADA 89121 U.S.A. Phone 702-384-2264