100 ปี สมเด็จพระพุฒาจารย์

(อาสภมหาเถร)
 


     สมเด็จพระพุฒาจารย์
(อาจ อาสโภ ป.ธ.8) มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกในสมัย 25 พุทธศตวรรษ เนื่องเพราะท่านดำรงตำแหน่งสำคัญทางการคณะสงฆ์ นั่นคือ สังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง ซึ่งเทียบได้กับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในสมัยนั้น นอกจากนั้นท่านยังดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ พระอารามหลวงอันดับที่ 1 ในเมืองไทย ดำรงตำแหน่งสภานายกมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์อันดับที่ 1 ของเมืองไทย ที่สำคัญก็คือ ทรงสมณศักดิ์เป็นที่ "พระพิมลธรรม"
ตำแหน่งรองสมเด็จพระราชาคณะ หรือที่เรียกกันว่า พระราชาคณะชั้นหิรัญบัฎ ขอนำประวัติของท่านมาเสนอเป็นวาระพิเศษดังต่อไปนี้

     สมเด็จพระพุฒาจารย์ นามเดิมชื่อ อาจ ดวงมาลา เป็นบุตรของคุณพ่อพิมพ์ คุณแม่แจ้ ดวงมาลา ชาวบ้านโต้น อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ชาตกาลของท่านคือ วันอาทิตย์ ที่ 8 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2446 มีพี่น้องร่วมท้องแม่เดียวกันทั้งหมด 4 คน เป็นชายสองหญิงสอง

     อายุ 13 ปี ในปี พ.ศ. 2459 ได้รับการบรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดศรีจันทร์ ตำบลบ้านโต้น อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น มีพระอาจารย์หน่อ เจ้าอาวาสวัดศรีจันทร์ เป็นพระอุปัชฌาย์ เริ่มศึกษาภาษาธรรมแบบอีสานจนอ่านออกเขียนได้

    อายุ 15 ปี ในปี พ.ศ. 2461 เมื่อทางการประกาศรับสมัครผู้มีความรู้ภาษาไทยเข้ารับการอบรมเป็นครู สามเณรอาจได้สมัครกับเขาด้วย จบแล้วได้รับการบรรจุเป็นครูประชาบาลที่โรงเรียนวัดกลาง ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ได้เงินเดือน 6 บาท

    อีกสองปีต่อมา คือในปี พ.ศ. 2463 สามเณรอาจอยากจะเรียนต่อ จึงขอลาออกจากตำแหน่งครู ลาพ่อแม่และครูบาอาจารย์ เดินเท้าเข้าสู่กรุงเทพฯ ทีแรกก็ไปสมัครอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร แต่กุฏิไม่ว่าง จึงไปพำนักอยู่ที่วัดชนะสงครามเป็นการชั่วคราว และได้ย้ายไปศึกษาในสำนักสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารีมหาเถร ป.ธ.9) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์

สามเณรอาจมีความเจริญก้าวหน้าทางการศึกษา ดังนี้

         พ.ศ. 2464 สอบได้นักธรรมชั้นตรี
         พ.ศ. 2465 สอบได้นักธรรมชั้นโท
         พ.ศ. 2466 สอบได้บาลีเปรียญธรรม 3 ประโยค และได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุในปีนี้ ในวันจันทร์ ที่ 18 มิถุนายน 2466 ณ พระอุโบสถวัดมหาธาตุฯ มีสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายา อาสโภ แปลว่า องอาจ
         พ.ศ. 2467 สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค
         พ.ศ. 2468 สอบได้เปรียญธรรม 5 ประโยค
         พ.ศ. 2469 สอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค
         พ.ศ. 2471 สอบได้นักธรรมชั้นเอกและเปรียญธรรม 7 ประโยค
         พ.ศ. 2472 สอบได้เปรียญธรรม 8 ประโยค
        พ.ศ. 2476 พระมหาอาจ อาสโภ ป.ธ.8 ถูกส่งตัวไปทำงานในตำแหน่งรองเจ้าอาวาสวัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเป็นรองเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วย
        พ.ศ. 2477 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ "พระศรีสุธรรมมุนี"
        พ.ศ. 2478 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
        พ.ศ. 2482 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะมณฑลอยุธยา
        พ.ศ. 2484 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสังฆสภา ชุดแรก ตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2484
        พ.ศ. 2486 ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะผู้ตรวจการภาค 4 เป็นองค์แรก
    พ.ศ. 2488 ดำรงตำแหน่งสังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การศึกษา เทียบกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมทั้งดำรงตำแหน่งแม่กองธรรมสนามหลวง และเป็นเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
         พ.ศ. 2489 ดำรงตำแหน่งสังฆมนตรีว่าการองค์การศึกษา เทียบเท่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็น พระเทพเวที
        พ.ศ. 2490 ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นที่ พระธรรมไตรโลกาจารย์ พระราชาคณะชั้นธรรม
        พ.ศ. 2491 พระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺโต) เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ รูปที่ 15 ได้ถึงแก่มรณภาพลง หาพระภิกษุผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่งไม่ได้ คณะสงฆ์วัดมหาธาตุทั้งปวงจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้กราบอาราธนาพระธรรมไตรโลกาจารย์ (อาจ อาสโภ ป.ธ.8) วัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ศิษย์วัดมหาธาตุ กลับมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ ซึ่งเป็นพระอารามหลวงอันดับที่ 1 ของประเทศไทย และเพียงแค่ย่างขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุเท่านั้น ความยิ่งใหญ่ของพระธรรมไตรโลกาจารย์ก็แรงรุ่ง

