สะเก็ดข่าวศาสนาตลอดปี 2548

โดย...ปี้ส่าง
 



 

     พบกันอีกครั้งครับ ท่านผู้อ่านที่เคารพ กับศาสนาวาไรตี้ หนึ่งปีมีครั้งเดียว "สะเก็ดข่าวศาสนา" ซึ่ง "ปี้ส่าง" เริ่มเปิดคอลัมน์เป็นครั้งแรกไว้เมื่อปีกลาย ปีนี้เห็นหลายๆ สำนักพิมพ์เขาเขียนตัดหน้า อ่านๆ ดูแล้วก็แทบถอดใจ เพราะอะไรๆ ที่เราจะเขียน เขาก็เขียนล่วงหน้าไปแทบหมดแล้ว แต่เพื่อนๆ บอกว่า "เอาเหอะน่า อย่าทำเป็นหัวล้านใจน้อยหน่อยเลย เขาเขียนก็เขาเขียน มิใช่เราเขียน เพราะฉะนั้นเราต้องเขียน เพราะเป็นหน้าที่ของเรา" ได้ยินได้ฟังดังนี้ จึงทำใจแข็งคิดว่า "เอาก็เอา (วะ) ไหนๆ ก็ไหนๆ ไม่มีใครอ่านเราก็อ่านเอง..." และนั่น สะเก็ดข่าวปีนี้จึงเกิดขึ้นดังที่ท่านกำลังเห็นอยู่ในบัดนี้
 

     ว่าโดยทั่วไปแล้ว เมื่อเริ่มต้นปี พ.ศ.2548 นั้น ความโกลาหลอลเวงจากมหันตภัยคลื่นยักษ์ "สึนามิ" ที่พัดเล่นงาน 12 ประเทศ ในเขตเอเชียและแอฟริกา ทำเอาผู้คนล้มหายตายจากไม่นับเพศนับวัยนับได้ถึง 300,000 คน มิทันจางหาย กลายเป็นโศกนาฎกรรมคาบปี และถือว่าเป็นอภิมหันตภัยร้ายแรงที่สุดในรอบหลายร้อยปี ยกเว้นก็แต่ภัยที่เกิดจากเงื้อมมือมนุษย์ที่เข่นฆ่ากันเอง เช่น สงคราม ความเอารัดเอาเปรียบกัน เป็นต้น ผู้คนล้มหายตายจากมากกว่าภัยธรรมชาติอย่างเทียบมิได้ แน่นอนที่สุดว่า วันนี้ ภัยจากมนุษย์ด้วยกันเองนี่แหละ ที่รุนแรงที่สุด ทั้งโกง หักหลัง ปล้นฆ่า ไปจนถึงสงคราม...

     "ศาสนาทุกศาสนา ล้วนสอนให้คนเป็นคนดี" แต่น่าแปลกว่า คนมีศาสนาทั้งหลาย กลับกลายเป็นตัวสร้างปัญหา ก่อสงคราม เข่นฆ่า กันเสียเอง แปลกใจไหมเล่า ก็ไหนเล่าว่า   "ศาสนาทุกศาสนา ล้วนสอนให้คนเป็นคนดี" แล้วทำไมคนที่มีศาสนากลับกลายเป็นคนไม่ดี ? นี่ยังเห็นหลายๆ คนชักจะเริ่มเบื่อศาสนาเหมือนเบื่อพรรคการเมืองบางพรรคหรือนายกรัฐมนตรีบางคน ที่ผูกขาดความดีไว้กับตัวเอง ถึงกับคิดอยากจะยุบพรรค เอ๊ย ยุบศาสนาทิ้งให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปซะเลย เออ ดูสิ ความคิดคน ยังงี้ก็มีด้วย

     พระไทยดังๆ ระดับท็อปไฟว์ในปี 2548 นี้ ต้องจัดระเบียบ เอ๊ย จัดอันดับสลับตำแหน่งกันวุ่นวาย ไล่ตั้งแต่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร บางลำพู พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตาบัว วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี พระเทพวิทยาคม หรือหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่ อำเภอด่านขุนทด นครราชสีมา พระเทพกิตติปัญญาคุณ หรือกิตติวุฑโฒ เจ้าสำนักจิตตภาวัน อำเภอบางละมุง ชลบุรี  และพระนราธิป สนฺตจิตฺโต (กาญจนวัฒน์) อดีตนักร้องนำวงสตริงขวัญใจวัยรุ่น "ชาตรี" วัดเนินรังวรปัญญาราม (ลานนางฟ้า) ต.ยางราก อ.โคกเจริญ จ.ลพบุรี ทั้ง 5 รูปนี้ ทางเราเห็นสมควรจัดอันดับความดัง ได้ดังนี้

1. พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตาบัว วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี

2. พระเทพวิทยาคม หรือหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา

3. สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร เขตบางลำพู กรุงเทพฯ

4. พระเทพกิตติปัญญาคุณ หรือกิตติวุฑโฒ เจ้าสำนักจิตตภาวัน อำเภอบางละมุง จ.ชลบุรี

5.พระนราธิป สนฺตจิตฺโต (กาญจนวัฒน์) วัดเนินรังวรปัญญาราม (ลานนางฟ้า) ต.ยางราก อ.โคกเจริญ จ.ลพบุรี


 

พระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสมฺปนฺโน ป.ธ.3)
วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี

 

     อันดับที่ 1 นั้น ที่ยังเป็นของ "ท่านหลวงตามหาบัว" เพราะว่าท่านมีบทบาทวาไรตี้ที่สุด ทั้งหัวเราะ ร้องไห้ และเกรี้ยวกราด ครบเครื่อง เป็นเจ้าของเว๊บไซต์ "หลวงตาดอทคอม" ซึ่งนับเป็นพระกรรมฐานศิษย์หลวงปู่มั่นทันสมัยที่สุด ผลงานชิ้นโบว์แดงที่ท่านสร้างสรรค์ในปี 2548 ก็คือ การยื่นถวายฎีกาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อขอให้ทรงปลดสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดสระเกศ และประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ตามพระราชกำหนดของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

      ตลอดปีที่ผ่านมา หลวงตาบัวท่านก็คงเส้นคงวา ทั้งเทศนาอบรมประชาชน ด่ารัฐบาล ด่ามหาเถรสมาคม อย่างเสมอต้นเสมอปลายมิได้ขาด พูดหรือเทศน์แต่ละเรื่องล้วนแต่เป็นเรื่อง และเรื่องใหญ่ในประวัติศาสตร์ก็คือ คำปาฐกถาเรื่อง "เทวทัตยังรู้โทษ" เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2548 โดยระบุถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่าถ้าทำอย่างทุกวันนี้ก็มีสิทธิ์จบเหมือนพระเทวทัต และต่อมา เมื่อทางเว๊บไซต์ แมแนเจอร์ ดอทคอม ในเครือผู้จัดการ ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้นำเอาคำปาฐกถาดังกล่าวไปเสนอต่อประชาชน จึงเป็นเหตุให้หนังสือพิมพ์ผู้จัดการโดนนายกรัฐมนตรีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายถึง 500 ล้านบาท ! จึงนับว่าปาฐกถาของหลวงตาบัวเรื่องดังกล่าวเป็นคำเทศนาราคา "แพงที่สุด" ในประวัติศาสตร์การเทศน์ของพระไทยอีกด้วย



 

พระเทพญาณวิทยาคม (คูณ ปริสุทโธ)
วัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา

 

     อันดับที่ 2  หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ พระเกจิดังอันดับหนึ่งของเมืองไทยในเวลานี้คว้าตำแหน่งไปครอง ทั้งนี้เพราะมีข่าวเกี่ยวข้องกับท่านหลากหลายมากมายนัก ท่านเป็นเจ้าของพระเครื่อง 3,000 รุ่น 4,000,000 องค์ เคยมีคนนำเอาพระเครื่องไปถวายให้ท่านตัดสินว่าองค์ไหนจริงองค์ไหนปลอม ท่านก็ถามว่า "มึงเห็นรูปกูบนเหรียญนั่นหรือเปล่า ?" ลูกศิษย์ก็ตอบว่า "เห็นค่ะ ก็เป็นรูปของหลวงพ่อ" หลวงพ่อก็สรุปว่า "ถ้าเป็นรูปกู ก็ต้องเป็นของแท้สิวะ อย่าสงสัยเลยอีนาย" ก็เป็นอันว่า พระเครื่องที่มีรูปหรือชื่อหลวงพ่อคูณกำกับอยู่ทุกชิ้น ท่านการันตีเป็นของจริงทั้งหมด !

    ข่าวคราวของหลวงพ่อคูณยังฮิตติดหนังสือพิมพ์ตลอดปี ตั้งแต่การป่วยเข้ารับการผ่าตัดครั้งใหญ่ที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อปีกลาย การออกจากโรงพยาบาล การเข้ารับการรักษาสุขภาพรอบสองที่โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา การย้ายวัดจำพรรษา และอื่นๆ อีกมากมาย

     หลังจากนายบุญเรียบ จันทร์เพ็ง หรือผู้ใหญ่แดง หลานชายในไส้ของหลวงพ่อคูณ ถูกฆาตกรบุกยิงทิ้งอย่างอุกอาจ ต่อหน้าลูกน้องนับสิบคนในคอกวัวของตัวเอง เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2548 นั้น ข่าวทุกกระแสพุ่งตรงไปลงที่ผลประโยชน์ในวัดบ้านไร่ โดยเฉพาะพระรุ่น "ยอดธง" ที่ยอดจองทะลุเป้า "เข้าข่ายเป็นชนวนสังหารผู้ใหญ่แดง" ต่อมาในกลางเดือนมิถุนายน จึงมีข่าวหลวงพ่อคูณหลบร้อนไปพักผ่อนที่บ้านสวนทสพร ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ของ พล.ต.ต.มหัคฆพันธ์ สุรคุปต์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นศิษย์ใกล้ชิดอีกคนหนึ่ง หลังจากนั้นหลวงพ่อคูณก็ติดไข้จนต้องเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง ถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2548 ก็มีข่าวใหญ่ เมื่อหลวงพ่อคูณประกาศย้ายวัด จะไปจำพรรษาที่วัดหนองบัวรอง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้พ่อค้าแม่ขายในวัดบ้านไร่ร้องไห้กันเป็นแถวๆ ถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2548 หลวงพ่อคูณจึงได้ฤกษ์กลับวัดบ้านไร่ โดยก่อนจะกลับก็จัดการเซ็น "โละกรรมการชุดเก่า 108 คน" ออกจากตำแหน่ง ข่าวหลวงพ่อคูณถึงไม่ฉวัดเฉวียนเท่ากับหลวงตาบัว แต่ก็เป็นเหมือนกระแสคลื่นที่วิ่งไล่กันไปได้ตลอดปี นับเป็นพระในข่าวอันดับที่สองของปี 48 นี้


