ระพฤติวิปริตจากพระธรรมวินัย ก็ร้าย

 

แต่ทำพระธรรมวินัยให้วิปริต ร้ายยิ่งกว่า

 

 

 

 

 

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 


 

องคุลิมาลไม่ได้อ่านพระไตรปิฎก

 

แต่ทำไมได้บรรลุธรรม ?

 

 


 

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน


 

อ้างพระสังฆราชได้ไหม ?

อ้างเพราะอะไร ทำไมจึงอ้าง ?

 

 

 

 

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน


 

อ้างผลปฏิบัติธรรมฟังขึ้นหรือไม่

 

อ้างเพราะอะไร ทำไมจึงอ้าง ?

 

 

 

 

 

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ตั้งคำถาม

 

ต่อบทบาทของ..อัจฉราวดี วงศ์สกล

 

 

 

 

 

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

หมายเหตุ อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

 

 

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

"มายา"

 

 

อัสนีบาต กวีวรรณ

ร่ายบทกลอน สอน..อัจฉราวดี

 

 

 

 


 

 

ข้ามห้วงมหรรณพ

 

"กฎแห่งกรรมทำงานช้า ขอใช้กฎหมายทำงานก่อน"

 

อัจฉราวดี วงศ์สกล

 

 

 

 

สวามิภักดิ์อ้อยเตโช

 

 

เปิดจดหมายธรรมยุตมหามกุฏราชวิทยาลัย

 

รับรองผลการปฏิบัติสำนักเตโชวิปัสสนา

 

แบบนี้เรียกว่า สมองไหล ค่ะ

 

 

 

 


 

 

 

 

อา..จดหมายรักจากอาจารย์ในมหามกุฏราชวิทยาลัย วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งเป็นวัดหลักของธรรมยุติกนิกายนั้น ถือว่าสำคัญมาก เพราะวัดแห่งนี้เป็นวัดที่มี "พระเจ้าแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์" เป็นเจ้าอาวาส เป็นพระองค์แรก ซึ่งก็คือ พระภิกษุวชิรญาณ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4) ทรงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนี้ก่อนจะทรงปริวรรต เสด็จขึ้นครองราชย์ในเวลาต่อมา และวัดแห่งนี้ก็เป็นจุดศูนย์กลางของคณะธรรมยุตมาจนกระทั่งปัจจุบัน นับได้ร้อยกว่าปี (ในหลวงหลายรัชกาลก็ทรงผนวชที่วัดแห่งนี้) แม้แต่ "วงศ์พระกรรมฐานของหลวงปู่มั่น" ในภาคอีสาน ก็ก่อเกิดไปจากวัดบวรนิเวศวิหาร ถ้าไม่มีวัดบวรก็ไม่มีธรรมยุต !

 

 

แต่..แต่จดหมายธรรมยุตฉบับนี้ ชี้ให้เห็นว่า ในปัจจุบัน วัดบวรนิเวศวิหาร ศูนย์กลางของคณะธรรมยุตนั้น "อ่อนล้า" ไม่มีครูบาอาจารย์ผู้สามารถจะอบรมกรรมฐานให้แก่คนของตน ซึ่งเป็นถึงระดับ "ผู้ตรวจคัมภีร์อาวุโส" ได้ เขาถึงได้วิ่งไปหา "เด็กเมื่อวานซืน" ที่ชื่อ "อัจฉราวดี" ถึงกับทำจดหมายรายงานยกย่องเป็น "ศาสดา" กันเป็นคุ้งเป็นแคว

 

 

อ่านไปก็อายแทนปฐมเจ้าอาวาสวัดบวร นึกไม่ถึงว่า มหามกุฏราชวิทยาลัย ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชหลายพระองค์ เคยทรงดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย จะตกต่ำไวเพียงนี้ มิน่า นางอ้อยเตโชจึงกล้าชี้หน้าด่ากราด "วัดค่อนประเทศมอมเมาประชาชน" คงไม่พ้นวัดบวรนิเวศวิหารไปด้วยแน่ๆ

 

 

หรือจะต้องนิมนต์ "อ้อยเตโช" มาเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศแทน ?

 

 

 

 

 

 

 

TAKE A LOOK TAKE A READ

 



 


ความจริงเป็นสิ่งที่ฆ่าไม่ตาย

อัจฉราวดี วงศ์สกล

 

 

 


อาจารย์ทิพย์ เพ็ญธิสาร ท่านเป็นเจ้าหน้าที่อาวุโสระดับสูง ของมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในการตรวจ แปลคัมภีร์บาลี และเป็นผู้ตรวจสอบว่า หนังสือที่ส่งเข้ามาจำหน่ายที่มูลนิธิของ มหามกุฏราชวิทยาลัย ท่านอ่านหนังสือฆราวาสบรรลุธรรม สมัครเป็นศิษย์ภาวนาด้วยตนเอง แบบศิษย์ธรรมดาที่ไม่ถือตัวเลยว่าท่านเป็นผู้อาวุโสอย่างไร
 


ผู้เป็นบัณฑิตแท้จะต้องพิสูจน์ และตัวท่านมีความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือมาก อยากให้ผู้ที่ติดตำรา แต่ไม่เคยอ่านหนังสือ ไม่เคยพิสูจน์ แล้ววิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา ได้มองเห็นความจริงและเรียนรู้วิถีของบัณฑิตแท้

 

อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล
 


 

ก่อนอื่น กระผม ขอกราบขอบพระคุณในเมตตาธรรมอันสูงยิ่งของท่านอาจารย์ ที่กรุณาให้กระผมได้มาฝึกปฏิบัติธรรมต่อเนื่องกันถึง 2 คอร์ส คือ คอร์สอานาปานัสสติ และคอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐาน คอร์สแรกในช่วง 9-12 พฤศจิกายน 2560 คอร์สที่สองในช่วง 10-17 ธันวาคม 2560


เหตุผลที่ตัดสินใจมาฝึกปฏิบัติธรรมที่สำนักเตโชวิปัสสนาสถานนี้ ก็มีว่า ในคืนวันที่ 19 ตุลาคม 2560 กระผมเกิดฝันเห็น สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นพระกรรมวาจาจารย์ (พระคู่สวด) ของกระผมตอนที่กระผมเข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุ พระองค์ทรงรับสั่งให้กระผมและเพื่อนอีกคนหนึ่ง นำพระเครื่องที่พกพาติดตัวอยู่ไปมอบให้พระองค์ท่านทั้งหมด กระผมและเพื่อนรีบปฏิบัติตามที่ตรัสสั่ง ทรงรับพระเครื่องทั้งหมดไป แล้วตรัสว่า "ให้ไปรับเหรียญที่สร้างใหม่ จากคุณหลวง หรือพระยา .....(จำชื่อไม่ได้) เหรียญนั้นดีกว่าพระเครื่องเหล่านี้"


สะดุ้งตื่นขึ้นมา รู้สึกใจหายมาก เกรงว่าจะเกิดเหตุร้ายแก่ตัวเองและเพื่อน รุ่งเช้าไปทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการตำราและวิชาการ มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยฯ ขณะนั่งทำการตรวจคัมภีร์อรรถกถาบาลีอยู่ เจ้าหน้าที่สารบรรณได้นำหนังสือ ฆราวาสบรรลุธรรม มามอบให้ มีบันทึกจากฝ่ายจำหน่ายของมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยฯ แจ้งขอให้สำนักงานคณะกรรมการตำราและวิชาการพิจารณาว่า สมควรรับฝากจำหน่ายหรือไม่ ปกติหนังสือที่มูลนิธิมหามกุฏฯ รับฝากขาย จะต้องมีเนื้อหาไม่ขัดต่อศีลธรรม ประเพณี ตลอดถึงระเบียบกฎหมายของบ้านเมือง กระผมทำหน้าที่ตรวจพิจารณาหนังสือดังกล่าวด้วยตนเอง จึงทราบว่า


เตโชวิปัสสนาสถาน ทำการฝึกอบรมการปฏิบัติธรรมเข้มข้น บังเกิดผลแก่ผู้รับการฝึกอบรมอย่างดียิ่ง...เมื่อมาพบในหนังสือ ฆราวาสบรรลุธรรม ทำให้ปัญหาคาใจมา 30-40 ปี ยุติลง ยุติลงว่า "เราต้องไปสำนักเตโชวิปัสสนาสถาน มีอาจารย์ที่รู้ใจเรา"
 


เมื่อถึงชั่วโมงปฏิบัติจริง สิ่งแรกที่ได้ประจักษ์ก็คือ การปฏิบัติเข้มข้น นั่งทำสมาธิตั้งแต่ 04.00 น. ไปจนถึง 21.00 น. พักเข้าห้องน้ำบ้าง ชั่วโมงละ 5-10 นาที ช่วงทานอาหาร เช้า เที่ยง เย็น ประมาณ 1 ชั่วโมง รวมแล้วนั่งสมาธิวันละ 11 ชั่วโมง ห้ามพูด ห้ามคุยกันเด็ดขาด ทั้งในและนอกชั่วโมงปฏิบัติ บรรยากาศจึงสงบวิเวกอย่างยิ่ง
 


"
ให้ตั้งกายตรง ดำรงสติให้มั่น จิตจดจ่อเพ่งจับอยู่ที่ปลายช่องจมูกทั้ง 2 ข้าง กำหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออก ให้จ้องดูเฉยๆ ไม่วิเคราะห์ ไม่ตามลมเข้า-ออก ทำเหมือนทหารยามยืนตรงอยู่ที่ประตูคอยจับตาดูคนเดินเข้า-ออก" นี่คือคำสั่งของท่านอาจารย์ผู้สอนชี้แนะวิธีปฏิบัติ


กระผมฟังแล้ว จับใจความได้ดังกล่าวนี้ จึงสั่งทหารให้ยืนยามที่ประตูทั้ง 2 ข้าง แต่ทหารของกระผมมักจะเดินตามคนเข้า-ออก เพราะเคยทำมาจนชิน ไม่เช่นนั้นก็เผลอหลับไป ร้ายที่สุดคือ เกเร หนียาม แต่ท้ายสุดก็กล่อมเขาให้ทำหน้าที่ได้ดีระดับหนึ่ง นั่นคือจิตใจเริ่มสงบ สติจับจดอยู่กับลมหายใจเข้า-ออก ได้นานขึ้น...จนได้มาปฏิบัติเตโชวิปัสสนา
 


จากได้ปฏิบัติตั้งแต่ต้น จนวันสุดท้าย ได้เกิดมั่นใจตนเองเห็นว่าการปฏิบัติดังกล่าวนำไปสู่ความสงบได้จริง ข้อนี้ เป็นสัมมาทิฏฐิ การประคองจิตให้แนบแน่นอยู่กับการจดจ่อ เป็นสัมมาสังกัปปะ การเพ่งลมหายใจเข้า-ออก ระลึกอยู่ว่า เข้า-ออก เป็นสัมมาวาจา ฯลฯ การที่จิตเกาะติดอยู่กับขบวนการปฏิบัติอย่างแนบแน่นมั่นคง เป็นสัมมาสมาธิ จึงสรุปได้ว่า ตนเองได้เจริญมรรคมีองค์ 8 ครบ นับเป็นมัคคสมังคี ความพร้อมแห่งมรรค ถ้าความพร้อมแห่งมรรคมีพลังมากขึ้น เป็นระดับพละ 5 อินทรีย์ 5 ย่อมเกิดสติพละ เกิดสตินทรีย์ความสำเร็จก้าวหน้า ย่อมมีแน่นอน 
 


ส่วนใครจะเกิดความก้าวหน้าอย่างไร น่าจะขึ้นอยู่กับกว่าตนเองได้สั่งสมบารมีมา มีบุญญาธิการมาเพียงไร เพราะการบรรลุธรรมเป็น ปัจจัตตัง เวทีตัพโพ เป็นสิ่งที่รู้ได้เฉพาะตน ต้องบรรลุเอง พระตถาคตเป็นแต่ผู้บอก 
(
อักขาตาโร ตถาคตา) ท่านอาจารย์ก็เป็นแต่ผู้แนะ ผู้สอน
 


