|
THE REVOLUTION
มีคำถามมากมายจากแฟนๆ
อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ
ทั้งท้วงติงและส่งเสริม
ว่าสาเหตุอันใดทำให้
"มหานรินทร์"
จากเดิมที่เห็นเป็นสีเหลืองอ่อนๆ อยู่ในสมัยก่อน
แต่ปัจจุบันกลายพันธุ์เป็นจีวรแดงไปทั้งตัวแล้ว "ไม่รักเจ้า เอ๊ย
ไม่รักพี่แล้วหรือไร จึงห่างเหินเมินไป เหมือนไม่เคยรู้จัก ฯลฯ"
ฟังเพลงของธานินทร์
อินทรเทพแล้ว
ได้อารมณ์ทางการเมืองนัก
ไอ้เรื่องการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมานั้นมันเป็นได้ทุกคนนั่นแหละ
ทั้งนี้มันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยปรุงแต่งให้เป็นไป
สำหรับผู้เขียนแล้วก็ขอเรียนต่อท่านผู้อ่านว่า มีเหตุปัจจัยให้เป็นเช่นกัน
มันเริ่มมาจากทฤษฎีว่าด้วยสิทธิมนุษยชน คือคนทุกคนเป็นคนเหมือนกัน
มิใช่คนหนึ่งเป็นคน
อีกคนหนึ่งมิใช่คน
ดังนั้น
เมื่อคนทุกคนเป็นคนเหมือนกัน เสียงของคนทุกคนก็ต้องเป็นเสียงคนเหมือนกัน
มิใช่ว่าคนหนึ่งออกเสียงเป็นคน แต่อีกคนออกเสียงเป็นควาย
ทั้งๆ ที่ออกเสียงเหมือนกัน
และเสียงของคนทุกคนนั้น แม้จะดังเหมือนกันก็จริง แต่ใน
"ระบอบประชาธิปไตย"
แล้ว
กำหนดให้
"เสียงข้างมาก"
เป็นหลักในการกำหนดทิศทางบ้านเมือง
มิใช่เสียงส่วนน้อย
และมิใช่การอ้างคุณธรรมแล้วเชิดบุคคลในเสียงข้างน้อยขึ้นครองอำนาจ
ระบอบประชาธิปไตยมีหลักการเช่นนี้
แต่ทีนี้ว่า ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยที่เป็นมานานตั้งแต่
พ.ศ.2475
นั้น ถ้าเราศึกษาให้ดีก็จะเห็นว่า มิใช่ประชาธิปไตยในระบบ
"เสียงข้างมาก"
หากแต่เป็นประชาธิปไตยในระบบ
"เสียงข้างน้อย"
เพราะว่า แม้จะเปิดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ให้ประชาชนทุกคนเข้าคูหากากะบาด
เลือกผู้แทนราษฎร ไปเป็นปากเป็นเสียงหรือเป็นผู้แทนในสภา แต่พอเลือก
ส.ส.เข้าไปในสภาที่กรุงเทพฯ แล้ว
กลับถูกทหารเอาปืนจี้
บังคับให้เลือกตัวแทนของกองทัพขึ้นเป็นผู้นำสูงสุด คือ
ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
เป็นอย่างนี้มานานมาก
เพิ่งจะเป็นประชาธิปไตยเต็มใบก็แค่
4-5 สมัย เช่น สมัย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ
สมัย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ สมัย นายชวน หลีกภัย สมัย
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สมัย นายสมัคร สุนทรเวช สมัย นายสมชาย
วงศ์สวัสดิ์ เท่านั้น นอกนั้นเป็นประชาธิปไตยแต่เพียงเปลือก
ที่สำคัญก็คือ ไม่น่าเชื่อว่า
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ซึ่งจบมหาบัณฑิตจากประเทศอังกฤษ
ซึ่งเป็นแม่แบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น
จะกลายพันธุ์เป็นประชาธิปไตยภายใต้อำนาจของทหาร
ขอลำดับการเมืองเรื่องไทยๆ ให้ท่านผู้อ่านทราบพอประมาณ ดังนี้
เอาสาเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงหลักๆ ตั้งแต่ต้นเลยนะ คือว่า
พ.ศ.2475
ซึ่งเป็นปีที่
นายปรีดี พนมยงค์
คณะนายทหารและพลเรือน
ร่วมกันปฏิวัติ
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7
ให้ทรงยินยอมสละพระราชอำนาจอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ
โดยได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญชัดเจนว่า
"อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของประชาชน"
มิใช่ของกษัตริย์อีกต่อไป
แต่เบื้องหลังหลายประการที่ท่านผู้อ่านควรศึกษามาเพิ่มเติมจากหน้าประวัติศาสตร์ที่เขียนไว้ก็คือว่า
ถ้าเรามองดูบรรดาคณะปฏิวัติซึ่งเรียกว่า
คณะราษฎร
แล้ว ก็จะพบว่า
มิใช่ราษฎรทั้งแผ่นดิน
แต่หากเป็นราษฎรระดับ
"ผู้ดี - มีการศึกษา"
เรียนจบเมืองนอกเมืองนามาแทบทั้งสิ้น
นายปรีดี
พนมยงค์ นั้นจบ
Ph.D.