 

 

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19
วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร

 

     อันดับที่ 3 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ปรากฏพระองค์เป็นข่าวที่มีสีสันต์มากที่สุดรูปหนึ่ง แม้ว่าพระองค์จะทรงงดตรัสมาหลายเพลาแล้ว แต่เมื่อมีกิจจำเป็นก็ทรงมีพระสังฆราโชวาท ซึ่งการเสด็จออกงานในแต่ละครั้งนั้น นำมาซึ่งปัญหาให้แก่รัฐบาล ด้วยแต่เดิมนั้น รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กระทำการ "แขวน" สมเด็จพระสังฆราชไว้ในฐานะ "ผู้อาพาธ-มิสามารถจะปฏิบัติศาสนกิจได้" แต่เมื่อทรงปฏิบัติศาสนกิจได้เช่นนี้จะมีความหมายเช่นไร เช่น

     วันที่ 3 มิถุนายน 2548 เสด็จไปยังวัดประดู่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เพื่อทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์เครื่องราชศรัทธาในรัชกาลที่ 5 เป็นการส่วนพระองค์ คือตามพระสังฆราชอัธยาศัย

     วันที่ 1 ตุลาคม 2548 เสด็จจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มายังตำหนักคอยท่าปราโมช วัดบวรนิเวศ เพื่อทรงบำเพ็ญพระกุศลพระชนมายุ 92 พรรษา

     วันที่ 26 ตุลาคม 2548 เสด็จร่วมพระราชพิธีพระกฐินต้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จทรงทอดผ้าพระกฐิน ณ วัดบวรนิเวศวิหาร

     นอกจากนั้นยังทรงประทานพรปีใหม่ 2549 ให้แก่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศเป็นการปิดท้ายรายการ พ.ศ.2548 นี้อีก ว่า

      เจริญพรสาธุชนทั้งหลาย ในวารดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2549 นี้ นับเป็นปีมหามงคลอีกปีหนึ่ง เพราะเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์ถ้วน 60 ปี จึงใคร่ขอเชิญชวนพสกนิกรชาวไทย พร้อมใจกันถวายพระพรชัยมงคล ขอจงทรงพระเจริญยั่งยืนนาน ขอให้ทุกคนสำรวจตนเองว่า ในรอบปีที่ผ่านมามีอะไรบกพร่อง จะปรับปรุงแก้ไขตนเองอย่างไร วันเวลามีค่า มีความหมาย ก็เพราะเราใช้ทำสิ่งที่มีคุณค่า ประกอบด้วยธรรม มีความหมายต่อชีวิต ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและอำนาจบุญกุศล อำนวยให้ท่านทั้งหลายเจริญสิริสวัสดิพิพัฒมงคล ตลอดไปทั่วกัน ขออำนวยพร

     ข่าวการเคลื่อนไหวของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ถูกทั้งรัฐบาล มหาเถรสมาคม และหนังสือพิมพ์ตามประกบแทบทุกย่างก้าว เพราะมีผลกระทบไปถึงข้ออ้างของรัฐบาล (มหาเถรสมาคม) ในการตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชแทนพระองค์ดังกล่าวแล้ว แม้มิค่อยตรัส แต่ทรงขยับพระองค์แต่ละทีมีแต่คนสะดุ้ง


 

 

พระเทพกิตติปัญญาคุณ (กิตติวุฑฺโฒ)
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ

 

     อันดับที่ 4 พระเทพกิตติปัญญาคุณ เรียกอย่างนี้คงไม่มีใครรู้จัก แต่ถ้าบอกว่า "กิตติวุฑโฒ" แล้วละก็ร้องอ๋อไปทั้งบางเชียวแหละ เพราะหลวงพ่อกิตติวุฑโฒนั้นท่านโด่งดังเป็นดาวค้างฟ้ามาก่อนใครในบรรดาบุคคลในข่าวของปีนี้ และปีนี้ท่านดังประหลาดกว่าใคร เพราะ "ดังเพราะความตาย" มิได้ดังเพราะผลงานเช่นบุคคลอื่น แต่ทั้งนี้ด้วยความดังในอดีตทำให้ชื่อของท่านฮือฮามาก ขนาดว่าแค่ข้ามวันผู้คนก็โจษจันกันด้วยความสนใจกว่าพระรูปอื่นๆ

      "ฆ่าคอมมูนิสต์ไม่บาป" เป็นคำประกาศอย่างอาจหาญของพระภิกษุไทยผู้นิยมเผด็จการเต็มรูปแบบรูปหนึ่ง ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2519 ยุคนั้นเรียกว่า "ขวาพิฆาตซ้าย" ฝ่ายขวานั้นคือกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนรัฐบาลทหาร เช่น กลุ่มนวพล กลุ่มกระทิงแดง กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน เป็นต้น โดยโยนข้อหา "เป็นคอมมิวนิสต์-คิดพิฆาตสถาบันพระมหากษัตริย์" ให้แก่กระบวนการนิสิตนักศึกษาผู้เรียกร้องประชาธิปไตย พระกิตติวุฑโฒเป็นหัวหน้ากลุ่มนวพล ระดมพลเพื่อเชิดชูรัฐบาลทหาร เมื่อมีนักศึกษาเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตย มีการเข่นฆ่ากันขึ้น ท่านก็ออกโรงปกป้องฆาตกรว่า "ฆ่าคอมมูนิสต์ไม่บาป" ดังกล่าว

     กิตฺติวุฑโฒ เป็นฉายา (นามสกุลทางภาษาบาลีของพระที่ตั้งใหม่ใช้แทนนามสกุลในเวลาอุปสมบท) ของพระภิกษุชาวนครปฐมรูปหนึ่ง ซึ่งบวชเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ.2500 ที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ศิษย์ร่วมสำนักกับพระดังๆ และใหญ่ๆ สมัยนี้ เช่น สมเด็จพระมหารัชชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ พระธรรมกิตติวงศ์ เจ้าอาวาสวัดราชโอรสาราม พระธัมมชโย แห่งวัดพระธรรมกาย เป็นต้น ชื่อจริงของพระกิตติวุฑโฒ ก็คือ พระกิตติศักดิ์ นามสกุล เจริญสถาพร (แซ่โค้ว) เกิดวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2479 ที่ตำบลป่าไทร อ.บางเลน จ.นครปฐม บิดามารดาชื่อนายยี่ นางเง็กเล้า เจริญสถาพร

     บวชได้ไม่กี่พรรษา พระกิตติศักดิ์ สนใจในการศึกษาพระอภิธรรม แต่วัดปากน้ำอยู่ไกลไปมาไม่สะดวก จึงลาพระอุปัชฌาย์อาจารย์มาจำพรรษาที่คณะ 25 วัดมหาธาตุ จนเรียนจบพระอภิธรรมในเวลาต่อมา และว่ากันว่า นอกจากพระครูประกาศสมาธิคุณแล้ว ก็กิตติวุฑโฒนี่แหละที่เป็นหนึ่งในกระบวนพระอภิธรรม ขึ้นธรรมาสน์แต่ละครั้งท่านเรียกความสนใจจากญาติโยมเหมือนสะกดจิต เรียงร้อยถ้อยคำนับตั้งแต่ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน ไปจนอวสาน พระกิตติวุฑโฒโด่งดังด้วยเหตุฉะนี้

     ต่อมา พระกิตติวุฑโฒขยายความดังออนแอร์ บรรยายธรรมออกวิทยุทางสถานีวิทยุยานเกราะของทหาร ชื่อรายการ โพธิญาณ นับเป็นการเข้าใกล้ทหารเป็นครั้งแรก ว่ากันว่าแม่ยกติดกันตรึม ยิ่งทหารชั้นผู้ใหญ่แล้วเลื่อมใสเป็นนักเป็นหนา กาลต่อมา จอมพถนอม กิตติขจร และท่านผู้หญิงจงกล ก็เปิดตัวเป็นศิษย์ก้นกุฏิพระกิตติวุฑโฒ และอีกต่อมาพระกิตติวุฑโฒได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ พระอารามหลวงอันดับหนึ่งของเมืองไทย

     พ.ศ.2515 สมเด็จพระวันรัต (ปุ่น ปุณฺณสิริ) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ ท่าเตียน ได้รับการสถาปนาขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ 17 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระกิตติศักดิ์ทำช็อควงการสงฆ์ โดยการได้รับแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะปลัดซ้ายของสมเด็จป๋า มีราชทินนามว่า พระอุดรคณาธิการ คู่กับ ดร.พระมหาสิงทนต์ คำซาว ชาวเชียงใหม่ ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะปลัดฝ่ายขวา ในราชทินนาม พระทักษิณคณาธิกร จึงซี้ปึ๊กกับพระราชโมลี (กมล โกวิโท ป.ธ.6) ผู้ซึ่งต่อมาก็คือพระธรรมราชานุวัตร (หลวงเตี่ย) เจ้าอาวาสวัดไทย ลอสแองเจลิส ซึ่งขณะนั้นยังอยู่วัดโพธิ์ และดำรงตำแหน่งเลขานุการในสมเด็จพระสังฆราช (ป๋า) ด้วย ทั้งนี้หลวงเตี่ยเป็นคนนครปฐมพื้นเดียวกับท่านกิตติวุฑโฒ