สุดท้ายนี้ กระผมเห็นเป็นการส่วนตัว จากการได้มาสัมผัสคอร์สการปฏิบัติ 2 คอร์สนี้ ทำให้ตระหนักใจตนเองว่า ท่านอาจารย์และเตโชวิปัสสนาสถาน นอกจากให้ ที่พัก ที่ฝึกปฏิบัติ สะดวก สบายแล้ว ยังให้ข้าวปลาอาหาร เช้า เที่ยง เย็น อย่างบริบูรณ์ทุกอย่างฟรี ตลอดระยะเวลาฝึกปฏิบัติ 4 วัน 8 วัน จำนวนศิษย์ ครั้งละ 100 ถึง 140-150 คน ค่าใช้จ่าย ลองคิดดูเองเถิดว่าเกิดค่าใช้จ่ายเท่าไร แล้วยังอุทิศแรงกาย สติปัญญา ทำการฝึกอบรมสิ่งที่ดี ที่ตรง ที่ถูกต้อง ซึ่งทำได้ยาก กล่าวได้ว่า ได้ทำดี ทำตรง ทำถูกต้อง ทำสิ่งที่ยาก ที่คนธรรมดาทำไม่ได้ คนที่เหนือคนธรรมดาเท่านั้นทำได้
 


 


จึงขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ และสำนักเตโชวิปัสสนาสถาน มาในโอกาสนี้เป็นอย่างสูง

 

 

ทิพย์ เพ็ญธิสาร

 

 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊คข้ามห้วงมหรรณพ : 22 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

พระสงบอุ้มอ้อย-อัจฉราวดี

 

มีคุณงามความดีที่ช่วยปกป้องศาสดา

 

ดูได้จากป้ายที่หน้าสนามบินสุวรรณภูมิ

 

แถมยก "ธัมมชโย-โพธิรักษ์-คึกฤทธิ์" ดีเสมอกัน

 

 

 

 

 

 

พระสงบ กุสลจิตฺโต

วัดป่าสุขใจ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ

ที่พึ่งทางใจของ "อ้อย" อัจฉราวดี

 

 

 

 


 

 

คนดีของคุณสงบ

 

 

อา..ถ้างั้นก็แสดงว่า คณะสงฆ์ไทยส่วนใหญ่ ภายใต้การปกครองของสมเด็จพระสังฆราช ทั้งวัดบวรนิเวศวิหารและวัดราชบพิธ ทั้งหมดนั้น "แย่กว่าโพธิรักษ์" ถ้าเช่นนั้น ก็ทำไม "คุณสงบ" ไม่ลาออกจากคณะสงฆ์ไทย แล้วไปอยู่กับโพธิรักษ์เสียเล่า จะมาทำตัวเป็น "อีแอบ" อยู่ทำไม ?

 

 

 

 

 

 

ภาพที่หลวงพี่สงบเห็น เห็นแล้วชื่นชม

 

 

 

 

 

 

 

แต่ภาพนี้ หลวงพี่สงบ คงไม่เห็น

ไม่เห็นว่าอัจฉราวดีมีพฤติกรรมอำพรางยังไง

เพราะนางอ้อยไม่ได้เอาขึ้นโชว์ที่หน้าสุวรรณภูมิ

 

คนโง่เลยมองไม่เห็น !

 

 

ถ้าได้เห็นแล้ว ยังเห็นดีเห็นชอบต่อพฤติกรรมของอัจฉราวดี หลวงพี่สงบก็ควร "สลัดจีวร" ออกไปนุ่งขาวห่มขาว ตามแนวทางของอัจฉราวดี ไม่ควรจะนุ่งเหลืองห่มเหลืองอีกต่อไป เพราะไม่เคารพต่อสถานะของตัวเอง

 

 

 

 

 

 

พระสงบ กับ สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร

กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย

 

 

 

สังคมแห่งอารยะชนนั้น เขามี "การตรวจสอบ" ซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ "กล่าวหากันฝ่ายเดียว" ดังนางอัจฉราวดีกล่าวหาพระ "ค่อนประเทศ" โดยไม่มีหลักฐานยืนยัน ครั้นตัวเองถูกซักถามบ้างก็อ้าง "ผู้สูญเสียผลประโยชน์กลั่นแกล้ง" ทั้งๆ ที่เขาก็ทำหน้าที่ "ถาม" เพื่อให้มีการตรวจสอบ เป็นเพียงขั้นต้นของกระบวนการเท่านั้น

 

 

แต่สิ่งที่คุณสงบพูดมานั้น มันคนละเรื่อง คือเอาเรื่อง "ป้ายโฆษณา" มาเบี่ยงเบนการตรวจสอบ เหมือนกับว่า ถ้าใครทำงานศาสนาเหมือนอัจฉราวดี เหมือนธัมมชโย เหมือนโพธิรักษ์ เหมือนคึกฤทธิ์ ก็ไม่ควรตรวจสอบ เพราะเขาทำดี คนที่ตรวจสอบกลับกลายเป็นคนไม่ดีไป นี่หรือคือหลักการของผู้ปฏิบัติธรรม

 

 

ถามว่า มีข้อยกเว้นอยู่ในพระธรรมวินัยตรงไหน ที่ให้ยกเว้นการตรวจสอบสำหรับบุคคลเหล่านี้

 

 

นี่คุณสงบยังหมายความไปถึงว่า การตรวจสอบ สำนักสันติอโศก สำนักธรรมกาย และสำนักนาป่าพง ที่ผ่านมานั้น ไม่ถูกต้อง กระนั้นหรือ ?

 

 

กรณีนางอัจฉราวดีนั้น เขามีคำถามมากมาย ตั้งแต่การบรรลุธรรม การอวดอุตริมนุสธรรม การทำธุรกิจในคราบนักบุญ ฯลฯ แต่คุณสงบกลับพูดแต่เรื่อง "ป้ายโฆษณา" เพียงเรื่องเดียว ก็เป็นความจับจดของคุณสงบเอง แบบว่าโง่แล้วอวดฉลาด !

 

 

ขอย้ำว่า พระภิกษุที่บวชมาแล้วทุกรูป มีสิทธิทางพระธรรมวินัย "เสมอกัน" ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร ไม่ว่าคุณจะเป็นพระปริยัติหรือพระปฏิบัติ ส่วนการยกย่องใครอย่างไรนั้น เป็นเรื่องส่วนตัว พระพุทธเจ้าทรงสละพระอำนาจให้ "พระสงฆ์" ปกครองกัน และทรงประทาน "พระธรรมวินัย" ให้เป็นหลักการปกครอง ทรงให้เคารพกันและกันตาม "อาวุโส" มิใช่ตามคุณธรรมที่ได้บรรลุ

 

 

ดังนั้น มิใช่แค่เรื่องว่า "นางอ้อยสามารถตรวจสอบคนอื่นได้เพียงฝ่ายเดียว แต่ชาวพุทธอื่นจะตรวจสอบนางอ้อยไม่ได้" หรือ "นางอ้อยใช่ว่าสามารถตรวจสอบคนอื่นได้เพียงฝ่ายเดียว แต่ชาวพุทธอื่นก็มีสิทธิ์จะตรวจสอบนางอ้อยได้เช่นกัน" เท่านั้น แม้แต่ตัวคุณสงบเอง เมื่อปฏิญาณว่าเป็นพระ ก็ย่อมมีสิทธิ์ถูกตรวจสอบได้เสมอกัน ทั้งด้านกายและวาจา ดังที่แสดงออกมาหลายครั้ง ดังนั้น อย่าได้สำคัญตัวเองผิด คิดว่าห่มสีกรักอยู่วัดป่าแล้ว จะไม่มีใครกล้าตรวจสอบ

 

 

กรณีนี้ก็ไม่ต่างไปจากนางอัจฉราวดี คือ ถ้าคุณไม่ยอมรับพระธรรมวินัยในพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นกติกาสากลที่พระสงฆ์ไทยส่วนใหญ่ใช้ศึกษาและปฏิบัติมานานนับพันปี ก็คงไม่มีใครเขายอมรับการตรวจสอบจากคุณ คือต่างคนต่างอยู่ ส่วนคุณสงบจะยินดีเป็นสหายกับ "โพธิรักษ์" มันก็สิทธิ์ของคุณ ไม่มีใครว่าหรอก ตามสบายนะสหาย

 

 

 

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 18 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

ไฟเตโชลามวัดป่า !

 

 

ศิษย์หลวงตาบัวถาม สงบไหน ?

 

ถ้าหลวงพ่อสงบ ราชบุรี องค์นี้ใช่

 

แต่ถ้าสงบ สมุทรปราการ เป็นใคร ไม่รู้จัก !

 

 

 

 

 

 

 

สงบ VS สงบ

 

ซ้าย : พระอาจารย์สงบ มนสฺสนโต วัดป่าสันติพุทธาราม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

ขวา : พระอาจารย์สงบ กุสลจิตฺโต วัดป่าสุขใจ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ

 

 

 

 

 

 

 

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนโต กับหลวงตามหาบัว

 

 

 

อา..เห็นมะ ว่าความสงบนั้นมีหลายรูป เอ๊ย หลายระดับ สงบที่นี่ บางทีก็ไม่สงบที่โน่น หรือสงบภายนอก แต่ภายในไม่สงบ มันเป็นอะไรที่ต้องพิจารณา

 

 

ว่าแต่ กรณีที่ "ศิษย์สายวัดป่าบ้านตาด ของหลวงตามหาบัว" ถามมานั้น ทางอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม ก็ขอตอบว่า ที่พาดหัวข้อข่าวไปนั้น ทางเราก็เอาข้อมูลมาจากเฟสบุ๊ค ของ "นางอัจราวดี วงศ์สกล" ที่ชื่อว่า "ข้ามห้วงมหรรณพ" เพียวๆ เลยครับ ไม่ได้แต่งเติมอะไรทั้งสิ้น นางอ้อยอ้างยังไง เราก็อ้างตามไป เพราะเชื่อว่า "ฆราวาสผู้บรรลุธรรมแล้ว" ย่อมไม่มุสา แต่ถ้าจะผิดก็คงต้องชี้ไปที่ต้นตอก็คือ "อ้อยเตโช" เพราะนางคนนี้อ้างว่า "อาจารย์สงบ วัดป่าสุขใจ เป็นศิษย์หลวงตามหาบัว"

 

 

หากศิษย์ของหลวงตามหาบัวท่านใดเห็นว่าไม่ใช่ ก็ขอความกรุณาถามไปยัง..นางอัจฉราวดี ซึ่งเห็นว่า อีกไม่กี่วันข้างหน้า นางคนนี้จะพาสาวกไปขอบคุณพระสงบ วัดป่าสุขใจ ที่ออกมาเชียร์ให้ด่าพระค่อนประเทศ คีย์เดียวกับโพธิรักษ์ ซึ่งก็คงต้องลุ้นกันว่า ระหว่างนางอ้อยกับพระสงบ ใครจะกราบใคร เพราะนางอ้อยได้บรรลุธรรมแล้ว แต่พระสงบเห็นประกาศว่ายังไม่ได้บรรลุ

 

 

กรณีนี้หากสามารถพิสูจน์ได้ว่า "พระสงบ วัดป่าสุขใจ" ไม่ใช่ศิษย์หลวงตามหาบัว ก็ต้องฟังคำแก้ตัวจากนางอัจฉราวดีอย่างไรต่อไป แต่ถ้ามีการแอบอ้างละก็ งานนี้อัจฉราวดีเสียคนแน่ จากฆราวาสบรรลุธรรม ก็จะได้ตำแหน่งใหม่เป็น "ฆราวาสจอมตอแหล"

 

 

ไหมล่ะ แกว่งเท้าจนได้เสี้ยนเลย อีอ้อยเอ๊ย !

 

 

คำถาม ?

 

 

เรื่อง ช่วยเช็คหัวข่าว

เกี่ยวกับการอางว่าลูกศิษย์หลวงตามหาบัวอีกทีครับ

 

กรณีเวบไซต์ ได้พาดหัวว่า

 

 

จุดไฟในนาคร !

อ้อยตะกายดาวจนสุดใจ

ดึงจีวรหลวงพ่อสงบศิษย์หลวงตาบัวเข้าฉากเตโช

เพิ่มความชอบธรรมในการกล่าวหาพระค่อนประเทศ

สงบหรือไม่สงบก็ไม่รู้ล่ะงานนี้ !

 

 

จึงขอให้เช็คด้วยว่า ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวถูกต้องหรือไม่ เพราะลูกศิษย์ของหลวงตามหาบัวที่ชื่อ พระอาจารย์สงบ ที่หลวงตาไปเยี่ยมที่วัดบ่อยๆ และกล่าวชมในหลายวาระ นั้น คือ พระอาจารย์สงบ ที่ จ.ราชบุรี 

 

ส่วนรูปนี้ ไม่ทราบเป็นมาอย่างไร จึงพาดหัวอ้างได้ว่าเป็นลูกศิษย์หลวงตามหาบัว และหลวงตาไม่เคยมาวัดสุขใจนี้เลย 

 

ด้วยความหวังดี เนื่องจากเป็นประเด็นสำคัญในปัจจุบัน และมี การดึงชื่อว่าลูกศิษย์หลวงตามาอ้าง เกรงจะเป็นปัญหาในอนาคตครับ

 

 

 

คำตอบและหลักฐาน

 

 

 


 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 17 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

 

จุดไฟในนาคร !