ด้านกฎหมายจากประเทศฝรั่งเศส
พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา นั่นเรียนจบโรงเรียนนายร้อยทหารจากประเทศเยอรมันนีและประเทศเดนมาร์ก
จอมพล ป.
หรือแปลก พิบูลสงคราม นั่นก็เรียนจบโรงเรียนนายร้อย จากฝรั่งเศส
พลเรือเอก
หลวงสินธุสงครามชัย
หัวหน้าในฝ่ายทหารเรือ นั่นก็เรียนจบทหารเรือจากประเทศเดนมาร์ค
ร้อยโท
ประยูร ภมรมนตรี ก็ดี ร.ต.ทัศนัย มิตรภักดี ก็ดี นายตั้ว พลานุกรม
ก็ดี หลวงสิริราชไมตรี ก็ดี นายแนบ พหลโยธิน ก็ดี
(รวมทั้งนายปรีดี และ จอมพล ป.) ซึ่งร่วมก่อตั้งคณะราษฎรในกรุงปารีส
ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเดือน
กุมภาพันธ์ พ.ศ.2469
ทั้งหมดนี้เป็นนักเรียนนอกทั้งสิ้น
พอตั้งคณะราษฎรขึ้นในปี 2469 แล้ว
จากนั้นจึงมีการเปิดรับสมาชิกเพิ่ม
และได้พลพรรคนักศึกษาต่างประเทศจากอังกฤษ เยอรมันนี ฯลฯ เข้าร่วม
รวมทั้งมีนักศึกษาและข้าราชการหัวก้าวหน้าในเมืองไทยอีกจำนวนหนึ่ง
นับรวมคณะราษฎรที่รวมตัวกันเป็นคณะปฏิวัติ เมื่อวันที่
24 มิถุนายน พ.ศ.2475
จำนวนทั้งสิ้น 99
คน
เป็น 99
คน
ที่เริ่มเปลี่ยนระบอบการเมืองไทย จากกษัตริย์ทรงกุมอำนาจทุกสิ่งทุกอย่าง
เป็นทั้งเจ้าชีวิต เจ้าแผ่นดิน เป็นต้นธาตุต้นธรรม ก็ให้เป็นเพียง
"สัญลักษณ์"
ของประเทศ ไม่มีพระเดช
มีแต่พระคุณ
แค่
99
คน
ก็เปลี่ยนระบอบของเมืองไทยได้
สำเร็จ
!
แต่เป็นความสำเร็จที่ไม่ยั่งยืน
เพราะภายหลังคณะราษฎรเกิดแตกคอหรือต่างอุดมการณ์กัน
ส่งผลให้ต้องมาทะเลาะกันเอง
และเปิดโอกาสให้ฝ่ายทหารใช้กำลังเข้าทำรัฐประหาร ขับไล่ทั้ง
นายปรีดี และจอมพล ป.