     เส้นสายใยโยงที่เข้าถึงผู้หลักผู้ใหญ่ระดับสมเด็จพระสังฆราชและนายกรัฐมนตรีนั้น ทำให้พระอุดรคณาธิการฉายแววแพรวพร่างเป็นดาวเด่นในวงการสงฆ์ในยุคกึ่งพุทธกาล แต่ด้วยความที่มีทหารนิยมทำให้ท่านนิยมทหาร เมื่อเกิดเหตุการณ์ 16 ตุลา 2519 มหาวิปโยค คราวนั้น ท่านกิตติวุฑโฒก็นำเอาตัวเองและผ้าเหลืองเข้าไปเปื้อนเลือดอย่างไม่รู้สึกรู้สา แถมยังกล่าววาจาอันเป็นอมตะผ่านสื่อคือหนังสือพิมพ์จตุรัส ในวันที่ 27 มิถุนายน 2519 อีกด้วยว่า "ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป" ทำให้นิสิตนักศึกษาซึ่งเป็นลูกหลานของท่านถูกยัดข้อหา "เป็นคอมมิวนิสต์" และสังหารโหดกลางเมืองตายไปนับพันคน

     ผลงานด้านอื่นนั้น พระกิตติวุฑโฒ ก่อตั้งสำนักจิตตภาวันวิทยาลัย ขึ้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี หมายใจให้เป็นวิทยาลัยสงฆ์ มีการศึกษาวิชาการสมัยใหม่ ทั้งซ่อมรถซ่อมเรือ อีเล็กโทรนิค การเทศน์การสอน ศิษย์เอกของกิตติวุฑโฒที่โด่งดังเกือบเป็นดาวค้างฟ้าก็คือ พระใบฎีกานิกร ธมฺมวาที วัดสันปง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ผู้มีรูปงามน้ำเสียงไพเราะจนแม่ออกแย่งกันออกตั๋วเครื่องบินให้นั่นเอง

     พระกิตติวุฑโฒนั้นนับว่าเป็นพระหัวก้าวหน้า คิดการไกล และคิดใหญ่ด้วย อภิมหาโปรเจ็คก่อนที่นายกทักษิณจะคิดใหม่ทำใหม่นั้น ลองไปอ่านประวัติศาสตร์ดูให้ดี หลายสิบปีก่อนหน้านั้น พระกิตติวุฑโฒคิดและทำมาก่อนแล้วทั้งสิ้น ทั้งบุกเบิกการศึกษา นำเอาศาสนาเข้าสู่ประชาชนอย่างตรงไปตรงมา มีแม้กระทั่งซื้อเรือสำราญมาทำวิปัสสนาวิ่งรอกบนลำน้ำเจ้าพระยาพาคนไปพระนิพพาน งานช่วยชาวบ้านระดับรากหญ้าพระกิตติวุฑโฒก็ทำมาแล้ว โดยตั้งโรงสีข้าวชาวนาเพื่อตัดพ่อคนกลางออกไปจากการเก็งกำไร แม้แต่คอนโดธรรมะที่สร้างไว้ให้คนชราพักภายในวัด เป็นสถานที่ทำบุญและพักผ่อนตอนท้ายของชีวิต พระกิตติวุฑโฒก็คิดก่อนพระธัมมชโยแห่งวัดพระธรรมกายได้ตั้งหลายสิบปี

     คุณงามความดีของกิตติวุฑโฒนั้นคงจะจารึกอยู่ในใจของศิษยานุศิษย์สายจิตตภาวัน ส่วนคนอื่นๆ ที่มิใช่ศิษย์สำนักจิตตภาวัน ก็จะมองภาพของกิตติวุฑโฒไปในทางลบ เพราะข่าวคราวที่ฉายผ่านหนังสือพิมพ์ในแต่ละครั้งนั้นมันสร้างภาพลบมากกว่าบวกให้แก่ท่านกิตติวุฑโฒ

เคยต้องคดีรถสำนักจิตตภาวันขนอาวุธสงครามไปชายแดนเขมรถูกจับได้
พ.ศ.2521 คดีพัวพันรถวอลโว่เถื่อน
พ.ศ.2528 คดีรถน้ำมันแชร์แม่นกแก้วอยู่ในสำนักจิตตภาวัน
พ.ศ.2530 ซื้อกิจการวิทยาลัยคณาสวัสดิ์ เปลี่ยนชื่อเป็นวิทยาลัยศรีอีสาน แต่ไม่จ่ายเงินเดือนครู
พ.ศ.2531 ได้รับการเสนอชื่อโดยพระสุเมธาธิบดี เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ให้ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม แต่โดนศิษย์วัดระฆังรวมตัวประท้วง ต้องกินน้ำเปล่าแก้กระหาย
พ.ศ.2532 คดีคอนโดธรรมะ 9 ชั้น 612 ยูนิต ๆ 300,000 บาท ที่เอาเงินไปก่อนแล้วไม่ยอมสร้าง จนคนจองตายไปก่อน
พ.ศ.2536 โครงการเรือสำราญ
"โพธิญาณ" ที่ครบเครื่องด้วยอุปกรณ์ทันสมัยพอๆ กับเรือยอร์ช มูลค่า 17 ล้านบาท
! ซึ่งแล่นได้ไม่นานก็ล่มลงจมไป ปลายปีนั้นประกาศอภิมหาโปรเจ็ค โครงการพัฒนาพื้นที่สวนลุมพินี ประเทศเนปาล สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า ราคา 2.2 พันล้านบาท
พ.ศ.2537 คดีขายที่ป่าสงวน 2,500 ไร่ ที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ราคา 7,000,000 บาท

พ.ศ.2542  คดีเช็คเด้ง 2 ฉบับ เป็นเงิน 54 ล้านบาท (คดีนี้ศาลแขวงชลบุรีสั่งจำคุกพระกิตติวุฑโฒและน้องสาวคนละ 2 ปี แต่ให้รอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี) แต่ต่อมาศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง    

     เมื่อ พ.ศ.2543 ขณะคดีพระธัมมชโย วัดพระธรรมกาย กำลังร้อนแรงอยู่นั้น พระกิตติวุฑโฒก็กระทำการ "สวนกระแส" เปิดสำนักจิตตภาวัน จัดสัมมนาทางวิชาการ คัดค้านพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับใหม่

    นี่เป็นแง่ลบ ส่วนแง่บวกเกี่ยวกับประวัติของท่านกิตติวุฑโฒนั้น ขอยกตัวอย่างความเห็นในเว๊บมติชนมาให้ท่านทัศนา ดังนี้

 

"...ณ วันนั้น (พ.ศ.2518-2519) คนไทยแบ่งเป็นสองฝ่าย คือ ซ้ายกับขวา ซ้ายมีลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นสรณะ ชนชั้นกรรมกรจะต้องยิ่งใหญ่ และมนุษยชาติยิ่งใหญ่กว่าเชื้อชาติ ทุกคนต้องมุ่งหวังให้ถึงสังคมอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ ที่ทุกคนเสมอภาคกัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นสัญลักษ์และตัวแทนของการแบ่งชั้นชั้น เป็นยาเสพติด เป็นเป้าหมายที่คอมมิวนิสต์ต้องทำลายล้างให้สิ้นซาก ดูได้จากประเทศที่ปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ ห้ามนับถือศาสนา ไม่มีกษัตริย์ ฝ่ายขวามีชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นสรณะ

     จะเห็นได้ว่า คอมมิวนิสต์ประกาศที่จะทำลายล้างสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ของไทย เพื่อมุ่งสู่สังคมอุดมการณ์ก่อน ซึ่งหมายความว่าคอมมิวนิสต์ไม่ได้นับถือหรือต้องการให้มีในหลวงและวัด
พระกิตติวุฑโฒซึ่งเป็นพระของศาสนาที่กำลังจะถูกทำลาย จึงเทศน์ประกาศว่า ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป

     หนังสือพิมพ์ก็เช่นกัน สมัยนั้นแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ทั้งซ้ายและขวา มติชนอยู่ฝ่ายซ้าย (หรืออาจจะดัดจริตอยู่ฝ่ายซ้าย) โจมตีกิตติวุฑโฒมาโดยตลอด

     สำหรับเรื่องย้อนรอยอื่นๆ เช่น เรื่องวอลโว่เถื่อน รถเก็บน้ำมัน ผ้าป่าอาวุธ เป็นเรื่องที่ลูกศิษย์ ซึ่งมีทั้งทหาร ตำรวจ และกลุ่มติดอาวุธนอกกฎหมาย ซีไอเอ และกลุ่มอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย ใช้สถานที่จิตตภาวันเป็นแหล่งซ่องสุมและก่อการ มีบางเรื่องผู้นำรัฐบาลรู้เห็นเป็นใจ
โดยที่กิตติวุฑโฒควบคุมไม่ได้

     เรื่องหลอกขายที่ เป็นที่ดินคล้ายกับที่ดินของพลตรีจำลอง ไม่มีเอกสารสิทธิ์ มีผู้บริจาคให้ เมื่อมีผู้มาซื้อ กิตติวุฑโฒก็ขายให้ เพื่อนำเงินมาเลี้ยงพระเณรที่มีมากถึงพันคน เมื่อนำไปออกเอกสารสิทธิ ทางการไม่ออกให้
ก็หาว่ากิตติวุฑโฒหลอกขาย

     เรื่องมหาวิทยาลัยคณาสวัสดิ์
เป็นเรื่องของความตั้งใจดี แต่ทำไม่สำเร็จ

     กิตติวุฑโฒเป็นคนแซ่โค้ว หรือสู่ เกิดที่บางเลน ใช้ชีวิตเป็นฆราวาสเพียง 17 ปี นอกจากนั้นเป็นเณรและพระ
ได้ช่วยเด็กยากจนทั่วทั้งประเทศให้ได้มาเรียนที่จิตตภาวันไม่น้อยกว่า 3 หมื่นคน ส่วนใหญ่เป็นคนรู้ดีรู้ชั่ว หลากหลายอาชีพ คนที่ผู้อ่านรู้จักดีอย่างเช่น นายชิป จิตนิยม ITV จิตตภาวันรุ่นที่ 7 คนเหล่านี้ถ้าไม่มีกิตติวุฑโฒ อาจจะเลี้ยงควายอยู่บ้านนอก หรืออาจจะเป็นควายไปเลยก็ได้

     และถ้าใครได้ศึกษาแผนการเผยแพร่ศาสนาพุทธของกิตติวุฑโฒแล้ว จะเข้าใจคนๆ นี้ว่าเขาตั้งใจทำอะไร ยิ่งใหญ่ขนาดไหน

    
การที่คนๆ หนึ่งเป็นพระ ไม่เคยปลุกเสกพระเครื่องขาย ไม่เคยเอานรกสวรรค์มาล่อหลอกให้คนมาบริจาคเงิน มีแต่ใช้ปากอธิบายหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า และได้ช่วยชีวิตเด็กบ้านนอกหลายหมื่นคนให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ถึงแม้ว่าเขาไม่ใช่พระที่ดี แต่ผมว่าเขาเป็นคนดีอย่างแน่นอน..."