 

 

อ้อยตะกายดาวจนสุดใจ

 

ดึงจีวรหลวงพ่อสงบศิษย์หลวงตาบัวเข้าฉากเตโช

 

เพิ่มความชอบธรรมในการกล่าวหาพระค่อนประเทศ

 

 

สงบหรือไม่สงบก็ไม่รู้ล่ะงานนี้ !

 

 

 

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"พระพุทธองค์ ไม่ได้ทรงท่องตำราเอาเป็นเอาตาย"

 

สุดยอดวาทกรรมของอัจฉราวดี

 

 

อา..แสดงว่า คุณนายอ้อยเธอยังคงแน่วแน่ไม่แก้ไขในสิ่งผิด ยังคงปักใจเชื่อว่า "ตัวเองถูก แต่ถูกใส่ร้าย มุ่งทำลายโดยผู้สูญเสียผลประโยชน์" ไล่สถิติหลังจากโดนถามจากทุกสารทิศ ว่าด้วยการอ้างบรรลุธรรมนอกหลักการพระไตรปิฎก เธอกลับตอบแบบ "ไปไหนมาสามวาสองศอก" แถมตบท้ายว่า "พระพุทธองค์ทรงรู้แจ้งเห็นจริงด้วยการปฏิบัติสติปัฏฐานสี่ เพ่งลงมาที่จิต ไม่ได้ทรงท่องตำราเอาเป็นเอาตาย พระไตรปิฎกเป็นเพียงแนวทาง เมื่อปฏิบัติลงมาที่จิตแล้วจะรู้แจ้ง และเมื่อเอาความรู้นั้นมาสอบทานกับพระไตรปิฎก จะเห็นว่าไม่ผิดกันเลย หากการบันทึกนั้นไม่บิดเบือน"

 

 

"หากการบันทึกนั้นไม่บิดเบือน" เป็นสุดยอดกลเม็ด (หมกเม็ด) ของอัจฉราวดี เธอหมายความว่า ถ้าการบรรลุธรรมและสอนธรรมของเธอนั้น เมื่อนำไปเทียบกับข้อความในพระไตรปิฎกแล้วตรงกัน ก็ถือว่าเธอสอนถูกต้อง แต่ถ้าไม่ตรง ก็แสดงว่าพระไตรปิฎกบิดเบือน ของเธอต่างหากที่ถูกต้อง ต้องเอาเธอเป็นหลัก เพราะเธอได้พบพระพุทธเจ้าโดยตรง ไม่ได้สืบทอดคำสอนมาจากครูบาอาจารย์องค์ไหน

 

 

พระเถรานุเถระ ตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราชลงมา ถูกนางอัจฉราวดี "นำมาอ้าง" เป็นพยานการบรรลุธรรมของตนเอง ไม่เว้นแม้แต่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เหลือเพียงสิ่งเดียวที่นางไม่เคยอ้างก็คือ "พระไตรปิฎก"

 

 

วันนี้ อัจฉราวดี ไปนิมนต์ "พระอาจารย์สงบ กุสลจิตฺโต" วัดป่าสุขใจ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ มาเป็นพยานของตน ในฐานะ "จำเลย" ของสังคมพุทธไทย

 

 

ท่านสงบจะพูดว่าอย่างไรนั้น ก็มีพยานหลักฐานอยู่พร้อมแล้ว เถียงกันไปก็ไร้ประโยชน์ บอกได้คำเดียวว่า "เป็นหน้าที่ของมหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ที่จะต้องเข้ารำงับดับปัญหานี้ เมื่อเรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ รวมทั้งผู้รู้และรักพระศาสนามากมายได้ชี้ทางแล้ว จะทำหรือไม่ก็ตามใจ เราถือว่าเราได้ทำหน้าที่แล้ว ก็ถือว่าหมดหน้าที่แล้วเช่นกัน จะปล่อยให้มีการอวดอ้างกันเรื่อยๆ จะปล่อยให้มีการถกเถียงจนแตกแยกกันเป็นก๊กเป็นเหล่าในหมู่พุทธศาสนิกชนไปเรื่อยๆ หรือจะปล่อยปละละเลยไม่ทำอะไรเลย จนบ้านเมืองไร้ขื่อแป ก็สุดแท้แต่มหาเถรสมาคม อันมีสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประมุข และมีสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก ในฐานะผู้นำสูงสุดของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย จะทำหรือไม่ทำอย่างไรก็พอใจด้วยทั้งนั้นแหละ เอาตามสบายใจ หน้าที่ใครก็หน้าที่มัน เพราะวันนี้ เรื่องลามเข้าไปถึง "วัดป่า" แล้ว จะรอให้ไฟไหม้ทั้งประเทศ ก็ตามใจ

 

 

 

 

 

 

 

ยกย่องและเหยียบย่ำ ขอขมาและด่า

สองง่ามสามแง่ของอ้อยเตโช

 

 

 

 

 


 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊คข้ามห้วงมหรรณพ : 17 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

เปิด E-MAIL ลับสุดยอด !

 

 

 

 

 

 

 

ศิษย์อนาคาลาออก แถมถอนหุ้นเดอะโซล

 

อ้อยเตโชยื้อสุดฤทธิ์

 

ปฏิบัติการลับ ส่งข่าวถึงศิษย์ อย่างลับๆ

 

ห้ามส่งต่ออีเมล์ถึงคนอื่น อ้าง..ผิดศีล !

 

 

 

 

อา..ถ้าขนาดระดับ "พระอนาคามี" ยังหนี ไม่อยู่ด้วย มันก็ย่อมส่งผลต่อ "มรรคผลนิพพาน" ในสายเตโช ที่แจกกันเหมือนรางวัลของเหล่าดารา มีแม้กระทั่ง "รางวัลปลอบใจ" เมื่อได้อะไรมาง่ายๆ มันก็ไม่เห็นคุณค่า อย่านับแต่ระดับอนาคาเลย ต่อให้เป็นถึง "อรหันต์" ก็อาจจะหันหลังกลับได้เช่นกัน เพราะมันมิใช่ของจริง ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ของไม่จริง

 

 

สิ่งที่ปรากฏตามเอกสารด้านล่างนี้ "เกิดก่อน" จะมีข่าวเรื่องอลัชชี ที่นางอัจฉราวดีชอบนำมาอ้างว่า "ถูกโจมตีจึงต่อต้าน" แต่เรื่องนี้เป็นเรื่อง "ภายในสำนัก" ของอัจฉราวดีเอง เป็นมาก่อนนับปี นี่แสดงให้เห็นว่า ภายในสำนักของนางอัจฉราวดีนั้น มีปัญหาคุกรุ่นมานานแล้ว มีคนสงสัยในเรื่องการบรรลุของนาง ไม่เว้นแม้แต่คนที่เข้าไปรับการฝึกฝนจนได้รับการรับรองจากนางอ้อยว่าเป็น "พระอนาคามี" ซึ่งในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นพระอริยบุคคลระดับ "สูงสุด" ยกระดับอีกเพียงขั้นเดียวก็เป็น "พระอรหันต์" หลุดพ้นจากวงจรวัฏสงสารแล้ว

 

 

การที่พระอริยะในสายเตโชระดับ "อนาคามี" หนีออกนอกสำนักไปแบบ "กู่ไม่กลับ" ถึงขนาดนางอัจฉราวดีต้องใช้กำลัง "ดึงกลับ" อย่างแรง ถึงกับระดมพลลูกศิษย์ทั้งสำนักมาช่วยดึงกันเลยทีเดียว

 

 

อีกส่วนหนึ่งนั้น มีการพาดพิงถึง "โครงการเดอะโซล" ซึ่งเป็นการทำธุรกิจในคราบนักการศาสนาของนางอัจฉราวดี มีการระบุอย่างชัดเจนว่า "ศิษย์อนาคามี" ซึ่งได้ลาออกนอกสำนักไปแล้ว ใช่ไปแต่ตัวเปล่า แต่ยังทำการ "ถอนการลงทุน" ในโครงการเดอะโซลออกไปอีก 1 หุ้นส่วนด้วย แม้มิได้ระบุว่า "เป็นจำนวนเงินเท่าใด" แต่ก็เชื่อว่าน่าจะ "หลายสิบล้าน" เพราะถ้าต่ำกว่านั้น นางอ้อยคงไม่แคร์

อีเมล์ "ลับ" ฉบับนี้ จึงเปิดเผยถึง "สันดานธาตุแท้" ของนางอัจฉราวดี ให้สังคมไทยได้รับทราบ และพิจารณาได้เองว่า นางอ้อย เป็นนักบุญ หรือคนบาป ดังที่นางเคยตั้งคำถามต่อสังคมไว้ก่อนหน้านี้

 

 

 

 

 

 






 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 17 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

 

ปาฏิหาริย์มีจริง !

 

อ้อยเตโชปั้นยอดฆราวาสบรรลุธรรม

 

เดือนเดียววิ่งถึง 55,000 เล่ม

 

ยิ่งกว่าแฮรี่พอตเตอร์ !

 

 

 

 

 

 

THE BEST SELLER !

 

 

 

 

 

 

 

จากวันนั้นถึงวันนี้

 

วันแห่งความสำเร็จ ของ..อ้อย อัจฉราวดี

 

 

 


 

 

ครูบาอาจารย์แท้

 

ไม่ได้สร้างฐานมาด้วยหลักมาร์เก็ตติ้ง

 

 

 

 

 

 

 

 

โน โฆษณา โน มาร์เก็ตติ้ง

 

เรื่องจริงไม่อิงนิยาย

 

ขายได้เกิน 55,000 หมื่นเล่ม ภายใน 30 วัน

 

(พิมพ์ครั้งแรก 10,000 เล่ม พิมพ์ซ้ำอีก 45,000 เล่ม รวมเป็น 55,000 เล่ม) เฉลี่ยวันละ 1,800 เล่ม ถ้ายังคงทำยอดขายอย่างคงเส้นคงวา ภายในปีเดียว หนังสือเล่มนี้จะทำสถิติถึง 660,000 เล่ม (อ่านว่า-หกแสนหกหมื่นเล่ม) พูดเป็นสำนวนว่า "ทะลุครึ่งล้าน" รับตำแหน่งหนังสือกลุ่มธรรมะขายดี "ที่หนึ่ง" ของประเทศไทยไปตลอดกาล

 

 

But... Take a look..

 

 

"3 วัน 24 คอมเมนต์" ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า  อย่านับแต่ "คนอื่นจะซื้ออ่าน" ขนาดศิษย์ก้นกุฏิแท้ๆ ยังไม่แล "Worng Move - ท้อใจ"  จนทนไม่ไหว ต้องรีบออกหนังสือระดมพล-ระดมยอดขาย ว่ากันถึงขนาดว่า ต้องอัดยอดขายด้วยการ "ซื้อแจก" แต่ใครซื้อบ้าง ก็ไม่ทราบ เพราะมันเป็นความลับ เดือนเดียวยอดขายห้าหมื่นห้า ยอดอัฐยายซื้อหนังสือยายเท่าไหร่ ให้ตายก็ไม่บอก !

 

 

 

 




 

The Day After..

 

 

 

"หมดไปจากชั้นหนังสืออย่างรวดเร็ว"

 

 

 

 

 

จากเล่ม 1 สู่เล่ม 2

Wrong Move จะไม่มีทางเกิดขึ้นอีก

ประวัติศาสตร์จะไม่ย่ำซ้ำรอยเดิม

อ้อยขอประกัน !

 

 

 

 

 

 

แค่..คำโปรย มิใช่โฆษณา อย่าเข้าใจผิด

 

เลขเด็ดอาจารย์อ้อยเตโช

3-24-3-1-115

จาก 3 วัน 24 คอมเมนต์

เป็น 3 วัน 1 หน้า 115 บรรทัด

 

 

 

 

 

 

 

 

แจกฟรี 10 เล่ม !

 

แซมเปิ้ล กับ โบวี่ อัฐมา

 

 

 

 

 

 

หนังสือธรรมะระดับ "บรรลุธรรม" แต่แจกแฟนโบว์ฟรี

 

ย้ำนะคะ โตตามธรรมชาติค่ะ !

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 16 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

อัครมหาโจร !

 

พระมหาอุเทน "ยก" อัจฉราวดี

เทียบเท่า ธัมมชโย-โพธิรักษ์ และคึกฤทธิ์

 

 

 

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

 

 

 

 

 

ย้ำ !