ออกไปอยู่ไปตายที่เมืองนอก นอกนั้นถูก
สฤษดิ์ ถนอม เกรียงศักดิ์ เปรม
ยึดอำนาจปกครองประเทศไทยเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
เหตุการณ์การเรียกร้องประชาธิปไตยในปี
พ.ศ.2516 และ
พ.ศ.2519
มีข้อมูลเยอะแยกมาก
แต่ไม่มีหนังสือเล่มใดให้ข้อมูลในการเคลื่อนไหวทั้งสองครั้งเหล่านั้นว่า
"มิใช่การต่อสู้ของประชาชนทั้งแผ่นดิน"
ทั้งนี้ เพราะเป็นการต่อสู้ของนิสิตนักศึกษา นำโดย
นายธีรยุทธ บุญมี
และพลพรรคในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นหลัก
ร่วมด้วยช่วยกันจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ
ในขณะที่ประชาชนคนไทยที่เป็นชาวบ้านชาวเมือง ชาวไร่ ชาวนา
หรือแม้แต่ชาวกรุง
ก็ไม่มีใครเข้าร่วมในขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยดังกล่าว
เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทยในสองสมัย คือ พ.ศ.2475 และ
พ.ศ.2516-2519 ที่กล่าวมานั้น ขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาให้ดีเถิด
จะเห็นชัดเจนว่า
"ไม่ใช่การเรียกร้องต่อสู้ของประชาชนคนไทยทั้งบ้านเมืองหรือทั้งแผ่นดิน"
สมัย 2475 นั้น เมื่อมีการประกาศว่า ต่อไปนี้ ประเทศสยาม
จะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
คือกษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ
คนไทยที่ได้ฟังข่าวจากวิทยุก็เข้าใจไปว่า รัฐธรรมนูญคือบุตรชายของพระยาพหล
เป็นบุตรมหามงคล จะมาปกครองประเทศไทยแทนพระเจ้าอยู่หัวประชาธิปก
และเช่นกัน เมื่อเกิดการรัฐประหาร โดยทหารเอารถถังเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล
ยึดสถานีโทรทัศน์ วิทยุ ล้มล้างรัฐบาล ประกาศฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง
เขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นใช้
ก็ไม่เห็นมีประชาชนคนไทยหน้าไหนออกเดินหน้าต่อต้านคณะรัฐประหาร
พักหลังมานี้ยังเห็นดีเห็นงามถึงกับซื้อดอกไม้ไปให้ทหาร
แถมขอถ่ายรูปร่วมกับรถถัง ซึ่งเป็นพาหนะและอาวุธสงคราม
ที่ทหารเอามายึดอำนาจไปจากตัวเองอีกด้วย
ชาวต่างชาติในประเทศประชาธิปไตยเห็นแล้วใบ้กินเลย
ว่าคนไทยทำไมมันโง่ยิ่งกว่าควายเสียอีก
"แสดงความยินดีที่ท่านมายึดอำนาจของเราไป"
คำถามที่คนไทยไม่แยกแยะก็คือว่า
อ้างเอาสาเหตุว่า
"รัฐบาลทักษิณโกงชาติ ดังนั้น การที่ถูกทหารยึดอำนาจไปนั้นจึงถูกต้องแล้ว"
คนไทยไม่คิดกันเลยหรือไรว่า เรื่องโกงชาติก็เรื่องหนึ่ง