 

     ชีวิตและงานของพระกิตติวุฑโฒนั้น นับว่าครบเครื่องทั้ง "โหด เลว ดี" มีไม่กี่รูปในเมืองไทยที่ทำได้อย่างท่าน อาจจะเรียกได้ว่าไม่มีเลยก็ว่าได้ ถึงวันที่ 21 มกราคม 2548 ท่านกิตติวุฑโฒก็สิ้นใจอย่างสงบด้วยโรคหัวใจ ที่โรงพยาบาลชลบุรี สิริอายุได้ 68 ปี 48 พรรษา สมณศักดิ์ชั้นสูงสุดที่พระกิตติวุฑโฒได้รับนั้นคือ พระเทพกิตติปัญญาคุณ

     ข่าวการมรณภาพของพระกิตติวุฑโฒ หนังสือพิมพ์ไทยทุกฉบับล้วนพาดหัวข่าวเหมือนนัดกันไว้ นั่นเพราะความยิ่งใหญ่ในชื่อเสียงทั้งดีและร้ายของท่านที่สั่งสมมา แม้ว่าพระหนุ่มเณรน้อยรุ่นปัจจุบันวันนี้จะไม่ค่อยมีใครรู้จักกิตติวุฑโฒแล้วก็ตาม แต่ลองถามคนเดือนตุลาดูสิ รับรองว่า คุ้นเคยยิ่งกว่าสหาย..

เรา-จึงยกให้ท่านกิตติวุฑโฒ รั้งอันดับ 4 พระดังแห่งปี 2548

 


 

พระครูปลัดนราธิป สนฺตจิตฺโต
วัดเนินรังวรปัญญาราม (ลานนางฟ้า) ต.ยางราก อ.โคกเจริญ จ.ลพบุรี

 

อันดับที่ 5 เปรี้ยงป้างระดับ "โป้งเดียวจอด" เป็นของอดีตนักร้องดังในอดีต พระนราธิป กาญจนวัฒน์ ผู้อาจหาญชาญชัยประกาศต่อหน้าหนังสือพิมพ์ว่า "ชาตินี้จะขอบวชจนตาย-ไม่สึก" และแล้วกาลเวลาก็พิสูจน์ว่า  คำพูดก็คือลมปาก หาความเป็นจริงจังอันใดไม่ได้ สมดังปกหนังสือดังของทิดนราธิปที่ว่า "ไอ้หน้าโง่..."

      ประมาณ พ.ศ.2525-2530 วัยรุ่นไทยสมัยนั้นขอใช้คำว่า "ไม่มีใครไม่รู้จัก ชาตรี-วงดนตรีขวัญใจวัยรุ่น" หัวหน้าและนักร้องนำวงชาตรีนั้นชื่อว่า นราธิป กาญจนวัฒน์ บทเพลงหวานซึ้งกินใจ เช่น แฟนฉัน สิ่งแรกและสิ่งสุดท้าย เจ็บเพราะใคร สัญญาใจ ยากยิ่งนัก รักครั้งแรก รอยอดีต แอบรัก รักอำพราง เป็นต้น เป็นน้ำเสียงของเขา ซึ่งต่อมาน่าจะเป็นสาเหตุหลักให้เขาประกาศทิ้งวงการหันหน้าเข้าหาพระธรรม

     ตามเกร็ดประวัติแล้ว วงชาตรีมาจากคำว่า "ชาตรี" ซึ่งเป็นชื่อปกหนังสือพระเครื่องของ คุณประชุม กาญจนวัฒน์ เซียนพระอาวุโสของวงการ ผู้ให้กำเนิดหนังสือพระเครื่องชั้นครูขึ้นเป็นเล่มแรกของเมืองไทย กับพระกับเจ้านั้น สหายชาวชาตรีมีความคุ้นเคยกับพระอาจารย์จำรูญ ปานจันทร์ แห่งสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นศูนย์บำบัดรักษาผู้ตัดยาเสพติดใหญ่ของประเทศไทย วงชาตรีเคยออกเทปชุด "ชีวิตใหม่" นำรายได้ส่วนหนึ่งถวายวัดถ้ำกระบอกเพื่อช่วยเหลือคนติดยามาแล้ว สำหรับสมาชิกในวงนั้น ข่าวรายงานว่า นราธิป กาญจนวัฒน์ กับคฑาวุธ สะท้านไตรภพ เคยบวชพระคนละ 1 พรรษา

       ต่อมา พ.ศ. 2531 นราธิป กาญจนวัฒน์ ได้กระทำการช็อควงการบันเทิง โดยประกาศ "ขอบวชตลอดชีวิต ไม่คิดสึกอีก" เป็นความตั้งใจ ไม่มีเหตุหรือผลกลอื่นใดทั้งสิ้น ! ชีวิตหลังจากนั้น พระนราธิป สนฺตจิตฺโต แปลว่า ผู้มีจิตสงบแล้ว บวชจำพรรษาที่สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก แล้วต่อมาจึงย้ายวัดเนินรังวรปัญญาราม (ลานนางฟ้า) ต.ยางราก อ.โคกเจริญ จ.ลพบุรี ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส และมีสมณศักดิ์เป็นที่ พระครูปลัดนราธิป

      กระทั่งวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 พระครูปลัดนราธิป สนฺตจิตฺโต วัย 52 ปี บวชได้ 17 พรรษา ก็กระทำการช็อควงการสงฆ์อีกครั้ง โดยประกาศ "ลาสิกขา" ต่อหน้าพระครูศิริธรรมปยุต เจ้าอาวาสวัดหัวเขาสามัคคี เจ้าคณะตำบลยางราก อ.โคกเจริญ จังหวัดลพบุรี ด้วยเหตุผล "เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย"

     ถามว่า "สบายใจเรื่องอะไร ?" คำตอบก็คือ เทปเพลงชุดใหม่ของวงชาตรีที่ชื่อ "รักเหนือเมฆ" และเรื่องของหนังสือที่ชื่อ "ไอ้หน้าโง่" ถามอีกว่า ใครคือไอ้หน้าโง่คนนั้น และโง่เรื่องอะไร เรื่องนี้ต้องขยาย...

     จากรายละเอียดการทำเพลงในแต่ละชุดของวงชาตรี เพลงส่วนใหญ่ที่ได้รับการประพันธ์โดยนราธิป กาญจนวัฒน์ นั้น ส่วนมากมักจะมีผู้แต่งร่วม คือ เอ่เอ๊ ซึ่งเป็นชื่อเล่นของภรรยาของนราธิปเอง แต่เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2548 พระนราธิปได้ไปร่วมงานเปิดตัวหนังสือหรือพ็อคเก็ตบุ๊คเล่มใหม่ อันนำมาซึ่งคำตอบ "ลับ 17 ปี" ของพระนราธิปว่า "ทำไมผมจึงบวช ?"

      "มีแฟนใหม่ !" คือคำเฉลยจากไอ้หน้าโง่ของพระนราธิป 17 ปีที่ผ่านมา พระนราธิปยอมรับว่า "ไม่มีความสุขในผ้าเหลือง" เพราะเรื่องผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งทำให้ตนเองต้องระหกระเหินจากกรุงสู่ป่า แต่ทว่า "17 ปีในผ้าเหลือง ก็ไม่สามารถปลดเปลื้องมลทินนั้นออกจากใจได้" เขาเล่าว่า

     "จุดเริ่มต้นที่เป็นสาเหตุให้ผมต้องลาจากวงการเพลงอย่างไม่มีวันกลับ ก็มาจากการที่ผมได้ไปพัวพันกับผู้หญิงคนหนึ่งเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ... ผมสัญญากับตัวเองตลอดว่า ผมจะไม่ยอมมีลูกกับผู้หญิงคนนี้อย่างเด็ดขาด การตัดสินใจบวชของผมในครั้งนี้ ถือเป็นการสิ้นสุดความรับผิดชอบที่มีต่อผู้หญิงคนนั้น..." สรุปก็คือ "หนีผู้หญิง" นั่นเป็นเสมือนคำตอบสุดท้าย ซึ่งเขาสารภาพไว้ในหนังสือที่ชื่อ ไอ้หน้าโง่

     อีกเรื่องหนึ่งซึ่งเขาสารภาพก็คือ ผู้ร่วมงานเพลงในนาม "เอ่เอ๊" พระนราธิปประกาศว่า "เอ่เอ๊" มิเคยร่วมสร้างงานเพลงกับเขาเลย หากแต่ผู้ร่วมงานจริงนั้นนามว่า "บุษบา" และมีชื่อเล่นว่า "กุ๊กไก่" ไม่ใช่ เอ่เอ๊ ! ซึ่งข้อมูลนี้สมาชิกวงชาตรีทุกคน (ยกเว้นนราธิป) ต่างปฏิเสธว่า "ไม่เคยรู้จักกุ๊กไก่" หากแต่พระนราธิปยืนยันว่า "กุ๊กไก่เป็นคนขี้อาย ไม่อยากได้หน้า จึงทำงานปิดทองหลังนราธิป" ในขณะที่เอ่เอ๊ภรรยาของนราธิปนั้นยืนยันว่า "เคยทำงานร่วมกับนราธิปมากมายหลายเพลง ใครๆ ก็รู้" และไม่รู้จักกุ๊กไก่เช่นกัน แต่เมื่อโลกกลับตาลปัตรไปเป็นเช่นนี้ เอ่เอ๊จึงประกาศ ไม่สามารถอ่านหนังสือเล่มใหม่ในวงวรรณกรรมที่ชื่อ "ไอ้หน้าโง่" ได้ ทั้งนี้ก็เพราะ "ทำใจไม่ได้" นั่นเอง

     กับกระแสที่ถาโถมเข้าหาพระครูปลัดนราธิปหลายทิศทาง ถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 พระครูปลัดนราธิป สนฺตจิตฺโต ก็ถอดใจประกาศคำลาสิกขา โดยลืมคำว่า "จะไม่ยอมสึก" ที่เคยลั่นวาจาไว้ในอดีต 17 ปีที่ผ่านมาเสียสนิท !