 

ยอดมหาโจรทำลายพระสัทธรรม คือพระปฏิบัติ

ส่วนพระปริยัติไม่เคยทำลาย มีแต่รักษาพระสัทธรรม

 

 

 

 

 


 

 

 

โฉมหน้ามหาโจร

 

 

 

 

 

อวดว่าได้บรรลุให้คนรู้

แล้วได้ลาภผลจากการอวดนั้น

นั่นคือ..มหาโจร

 

 

 

OPEN

 

THE SOUL PROJECT

รีสอร์ทแห่งการค้นพบจิตใจ

ธุรกิจบนเส้นทางพระนิพพานของ..อ้อยเตโช

 

 

 

 


 

 

 

 

THE SOUL

 

Marketing on Religion

ธุรกิจในคราบผ้าขาวของอัจฉราวดี

 

 

อ้อยเตโช เดินหน้า "อภิมหาโปรเจ๊ค" รีสอร์ทแห่งการค้นพบจิตใจ ใช้ 3 แนวร่วม "เตโชวิปัสสนาสถาน-มูลนิธิโนอิ้งบุดด้า-เดอะโซล" รวมเป็นไตรภาคี เหมือนธรรมกายมี "วัดพระธรรมกาย-มูลนิธิธรรมกาย-มูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทน์" สร้างสรรค์ "คอนโดแก้ว" อยู่ชิดติดกับ "อายตนนิพพาน" แค่ลมหายใจ ถ้าไปไม่ถึงนิพพาน ก็ยังมี "ดุสิตบุรี" รองรับ ขณะที่เดอะโซลของอ้อยนั้น มี "ประตูพระนิพพาน" ให้ท่านเปิด ก็อยู่ตรงนี้แหละค่ะ ตรงที่..The Soul อยากเปิดประตูสู่นิพพาน ก็เชิญมาร่วมงานกับเราซีคะ

 

 

 

 

 

 

ถามใจเธอดูก่อน

 

ุณอัจฉราวดี คุณอ้อย นางอ้อย อีอ้อย เป็นใคร ?

นักบุญ หรือ คนบาป

ศาสดา หรือ มหาโจร

นักบวช หรือ นักธุรกิจ

ฆราวาสบรรลุธรรม หรือ ฆราวาสทำลายธรรม

ฯลฯ

 

 

 

 

 

 

 

สำหรับโครงการของอัจฉราวดีนั้น ขอยืนยันด้วยเกียรติของแม่ค้าเพชรว่า "แตกต่างจากธรรมกายอย่างสิ้นเชิง" เพราะธรรมกายเป็นการทำธุรกิจโดยใช้ "องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร" บังหน้า แต่สำหรับ "อัจฉราวดี" แล้ว ตั้งเป็น "บริษัทธุรกิจ" จดทะเบียนเต็มรูปแบบ แบบว่า เป็นการทำงานคู่ขนาน ระหว่าง "เตโชวิปัสสนาสถาน-มูลนิธิโนอิ้งบุดด้า" กับ "เดอะโซล" แยกบัญชีกันเด็ดขาด (แต่อ้อยมีอำนาจเบิกจ่ายทั้งสองบัญชี) ที่รับบริจาคก็เข้าบัญชีเตโชวิปัสสนาสถานและโนอิ้งบุดด้า แต่ถ้าเป็นเงินธุรกิจ ก็เข้าบัญชี "เดอะโซล"

 

 

ชัดๆ ง่ายๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน คือว่า อ้อยมี 2 กระเป๋าๆ ด้านซ้ายคือ "เตโชวิปัสสนาและโนอิ้งบุดด้า" กระเป๋าขวาคือ "เดอะโซล" ส่วนจะเอาเงินในกระเป๋าไปทำอะไรนั้น บอกไม่ได้ มันเสียมารยาท อ้อยเป็นคนเปิดเผยและจริงใจ สิ่งใดใช่ก็บอกใช่ สิ่งใดไม่ใช่ก็บอกไม่ใช่ ก็เหมือนทุกวันนี้แหละ อ้อยมี 2 สถานะ หลักๆ อ้อยก็จะสวมชุดขาวสอนเตโชวิปัสสนา แต่ถ้าร่างกาย เอ๊ย ธาตุขันธ์เหนื่อยอ่อนเพราะกรำงานมากเกินไป อ้อยก็จะบินไปพักผ่อน "ธาตุขันธ์" กับครอบครัว ที่ต่างประเทศ กลับมาสบายเนื้อสบายตัวเชียวค่ะ เข้าใช้สปาร์ที่เมืองไทยก็เสียหายต่อตำแหน่งฆราวาสบรรลุธรรมซีคะ ตบตาคนมันต้องเนียนค่ะ แต่ใครดันรู้ทัน นั่นต้องใช้ระบบ "ตบบ้องหู" แทนค่ะ อ้อยมีทั้ง "กฎแห่งกรรม" และ "กฎหมาย" ในมือ อยู่ที่ว่าจะเลือกใช้กฎอะไร เห็นความเขี้ยว เอ๊ย ความอัจฉริยะของอ้อยหรือยังคะ ทางอเมริกายังยกย่องว่า "ยิวเรียกพี่" เลยค่ะ ก่อนหน้านี้อาจจะมีวลีว่า "พ่อค้าเล่นการเมือง เช่น ชินวัตร" แต่โลกเปลี่ยนไปแล้วค่ะ เดี๋ยวนี้เขามีวลีใหม่ว่า "แม่ค้าเล่นการวัด" แทน คิ้วๆ นะคะ แม่ค้าคนไหนอ้อยไม่บอกค่ะ

 

 

ดังเช่น ที่บอกว่า "พระไทยทั่วประเทศมอมเมาประชาชนให้โลภหลง ด้วยการขายบุญ หลอกประชาชนให้หวังผลบุญเกินควร เช่น ทำบุญน้อย แต่ได้บุญเยอะ เป็นสวรรค์นิพพาน" ซึ่งอ้อยเห็นว่ามันค้ากำไรเกินไป ไม่ยุติธรรม ดังนั้น เพื่อความเป็นธรรม ก็เชิญท่านมาร่วมลงทุนกับเดอะโซลซีคะ รับรองว่า "แบ่งกันตามกฎของธุรกิจ ตามสัดส่วนของการลงทุน ลงน้อยก็ได้น้อย ลงมากก็ได้มาก" แต่ถ้าเจ๊งก็ต้องรับกรรมใช้หนี้ร่วมกันนะคะ อ้อยไม่ยอมรับคนเดียวหรอกค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

เปรียบเทียบอย่างง่ายๆ นะคะ

 

 

ทำบุญกับพระ

ทำธุรกิจกับอ้อย

ทำบุญนิดหน่อย

ได้สวรรค์นิพพานเป็นกำไร

ไม่มีอะไรเป็นหลักประกัน

มีแต่ความหวัง

ตั้งอยู่บนศรัทธาเพียวๆ

ประเมินอัตราการเข้าพักเพียง 60 เปอร์เซ็นต์ จะถึงจุดคุ้มทุนและคืนกำไรได้ภายในเวลา 3 ปี 9 เดือน แต่ถ้าขายได้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม ก็จะทำกำไรภายในเวลาเพียง 1 ปี 2 เดือน หรือ 14 เดือน เท่านั้น

 

ตั้งอยู่บนศรัทธาและตัวเลข

 

 

 

อ่านดูให้ดีนะคะ อย่าให้ใครหลอกได้ ธุรกิจอะไรที่ลงทุนนับร้อยล้าน แต่สามารถทำกำไรได้ภายใน 1 ปี 2 เดือน หรืออย่างช้าก็ไม่เกิน 3 ปี 9 เดือน กำไรเห็นๆ แล้วจะรออะไรอีกล่ะคะ เชิญมาเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟที่ชื่อ "เตโช" ของอ้อยเถอะ เชื่ออ้อยเถอะ พวกพระน่ะ สอนให้คนโลภ แต่อ้อยสอนให้ค้ากำไร มันคนละประเด็นกัน ต้องแยกแยะให้ออก อย่าโง่ นี่มิใช่โฆษณาชวนเชื่อเหมือนพระนะคะ แต่เป็นกลยุทธทางการตลาด ที่เรียกกันง่ายๆ ว่า "Advertising" มันธรรมดามากค่ะ พวกมีเงินแต่โง่มันจะรู้อะไร ตลาดใครก็ตลาดมันค่ะ มีอุปสงค์ย่อมมีอุปทานเป็นของคู่กัน เมื่อพักนี้คนหันหลังให้ "ธรรมกาย" เขาก็ไม่มีที่ไป The Soul จึงมาถูกที่ถูกเวลา เหมือนสวรรค์บันดาลยังงั้นเลยค่ะ นี่แหละค่ะ ธรรมะจัดสรร !

 

 

สรุปนะคะ คือว่า ฆราวาสบรรลุธรรมอย่างอ้อย ผู้มีประสบการณ์ "ขายเพชร" มาจนรวยและเบื่อรวยแล้ว จึงออกมาเดินเส้นทางธรรม ได้พบกับธุรกิจแนวใหม่ แนวใช้ "ประตูพระนิพพาน" เป็นจุดขาย หลอกคนที่อยากไปนิพพานให้มาจ่ายเงินที่เตโชวิปัสสนา มาตรว่าท่านมิได้เลื่อมใสในนิพพงนิพพานอะไรของอ้อยก็ตาม แต่ถ้าท่านมีวิสัยทัศน์มองเห็นกำไรในการลงทุน ท่านย่อมมองออกใช่ไหมคะ ว่าอ้อยมี "ควาย" ให้จูงจมูกอยู่ในมือแล้วกี่ตัว แต่ละตัวก็สามารถรีดทั้งเนื้อทั้งนมได้เป็นสิบล้านร้อยล้านขึ้นไป เป็นกำลังซื้ออันสำคัญที่ท่านจะมองข้ามไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด การตลาดเป็นสิ่งสำคัญจุดแรกที่อ้อยได้เห็น ขณะเดินผ่านประตูพระนิพพาน การเป็นฆราวาสบรรลุธรรมนี่ดีหลายทางเลย ธรรมก็บรรลุได้ กิเลสก็บรรลุได้ เพราะไม่ต้องใส่ผ้าเหลืองให้ใครเขาด่า ทำมาหากินง่ายกว่ากันเยอะเลยค่ะ

 

 

ใช่แต่เท่านั้น นี่ยังแค่โครงการนำร่องนะคะ ถ้าหากว่าโครงการไปได้สวย อ้อยก็จะทำการเพิ่มทุน พร้อมกับขยายโครงการไปทุกภูมิภาคของประเทศไทย และอาจจะขยายสาขาไปถึงต่างประเทศ เหมือน Four-Seasons ก็ไม่มากหรอกค่ะ อยากเห็นโครงการนี้มีมูลค่าซัก 100,000 ล้าน น้องๆ เมืองทองธานี แค่นี้ก็ภูมิใจแล้วค่ะ ชาตินี้มิเสียทีที่ได้พบพระพุทธศาสนาแบบไทยๆ มีคนโง่ๆ ให้ชักจูงให้มากราบตีนแถมขนเงินมาลงทุนโดยง่ายอีกต่างหาก ขนาดขายเพชรเป็นเม็ดๆ พวกยังโกงกันสนั่นเลย ขายนิพพานลอยล่องมีแต่กำไร ไม่ขายก็โง่สิคะ ไม่รวยยอมให้เรียก "อีควายอ้อย" ได้เลยค่ะ

 

 

อ้อ ขอตอบก่อนนะคะ กับคำถามว่า "เอ..เห็นว่าสละโลกแล้ว คุณอัจฉราวดียังมาทำธุรกิจอยู่อีกหรือ" อ้อยก็ขอตอบว่า "อ้อยยังไม่ได้บวชค่ะ" ยังเป็นฆราวาส ยังมีลูกมีผัว ยังต้องใช้เงินใช้ทอง ไม่เหมือนพระ พระท่านอยู่วัด ทำธุรกิจไม่ได้ มันผิดวินัยสงฆ์ ส่วนฆราวาสบรรลุธรรมอย่างอ้อย แค่มีศีลห้าก็เหลือเฟือแล้ว ผิดมั่งถูกมั่ง ใครจะรู้ ดังนั้น อ้อยจึงทำธุรกิจได้ค่ะ ใครมีหลักฐานเอามายืนยันสิคะ ว่าศีลห้าทำธุรกิจไม่ได้

 

 

เชื่อหรือยังคะว่า อาชีพหลักของอ้อยนั้นคือนักธุรกิจ ส่วนตำแหน่งธรรมิกโพธิราชอะไรที่อุปโลกน์ขึ้นมานั้น มันแค่..ไซด์ไลน์
















 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 14 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

 

อบอุ่นวันวาเลนไทน์ !