        ในวันที่ 4 ธันวาคม 2492 พระธรรมไตรโลกาจารย์ อายุ 46 พรรษา 26 ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นชั้นรองสมเด็จพระราชาคณะในราชทินนาม พระพิมลธรรม ในรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม และถือเป็นการเริ่มต้นสงครามชีวิตของพระพิมลธรรมด้วย โดยเรื่องก็เนื่องมาจากยศถาบรรดาศักดิ์นั่นเอง

        พระพิมลธรรมเวลานั้นมีความโดดเด่นเป็นสง่าอย่างยิ่ง นับตั้งแต่มีวัดมหาธาตุมานั้น ก็มีอธิบดีสงฆ์รูปนี้แหละที่หัวก้าวหน้าที่สุด หนุ่มแน่นที่สุด อายุเพียง 46 ปี แต่มีดีกรีเป็นถึงรองสมเด็จ เป็นเจ้าอาวาสวัดใหญ่ที่สุดในเมืองไทย เป็นสภานายกมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งประเทศไทย และที่สำคัญก็คือ ดำรงตำแหน่งสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง ในปี พ.ศ. 2498 ตำแหน่งนี้คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีอำนาจล้นฟ้า ! แน่นอนว่ายอมเป็นที่หมายปองของพระหลายรูปหลายวัดด้วย โดยเฉพาะก็คือ สมเด็จพระวันรัต (ปลด กิตฺติโสภโณ ป.ธ.9) วัดเบญจมบพิตร อยากเป็นนักเป็นหนา ถึงขนาดว่าเคยเอ่ยปากขอ
"แลก" ตำแหน่งกับพระพิมลธรรมมาแล้ว แต่พระพิมลธรรมปฏิเสธ จึงเป็นเหตุแห่งความแค้น !

        สมเด็จพระวันรัต (ปลด) วัดเบญจฯ นั้น มีดีกรีเป็นถึงเณรนาคหลวง คือสอบเปรียญธรรมเก้าประโยคได้ขณะเป็นสามเณรในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงเป็นนาคหลวง ต่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร ก้าวหน้าในผ้าเหลืองมาเรื่อย ๆ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองคือการอภิวัตน์ของคณะราษฎรมีนายปรีดี พนมยงค์ เป็นหัวหน้าในปี พ.ศ. 2475 และต่อมาก็เกิดพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 ให้คณะสงฆ์มีการปกครองแบบประชาธิปไตย มีสมเด็จพระสังฆราช ดำรงอยู่ในฐานะพระประมุขของศาสนา ในทางบ้านเมืองนั้น มีคณะรัฐมนตรีสงฆ์เรียกว่าสังฆมนตรี บริหารวัดวาอารามทั่วประเทศในนาม คณะสงฆ์มนตรี มีสังฆนายกเป็นหัวหน้า เทียบกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังแบ่งไปอีก 4 กระทรวงหลัก แต่เรียกว่าองค์การ ได้แก่ องค์การปกครอง องค์การศึกษา องค์การเผยแผ่ และองค์การสาธารณูปการ เนื้องานก็แยกไปตามชื่อ คือศึกษาก็คุมการศึกษา เผยแผ่ก็คุมเรื่องการเทศน์ สาธารณูปการก็จับฉ่าย ไฟไหม้ น้ำท่วม ใครเจ็บไข้ได้ป่วยก็ยกสังฆทานไปช่วย ที่ได้น้ำได้เนื้อมากกว่าเพื่อนก็คือองค์การปกครอง ซึ่งคุมอำนาจในทางการเมืองไว้เบ็ดเสร็จ เผลอ ๆ จะมากกว่าตำแหน่งสังฆนายกด้วยซ้ำไป นั่นจึงเป็นปัญหาว่าด้วยตำแหน่งของพระพิลธรรม

        อีกด้านหนึ่ง พระพิมลธรรมรุกหนักในด้านการศึกษา ส่งพระภิกษุ-สามเณรไปเรียนต่อในต่างประเทศ ทั้งญี่ปุ่น อินเดีย สหรัฐอเมริกา และพม่า ! อา..หาเรื่องแล้วสิ พม่ากับไทยนั้นไม่ถูกกันมาตั้งแต่สมัยพระไชยราชาเมื่อเริ่มสงครามเมืองเชียงกรานแล้ว สงครามช้างเผือก เสียกรุงครั้งที่ 1-2-3 สงครามเก้าทัพ สารพัดจะเจ็บปวดเมื่อพูดถึงเรื่อง "พม่า" แบบเรียนสมัยเก่าไทยเรามีพม่าเป็นศัตรูคู่ชาติ ชาติไทยจะไชโยที่สุดถ้าชนะพม่า แต่ว่าพระพิมลธรรมกลับทำในสิ่งที่ใครไม่กล้าทำ นั่นคือส่งพระไปเรียนอภิธรรมและกรรมฐานที่พม่า วันนำพระนิสิตไปกราบลาขอพรต่อสมเด็จพระวันรัต (ปลด) วัดเบญจฯ นั้น จึงถูกกระเทียบเปรียบเปรยแบบนิ่ม ๆ ว่า
"ท่านพิมลธรรมเอ๋ย ท่านจะเอาดีไปถึงไหน การพระศาสนาในเมืองไทยเราดีที่สุดอยู่แล้ว" นับเป็นพรอันแปลกประหลาดที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา

        ต่อมา ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2503 สมเด็จพระวันรัต (ปลด กิตฺติโสภโณ) วัดเบญจมบพิตร ได้รับการ สถาปนาขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ 14 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ รังสีแห่งความอำมหิตจึงแผ่ครอบงำวัดมหาธาตุทันที

 

พระมหานรินทร์ นรินฺโท
วัดไทย ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา
30 สิงหาคม 2547

 

 

 
E-Mail ถึง บก.
peesang2003@hotmail.com

All Right Reserved @ 2003
This Website Sponsored by

 

www.alittlebuddha.com  วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264