เรื่องยึดอำนาจก็อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งการโกงนั้นถ้าจัดหมวดหมู่แล้วก็มีอยู่
2 ประเภทด้วยกัน คือ
1.โกงทรัพย์สิน 2.โกงอำนาจ
แต่คนไทยกลับมองเห็นเป็นสีเดียวว่า
การโกงทรัพย์สินเท่านั้นที่เรียกว่าโกง
แต่โกงอำนาจหรือยึดอำนาจ กลับไม่เรียกว่าโกง ทั้งๆ
โกงมากกว่าโคตรโกงเสียอีก เพราะคนที่มิใช่โคตรเดียวกัน แต่มีหลายโคตรรวมหัวกันโกง
ถ้าหากว่า
การยึดอำนาจเป็นความชอบธรรมที่ต้องทำในกรณีที่รัฐบาลโกงแล้ว
เมื่อมีข่าวว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์โกง ทำไมทหารไม่ออกมาปฏิวัติขับไล่บ้าง
มันก็ข้อหาเดียวกันมิใช่หรือ
ง่ายๆ
ก็คือว่า ในโลกนี้มีนิยมอยู่ 2 ประเภท คือ
ทุนนิยม
กับอำนาจนิยม
สรุปได้เลยว่า
ประเทศไทยไม่เคยมีการปฏิวัติ
เพราะการปฏิวัติจริงๆ นั้น ต้องเกิดจากประชาชนทนไม่ไหวต่อระบบที่เป็นอยู่
พากันลุกฮือขึ้น จึงเรียกว่า
Revolution
ที่มีความหมายว่า
to turn around
แปลว่า
พลิกแผ่นดิน
นั่นแหละ
แต่ที่ทหารทำการ
"ยึดอำนาจรัฐบาล"
ในอดีตที่ผ่านมานั้น
หาใช่การปฏิวัติไม่
เพราะไม่มีการเปลี่ยนอะไรในประเทศไทยให้สมกับคำว่า
"ปฏิวัติ"
กับเขาเลย
หรือพูดง่ายๆ ก็คือว่า การปฏิวัติในเมืองไทยเรานี้ เป็นเพียงประเพณีแย่งอำนาจระหว่างทหารกับนักการเมืองเท่านั้น
ประชาชนคนไทยทั่วประเทศ เมื่อเกิดการยึดอำนาจในแต่ละครั้ง ก็เอาหูฟังวิทยุ
เอาตาดูโทรทัศน์ รับรู้รับทราบแต่เพียงว่า
"เกิดการปฏิวัติแล้ว"
ที่..กรุงเทพมหานคร
อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุทธยามหาดิลก ภพนพรัตราชธานีบุรีรมย์
ลงท้ายด้วยคำว่า
"ขอให้อยู่ในความสงบ"
ทุกสิ่งก็สำเร็จเรียบร้อย และจากนั้นไม่นานก็จะมีประกาศ
"นิรโทษกรรมตนเอง"
ของคณะปฏิวัติ
เป็นอันเสร็จพิธี
ถามว่า
นี่มันปฏิวัติขี้หมาอะไร ?
ปฏิวัตินั้นอะไรๆ มันต้องดีขึ้น
มิใช่เลวลง เหมือนทหารไทยทำอย่างทุกวันนี้
มีแต่ประเทศไทยเท่านั้นละมั๊ง ที่การยึดทำเนียบถูกเรียกว่า
"การปฏิวัติ"
ในประเทศอื่นๆ
ทั่วโลกเขาไม่เรียกอย่างนั้นหรอก ไม่ให้เครดิตด้วยซ้ำไปว่าทหารไทยมันเล่นเกมกระจอกอะไร
ยึดทำเนียบ ยึดสถานีวิทยุ-โทรทัศน์ ฉีกรัฐธรรมนูญ ตั้งรัฐบาลชั่วคราว
ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ออกพระราชกำหนดนิรโทษกรรม
ส่งตัวแทนเข้าไปดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อป้องกันพวกเก่าเขา
"เอาคืน"
นี่หรือที่เรียกว่า
การปฏิวัติ
ของประเทศไทย
ถามว่า
ปฏิวัตินั้นมันทำง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ ?