 

 

โพธิรักษ์ "อ้าแขนรับ" อัจฉราวดี

เข้าสังกัดแนวร่วมสันติอโศก ถล่มมหาเถรสมาคม

 

เตะซ้ำ "มิใช่แค่ค่อนประเทศ แต่ทั้งประเทศเลย"

 

อ้อยและสาวกได้ฟังแล้วคงภูมิใจในน้ำพักน้ำแรง

อย่างน้อยก็มี "โพธิรักษ์" ที่เห็นคุณค่า

 

 

 

 

 

 

 

ถ้อยคำอันน่าประทับใจของอัจฉราวดี ที่โพธิรักษ์สรรเสริญ

 

 

 

อา..ศาสดาย่อมมองเห็นศาสดา ผู้ได้บรรลุธรรม "นอกระบบพระไตรปิฎก" ก็ย่อมมองเห็นพระนิพพานด้านเดียวกัน มองไปถึงว่า "คณะสงฆ์ไทยสมัยปัจจุบันนั้น ไร้ประโยชน์ สู้พวกของตนเองไม่ได้ พระเณรเถรชียุคนี้นั้น แค่ท่องๆ จำๆ ไม่มีใครปฏิบัติจริงจัง มัวแต่กอดเข็มทิศ กอดให้ตายก็ไปนิพพานไม่ได้ ดังนั้น อย่าเสียเวลาศึกษาตำราให้รกสมองเลย ไม่ต้องโกนหัว ไม่ต้องไปวัด ไม่ต้องบวช แค่นุ่งขาวห่มขาวเดินฉุยฉายเข้าสำนักเตโช ถือศีลห้า หลับตาฟังคำสอนจากปากของ..พระธรรมิกราชโพธิยานโตงเตง ไม่เกินเจ็ดวัน รับรอง..ประตูพระนิพพานเปิดอ้าซ่า"

 

ต่อไป ถ้าพระไทยกดดันอ้อยหนักๆ อ้อยก็อาจจะ "หนีไปพึ่งบารมี" ของพ่อท่านโพธิรักษ์ รับตำแหน่ง "ศาสดาหญิง" นอกมหาเถรสมาคม อย่างเป็นทางการ มงกุฎเพชรนั้นรออยู่แล้ว เหลือเพียงจังหวะเท่านั้น ก้าวย่างอันสวยงามย่อมเชื่องช้าเป็นธรรมดา..

 

 

 

 

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชมพิธีรับศิษย์ใหม่ของโพธิรักษ์

 

อ้อยเตโชเศร้า !

 

ศิษย์เก่าเสียชีวิตกลางทางไปเนปาล

แต่อาจารย์ยอดมาก สามารถสื่อสารทางวิญญาณได้

แหมก็แน่ซีคะ ขนาดพระพุทธเจ้ายังเข้าเฝ้าได้

แค่วิญญาณคนธรรมดา ถ้าไม่ได้ก็กระจอกซีคะ

 

 

 

 

 

 

 

นี่ไง สิทธิพิเศษทางการทูต

เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าทางนิมิตได้

ทำไมจะเข้าไปข้างในกำแพงกระจกไม่ได้

พวกข้างนอกนั้นมันบารมีไม่ถึง

 

 

 

 


"เวลากับความรัก"

 

ถ้อยคำจากท่านอาจารย์

 

"ทำไม เรามีเวลาอยู่ด้วยกันสั้นนัก..."

 

.

กว่าที่จะได้พบกับศิษย์ทั้งหมด 358 คนที่ติดตามไปสังเวชนียสถาน  ก็เข้าไปเช้ามืดวันที่ 3 แล้วเพราะด้วยจำนวนคนเดินทางงที่มาก  แต่เครื่องบิน โรงแรมและการจัดการถูกจำกัดหลายอย่าง  เพราะจุดหมายคืออินเดีย   จึงทำให้ต้องแยกกลุ่มกันเดินทางในหลายช่วงเวลา

...

ในที่สุด ตี 5 ของวันที่ 3 ทุกคนจึงได้มาพบกันที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์  พุทธคยา  หมายใจว่าจะนั่งภาวนาร่วมกันสัก 2 ชั่วโมง  จากนั้นแยกย้ายไปกราบสักการะในจุดต่างๆ  แต่สถานที่ไม่เป็นใจ   ด้วยบริเวณที่นั่งภาวนาได้กลุ่มใหญ่ จะมีการจัดงานพิธีของกลุ่มพระจากภูฐานในเวลา 06.30 น.  เราจึงมีเวลาภาวนาเพียง 40 นาที  แล้วต้องแยกย้ายไปภาวนาเดี่ยว  แล้วจึงกลับมาถ่ายรูปร่วมกันในเวลา 8 โมงเช้า

 

แต่กลุ่มที่นำโดยคุณพรนภา และคุณมนัสก็เข้ามาบอกว่า ต้องรีบเดินทางไปที่อื่นต่อไป  ไม่สามารถมาถ่ายรูปได้

..

ประหลาดใจเหลือเกิน  เดินทางมาข้ามน้ำข้ามทะเล  กว่าจะมาถึงที่นี่ได้ก็ลำบากกับการเดินทางไม่น้อย  สุดท้ายอยู่ด้วยกันไม่ถึง 1 ชั่วโมง  

 

"ทำไม เรามีเวลาอยู่ด้วยกันสั้นนัก"

 

 อาจารย์รำพึงเสียงดังต่อหน้าคุณพรนภา  พร้อมดึงตัวเข้ามากอด...

 

คุณพรนภาถึงกับน้ำตาไหล  และสัญญาว่าจะดูแลกลุ่มผู้เดินทางให้ดีที่สุด  แล้วทุกคนแยกย้ายกันและสัญญาว่าจะไปรวมตัวกันอีกในวันพรุ่งนี้ที่กุสินารา

..

หลังจากการอยู่บนรถทรหด  วันละ 7 9 ชั่วโมง  อาจารย์ต้องยกเลิกการเข้าไปสักการะที่ลุมพินี สถานที่ประสูติเพราะต้องการพักสังขาร และด้วยเคยไปมาแล้วจึงขอนั่งภาวนาอยู่ที่กุสินารา ตามที่ตั้งใจว่าต้องมารับพลังกระแสพระรัตนตรัยในดินแดนพุทธภูมิ  เป็นผลมาจากการใช้กำลังกายไปจนสิ้นอายุขัย   โดยมีศิษย์ที่เคยไปลุมพินีมาแล้วอยู่เป็นเพื่อน  หนึ่งในนั้น มีคุณดารณีด้วย  ส่วนคุณสมัย สีโท แยกไปกับคณะที่เข้าไปลุมพินี  ประเทศเนปาล  โดยจะมาเจอกันเช้าวันที่ 10 กุมพาพันธ์ ที่กรุงสาวัตถี

..

คณะกลุ่มเล็ก 10 คน เดินทางโดยรถบัสมินิมุ่งหน้าไปที่กรุงสาวัตถี เพื่อจะเข้าไปยังวัดเชตวันมหาวิหาร    รถออกมาจากกุสินิราได้เพียงครึ่งชั่วโมง  คุณเขียว ผู้เป็นเจ้าของบริษัททัวร์ที่เดินทางมาด้วย  ได้รับโทรศัพท์ไม่สู้ดีบอกว่า มีศิษย์ป่วยขั้น "Serious"  เป็นคำที่สื่อสารหมายถึงอาการหนัก   

 

คนในรถหันมองหน้ากัน  สักพักคุณเขียวเอ่ยชื่อออกมาว่า  "คุณสมัย สีโท"

 

 

คุณดารณีและสมาชิกทุกคนในรถมีสีหน้าวิตกกังวล  แต่ก็หวังว่าคงไม่เป็นอะไรมาก  เพราะคุณดารณียืนยันว่า  คุณสมัยสุขภาพดีทุกประการ  ก่อนเดินทางมาก็ไปตรวจสุขภาพแล้ว   ไม่ถึง 5 นาทีดี  คุณเขียวซึ่งนั่งเบาะตรงข้ามกับอาจารย์ได้รับโทรศัพท์อีกครั้ง  ครานี้ คุณเขียวสีหน้าเปลี่ยน พร้อมโยกกายพิงไปที่เบาะ  หันมามองหน้าอาจารย์

 

แล้วกระซิบในแบบแทบไม่มีเสียง  "Gone" ..เสียชีวิตแล้ว

 

.

รถกำลังวิ่งอยู่บนทางด่วนต่อไป  อาจารย์รับทราบและเข้าไปใกล้คุณเขียวเพื่อบอกว่า  อาจารย์จะเป็นผู้บอกข่าวนี้เอง ขอให้รถหยุดจอดที่ข้างทางก่อน...เมื่อรถหยุด  อาจารย์ยืนขึ้นไปจับมือคุณดารณีแล้วจึงบอกว่า

 

 

"คุณสมัยเสียชีวิตแล้ว  ด้วยอาการหัวใจล้มเหลว"

 

...

คุณดารณีและทุกคนในรถร้องไห้ด้วยอาการช๊อค  ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน   ต่างมีความเสียใจและห่วงใยคุณดารณีที่สุด    มีเพียงอาจารย์คนเดียวที่คงดำรงสติสัมปชัญญะ  หนักแน่น ยืนกอดประคองคุณดารณี  ปลอบขวัญและให้กำลังใจในเวลาที่วิกฤตที่สุดของชีวิต  จนกว่าจิตคุณดารณีจะยืนได้

 

อาจารย์กล่าวถึงสาเหตุให้ฟังว่า  เป็นการตายแบบการสิ้นอายุขัย  เกิดจากกรรมตัดรอนแต่อดีตชาติ  ที่เคยเป็นเสนาบดี วางแผนทำลายอริราชศัตรู  ผู้วางแผนย่อมมีกรรมหนักมาจนถึงภพนี้  แม้ว่าดูด้วยสายตาว่าจะทำกรรมดีมาเพียงใด นั่นเป็นการที่เราคิดเอาเองว่า สิ่งที่ทำมานั้น ดีแล้ว พอแล้ว  แต่แม้แต่พระอัครสาวกเบื้องซ้าย  พระโมคัลลานะ  ก็ยังหนีไม่พ้นกรรมตัดรอนที่เป็นกรรมหนัก   เมื่อมีโอกาสอาจารย์ได้อธิบายการจากไปครั้งนี้  ให้ศิษย์ฟังว่า หากคิดด้วยปัญญาสมอง  ก็เป็นอาการของหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน  เพราะก่อนที่จะล้มลง คุณสมัยมีอาการเจ็บหน้าอก และมีศิษย์สองคนหนึ่งในนั้นเป็นแพทย์ช่วยประคอง  แต่ก็ไม่รอด  แต่ในทางปัญญาธรรมเป็นด้วยพลังงานจิตหมดแรงเชื่อมกาย  จึงไม่สามารถสั่งกายให้ทำงานได้  จึงแสดงออกเป็นอาการรวนและจากไปอย่างรวดเร็ว  ไม่ทันได้บอกลา

..

คุณดารณีสงบใจได้อย่างรวดเร็ว  ตามจิตที่ฝึกไว้ดีแล้ว  ขณะนั้นอาจารย์รู้ว่า  ดวงจิตคุณสมัยพุ่งมาอยู่ที่นี่ด้วยจึงเปิดทางให้คุณสมัยได้สั่งลา  อาจารย์ถามคุณสมัยว่า  มีอะไรที่เป็นห่วงมั้ย  อยากบอกอะไรแก่คุณดารณีมั้ย

 

จิตคุณสมัยสื่อสารมาว่า  ไม่มีอะไรเป็นห่วง  เพราะรู้ว่าคุณดารณีเก่ง สามารถดูแลลูกได้  แม้จะรักลูกเพียงใดแต่ก็เชื่อว่าคุณดารณีจะทำหน้าที่ได้สมบูรณ์    คุณสมัยทิ้งท้ายว่า   ศิษย์ห่วงอย่างเดียว  กลัวไม่มีคนปลูกทุ่งดอกไม้ให้ท่านอาจารย์..

เมื่อถ่ายทอดถึงคำนี้  ทุกคนมีน้ำตาปริ่มขึ้นอีกครั้ง...

 

 

แล้วการรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เริ่มต้นขึ้น  ที่ริมถนนที่อินเดีย

..

