ทบทวนประวัติศาสตร์
กับ

 

คึกฤทธิ์ ปราโมช

 

 

"พระเจ้าแผ่นดินกับราษฎรไม่เป็นภัยต่อกัน"

 

ยังมีเรื่องเกี่ยวกับปฏิภาณของ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหาร อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งน่าจะนำมาเขียนรวบรวมเอาไว้ในที่นี้ด้วย

ประมาณสักสามสิบปีมาแล้วเห็นจะได้ มีพระภิกษุรูปหนึ่ง เขียนหนังสือไปถึงเจ้านายพระองค์หนึ่ง ที่ดำรงตำแหน่งสูงอยู่ในวงการรัฐบาล หนังสือนั้น ตำหนิติเตียนเจ้านายองค์นั้นต่างๆ และลงท้ายด้วยการแช่งชักให้เจ้านายองค์นั้นมีอันเป็นไปต่างๆ อีกด้วย ท่านที่ถูกแช่งจึงส่งหนังสือนั้นมาถวายสมเด็จฯ พร้อมกับขอให้ทรงจัดการกับพระภิกษุรูปนั้น

สมเด็จฯ ได้รับหนังสือแล้ว ก็ให้ไปเชิญเสด็จท่านผู้ถูกแช่งมาเฝ้าที่วัด ท่านผู้นั้นก็มาเฝ้า

เมื่อสมเด็จฯ ได้ปฏิสันถารเป็นอันดีแล้ว สมเด็จฯ ก็ถามขึ้นว่า "ที่ท่านทรงขอมา จะให้จัดการกับพระที่มีหนังสือไปแช่งท่านนั้น ท่านมีประสงค์จะให้อาตมภาพทำอย่างไร"

ท่านผู้นั้นก็ทูลตอบว่า ท่านมิได้มีพระประสงค์จะให้ลงโทษพระ เพราะจะเป็นบาปกรรม แต่มีพระประสงค์เพียงจะให้สมเด็จฯ ว่ากล่าวตักเตือนพระรูปนั้นพอหลาบจำ ไม่ทำเช่นนั้นอีกต่อไปเท่านั้น

สมเด็จฯ ก็ถามต่อไปว่า "การที่ผู้อยู่ในสมณเพศ กล่าวคำแช่งชักท่านให้ประสบภัยพิบัติและอัปมงคลต่างๆ นั้น ท่านเชื่อหรือไม่ว่าจะบังเกิดผลตามที่แช่ง"

ท่านผู้นั้นก็ตอบว่า "ไม่เชื่อ"

สมเด็จฯ จึงรับสั่งว่า "เมื่อไม่ทรงเชื่อแล้ว ก็ไม่น่าจะต้องทรงเดือดร้อน น่าจะระงับเรื่องเสียได้แต่เพียงแค่นี้ อย่าให้อาตมภาพต้องไปว่ากล่าวตักเตือนพระรูปนั้นเลย เพราะถ้าหากไปว่ากล่าว ดีไม่ดีท่านก็อาจแช่งเอาอาตมภาพบ้าง ถ้าเป็นเช่นนั้น อาตมภาพก็จะลำบากมาก เพราะผู้มีศีลแช่งนั้นอาตมภาพเชื่อ จึงขอบิณฑบาตเสียเถิด อย่าให้ต้องไปทำให้ท่านแช่งอาตมภาพเข้าด้วยเลย"

เรื่องก็เลยระงับลงแค่นั้น

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ภูมิพลอดุลยเดช) เสด็จฯ กลับพระนครจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หลังจากที่ได้เสด็จฯ ไปทรงศึกษาต่ออีกครั้งหนึ่งนั้น ประชาชนหลั่งไหลไปรับเสด็จฯ เนืองแน่น ทุกถนนหนทาง ตั้งแต่ดอนเมืองไปจนถึงพระบรมมหาราชวัง

ตามหมายกำหนดการนั้น จะต้องเสด็จฯ ไปทรงบูชาพระรัตนตรัย ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงศีล และรับอดิเรกจากพระสงฆ์ที่นั่น

สมเด็จ (กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า วัดบวรนิเวศวิหาร) ก็เข้าไปคอยรับเสด็จฯ พระเจ้าอยู่หัว ในพระอุโบสถนั้น

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ เข้าไป ได้ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับสมเด็จ (กรมหลวงวชิรญาณวงศ์) เจ้าพนักงานจะลืมปิดไมโครโฟนหรืออย่างไรไม่ทราบ แต่มีเสียงสมเด็จ (กรมหลวงวชิรญาณวงศ์) ออกอากาศทางวิทยุ ได้ยินกันทั้งเมืองว่า

"ราษฎรเขามาคอยเฝ้าฯ กันตามถนนหนทางมากมาย เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจไปคอยกันเขาไม่ให้เข้าใกล้ได้แลเห็นพระองค์ เขาเสียใจ เขาเสียใจกันมาก ในเมืองไทยเรานี้ พระเจ้าแผ่นดินกับราษฎรไม่เป็นภัยต่อกันเลย ขอให้ทรงจำไว้ ราษฎรไม่เป็นภัยต่อพระองค์เลย..."