     "ไอ้หน้าโง่" วางจำหน่ายได้ไม่ถึงเดือน ก็ขายดิบขายดี ถูกยกระดับขึ้นเป็น Bestsaller ท็อปทเวนตี้ของวงการหนังสือไทยในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2548 ไปอีกเล่มหนึ่ง จะด้วยเหตุผลความดังในอดีตของนราธิป หรือเพราะแผนโปรโมทด้านการตลาดอันเยี่ยมยอดอื่นใดก็ตาม หากแต่นราธิปก็ยังอุบไต๋เอาไว้อีกปมหนึ่งซึ่งเขื่องมาก นั่นคือ "ชื่อของสตรีที่นราธิปมีรักใหม่ด้วยก่อนบวชเมื่อ 17 ปีก่อน คนนั้น"  ว่าหล่อนชื่อไร ? สงสัยคงต้องบวชรอบสามเป็นชายสามโบสถ์โน่นกระมัง คำถามสุดท้ายนี้จึงจะมีคำตอบ และเมื่อนั้น เราคงได้เห็นพ็อคเก็ตบุ๊คของนราธิปเล่มที่สองรองจาก "ไอ้หน้าโง่" ซึ่งอาจจะตั้งชื่อว่า "ไอ้ดับเบิ้ลโง่" ก็เป็นได้


สะเก็ดข่าวศาสนาด้านอื่น

 

เหรียญสมเด็จพระนเรศวรมหาราช รุ่น "สู้"

 

พระเครื่องดังอันดับ 1 พ.ศ.2548 เซียนพระโหวตให้เหรียญสมเด็จพระนเรศวรมหาราช รุ่น "สู้" ครองอันดับแชมป์ เนื่องเพราะเป็นพระที่สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงโปรดให้สร้างขึ้น เพื่อแจกจ่ายเป็นกำลังใจแก่ทหาร ตำรวจ และพลเรือน ซึ่งปฏิบัติภารกิจดับความร้อนในภาคใต้ สถานที่ปลุกเสกคือพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วันที่ 19 พฤศจิกายน 2548 เวลา 18.09 น. มีพระสงฆ์ร่วมปลุกเสกทั้งสิ้นถึง 2549   รูป บรรจุในซองพร้อมข้อความ "พระราชทาน" อย่างดี มีทั้งเหรียญเนื้อทองคำ เงิน ทองแดง และสามกษัตริย์ ส่วนราคาเช่าหานั้นขอความกรุณาสืบเอาเอง


พระพรหมสุธี (เสนาะ ปญฺญาวชิโร ป.ธ.6) ซ้าย
รักษาการเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม จ.ฉะเชิงเทรา

 

เจ้าคุณมาแรงอันดับ 1 เซียนเจ้าคุณยกพัดถวายท่านเจ้าคุณเสนาะ วัดสระเกศ เลขานุการสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร) ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช  ผู้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นดำรงสมณศักดิ์ชั้นหิรัณยบัฏ หรือชั้นรองสมเด็จราชาคณะ ในราชทินนาม "พระพรหมสุธี" ขณะมีอายุเพียง 48 ปี พรรษา 28 เท่านั้น และว่ากันว่าเป็นพระหนุ่มไฟแรงสุดๆ รูปที่ 3 ในกรุงรัตนโกสินทร์ที่ได้เลื่อนสมณศักดิ์เร็วที่สุด

     นอกจากจะได้เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นรองสมเด็จฯแล้ว ท่านเจ้าคุณเสนาะยังได้รับแต่งตั้งให้รั้งตำแหน่ง "รักษาการเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม" หรือวัดหลวงพ่อโสธร ซึ่งเป็นวัดรวยที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย ก็ต้องนับว่าเวลานี้ ท่านเจ้าคุณพระพรหมสุธีนั้น "พร้อมแล้ว" ทั้งยศศักดิ์อัครฐานและบริวารสมบัติ ในการขึ้นกุมอำนาจบริหารกิจการคณะสงฆ์ไทยในแคนดิเดท "สมเด็จพระสังฆราช" องค์ใดองค์หนึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ ขอได้โปรดจับตาดูให้ดี


พระสหัส ปริสุทฺโธ (พระ ดร.วิเวกานันทะ นาคะสิริ)
รักษาการเจ้าอาวาสวัดพุทธิ ชิโน่ ฮิลส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย

 

พระไทยในอเมริกา ดังอันดับ 1 สื่อสารมวลชนไทยในอเมริกาต่างเทคะแนนให้ "ข่าวมรณกรรมของพระวิเวกานันทะภิกขุ" หรือหลวงพ่อวิเวก รักษาการเจ้าอาวาสวัดพุทธิ ชิโน่ ฮิลส์ ผู้ประสบอุบัติเหตุมรณภาพไปเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2548 หลังจากขึ้นรั้งตำแหน่งเจ้าอาวาส นำพาวัดพระพุทธชินราช ชิโน่ ฮิลส์ เปลี่ยนชื่อกลับไปเป็น "วัดพุทธิ ชิโน่ ฮิลส์" ดังเดิม และตั้งซีอีโอของวัดซ้อนถึงสองท่าน จนนำไปสู่การฟ้องศาลเพื่อขอให้วินิจฉัยว่าใครคือซีอีโอตัวจริง แถมด้วยการทอดกฐินซ้อนกันถึงสองวันสองครั้งซ้อนในวัดเดียวกัน หลังจากนั้นหลวงพ่อคงจะเบื่อหน่ายกับปัญหาที่มิมีทีท่าว่าจะจบสิ้น จึงตัดสิ้นใจ "ตัดช่องน้อยแต่พอตัว" เดินทางไปสู่โลกอื่นแต่เพียงลำพัง ทิ้งวัดพุทธิ ชิโน่ ฮิลส์ ไว้เบื้องหลัง กับภาระหนี้สินก้อนมหึมา แถมด้วยคดีค้างศาลอีกบานเบอะ เฮ้อ ชะตากรรมพระพุทธศาสนาในสหรัฐอเมริกา

     วิเวกานันทะภิกขุ เป็นชื่อของ พระสหัส ปริสุทโธ (นาคะสิริ) ชาวอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นบุตรของขุนวิเศษกุมภกิจ (วิเศษ นาคะสิริ) และนางย่งเฮียะ นาคะสิริ เกิดวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2468 บวชพระเมื่อปี 2489 ที่วัดท้องคุ้ง อำเภออัมพวา ต่อมาเดินธุดงค์ไปจำพรรษาที่วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ รับใช้ท่านเจ้าคุณพระพรหมมังคลาจารย์ หรือหลวงพ่อปัญญานันทะภิกขุ ซึ่งอยู่ที่วัดอุโมงค์ในเวลานั้น โดยหลวงพ่อปัญญานันทะเห็นแววเด่นดังของพระสหัสในทางการเทศน์จึงตั้งชื่อให้ใหม่ว่า "วิเวกานันทะ" คู่กับ "ปัญญานันทะ"

      ต่อมา ในปี 2499 พระวิเวกานันทะ เดินทางไปศึกษาด้านศาสนาและปรัชญาที่มหาวิทยาลัยนาลันทา ประเทศอินเดีย จนสำเร็จปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยมคธ รัฐพิหาร จึงเป็นพระด๊อกเตอร์วิเวกานันทะเต็มภูมิ นอกจากนั้นแล้ว พระ ดร.วิเวกานันทะยังมุ่งหน้าศึกษาต่อในทางธรรม โดยเข้ารับการฝึกโยคะจากสำนักสวามีศิวานันทะ แห่งเมืองฤษีเกศ รัฐอุตตรประเทศ จนสามารถเล่นโยคะและนั่งกรรมฐานในท่า "สมาธิเพชร" เอาขาไพล่ขาได้อย่างสบายๆ กลับจากอินเดียแล้ว พระ ดร.วิเวกานันทะยังทำตัวเป็นเณรน้อย ขอเข้าไปศึกษาวิชาความรู้จากปรมาจารย์เอกอุในเมืองไทย คือ ท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสำนักสวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา สุราษฎร์ธานี และท่านพระโพธิญาณเถร หรือหลวงพ่อชา แห่งวัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ยังไม่พอ ท่านยังต่อยอดปริญญาด้วยการศึกษาวิปัสสนากรรมการฐานตามแบบมหาสติปัฏฐานสูตร กับพระเดชพระคุณพระธรรมธีรราชมหามุนี หรือหลวงพ่อโชดก แห่งวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ อีกด้วย เรียกว่าผ่านมาแล้วทุกสำนักทั้งอินเดีย และไทย แทบจะเรียกได้ว่า ไม่มีใครในประเทศไทยมีประสบการณ์ทั้งด้านการศึกษาและปฏิบัติเท่ากับวิเวกานันทะภิกขุอีกแล้ว ผู้เขียนเคยเรียนถามท่านก่อนตายว่า หลวงพ่อเคยพบกับคานธีและเนห์รูไหม ? ท่านก็บอกว่า "เคย" และรู้จัก "ดาไลลามะ" ไหม ท่านก็บอกว่า "รู้" และถามอื่นๆ อีก ท่านก็ตอบได้ไม่ติดขัดแถมยังตอบมากกว่าคำตอบเสียอีก แสดงว่าท่านรู้จริงและรู้ลึก ถ้าไม่คุยด้วยจะไม่รู้เลยว่าท่านคือผู้รู้แห่งยุค