เสียดาย
เรียนจบด๊อกเตอร์กันมาทั้งบ้านทั้งเมือง เป็นนายพลนายพันกันเสียเปล่า
แค่ใช้ศัพท์เรียก
พวกทหารแย่งอำนาจกัน
ก็ยังใช้ไม่ถูก
ในประวัติศาสตร์โลกนั้น
ไม่เคยมีการปฏิวัติโดยทหารเลย หรือมีก็ไม่เคยสำเร็จ
แต่การปฏิวัติจริงๆ นั้น
ต้องทำ
โดยประชาชน เพื่อประชาชน
เท่านั้น
ดังนั้น การยึดอำนาจรัฐบาลโดยคณะนายทหารที่เอารถถังมาวิ่งขู่หมาขี้เรื้อนในกรุงเทพฯ นั้น
ผู้เขียนว่ามันกระจอก
ไม่น่ากลัวอะไรเลย
"ทุกคนกลัวตาย"
นั่นก็ใช่ แต่ถ้าถึงที่สุดแล้ว
ไม่มีใครเขากลัวตายเช่นกัน
เพราะทุกคนต้องตายเหมือนกัน
ไม่ว่าทหารหรือประชาชน
แต่การปฏิวัติโดยประชาชนสิน่าเกรงขาม
เป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
เพราะถ้าประชาชนทั้งประเทศลุกฮือขึ้นแล้ว
ต่อให้ทหารทั้งกองทัพก็ไปไม่รอดหรอก จะบอกให้
เพราะในกองทัพของประชาชนนั้น
ไม่ว่าจะเป็น ชายหนุ่ม หญิงสาว ผู้เฒ่าผู้แก่ เด็ก คนชรา หรือแม้แต่คนพิการ
ก็เป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่ได้ ไม่จำเป็นต้องผ่านการเกณฑ์ทหาร
หรือสวมเครื่องแบบแต่อย่างใดเลย
มือเปล่าๆ นี่แหละ มีพลังมากกว่า M-16
เพราะเขาสู้ด้วยใจ
ไม่ใช่สู้ด้วยอาวุธ
เมื่อใจสู้ซะอย่าง
ทุกอย่างก็เป็นอาวุธได้หมด
ที่สำคัญก็คือ
กองกำลังของประชาชนไม่มีหมดสิ้น
ยิ่งตาย ก็ยิ่งเกิด
เมื่อเป็นเช่นนี้
จะไปกลัวอะไรกับกองทัพทรพี
ที่ไม่ยืนเคียงข้างประชาชน
แต่จริงๆ แล้ว
การเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น
ต้องปฏิวัติจึงจะสำเร็จ
ถ้าไม่ปฏิวัติก็ไม่มีทางสำเร็จ แต่การปฏิวัติที่จะสำเร็จได้นั้น
ต้องเป็น
การปฏิวัติโดยประชาชน เพื่อประชาชน
ไม่ใช่โดยทหาร หรือโดยนิสิตนักศึกษา
โดยอ้างว่าเพื่อประชาชน
และมูลรากแห่งการปฏิวัตินั้นก็ต้องมาจาก
การเรียกร้องสิทธิของประชาชนทั้งแผ่นดิน
เท่านั้น
นอกนั้นไม่มีทาง
คำว่า
"สิทธิ" นี่แหละ
คือข้ออ้างหรือหลักการแห่งประชาธิปไตยอันถูกต้องและชอบธรรมที่สุด
ถ้าเป็นภาษาพระก็ต้องบอกว่า
"ขลัง"
และ
"ศักดิ์สิทธิ์"
ที่สุด
ใครที่อ้างว่า
"ทหารทำปฏิวัติเพื่อประชาชน"
ดังนี้
นี่คือการโกหกอย่างหน้าด้านที่สุด น้ำหน้าอย่างทหารน่ะเหรอ
จะมาทำเพื่อประชาชน
หรือพูดก็พูดเถอะ
ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่ได้ทำเพื่อประชาชนหรอก
นอกจากประชาชนเท่านั้นที่จะทำเพื่อประชาชน
เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง
เรื่องสิทธินั้น
ไม่มีใครหยิบยื่นให้แก่ใครฟรีๆ หรอก
ต้องต่อสู้เท่านั้นถึงจะได้มา
ใครคิดว่าจะมีผู้หยิบยื่นให้ด้วยเมตตากรุณาอะไรก็ตามแต่
ก็รอให้เวียนว่ายตายเกิดไปอีกร้อยชาติสิ จึงจะมีโอกาสได้เห็นในจินตนาการ