คุณเขียวประสานให้รถคันเล็กมารับคุณดารณี และคุณปฐมกฤษฏ์ และคุณธรณินทร์  นวประดิษฐ์กุล ที่ไปเป็นเพื่อนคุณดารณีเพื่อประสานการรับร่างออกจากเนปาลส่งไปที่กรุงเทพ   และให้คณะอื่นๆ เดินทางทุกอย่างตามปกติ  เพื่อไม่ให้หมายกำหนดการรวน  หาไม่แล้วจะยุ่งยากเป็นอันมากกับผู้จัดการเดินทาง   เรารอกันอยู่ที่ริมถนนและกว่าจะแยกย้ายจากกันได้ก็ร่วมชั่วโมง  อาจารย์ยืนส่งจนคุณดารณีและกลุ่มที่จะไปเนปาลขับรถออกไป    เมื่อแยกจากกัน ก็คอยประสานติดตามด้วยความห่วงใยตลอด   โดยปกติ การต้องประสานทั้งวัด  โรงพยาบาล สถานทูต ฮอลิคอปเตอร์เพื่อนำร่างออกจากชายแดนไปสู่กัฏมันธุ  เมืองหลวงของเนปาล ต้องใช้เวลาถึง 2 สัปดาห์  แต่ทางทุกอย่างเปิดให้สะดวก มีเจ้าหน้าที่ต่างๆ จากทุกส่วนเข้ามาช่วยเหลืออย่างดี  จนสามารถนำร่าง มาสู่เมืองไทยได้หลังจากการประสานงานสองวัน

 

..

 

 

ในคืนวันที่คุณสมัยเสียชีวิต  เมื่ออาจารย์เข้าสู่ที่พักโรงแรมของเมืองสาวัตถี  ได้พักสักครู่ แล้วจึงเปิดทางสื่อสารกับจิตคุณสมัยอีกครั้ง  เพราะเมื่อเช้าฉุกละหุกเกินไป ย่อมมีสิ่งมากมายที่คุณสมัยอยากบอก  ครานี้  คุณสมัย สื่อสารมายาวมาก  จนต้องรีบจดไว้เผื่อจำไม่ได้   คุณสมัยบอกว่า ที่เทวโลกชั้นที่สี่ ซึ่งถือว่าสูงที่จิตไปจุตินั้น เต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้ที่ราวกับว่า ท้องฟ้านี้มีแต่ดอกไม้  ทำให้เทพเทวาทั้งหลายตื่นตะลึง  และเมื่อเข้ามาถามคุณสมัยบอกว่า เกิดจากเหตุใดและเป็นศิษย์ของใคร   เหล่าเทพเทวานั้นรู้ถึงสถานะทางโลกุตระของอาจารย์  ต่างตื่นเต้นในบารมีธรรมของอาจารย์มากและอยากรีบมาจุติเป็นศิษย์  แต่ก็รู้ว่าไม่ทันการ  ต่างก็เสียดาย

 

 

คุณสมัยกล่าวถึงคุณดารณี   ว่าเป็นคู่ชีวิตที่ดีที่สุด และอีกหลายประการที่เป็นเรื่องส่วนตัว แต่ที่ขออนุญาตคุณดารณีไว้ และพอนำบอกเล่าได้มีดังนี้

 

 

"เธอมีวาสนาดีกว่าพี่  พี่ขออนุโมทนาในทุกสิ่งที่เธอทำ  พักผ่อนบ้างนะ  อย่าปล่อยให้ไม่สบาย รักษาตัวให้ดี   พี่อาจจะไม่ค่อยพูด  แต่เธอก็รู้ว่า  พี่รักเธอและลูกแค่ไหน  ตัดความอาลัย  พี่สบายเหลือเกินบนนี้  คิดอะไรอยากได้อะไร ก็ได้หมด  เธอซะอีกที่ยังต้องสู้ต่อไป  พี่ส่งใจช่วยเสมอ  และจะไปช่วยเธอปลูกทุ่งดอกไม้ให้ท่านอาจารย์"

...

ช่วงบ่ายที่กรุงสาวัตถี  อาจารย์ได้เรียกศิษย์ที่เตรียมแยกย้ายเดินทางกลับกรุงเทพ  มาประชุมกันช่วงสั้นๆ

 

กล่าวถึงความรู้สึกที่มีถึงคุณสมัย  ขณะนั้นเองคุณสมัยก็มาฟังด้วยทั้งน้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจ  ที่สัมผัสได้ว่าเหล่าศิษย์พี่น้อง มีความรักและเคารพคุณสมัยเพียงใด  

 

แต่ในขณะที่ศิษย์ร้องไห้ด้วยความอาลัย  คุณสมัยกลับเปลี่ยนไปเป็นยิ้มกึ่งหัวเราะ  โดยกล่าวว่า.... "ร้องไห้ให้ผมแล้ว  อย่าลืมร้องไห้ให้ตัวเองด้วยนะ  ผมหมดโอกาสที่จะทำบาปแล้ว  แต่ทุกท่านที่กำลังหายใจอยู่นี้  ยังมีโอกาสทำบาปได้เสมอ"

 

 

สุดท้าย  อาจารย์กล่าวแก่ทุกคนว่า  "คุณดารณีดูแลพวกเรามามากแล้ว  ต่อไปนี้ ขอให้พวกเรา ช่วยดูแลคุณดารณีแทนคุณสมัยด้วย"

..

การแยกย้ายจากกันด้วยคราบน้ำตาครานี้  มีหลากหลายเรื่องราวและความรู้สึกเกิดขึ้นในใจ   เวลาที่บรรจุไว้ด้วยความทรงจำที่แสนงาม  บางครั้งเราอยากเก็บเอาไว้ในโหลแก้ว  แต่ก็ไม่เคยทำได้

 

 

แต่เวลาที่เรายังมีอยู่   คนส่วนมาก ก็ไม่ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์..  ไม่แม้แต่จะแสดงความรักความเมตตาในเวลาที่ควรแสดง  ไม่แม้แต่จะเกื้อกูลจิตดวงนี้ที่รอคอยการเป็นอิสระ ให้ได้รับอิสระ  บางคนยังพลั้งเผลอประกอบอกุศลกรรมซ้ำเติมจิต  เช่นที่คุณสมัยได้ฝากเตือน

 

.  

 

 

คุณสมัย สีโท  เป็นผู้ที่ได้ใช้เวลาชีวิตที่มีอยู่อย่างบริบูรณ์  ทั้งดูแลครอบครัว  เกื้อกูลตนเองจนเป็นผู้ที่จะกลับมาสู่ภพมนุษย์อีกชาติเดียว  ก็จะทำที่สุดแห่งทุกข์ให้สำเร็จได้  คุณสมัยยังเป็นศิษย์ที่เปี่ยมไปด้วยความกตัญญูกตเวทิตาทั้งเมื่อยังมีชีวิตอยู่  และแม้จะจากโลกนี้ไปแล้ว    ก็ยังมีจิตกตัญญูอย่างแน่นแฟ้น  สมดั่งที่อาจารย์สอนว่า จิตกตัญญูเท่ากับจิตนิพพาน    อาจารย์รอเวลาที่จะทำป้ายปักไว้ที่ทุ่งดอกไม้  เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของคุณสมัย  มหาอุบาสกแห่งสายธรรมเตโชวิปัสสนา   ต่อแต่นี้เราจะให้ชื่อทุ่งดอกไม้นี้ว่า..."ทุ่งสิริสมัย"

 

 

"อาจเป็นเพราะเรา คู่กันมาแต่ชาติไหน  

จะรัก รักเธอตลอดไป  คือลมหายใจของกันและกัน"

 

 

บทเพลงที่ฟังแล้วหวานจนเลี่ยน  นิยมเปิดในงานแต่งงาน  ใครเลยจะคิดว่าการเกิดมาเพื่อรักกันนั้นมีจริง  ทั้งคู่เคยเป็นสหายฟันฝ่ากันมาในสนามรบ  เป็นผู้จงรักภักดีต่อยอมตายถวายชีวิตต่อพระเจ้าตากสินมหาราช   ภพนี้เปลี่ยนมาเป็นคู่บุญ คู่ทุกข์คู่ยาก  คุณสมัยยังคงมีความรักให้คุณดารณีแม้ในลมหายใจสุดท้าย  ทั้งคู่ต่างจากคู่รักทั่วไปคือ  ต่างมีนิพพานเป็นที่หมายได้แน่นอน

..

แม้จะรู้ว่า  สิ่งทั้งปวงมีการเกิด- ดับ และมีความพลัดพรากจากกันเป็นธรรมดา   

แต่อาจารย์ก็อดรำพึงอีกครั้งไม่ได้ว่า..  "ทำไม..เรามีเวลาอยู่ด้วยกันสั้นนัก"

.

คุณสมัย..  หากทำได้  อาจารย์หวังว่าจะให้คุณสมัยอยู่ได้นานกว่านี้

If I could..I  would wish for  you to stay.

 

ด้วยความรักและความระลึกถึง  คุณสมัย สีโท

 

อาจารย์อัจฉราวดี  วงศ์สกล

14 กุมภาพันธ์ 2018

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 14 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

อ้อยเตโชโผล่อินเดีย !

 

พาบริวารไปนมัสการสังเวชนียสถาน

หว่านเงินถวายวัดมากมายตามรายทาง

 

 

 

 

 

 

 

อา..ไหนว่า บวชไม่สำคัญ วัดไม่สำคัญ ศีล 227 และเพศพรหมจรรย์ไม่สำคัญ เป็นฆราวาสถือศีล 5 สำคัญกว่า ขอเพียง "ได้บรรลุธรรมโดยนิมิตเห็นพระเกจิที่มรณภาพไปแล้ว" ถือว่าสูงส่งกว่า "ผ้าเหลือง" ของพวกอลัชชี

 

แต่วันนี้ หลังจากโดนชาวพุทธทุกนิกายรุม "สหบาทา" จนแทบจะจมแผ่นดินไทย อ้อยเตโชจึงออกทริปใหม่ให้สาวกงงงวย โดยการไปไหว้พระที่..อินเดีย เพราะเกิดมาก็ไม่เคยพบเคยเห็นพระพุทธเจ้า เห็นบ่อยๆ ก็แต่..ในความฝัน

 

ภาพของอ้อยก่อนหน้านี้ ที่เมืองไทย หรือในมหาภารกิจ "ปิดทะเลทราย" ของเจ้าหญิงเลอา เมื่อเทียบกับ "ทริปไหว้พระอินเดีย" วันนี้แล้ว เห็นว่า ห่างกันไกล เหมือนไม่ใช่คนเดียวกัน หรือว่าที่อินเดียนั้นลำบาก จัดฉากไม่ได้ แสงไม่ให้ ออร่าไม่มา ปาฏิหาริย์ไม่เกิด เลยได้ภาพมาแบบ "ตามมีตามเกิด"

 

เกิดมาเป็นคนทั้งที น่าจะใช้ชีวิตให้มีประโยชน์ โดยการเปิดหูเปิดตาศึกษาโลกทั้งใบให้คุ้ม มิใช่หลับตาเห็นแต่ตัวเองจนใหญ่เป็น "กบในกะลา" อยู่ตัวเดียว ดูหมิ่นเหยียดหยามพระเณร "ทั้งประเทศ" ว่าเป็นอลัชชี วันนี้เอาเงินไปโปรยตามรายทาง ในวัดต่างๆ ทั้งอินเดียและเนปาล เหมือนจะรู้ว่า ในวัดต่างๆ เหล่านี้ ไม่มีอลัชชีปนอยู่เลย ทุกรูปทุกองค์เป็นอริยะแล้วมั๊ง ถ้าอ้อยเข้าวัดไหน วัดนั้นดี แต่ถ้าวัดนั้นไม่มีอ้อย ก็แค่พวก..อลัชชี สอนคนแบบนี้มันเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น พอหมดหนทางไปก็วิ่งไปกราบตีนอลัชชี ก่อนหน้านี้ต่อต้านคนไม่ให้เข้าวัดทำบุญกับพระ แต่วันนี้ "อ้อย-กูทำเอง" กูละเบื่อ !