แล้วเสียงสมเด็จฯ (กรมหลวงวชิรญาณวงศ์) ก็เงียบหายไป ชะรอยใครจะปิดไมโครโฟนตรงหน้าท่าน ซึ่งขณะที่ท่านถวายพระพรพระเจ้าอยู่หัว ท่านก็คงไม่ทราบว่าไมโครโฟนนั้นเปิดอยู่

กาลเวลาที่ได้ล่วงเลยมานาน ได้พิสูจน์ให้เห็นประจักษ์แล้วว่า สมเด็จฯ (กรมหลวงวชิรญาณวงศ์) ท่านพูดถูก พูดตรง และพูดจริง

และก็ไม่เคยมีปรากฏในยุคใดสมัยใดเลยว่า ราษฎรได้เข้าเฝ้าฯ ใกล้ชิดพระเจ้าแผ่นดินของพวกเขา ด้วยความรักและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ปราศจากภัยโดยสิ้นเชิง อย่างในยุคนี้สมัยนี้

เขียนไปแล้วก็นึกถึงพระสันตปาปาองค์ก่อน คือ พระสันตปาปา จอห์น

วันหนึ่ง เสด็จออกให้ประชาชนเฝ้าที่ลานใหญ่หน้ามหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ในกรุงวาติกัน

ปรากฏว่า ประชาชนเข้ามารุมล้อมพระองค์มาก ตำรวจวาติกันและทหารรักษาพระองค์พระสันตปาปา ได้พยายามกันประชาชนเอาไว้ให้ห่าง

พระสันตปาปาจอห์นตรัสถามขึ้นว่า "ไปกันเขาไว้ทำไม"

นายทหารรักษาพระองค์คนหนึ่ง กราบทูลว่า "เพื่อความปลอดภัย พ่ะย่ะค่ะ"

"เพื่อความปลอดภัย" พระสันตปาปาตรัส "เอ๊ะ ก็ฉันไม่ได้คิดจะไปทำร้ายเขานี่"

พระสันตปาปาจอห์น ทรงเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วโลก เพราะพระเมตตาคุณ และพระโสรัจคุณ คือความนอบน้อม ไม่ถือพระองค์

เมื่อทรงเป็นพระสันตปาปาแล้ว มีผู้ไปทูลเรื่องกิจการเกี่ยวกับศาสนาบางอย่างก็ตรัสว่า "เอาเถิด แล้วฉันจะไปเฝ้าทูลปรึกษาพระสันตปาปาให้" ครั้นแล้วก็ทรงนึกออก ตรัสว่า "อ้าว ก็ฉันเป็นพระสันตปาปาเสียเองแล้วนี่ เอาเถิด ฉันต้องขอไปปรึกษาพระผู้เป็นเจ้าก่อน"

สมเด็จฯ (กรมหลวงวชิรญาณวงศ์) ท่านก็แบบนั้น ท่านไม่ไยดีต่อตำแหน่งอันสูงของท่านเสียจนบางทีท่านก็ลืม

ท่านเสด็จไปที่ลพบุรี ในงานทำบุญที่วัดหนึ่ง ชาวบ้านที่เขามาทำบุญเขาเห็นท่าน เขาก็เรียกว่าหลวงตา ท่านก็รับเออรับคะ คุยกับเขาได้ทั้งวัน สบายอกสบายใจมาก

บางวัน สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ก็หายไปจากวัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าคุณฐานานุกรมวิ่งหากันวุ่น ถามใครก็ไม่มีใครรู้ ว่าจะว่าเสด็จออกจากวัดก็ไม่เห็นมีรถหลวงประจำตำแหน่งสังฆราชมารับ

แต่พอราวๆ เที่ยงเศษ ท่านก็ถือตาลปัตรเดินกลับมาเอง เพราะท่านรับนิมนต์ชาวบ้านเขาไว้ ไปสวดมนต์และฉันเพลตามห้องแถวเล็กๆ แถวเสาชิงช้าหรือบางลำพู

เลขานุการประจำพระองค์ก็มักจะไม่รู้ เพราะใครมานิมนต์ท่าน ท่านก็จดๆ เอาไว้ตามเศษกระดาษบ้าง ห่อใบชาบ้าง ตามแต่อะไรจะอยู่ใกล้มือ

สมเด็จท่านเป็นคนขี้ร้อน กลางวันร้อนหนักเข้าก็ลงนอนหงายกางแขนบนพื้นกระดานบนกุฏิของท่าน ไม่เห็นท่านใช้พัดลมหรือพัดอะไรทั้งนั้น

วันหนึ่ง ผม (คึกฤทธิ์ ปราโมช) มีธุระต้องขึ้นเฝ้า เห็นท่านนอนแผ่อยู่ก็ลงกราบเบื้องหลังพระบาท แล้วขึ้นนั่งประณมมือทูลว่า "วันนี้เป็นบุญตา เคยได้ยินคำพังเพยมาหนักแล้ว เพิ่งได้เห็นจริงๆ วันนี้"

"คำพังเพยว่ายังไง" สมเด็จถาม

"แผ่สังฆราช" ผมทูล

สมเด็จท่านลุกขึ้นนั่งงงๆ อยู่นาน เพราะท่านนึกไม่ออกว่าผมหมายถึงใคร จนผมต้องทูลเตือน ท่านจึงจับความได้ว่า ท่านเองคือสังฆราชที่แผ่อยู่กลางห้อง

จับความได้แล้วท่านก็หัวร่อกลิ้งไป จะขันผมหรือขันองค์ท่านเอง ผมก็ไม่ทราบ

 

"คึกฤทธิ์ ปราโมช"

 

จากหนังสือ "ยิ้มกับคึกฤทธิ์"
สำนักพิมพ์สยามรัฐ พ.ศ.2522

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน
30  เมษายน  255
3

 

 

 

 

E-Mail To BK.

peesang2003@hotmail.com

alittlebuddha.com เจ้าของ : วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264