     พ.ศ.2523 พระ ดร.วิเวกานันทะ เดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจที่วัดพุทธวราราม นครเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด้ ต่อมาได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสและเป็นอยู่นานถึง 8 ปี สุดท้าย ด้วยความรักในเสรีภาพ ไม่ชอบภาระผูกพัน ท่านจึงขอลาออกจากตำแหน่ง และเดินทางไปอาศัยอยู่วัดโน่นมั่งนี่มั่ง นับจากปี 2533 ถึงปี 2548 ท่านย้ายแล้วถึง 5 วัด คือ วัดพุทธวราราม วัดธัมมาราม นครชิคาโก้ รัฐอิลลินอยส์ วัดพรหมคุณาราม รัฐอริน่า วัดไทย ลอส แองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย และเมื่อหลวงพ่อสมบัติ จนฺทวณฺโณ เจ้าอาวาสวัดโพธิวารี เมืองวิทเทียร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย แยกตัวออกมาสร้างวัดพุทธิ ชิโน่ ฮิลส์ ขึ้นที่เมืองชิโน่ ฮิลส์ ท่านจึงเดินทางมาร่วมสร้างวัดพุทธิ ชิโน่ ฮิลส์ กับหลวงพ่อสมบัติด้วย

     เมื่อหลวงพ่อสมบัติถึงแก่มรณกรรมลงไปนั้น ทิ้งวัดพุทธิ ชิโน่ ฮิลส์ อันกว้างกว่า 8 เอเคอร์ (เอเคอร์หนึ่งเท่ากับ 2 ไร่ครึ่ง) ไว้ให้พระสงฆ์ในวัดดำเนินการต่อไป หลวงพ่อวิเวกซึ่งอาวุโสสูงสุด ถูกดันก้นขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส แต่ท่านก็ถล่มตัวยกตำแหน่งให้แก่พระมหาบุญก้ำ ฐิตเวโท ป.ธ.9 พระธรรมทูตรุ่นหลาน ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสแทน โดยหลวงพ่อทำตัวเป็นกองเชียร์อยู่ด้านหลัง ช่วงนั้นวัดพุทธิ ชิโน่ ฮิลส์ ไปโลด หาเงินเข้าวัดได้เดือนละหลายหมื่น !

    แต่ต่อมา เกิดปัญหานานัปการขึ้นในวัดพระพุทธิ ชิโน่ ฮิลส์ เรื่องก็มาจากหมุนเงิน เอ๊ย หาเงินไม่ทันนั่นแหละ เพราะสมัยยังมีชีวิตนั้นหลวงพ่อสมบัติไปทำสัญญาจ่ายค่าที่ดินไว้เดือนละเป็นหมื่นๆ เหรียญ กรรมการวัดจึงใช้วิธี "ยืมหนี้ใหม่ใช้หนี้เก่า" แต่ไม่นานหนี้ใหม่ก็กลายเป็นหนี้เก่าเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จนพระมหาบุญก้ำเหนื่อยใจต้องขอลาออก ไม่งั้นโรคประสาทกินแน่ แล้วปล่อยให้พระธรรมเสนานุวัตร เจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (วัดพระพุทธชินราช) จังหวัดพิษณุโลก เข้าเทคโอเวอร์วัด เปลี่ยนชื่อวัดใหม่ไปเป็น "วัดพระพุทธชินราช ชิโน่ ฮิลส์" ยกพระ ดร.สิงห์ทน นราสโภ อดีตพระทักษิณคณาธิกร-พระราชาคณะปลัดขวาของสมเด็จพระสังฆราช (ป๋า) วัดพระเชตุพน คู่ยศของพระกิตติวุฑโฒ ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส แล้วก็ขัดกันอีก พระ ดร.สิงห์ทนโดนปลดออก ตำแหน่งเจ้าอาวาสถูกผ่องถ่ายให้แก่พระครูสุนทรธรรมประภาส หรือหลวงพ่อแขก วัดสุนทรประดิษฐ์ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นพระเกจิ แต่ขนาดว่าทั้งสวดทั้งเสกก็ยังไปไม่ไหว หลวงพ่อใหญ่อนุญาตให้กลับเมืองไทย พร้อมๆ กับคณะวัดพระพุทธชินราชโยนผ้าขาวกลับเมืองไทยไปอย่างหมดลาย

      พระมหาบุญก้ำนั้นออกไปตั้งวัดใหม่ชื่อว่า วัดพุทธคุณ อยู่ที่เมืองเอลมอนเต้ รัฐแคลิฟอร์เนีย สมบูรณ์พูนสุขพ้นทุกข์ไปแล้ว ภายในวัดเหลือแต่หลวงพ่อวิเวกานันทะ พร้อมกับพระอื่นๆ ที่ไม่พร้อมจะขึ้นรับภาระวัดพระพุทธชินราช จึงจำเป็นที่หลวงพ่อจะขึ้นดำรงตำแหน่ง แต่ท่านก็ยังยกตำแหน่งเจ้าอาวาสให้องค์อื่นๆ อีก คือ พระมหาไพบูลย์ อินฺทนนฺโท พระธรรมทูตรุ่นที่ 5/2542 ดำรงตำแหน่งแทน

     และต่อมาเมื่อพระมหาไพบูลย์ลาออก (ลาสิกขาบท) หลวงพ่อวิเวกานันทะก็ยกตำแหน่งให้แก่พระมหาชนะ มารชิโน พระธรรมทูตรุ่นที่ 7/2544 ให้ดำรงตำแหน่งแทน โดยหลวงพ่อขึ้นรั้งตำแหน่งซีอีโอของวัด ซึ่งก็ยังไม่ยอมเป็นเต็มตัว กลับผ่องถ่ายตำแหน่งไปให้แก่นายคมสันต์ อินทวัน และเมื่อนายคมสันต์ลาออก หลวงพ่อก็ยกตำแหน่งให้แก่ระโสมะปาละ ชาวศรีลังกา ซึ่งหลวงพ่อวิเวกพาไปให้ท่านเจ้าคุณพระราชธรรมวิเทศบวชให้ที่วัดไทยแอลเอ แล้วนำมาอยู่ด้วยในวัดพระพุทธชินราช ซึ่งเป็นปัญหาต่อมาว่า ใครเป็น CEO ตัวจริง ระหว่างหลวงพ่อวิเวกกับพระโสมะปาละ

     แต่หลวงพ่อวิเวกยังไม่หยุดเพียงแค่นั้น ท่านดำเนินการแต่งตั้งนางอรวรรณ ณ เชียงใหม่ ให้เข้ามาดำรงตำแหน่ง CEO ของวัดพระพุทธชินราช ซ้ำซ้อนกับตำแหน่งของพระโสมะปาละอีก ทำให้พระโสมะปาละยื่นฟ้องศาลขอให้วินิจฉัยว่าใครกันคือ CEO ตัวจริง จนกระทั่งมีการเปิดประชุมใหญ่วัดพระพุทธชินราชขึ้นในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2005 ซึ่งท่านตั้งชื่อว่า "การประชุมขายวัดพุทธชินราช" อันเป็นเหตุให้เกิดการแตกหักกับพระลูกวัดอีก 4 รูปในเวลาต่อมา

     ในการประชุมขายวัดพุทธชินราชนั้น ฟังดูแล้วสรุปได้ความว่า ที่ประชุมมีมติให้ตัดที่วัดพระพุทธชินราชขายส่วนหนึ่ง เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ที่ค้างกับธนาคารประมาณล้านสองแสนเหรียญ แต่ยังเกี่ยงกันเรื่องราคาซึ่งอยากให้ได้มากกว่านั้น ผู้เข้าร่วมประชุมในวันนั้นได้ลงลายเซ็นเป็นพยานไว้พร้อมถ้วน

     แต่ภายหลังมาเรื่องกลับตาลปัตร เมื่อหลวงพ่อวิเวกพลิกลิ้นปฏิเสธมติที่ประชุม (ที่ตนเองลงลายมือไว้เป็นคนแรกด้วย) ไม่ยอมขายวัด แถมยังซัดทอดพระลูกวัดอีก 4 รูป ว่าเป็นคนขายวัดเสียอีก และเมื่อบวกเข้ากับคดีที่มีการฟ้องร้องกันระหว่างนางอรวรรณกับพระโสมะปาละ ซึ่งนางอรวรรณนั้นยืนข้างหลวงพ่อวิเวกเต็มตัว ก็เหมือนผลักดันให้พระกลุ่ม 4 รูปนั้นไปเข้าข้างพระโสมะปาละอย่างช่วยไม่ได้ มันมิใช่อุบัติเหตุแต่ก็เหมือนจงใจให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้

     ในการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ที่วัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี เมื่อวันที่ 8-10 มิถุนายน 2548 ที่ผ่านมานั้น หลวงพ่อวิเวกก็อปปี้ซีดีขายวัดนำไปแจกพระที่เข้าร่วมประชุมด้วยหลายรูปหลายแผ่น ผู้เขียนก็ได้มาแผ่นหนึ่ง จึงรู้ที่ไปที่มา ดังเล่ามา ครั้นวันที่ 1 ตุลาคม 2548 สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ก็ลงดาบสั่งประหารชีวิตพระธรรมทูตสามรูป ประกอบด้วย พระไสว ชมไกร พระมหาเชิดศักดิ์ อินทวีโร และพระมหาปัญญา อตฺตูปโม ให้สิ้นสุดสถานภาพความเป็นพระธรรมทูต แต่จะไปที่ไหนอย่างไรนั้นก็สุดแต่จะหาทางไป

     สาเหตุที่สมัชชาสงฆ์ไทยลงดาบในครั้งนี้ สืบเนื่องจากในคราวประชุมสมัชชาฯ ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี นั่นเอง พระทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายหลวงพ่อวิเวกกับฝ่ายพระไสว ไปยินยอมอ่อนน้อมให้สมัชชาสงฆ์ไทยเข้ามาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในกรณี "ประชุมขายวัด" โดยสัญญาว่า "จะยินยอมปฏิบัติตามมติของสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาโดยไม่มีข้อแม้" สมัชชาสงฆ์ไทยจึงตั้งกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด เพื่อกระทำการสางปัญหาวัดพระพุทธชินราชอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

     แต่ต่อมาเรื่องไม่เป็นเช่นนั้น ขณะกรรมการสมัชชาสงฆ์ไทยกำลังเข้าไกล่เกลี่ยนั้น ก็มีหนังสือกล่าวโทษพระทั้งสามรูปไปยังต้นสังกัดในเมืองไทยให้เรียกตัวกลับ พระทั้งสามรูปจึงฮึดสู้ไปเข้าข้างฝ่ายพระโสมะปาละอย่างเต็มตัว ดึงกลับมาได้ก็แต่รูปเดียว คือพระมหาชนะ มารชิโน อดีตเจ้าอาวาส ที่ยังพอฟังกันนั่นเอง สรุปว่าข้อหา "ไปเข้ากับพระโสมะปาละฟ้องวัด" คือประเด็นหลักของสมัชชาสงฆ์ไทยในการออกคำสั่งดังกล่าว