 

 

 

 

 

 

ภาพเปรียบเทียบ

 

 

 

 

 

 

ภาพเปรียบเทียบ

 

 

 

 

 

 

ภาพเปรียบเทียบ

 

 

 

 

 

 

ภาพเปรียบเทียบ

 

 

 

 

 

ตามรอยพระบาทพระบรมศาสดา
ณ สังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย และเนปาล


เมื่อวันที่ 6 - 12 กุมภาพันธ์ 2018


ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ได้นำคณะนักภาวนาผู้เป็นศิษย์ราว 358 คน ไปสักการะสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง คือ ที่ลุมพินี ประเทศเนปาล สถานที่ประสูติ 


และที่พุทธคยา อินเดีย สถานที่ทรงตรัสรู้ , ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองสารนาถ สถานที่ทรงประกาศพระศาสนา และที่กุสินารา ที่ทรงปรินิพาน

 

ในการนี้ คณะนักภาวนา ผู้ศรัทธาที่ร่วมบริจาค และมูลนิธิโนอิ้งบุดด้า เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนา ได้ร่วมถวายปัจจัยเพื่อร่วมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ให้แก่วัดไทยที่อินเดียและเนปาล ที่พึ่งให้แก่สาธุชนในการมาตามรอยพระบาทพระบรมศาสดา ดังนี้

 

 

วัดไทยพุทธคยา 70,840 บาท
โรงพยาบาลพระพุทธเจ้า 24,420 บาท
วัดไทยเกสรียา 40,240 บาท
วัดไทยสารนาท 69,160 บาท
วัดไทยลุมพินี 81,990 บาท
วัดไทยนิโครธาราม 37,770 บาท
วัดไทยกุสินารา 78,620 บาท
คลินิกกุสินารา 37,290 บาท
วัดไทยนาลันทา 47,510 บาท
วัดไทยนวธรรมิกราช 30,510 บาท
วัดไทย 960 51,875 บาท
วัดไทยสะสาราม ยอดไม่ต่ำกว่า 15,000 บาท *

 

        
รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 591,785 บาท ::
* รถต้องรีบออกเดินทางต่อ ไม่ทันได้นับยอด

 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊คข้ามห้วงมหรรณพ : 14 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

อ้อยเตโชโวอีก !

 

 

อ้างสำนักพุทธฯ ยืนยันความบริสุทธิ์

 

ยิ่งตีก็ยิ่งดัง ยิ่งดังก็ยิ่งดี

 

จริงเร้อ !

 

 

 

 

 

 

 

อา..จริงหรือเจ๊ ที่ว่ามีแต่ภาพสวยๆ ระดับไฮโซโชว์เต็มสื่อน่ะ ถ้าสวยจริง ทำไมไปสั่ง "สาวก" ให้แบน Tnews ของสนธิญาณ เสียเล่า ส่วนภาพนั้นก็คัดมาเพียง 2 ภาพ ซึ่งแต่ละภาพก็เป็นภาพที่ตัวเองคัดโชว์ไว้แล้วทั้งสิ้น อยากได้ภาพสวยๆ เดี๋ยวจะจัดให้นะ ลองดูซักชุดไหมล่ะ

 

 

 

 

 

 

ภาพนางอ้อยเตโช ตอนออกสื่อ สวยไม่สร่างเชียวล่ะ

 

 

 

 


 

 

ภาพก่อนหน้าจะดัง นางอ้อยทำตัวยังกะศาสดา หรือเชื้อพระวงศ์

บรรดาสาวกแทบจะต้องกราบตีนทุกครั้ง

 

 

 

 

 

 

 

ดูสิ แม้แต่แม่ชี ถือศีล 8 ยังต้องก้มกราบนางอ้อย

 

 

 


 

 

 

นี่ขนาดพระ อัจฉราวดียังตีเสมอ แถมนั่งเสื่อสูงกว่าด้วย

 

 

 


 

 

 

แต่ภาพวันนั้น วันออกสื่อ ดูเอาเองนะคะผู้ชม

นางอ้อยเตโชศาสดาบรรลุธรรมก้มหัวไหว้นักข่าวรุ่นลูกยังกะพ่อ

ถ้านักข่าวยกก้นนางอ้อยซักกะหน่อย มีหวังอีอ้อยลงไปกราบตีน

 

 

(กฎของสำนักเตโช ห้ามไหว้คนที่มีคุณธรรมต่ำกว่า ถ้านางอ้อยเป็นศาสดาแห่งสายเตโชวิปัสสนา เพราะว่าได้บรรลุธรรมแถมตั้งตนเองเป็นปฐมาจารย์ในสายนี้ ก็แสดงว่า นักข่าวท่านนี้ มีคุณธรรมสูงกว่านางอ้อย เพราะนางอ้อยต้องไหว้นักข่าว)

 

 

 

 

ข้อพึงปฏิบัติธรรมของผู้เห็นธรรมสายเตโช

 

(ข้อที่ 5)

 

การยกมือไหว้ผู้ที่มีธรรมต่ำกว่าตนเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ

และต้องไม่ยกมือไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่ทั้งหลาย

เพราะเป็นการแสดงวัตรปฏิบัติที่ผิดพลาด ที่ผู้มีธรรมสูงแต่ไปไหว้ทำความเคารพผู้มีธรรมต่ำกว่า

 

เขียนและตั้งกฎโดย นางอ้อย เตโช

แปลว่า พวกมึงห้ามไหว้ ให้กูไหว้เอง

 

 

 

 

ภาพอันสุดสวยของอ้อยเตโช

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โชว์หลายๆ ช่องนะ เดี๋ยวจะหาว่าเล่นมุมกล้อง

ขนาดได้โสดาแล้วยังเสื่อม แล้วฆราวาสบรรลุธรรมจะตอแหลขนาดไหน

 

 

 

 

 


 

 

 

 

อ้อย 4 เวอร์ชั่น วันออกทีวีนั้น ออร่าเต็มเชียว

เทียบภาพเก่าแล้ว ยังไงก็สู้ภาพใหม่ไม่ได้

 

 

 

 




 

 

 

ตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จ เห็นแล้วอเนจอนาถ

 

 

 

 

 

 

 

ภาพซ้าย เหมือนนางพญา ภาพขวา ยังกะนักโทษ

ดูมือก็รู้ ธาตุเตโชแล่นจนเช็ดเหงื่อไม่ทัน สั่นเป็นเจ้าเข้า

 

 

 

 

 

 

 

คนสวย มองมุมไหนก็สวย

 

 

 

 

 

 

 

หลับตาก็ยังสวย

 

 

 

 

 

 

นักเทศน์ VS นักโทษ

 

 

 

 

 

 

ช็อตเด็ดเจ็ดสี

 

 

 

 


Apanee Wongsakon

 

ผู้ดูแล  28 มกราคม เวลา 10:55 น.  กรุงเทพมหานคร,

 Bangkok Metropolis

"เรื่องดีเรื่องร้าย" ถ้อยคำจากท่านอาจารย์

 

 

 

ตลอด 7 วันนี้ในวงศาสนาไม่มีใครดังเท่าเรา..
ที่เขียนนี่หัวเราะนะนี่ ไม่ได้ร้องไห้ 
ในวิกฤตินั้นมีโอกาส ที่ทำให้ได้ชี้แจงว่าสายธรรมคืออะไร 
ไม่ใช่สายธรรมที่มีคำสอนผิดเพี้ยน สอนตามหลักสติปัฏฐานสี่ทุกประการ แถมสำนักพุทธยืนยันให้กลายๆ เพราะมาตรวจสอบแล้ว ต้องรายงานตามแบบโลกๆ ว่า "ไม่มีอะไรผิดปกตินะค่ะคุณ"
...
นอกจากนี้ ยังได้ปลุกฟากสงฆ์ที่ประพฤติเสื่อม ให้ตื่น ส่วนฟากดีท่านก็มีกำลังใจ ได้ชี้แจงผลงานโนอิ้ง บุดด้า จากเดิมที่ส่งผลงานให้ไม่มีใครสนใจ ได้แสดงความบริสุทธิ์เรื่องพุทธพาณิชย์ เรื่องการรับบริจาค ภาพที่เผยมุมที่ถูกบิดเบือน เผยออกมาก็หน้าหงายกันเป็นแถบ แสดงให้เห็นเจตนาทำลาย"ชัดเจน" คนวงนอกมาให้กำลังใจมาก หากผู้ที่ไม่อคติและมืดบอดเกินไป อ่านคำแถลงใดๆ เขาจะเข้าใจเลยและยิ่งเพิ่มพูนศรัทธา ศิษย์ก็ได้เห็นอาจารย์อีกมุมนึงที่ไม่เคยได้เห็นคือ ยามมีภัย และเป็นภัยใหญ่ ภัยที่เกิดต่อหน้าสาธารณชน ความหนักแน่น ไม่มีหวั่นไหว เพราะนี่คือลักษณะความบริสุทธิ์ของธรรม ไม่ต้องมานั่งคิดเตรียมคำตอบว่าจะตอบอย่างไร เพราะตอบกี่ครั้งก็เป็นการเอาความจริงขึ้นมาตอบ สิ่งที่ต้องเตรียมจ้าละหวั่นคือ เตรียมที่จอดรถให้นักข่าวทั้ง 14 สำนักข่าวกับคนมากมาย 
..

เรื่องดีของวงในก็คือ ได้เห็นความสามัคคีหนักแน่นของเหล่าศิษย์ เห็นทั้งด้วยตาเนื้อ และในนิมิต โดยเช้าก่อนที่จะแถลงข่าว อาจารย์เห็นตัวเองยืนหันหน้าออกไปสู่ด้านนอกและมีศิษย์ยืนอยู่ข้างๆ เหมือนใบปิดหนังเท่ห์ๆ ประมาณ ยืนฝ่าลมพายุไปด้วยกัน 
นี่คือสัญญาณที่แปลงออกมาให้เห็นว่า คนเราจะเห็นใจกันจริงๆ ยามมีภัย
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ จะเป็นบันทึกประวัติศาสตร์อีกหน้าของสายธรรมว่า ผู้ทรงธรรมแห่งยุคกึ่งพุทธกาลนี้ ต้องฝ่ามารอย่างไร 
..
เมื่อวันเสาร์ราวๆ 12.30 น. ขณะที่เตรียมตัวรอเวลาแถลงข่าว คุณจุไรก็วิ่งหน้าตาตื่นมาพร้อมกับยื่นภาพให้ดูทางโทรศัพท์
"อาจารย์ อาจารย์ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ด้วย นี่ เดลินิวส์ ขึ้นหน้าหนึ่งตัวเบ้อเริ่มเลย"
คุณจุไรดูตกใจมาก อาจารย์ก็ "เหรอ"
"นี่ กำลังให้พี่อ้อไปหาซื้อให้มา โห้.. ร้ายมากเลย"
คุณจุไรคงไม่รู้ว่า ไม่ใช่แค่หน้า 1 แต่ทีวีแทบทุกช่อง ในข่าวช่วงหัวค่ำ 
คำว่า "ไฮโซ" อดีตเดิมยังตามเป็นเงาไม่หาย 
อาจารย์ก็บอกว่า "ไม่เป็นไรหรอก วันนี้ก็จะได้แถลงข่าวไม่ต้องตกใจ เรื่องธรรมดา ชื่อเรายังขายได้ ไฮโซ ขายได้เสมอ"
..
จริงๆ แล้วหลายสำนักข่าวนี่ เขาดีนะ พอให้สัมภาษณ์ใครเสร็จ อาจารย์ก็จะขอเขาว่า 
"อาจารย์ทำงานให้พระศาสนา มีลูกศิษย์และผู้ศรัทธาเยอะ
เวลาเขียนข่าว กรุณาอย่าใช้ชื่อเล่นได้มั้ยค่ะ เกรงจะกระทบใจเขา 
เรียกอาจารย์เฉยๆ ก็ได้คะ"
แล้วแทบทุกสำนักก็จะทำตาม แม้แต่ แมเนเจอร์ที่พาดหัวแรงมาก เพราะเป็นสไตล์ขายข่าวของเขา แต่เขาก็ไม่เขียนชื่อเล่น แม้แต่คำว่า ไฮโซก็ไม่ใช้ ที่หน้าภาพข่าวก็ไม่เขียนชื่อ เนื้อข่าวก็เขียนอาจารย์ทุกคำ ใครที่สนใจเนื้อหาข่าวจริงๆ ก็จะซึมซับความจริงที่มีต่อการถูกบิดเบือนเพื่อทำลาย
..
ภาพประกอบในข่าวในเดลินิวส์นี่ นี่ดูจะเป็นภาพเมื่อ 15 ปีที่แล้ว อาจารย์พยายามเลี่ยงตลอดไม่อยากให้ใครเห็นภาพยุคนั้น แต่ครานี้ความแตก เพราะเดลินิวส์เล่นพาดหัวใหญ่สุด ในภาพดูร่าเริงมากน่าหมั่นไส้สุดๆ พอๆกับเนื้อหา พอเจอหน้านักข่าวหลังจากที่เปิดโอกาสให้ซักทุกประเด็นอย่างหมดเปลือกแล้ว จนจากแรกที่เขาเตรียมถล่มยกระดับข่าว เจอความจริงเข้าเขาก็อ่อนโยนและลงข่าวอย่างเป็นธรรมแก่เรา เมื่อคุยกันผ่อนคลาย เขาก็จำอาจารย์ได้ ยังถามว่าไม่เห็นออกงานอีกเลย อาจารย์ก็ว่าก็ชีวิตมาทางนี้แล้ว ก็สนทนาเล่าที่มาที่ไปว่าที่มาอยู่ตรงนี้ได้ ก็เพราะนักข่าวนี่แหละ ที่ยังไม่ทันจะแสดงผลงานคอลเลคชั่นใหม่เลย ถามมาว่า "เป้าหมายปีหน้าเป็นอย่างไร โอ้ โห ตื่นเลย นี่เราต้องวิ่งต่อไปไม่หยุดหรือนี่"... ก็บอกขอบคุณน้องๆ จริงๆ ที่เป็นแรงผลักสำคัญทำให้อาจารย์มาอยู่จุดนี้เร็วขึ้น
"ทำไมเลือกภาพนี้ลงล่ะ ดูไม่ค่อยดีเลย ดูร่าเริงมากคนจะหมั่นไส้หนัก"
"นี่เป็นภาพเดียวที่มีอยู่ครับ บก.เลยส่งให้มาถ่ายภาพใหม่เป็นภาพชุดขาวครับ"
"อ้อ... มันเป็นอย่างนี้ นึกว่าจะให้อาจารย์ดูแย่ๆ " 
การเลือกภาพดูแย่ๆ หลายสื่อชอบทำกันเวลาใครตกที่นั่งเป็นผู้ต้องสงสัย จะได้สมกับเป็นคนร้ายของเรื่อง เมื่อคุยกันก็รำลึกถึงความหลังสมัยย่ำอยู่ในวงสังคมตามลักษณะธุรกิจ "ตอนนั้นอาจารย์เมามาก เป็นใครก็ไม่รู้ ไม่อยากรู้จักคนนั้นเลย"
โอภาปราศรัยกับนักข่าว และก็เล่าให้เขาฟังว่า เมื่อก่อนทำแฟชั่นโชว์เสร็จก็คอยหวังว่า 
สื่อจะลงข่าวให้มั้ยเพราะมีผลต่อธุรกิจมาก แต่ครานี้ ไม่ต้องหวังเลย จัดเต็มกันให้มาก
หน้าหนึ่งสองวันซ้อนเชียวนะ .. 
นี่ละหนอ เวลาอยากได้ ไม่ค่อยได้ เวลาไม่อยากได้ ดันมาซะอย่างนั้น 
แต่ยามนี้เขาก็ช่วยเผยความจริงให้ทุกอย่างกระจ่างหมด ขอบคุณจริงๆ 
..
คิดดังนั้นหลบไม่ได้ เอาภาพที่ดูดีหน่อยสมัยนั้นมาลงให้ดู เทียบกับสมัยนี้ไปเลยแล้วกัน 
แต่อย่าไปคุ้ยอีกนะ เดี๋ยวจะหลงเพราะคนชอบติดภาพ ทีนี้ อ่านไปเรื่อยๆ เดี๋ยวจะรู้ว่า ลงให้ดูทำไม อย่างไรก็ดี ดูอนิจจัง ดูให้รู้ว่า คนในภาพฝั่งซ้ายเขาตายไปแล้ว ที่อยู่ตอนนี้คือคนฝั่งขวา ดูสิ กาลเวลา นอกจากจิตจะเปลี่ยน กายภาพก็เปลี่ยนไปมาก อนิจจัง อาจารย์อ้วนขึ้นมากเนอะ.. ภาพขวาดูสุขุมเหมือนโยดะหน้าย่นในสตาร์วอร์จริงๆ