พูดอย่างนี้มิได้หมิ่นประมาทใคร
แต่ความจริงก็คือความจริง
เพราะถ้ามีการทำเพื่อประชาชนจริง
ประชาชนก็คงไม่ต้องลุกฮือขึ้นมาดังที่เห็นเช่นนี้
ใครจะเถียงมหานรินทร์ก็เชิญเถิด
ยินดีรับฟังเสมอ
ทีนี้ เมื่อผู้เขียนคิดเช่นนี้
จึงมองเห็นว่า แต่ไหนแต่ไรมา ประชาชนทั้งบ้านเมือง
โดยเฉพาะคนบ้านนอกคอกนานั้น ไม่เคยมีส่วนร่วมทางด้านการเมืองเลย ที่ผ่านๆ
มานั้น เขาเคยรู้จักการเมืองก็แต่เพียง
"เข้าคูหา กากะบาด"
ใช้เวลาเพียง 5 วินาที
ก็ถูกป้อยอว่าเป็นประชาธิปไตยแล้ว
แต่ว่าวันนี้
เขาออกเดินทางเข้ามาต่อสู้เรียกร้อง สิทธิ ความเท่าเทียมกัน ความยุติธรรม
ความเป็นธรรม หรืออะไรก็ตามแต่ แม้ใครจะบอกว่า ถูกซื้อมาบ้าง โดนจ้างมาบ้าง
โดนล้างสมองมาบ้าง ทำเพื่อทักษิณบ้าง
ดังนี้ก็ตาม
ซึ่งมันก็มีทั้งถูกและผิด
แต่จะว่าผิดหมดก็ไม่ได้ ถูกหมดก็ไม่ได้
ในความเห็นของผู้เขียนแล้ว
รู้สึกดีใจและภูมิใจ
ที่เห็นประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะชาวบ้านนอกคอกนา
เดินทางเข้ามาเรียกร้องประชาธิปไตยในกรุงเทพ อันเป็นเมืองหลวง
แม้ว่า
ประชาธิปไตยที่เขาเรียกร้องนั้น จะยังหาข้อสรุปอย่างลงตัวไม่ได้ก็ตาม
แต่ก็มิใช่เหตุผลที่จะปรามาสว่า
เขาโง่
หรือเขาไม่มีเหตุผลเพียงพอในการเรียกร้อง
ดังนี้แต่อย่างใด เพราะไม่มีระบบใดๆ ในโลกที่เที่ยงตรงและหยุดนิ่ง
แม้แต่คอมมิวนิสต์ก็ตามเถิด
ประเทศจีนที่เจริญเติบโตเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทุกวันนี้ ก็เพราะ
เติ้ง เสี่ยว ผิง
ดัดแปลงคอมมิวนิสต์ให้เป็น 1 ประเทศ 2 ระบบ ต่างหาก
การใช้ประชาธิปไตยนั้นต้องลองผิดลองถูกกันไป
การห้ามลองใช้ต่างหากเป็นเผด็จการ
แต่จุดที่น่าสนใจนั้นอยู่ตรงที่ว่า
อดีตกาลผ่านมานั้น เรามีแต่คนชี้นิ้วบอกว่า
อย่างนี้ๆ เป็นประชาธิปไตย เลือกตั้ง
ส.ส. ก็เป็นประชาธิปไตย ทำปฏิวัติรัฐประหารก็บอกว่าเป็นประชาธิปไตย
ยิ่งนานไปยิ่งสับสน ประชาชนได้แต่เอามือเท้าคางนั่งดูแถลงการณ์ทางจอทีวี
ไม่เคยมีใครลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องความเสมอภาค
โดยเฉพาะสิทธิในการปกครองบ้านเมือง เหมือนที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้
ประชาธิปไตยของไทยในอดีตนั้นเป็นเพียงศรัทธา ความเชื่อ เชื่อว่าอย่างโน้น
เชื่อว่าอย่างนี้
คนไทยเชื่อกันมานมนานกาเลแล้ว
ว่าระบอบอย่างโน้นอย่างนี้จะทำให้อยู่ดีกินดีขึ้น
แล้วก็หลับหูหลับตาอยู่กันมาเนิ่นนาน แต่ตื่นขึ้นมากี่ครั้งๆ
มันก็ยังเหมือนเดิม
หนีไม่พ้นวงจรอุบาทว์ซักที
แต่วันนี้ประชาชนทั้งประเทศลุกขึ้นแล้ว
เขาตื่นแล้วจากความฝัน
กำลังเห็นความจริง