     ครั้นถึงงานทอดกฐินประจำปี 48 วันแรกสมัชชาสงฆ์ไทยไปร่วม ปรากฏว่าพระสามรูปไม่ยอมลงรับกฐิน แต่ไปจัดกฐินเองในวันต่อมา จึงเป็นปัญหาพระวินัยให้วินิจฉัยกันว่า "พระฝ่ายไหนทำถูกหรือผิด" ฝ่ายหลวงพ่อวิเวกนั้นมี 3 รูป อีกฝ่ายมี 4 รูป ล้วนได้รับกฐินทั้งสองฝ่าย ทั้งๆ ที่อยู่ในวัดเดียวกัน เหมือนๆ กับว่าเกิดสังฆเภทขึ้นแล้วในวัดพุทธิ ชิโน่ ฮิลส์ อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่า งานกฐินที่ฝ่ายหลวงพ่อวิเวกลงรับนั้นมีพระราชธรรมวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยแอลเอ รองประธานสมัชชาสงฆ์ไทยไปร่วม พร้อมด้วยพระไทยอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ส่วนอีกฝ่ายนั้นว่ากันว่ามีคนไม่ถึงสิบ

     แต่แล้วเกิดฟ้าผ่าวัดพุทธิ ชิโน่ ฮิลส์ เมื่อถึงวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2548 เวลา 18 นาฬิกา โดยประมาณ หลวงพ่อวิเวกมีพระมหาคณิษ ปิยาภรโณ เป็นโชเฟอร์ กำลังเดินทางไปฉันน้ำขิงที่บ้านของโยมท่านหนึ่งในเมืองชิโน่ ฮิลส์ ถึงสี่แยกถนนโซเคล (Soquel) ตัดกับถนน 71 จู่ๆ ก็มีรถยนต์เล็กซัส เอสยูวี ขับโดยสตรีชาวเอเชีย อายุประมาณ 20 เศษ ขับผ่าไฟแดงเข้ามาชนรถโตโยต้าของวัด บริเวณที่หลวงพ่อวิเวกนั่งอยู่อย่างรุนแรง ส่งผลให้หลวงพ่ออาการสาหัส มรณภาพบนเฮลิคอปเตอร์ ขณะถูกนำส่งโรงพยาบาลในเมืองเรดแลนด์ ปิดฉากละบทละครของหลวงพ่อวิเวกานันทะไปอย่างที่ใครรู้ก็ตะลึง !

    ผู้เขียนนึกแล้วนึกอีก ว่าอะไรหนอที่ทำให้หลวงพ่อตัดสินใจตัดช่องน้อยไปแต่พอตัว ในขณะที่ปัญหาวัดพุทธิ ชิโน่ ฮิลส์ ยังไม่ทันจบ ก็นึกได้ว่า "สงสัยหลวงพ่อจะรู้สึกตัวว่าเดินพลาดไปหลายก้าว และด้วยความมีสตินั้นท่านจึงหันหลังกลับอย่างรวดเร็ว โดยการประกาศไม่ขายวัดพุทธิ ชิโน่ ฮิลส์ ไม่ว่ากรณีใด ๆ แต่ในขณะจะหันหลังกลับนั่นเอง ก็เกิดอุบัติเหตุเสียก่อน เหมือนๆ กับจะบอกหลวงพ่อว่า สายเกินไปเสียแล้ว"

    อย่างไรก็ตาม การหันหลังกลับของหลวงพ่อวิเวก แม้จะมิสัมฤทธิ์ผลดังตั้งใจ แต่การตายของท่านก็ทิ้งอุทาหรณ์ให้แก่คณะผู้บริหารวัดพุทธิ ชิโน่ ฮิลส์ ต่อไป ว่า "...ไม่ว่าใคร ก็เอาอะไรไปไม่ได้" ดังธรรมภาษิตที่บัณฑิตรจนาไว้แต่โบราณว่า

 

พฤษภกาสร
โททนต์ เสน่งคง
นรชาติ วางวาย
สถิตทั่ว แต่ชั่วดี 
ความดี ก็ปรากฏ 
ความชั่ว ก็นินทา
อีกกุญชร อันปลดปลง
สำคัญหมาย ในกายมี
มลายสิ้น ทั้งอินทรีย์
ประดับไว้ ในโลกา
กิติยศ ลือชา
ทุรยศ ยินขจร

 

     ผู้เขียนคิดได้แต่เพียงว่า ทั้งๆ ที่ตลอดชีวิตนั้นท่านเลี่ยงหลบไม่เอากับตำแหน่งและยศถาบรรดาศักดิ์ แต่ชะตากรรมก็ทำให้ท่านต้องมารับภาระวัดพุทธิ ชิโน่ ฮิลส์ จนได้ จนถึงสุดท้ายแห่งชีวิตของหลวงพ่อ "วิเวกานันทะ" สมญานามอันเอกอุที่ปัญญานันทะภิกขุลงมือตั้งให้ท่าน

 

มันอัศจรรย์ ! มันอัศจรรย์ !!!

     เสียงดังปานฟ้าถล่ม ทำให้ผู้เขียนต้องสะดุ้ง กับพระแก่รูปหนึ่งถือไมค์กวัดแกว่งปาฐกถาธรรม เหมือนนักร้องบนเวที ในงานทานสลากภัตวัดพุทธิ ชิโน่ ฮิลส์ เมื่อกลางพรรษา พ.ศ.2540 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนได้พบกับพระเถระรูปนั้นแถมยังได้ที่นั่งติดกับท่านด้วย รูปที่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามท่านในภายหลังว่า "นี่แหละ คือวิเวกานันทะภิกขุ ผู้เกรียงไกรในสามแผ่นดิน คือ ไทย อินเดีย และสหรัฐอเมริกา" เวลาที่หลวงพ่อวิเวกานันทะลาจากโลกนี้ไปนั้น ท่านมีอายุรวม 81 ปี 59 พรรษา นับว่าอัศจรรย์

    


 

สมเด็จพระสันตปาปา จอห์น ปอล ที่ 2

 

พระฝรั่งดังอันดับ 1 ปี 48 นี้ ก็ต้องยกให้สมเด็จพระสันตปาปา จอห์น ปอล ที่สอง ประมุขแห่งคริสต์ศาสนาคาทอลิก ซึ่งสิ้นพระชนม์ลงเมื่อเวลา 21.37 น. ของวันเสาร์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ.2548 รัฐบาลหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย ประกาศไว้อาลัยให้กับพระองค์โดยการลดธงลงครึ่งเสา ทั้งนี้เพราะพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งผู้นำทางด้านจิตใจในคริสต์ศาสนามีศาสนิกเป็นอันดับที่ 1 ของโลก ถึง 1,100 ล้านคน นับได้ว่าเป็นบุคคลสำคัญและทรงอิทธิพลของโลกทีเดียว

     พระสันตปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 เป็นพระนามขององค์พระประมุขของศาสนาคริสต์ นิกายโรมันแคทลิก ซึ่งมีราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะในกรุงโรม ประเทศอิตาลี คือนครรัฐวาติกัน มีเนื้อที่ 0.438 ตารางกิโลเมตร หรือ 0.17 ตารางไมล์ นับเป็นประเทศเล็กที่สุดในโลก แต่ว่าก็ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกเช่นกัน แถมยังเป็นประเทศแห่งศาสนาโดยเฉพาะด้วย พระคาดินัลทุกพระองค์เมื่อได้รับเลือกตั้งเป็นสมเด็จพระสันตปาปาแล้ว ก็จะเสด็จมาประทับ ณ กรุงวาติกัน อันเป็นศูนย์กลางทางศาสนาของนิกายโรมันแคทลิกทั้งโลก

     ตามประวัตินั้น พระองค์ทรงเป็นชาวโปแลนด์ ประสูติที่เมืองวาโดวิช ใกล้เมืองคราโคว์ ทางภาคใต้ของโปแลนด์ มีพระนามเดิมว่า "คาโรล วอจทีลา" บิดาเป็นนายทหารนอกราชการของกองทัพบกโปแลนด์  มารดาเสียชีวิตเมื่อพระองค์เจริญวัยได้เพียง 8 ขวบ ต่อมาทรงย้ายไปกับบิดา ศึกษาที่เมืองคราโคว์ จนโตเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่นั่น แต่เรียนยังมิทันจบ พ.ศ.2482 กองทัพนาซีของเยอรมันนีก็กรีฑาบุกโปแลนด์ ทำให้มหาวิทยาลัยต้องปิด คาโรลจึงต้องไปเป็นกรรมกรในเหมืองถ่านหินอยู่ร่วมสองปี ภายหลังได้งานใหม่ในสำนักงาน ถึงปี 2484 บิดาก็ถึงแก่อนิจกรรม ทำให้คาโรลเริ่มคิดถึงชีวิตกับความตายขึ้นมา

     เขาเริ่มศึกษาวิชาศาสนาอย่างจริงจังกับพระคาดินัลชาวเมืองคราโคว์ในเวลากลางคืน ครั้นอายุ 26 ปี จึงมีโอกาสเข้ารับการบวชเป็นบาดหลวงในนิกายโรมันแคทลิก จากนั้นจึงเดินทางเข้ากรุงโรม เพื่อศึกษาวิชาการศาสนาชั้นสูงตามความใฝ่ฝัน ครั้นจบแล้วจึงเดินทางกลับบ้านเกิดใน พ.ศ.2491 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นบิชอปขณะอายุเพียง 38 ปี นับเป็นพระหนุ่มก้าวหน้าที่สุดทีเดียว และอีก 3 ปีต่อมา ก็ได้รับแต่งตั้งจากสมเด็จพระสันตปาปา จอห์น ปอล ที่ 1 ให้ดำรงตำแหน่งพระคาร์ดินัล ซึ่งเป็นองค์คณะเลือกตั้งพระสันตปาปา ประมุขแห่งคริสต์ศาสนาองค์ถัดไป

     พระคาร์ดินัลคาโรล ก้าวหน้าในทางศาสนาโดยลำดับ ถึง พ.ศ.2521 ท่านได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งองค์พระประมุขแห่งคริสต์จักรโรมันแคทลิก โดยทรงเลือกใช้พระนาม สมเด็จพระสันตปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ขณะนั้นทรงมีพระชนมายุเพียง 58 พรรษา นับเป็นประมุขพระองค์ที่ 264 แถมยังมิใช่ชาวอิตาลีรูปแรกในรอบ 455 ปีที่ได้รับเลือกเป็นโป๊ปอีกด้วย

     สมเด็จพระสันตปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ทรงได้รับพระฉายานามว่า "โป๊ปอนุรักษ์นิยม" เพราะทรงมีพระสังฆราโชบายต่อต้านการค้าแบบเสรีหรือทุนนิยม ถึงกับทรงเรียกร้องสหรัฐอเมริกาให้จัดระเบียบเศรษฐกิจของโลกใหม่ ในด้านศาสนกิจเกี่ยวกับคริสต์ศาสนิกชนนั้น พระองค์เสด็จเยือนคริสต์ศาสนิกชนรวมแล้วถึง 104 ครั้ง ใน 129 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งพระนครเยรูซาเลม ประเทศอิสราเอล อันศักดิ์สิทธิ์ของทั้งชาวคริสต์ มุสลิม และยิว ใน พ.ศ.2543 และการเดินทางมาเยือนประเทศไทยใน พ.ศ.2527 ด้วย มีคนนำเอาการเดินทางของพระองค์มาคำนวนเป็นระยะทางได้ประมาณ 1.25 ล้าน กิโลเมตร ถ้าเดินทางรอบโลกก็ได้ประมาณ 30 รอบ และถ้าเดินทางไปดวงจันทร์ก็จะไปได้ถึง 3 รอบครึ่งทีเดียว เมื่อมีคนรักมากก็มีคนชังมากเช่นกัน พระสันตปาปา จอห์น ปอล ที่สอง เคยถูกลอบปลงพระชนม์ถึง 2 ครั้ง ใน พ.ศ.2524 และ 2525 แต่ก็ทรงรอดมาได้อย่างน่าอัศจรรย์

     งานพระศพของสมเด็จพระสันตปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 นั้น นับว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ขนาดคนระดับประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช แห่งสหรัฐอเมริกา ยังต้องเดินทางไปร่วมงาน หรือแม้แต่พระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่าง เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุกราชกุมาร แห่งสหราชอาณาจักร กับ เลดี้ คามิลล่า ปาร์กเกอร์ โบว์ ซึ่งกำหนดไว้ในวันเดียวกัน คือวันที่ 8 เมษายน 2548 ก็จำต้องเลื่อนออกไป สุสานที่บรรจุพระศพสมเด็จพระสันตปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 นั้น คือ อุโมงภายใต้โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ อันศักดิ์สิทธิ์ในกรุงโรม นั่นเอง

 

สมเด็จพระสันตปาปา เบเนดิกซ์ ที่ 16
ประมุขแห่งคริสต์จักรโรมันแคทลิก พระองค์ใหม่

 

     กระบวนการคัดเลือกโป๊ป หรือองค์พระประมุขแห่งสำนักวาติกันพระองค์ใหม่ เป็นไปอย่างมีสีสันต์ โดยพระคาร์ดินัลจำนวน 117 รูป จาก 52 ประเทศ ซึ่งมีสิทธิ์เลือกตั้งสมเด็จพระสันตปาปาพระองค์ใหม่ จะได้ลงคะแนนอย่างเสรี ทั้งนี้ใช้เวลาเพียง 24 ชั่วโมง ที่ประชุมพระคาร์ดินัลก็ลงคะแนนเสียงข้างมากถึง 115 รูป เลือก พระคาร์ดินัล โจเซฟ แรตซิงเกอร์ วัย 78 ปี จากประเทศเยอรมนี ขึ้นเป็นโป๊ปพระองค์ใหม่ ในพระนาม "สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16" ท่ามกลางการเฝ้าลุ้นอยู่ด้วยใจระทึกของคริสต์ศาสนิกชนกว่า 100,000 คน และท่านว่า พระคาร์ดินัล โจเซฟ แรตซิงเกอร์ นับว่าเป็นพระคาร์ดินัลชาวเยอรมันองค์แรกในหลายศตวรรษ ที่ได้รับเลือกให้เป็นสมเด็จพระสันตปาปา

     นั่นจึงนับว่าเป็นข่าวใหญ่ ที่พระไทย โดยเฉพาะพระธรรมทูตต้องสนใจ ในขณะที่อ่านข่าวเมืองไทยแล้วก็ต้องเศร้าใจ ไม่รู้ว่าใครเป็นสังฆราชกันแน่ เพราะแก่งแย่งกันระหว่างมหานิกายกับธรรมยุติ ฝ่ายได้เป็นก็ดีใจ ฝ่ายเสียก็เสียใจ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยก็เล็กกระจิดริด มีประชากรแค่ 60 ล้านคน พระสงฆ์สามเณรแค่ 3 แสน ยังหาความสมานฉันท์กันไม่ได้ จะให้สังฆราชไทยมีบทบาทในระดับโลกเหมือนสมเด็จพระสันตปาปาของชาวคริสต์เขานั้น ขอบอกแต่เพียงว่า เลิกหวัง !

    


แม่ชีทศพร ชัยประคอง
วัดพิชยญาติการาม กรุงเทพมหานคร

 

แม่ชีดังอันดับ 1 ปีนี้บี้กันหนักระหว่างแม่ชีเบญจวรรณ เสมาชัย กับแม่ชีธนพร ชัยประคอง ก่อนแม่ชีธนพรจะคว้าตำแหน่งไปครองอย่างไม่เห็นฝุ่น

      แม่ชีเบญจวรรณนั้นดังมาจากมีลูกศิษย์ลูกหาในทางการเมืองมาก แม้แต่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏิ์ คราวพิพาทกับกรมตำรวจก็วิ่งไปหาแม่ชี แต่ปีนี้แม่ชีชะตาอับ ถูกจับในข้อหา "หมิ่นองค์รัชทายาท" ต้องเดินคอตกเข้าคุกเพราะศาลไม่ให้ประกันตัว ว่ากันว่าแม่ชีถึงกับลมจับหน้าห้องขังเลยทีเดียว

     ส่วนแม่ชีธนพรนั้นโด่งดังทางทีวี เป็นดารารายการมิติพิศวงทางช่องเจ็ดสีทีวีเพื่อคุณ โดยก่อนจะดังนั้น แม่ชีได้รับเชิญจากพระพรหมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9 Ph.D.) เจ้าอาวาสวัดพิชัยญาติ และเจ้าคณะภาค 1 ให้มาดึงคนเข้าวัด จึงหาคนด้วยวิธี "นั่งทางใน-ทำนายกรรม" ปรากฎว่าทายถูกเผงยังกะเห็นด้วยตา แต่ว่ายังไม่ยอมใบ้หวย สงสัยกลัวรัฐบาลเจ๊ง จากนั้นผู้คนก็ล้นหลาม ว่ากันว่าอาทิตย์หนึ่งๆ มีคนมาหาแม่ชีประมาณ 800-1,000 คน !

     ต่อมา แม่ชีก็ออกพ็อคเก็ตบุ๊คใช้ชื่อ "เกิดแต่กรรม" ปรากฏว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า กลายเป็นหนังสือยอดนิยม จนต้องพิมพ์ซ้ำ และเมื่อออกเล่มสองตามมาก็ยังขายฉลุย ครองตำแหน่งเบสเซลเลอร์ตลอดปี ว่ากันว่าหนังสือสองเล่มนี้ทำยอดขายได้ถึง 200,000 เล่ม ภายใน 1 ปี แถมแม่ชียังได้รับเชิญให้ไปทำนายกรรมให้แก่นักโทษในทัณฑสถานอีก ต่อไปพระไทยคงตกงานเพราะถูกแม่ชีเหมาหมด


การทำบุญประเทศ เมื่อ 10 เมษายน 2548

 

ทำบุญดังอันดับ 1 ของปี 48 ต้องยกให้ "การทำบุญประเทศ" ของรัฐบาลไทย เอาตำแหน่งไปครอง เพราะนอกจากจะทำบุญอย่างยิ่งใหญ่ในวัดพระแก้วแล้ว ยังเป็นชนวนให้นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นำไปเป็นข้อหาฟ้องร้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล และนางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ สองผู้จัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ที่กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะสวมชุดลำลองแบบสบายๆ ไปทำพิธีในโบสถ์วัดพระแก้ว แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะยินดีถอนฟ้องด้วยความสมัครใจภายหลัง แต่ก็เล่นเอาประชาชนคนไทยตกอกตกใจไปตามกัน

    ขณะเขียนข่าวมาถึงตรงนี้ ก็พอดีเวลา 00.00 น. ตรงกลางระหว่างปีเก่า พ.ศ.2548 กับ พ.ศ.2549 เสียงพลุที่ถนนลาสเวกัส บูระวาร์ด หรือ เดอะ สทริป ซึ่งเป็นศูนย์รวมคนเค้าท์ดาวน์ใหญ่แห่งหนึ่งของโลกก็ดังกึกก้องไปทั่วเมืองลาสเวกัส ทำให้ต้องชะงักมือไว้แต่เพียงเท่านี้ ลาทีปีเก่า และสวัสดีปีใหม่ขอส่งความสุขแด่มิตรรักแฟนพันธุ์แท้เว๊บไซต์ อะลิตเติ้ล บุ๊ดด่ะ ดอทคอม ทุกท่าน ขอให้สุขกาย สบายใจ ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ประสบความสุขสำเร็จสมหวังดังปรารถนา ตลอดปีใหม่ พ.ศ.2549 ค.ศ.2006 นี้ ทั่วกันทุกท่าน เทอญ ฯ

 

Happy New Year !!

  


ปี้ส่าง
1 มกราคม 2549
เวลาแปซิฟิกโซน 00:09 a.m.

 

 

 

alittlebuddha.com เจ้าของ : วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264

 


E-Mail To  BK.
peesang2003@hotmail.com

 

All Right Reserved @ 2003
This Website Sponsored by