แม้จะเป็นความจริงบางเสี้ยว บางส่วน หรือบางฉาก ก็ตาม
ก็ยังดีกว่าลูบๆ คลำๆ เหมือนตาบอดคลำช้างอย่างที่เคยเป็น
บางคนบอกว่า
ประชาธิปไตยแบบที่เสื้อแดงเรียกร้องนั้นไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน
ผู้เขียนก็ตอบว่า
รูปแบบที่เสื้อเหลืองเรียกร้องก็ไม่ชัดเจนเช่นกัน ยิ่งจะมั่วหนักด้วยซ้ำไป
ก็ระบบ 70/30
นั่นไง ไม่ถอยหลังลงคลองหนักกว่าปฏิวัติรัฐประหารโดยพวกทหารอีกหรือ
การเมืองเป็นเรื่องอาสา ท่านจึงเรียกว่า
เล่นการเมือง ซึ่งแปลเป็นภาษาฝรั่งว่า
Play
และการเล่นนั้น ต้องประกอบด้วยหลักการ 3 ส่วน คือ กฎ
กติกา และมารยาท
เพียงแต่ต้องเริ่มต้นกันตรงที่วา
กฎ กติกา นั้น เป็นของใคร
ใครเป็นคนกำหนด ใครเป็นคนสร้าง หรือใครเป็นคนเขียน
ถ้าหากว่ามีคนหนึ่งเขียนกฎ แล้วให้อีกคนมาเล่นด้วยกัน
ส่วนตนเองนั้นเป็นคนคุมกติกา
ไอ้แบบนี้ก็โกงตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเวทีนะสิ
แต่ว่าวันนี้
ประชาชนคนไทยทั้งแผ่นดินกำลังจะสร้างกติกาของพวกเขาเอง จะถูก จะผิด
จะล้มลุกล้มเหลว หรืออะไรก็ตามแต่ แต่มันก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี
ที่เขาจะได้หัดยืนด้วยลำแข้งของตนเอง หลังจากถูกยัดเยียดให้เป็นโปลิโอมานานปี
เขาอาจจะเดินนอกทางบ้าง
เดินผิดทางบ้าง ล้มลงบ้าง มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของโลก
ถ้าห่วงก็ควรเอาใจช่วย ไม่ใช่ห้ามไม่ให้เขาเดิน
โดยคิดว่าตัวเองเดินดีกว่าหรือเดินเก่งกว่า ของอย่างนี้มันไม่แน่หรอก
ก็พวกคุณยึดประเทศไทยไว้หลายสิบปีแล้วมิใช่หรือ พวกคุณอาจจะบอกว่า
"พวกผมทำดีที่สุดแล้ว"
ดังนี้ก็ตาม
แต่เมื่อเขาเห็นว่าไม่ดี หรือไม่ยอมรับ ก็ต้องยอมรับการตัดสินของเขา
ขืนดันทุรังก็ต้องสู้กัน
เพราะ..ประชาชนไม่ยอมอีกต่อไปแล้ว !
ต่อไปเราจะได้เห็น
ถ้าหากทหารยังสะเออะเอารถถังออกมายึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ก็จะมีประชาชนเดินขบวนขัดขวางทั่วประเทศ
เขาไม่ยอมให้ประชาธิปไตยเป็นของคนเมืองหลวงเพียงจุดเดียวอีกต่อไปแล้ว
การปฏิวัติของประชาชนเริ่มต้นแล้ว
คนไทยตื่นแล้ว !
นี่คือโฉมหน้าใหม่ในการเมืองไทย
เป็นอะไรที่เรียกว่าตื่นตาตื่นใจที่สุด
เมื่อมีเริ่มต้น
ก็ย่อมมีที่สุด คือความสำเร็จ
กระบวนการประชาชนในวันนี้
จึงเป็นทฤษฎีที่ถูกต้อง
ส่วนเรื่องตัวบุคคลอื่นใดนั้นผู้เขียนไม่เขียนถึง
เพราะเป็นเพียงประเด็นปลีกย่อย
ขอลงท้ายด้วยอมตะวาจาของหลวงตาในหนังเรื่องบ้องไฟพญานาคว่า
เชื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ
ขอสนับสนุนกระบวนการประชาชน
โดยประชาชน
เพื่อประชาชน
และ
เพื่อประชาธิปไตย
|