...
ครานี้ก็เป็นเรื่องร้าย แต่...
เป็นความร้ายของกลุ่มศิษย์เนรคุณ ซึ่งก็มาแฝงตัวอ่านอยู่ในนี้หลายคน และก็คัดภาพเอาความใดๆ ไปสกรีนหาช่องทำลาย เรียกว่า... 
ภาพมีเป็นร้อย โพสต์กันเป็นอัลบั้ม ก็อุตส่าห์นั่งส่องนั่งหาช่องกันเลยว่า ภาพไหนจะก่อให้เกิดการบิดเบือน สร้างความเกลียดชัง ย่ำยีได้ แต่ที่แย่ที่สุดคือการกล่าวหาว่าอาจารย์รับเงินเพื่อใครบริจาคเงินมากก็จะได้ถูกยกขึ้นมามีสถานะอริยะบุคคลยันขั้นอรหันต์
อันนี้ นอกเหนือจากหมิ่นอาจารย์แล้ว ก็หมิ่นพระคุณเจ้าสัญชัย จิตตภโล อีกด้วย 
..
การกล่าวร้ายต่อสายธรรมเช่นนี้ตลอดมาราวๆ 3 ปีแล้วเห็นจะได้ แต่พอได้ยินตรงตัวในข่าวสัมภาษณ์ทาง PPTV ที่ศิษย์เนรคุณไปออกเสียงให้สัมภาษณ์ จึงรู้ว่า ปล่อยไปไม่ได้แล้ว
เตรียมตัวไว้เลยนะ ด้วยความเมตตาที่ไม่อยากให้พวกเธอต้องทำบาปทำกรรมสาหัสอีก เราจึงกำลังเตรียมการฟ้องอาญาข้อหากล่าวเท็จด้วยความพยาบาท จงใจให้ร้ายทำให้เกิดความเสียหายต่ออาจารย์และสายธรรม
และด้วยความที่ตอนนี้อาจารย์ดังมาก จึงจะขอเพิ่มการฟ้องแพ่งด้วย 
เรียกค่าเสียหายที่ถูกทำลายชื่อเสียงเป็นเงินคนละ 50 ล้านบาท ตามระดับความดังของอาจารย์ ที่ทุกสื่อหลักของประเทศลงข่าวหมด มูลค่าจำนวนเงินที่ฟ้องนี่ หากชนะคดีความ จะนำเข้าบริจาคเข้าโนอิ้ง บุดด้าทั้งหมด เพราะเป็นส่วนที่พวกเธอยกขึ้นมาโจมตี 
ไม่ต้องพยายามเร่งลบข้อมูลนะ เราเก็บไว้หมดแล้วรวมถึงไฟล์เสียงที่ไปสัมภาษณ์ทาง PPTV ด้วย
บัดนี้ทุกสื่อก็ได้เผยความจริงอีกด้านให้สังคม ให้โลกเห็น ฟ้องแพ่งคนละ 50 ล้านบาท ก็เหมาะแล้วกับสถานะไฮโซที่ทางโลกเขายังติดภาพอยู่ และยังมีความเป็นบุคคลสาธารณะเพิ่มนำ้หนักเข้าไปอีก เพราะหากใช้สถานะทางธรรม วิปัสสนาจารย์ ก็ไม่ควรจะมีมูลค่าการฟ้องแพ่งอยู่ในนั้น 
..
เออ... ก็ดีเหมือนกันนะ เขายังคิดว่าเราเป็นไฮโซอยู่ แต่ศิษย์อย่าเผลอนะ มันคือสมมติ เห็นมั้ยว่า บางทีสมมติก็มีประโยชน์ อาจารย์คืออาจารย์นะ นั่นมันเป็นอดีต
..
และนับจากวันนี้ หากเห็นการให้ร้ายที่ออกมาจากศิษย์กลุ่มนี้อยู่ จะเพิ่มมูลค่าการฟ้องค่าเสียหายอีกกรณีละ 10 ล้านบาท
ไม่ว่าเคสจะลากยาวอย่างไรจะกี่ปี เรา โนอิ้งบุดด้า อึด อดทน พุ่งชนความอยุติธรรม..รอได้
เพราะนี่คือสิ่งที่พวกเธอ พยายามบิดเบือน ทำลายครูบาอาจารย์และสายธรรม ทำลายนำ้ใจของศิษย์ผู้อุทิศตนเป็นบ่อเกิดแห่งความดีงาม ออกมาปกป้องพระบรมศาสดา ทั้งๆที่
รู้ เห็น ว่าอาจารย์ทำเพื่อการปกป้องศาสนา ก็ยังกล่าวเท็จได้อย่างต้องขอใช้คำว่า
เลวทรามที่สุด
เลิกปฏิบัติธรรมกันไปเถอะ อย่าหลงคิดว่าตนเป็นคนดีเลย เพราะเธอเจตนาโกหกเพื่อทำลายเราและความกตัญญูไม่มีอยู่ในเส้นเลือด เมื่อปกป้องพระบรมศาสดาและ พระพุทธศาสนาแล้ว ก็ต้องปกป้องสายธรรมและปกป้องศิษย์ผู้อุทิศตนด้วย 
..

ขอให้ทุกคนที่มาอ่านเข้าจิตเข้าใจนะว่า ****การมาเป็นศิษย์แล้วออกจากสายธรรมไม่ใช่ความผิด เพราะบางคนก็ไม่ถูกจริต บางคนสู้ไม่ไหวยอมแพ้ไม่มีวินัยก็ไม่เป็นไร แต่ออกไปแล้วมีเจตนาใส่ร้าย ย่ำยี กล่าวเท็จอย่างไร้ความละอาย จงใจทำลาย ทำให้คนเกลียดชัง นี่คือศิษย์อกตัญญู เป็นพวกเนรคุณ*****
..
ตอนนี้ศิษย์คงอยากรู้ว่าใครจะโดนมั้ง ไม่อยากเขียนชื่อเต็มให้เป็นเสนียดเพจเลย เอาเป็นว่า เขียนชื่อย่อแบบโลกๆ แล้วกันนะ 
นางก. น.ส.ธีระ. นายน. นายจ. ไม่แน่ว่าจะมีนางบ. นางอ. ด้วยหรือเปล่า ทนายกำลังทำงาน และยังมีตามอีกเป็นขบวน ค่าใช้จ่ายในศาลอาจมากหน่อยเพราะฟ้องไม่ต่ำกว่า 5 และอาจเลยไปถึง 10 คน พวกเนรคุณเตรียมรับหมายศาลได้เลยทั้งแพ่งและอาญา

ทุกสิ่งที่ทำไม่ใช่เป็นเรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องความสง่างาม
..
เมื่อกล่าวเท็จได้ขนาดนี้ เราต้องพิสูจน์ความจริง ทำความสง่างามให้เกิดขึ้น และงานนี้ ไม่มีคำว่า "ยอมความ" เพราะกว่าจะผ่านวิกฤตมาได้ เราสวมวิญญาณแม่ทัพนักรบ เมื่อจับคนผิดได้ หลังจากที่ปล่อยให้เริงร่าย่ามใจมานาน ถึงคราต้องให้คนผิดได้รับโทษ เพราะไม่รู้จักสำนึกเลย
กฏแห่งกรรมทำงานช้าไป ก็ขอให้กฏหมายทำงานให้ก่อน
อาจารย์ต้องการทำให้เห็นบรรทัดฐานว่า การที่เราเป็นคนดี ไม่ได้หมายความว่า 
จะให้ใครมาย่ำยีอย่างไรก็ได้ ยิ่งดี ก็ยิ่งต้องพิสูจน์ความจริงให้เห็น และเราต้องปกป้องคนดี โดยเฉพาะศิษย์ที่เป็นกำลังให้กองทัพธรรมและโนอิ้ง บุดด้า ไม่ใช่ปล่อยให้สังคมเข้าใจผิดอย่างนี้

ตรรกะ นิ่งเสียโพธิสัตว์ ใช้ไม่ได้กับยุควิกฤตอวิชชา
สิ่งใดที่ถูกกล่าวหา ก็ยิ่งต้องพิสูจน์ เพื่อให้คนดีมีที่ยืนอย่างสง่างาม

..

ขณะนี้ ทีมกฏหมายเตรียมทีมทนายแล้ว ทีมศิษย์ก็เตรียมข้อมูลหลักฐานไว้แล้ว ที่ทำนี่ เมตตานะ เพราะหากไม่ทำพวกเธอก็ไม่หยุด
และสอนให้เห็นว่า การเลือกคบคนชั่วเป็นมิตร จะให้ผลอย่างไร 
การเป็นคนเนรคุณจะส่งผลอย่างไร
สอนนิ่มนวลแล้วไม่ฟัง คนดีไม่ฟัง ไปรวมตัวกันทำลายครูบาอาจารย์
วันนี้ จึงมาถึงพวกเธอ

บัดนี้ เราได้ทำความสง่างามให้เกิดแก่สายธรรม เมื่อแรกแม้จะโดนพายุเบาๆ กระหน่ำบ้าง แต่ความดีย่อมรักษาคนดี ทองแท้ย่อมไม่แพ้ไฟ 
โพสต์นี้ ไม่ใช่ธรรมะตามใจนะ แต่เป็นถ้อยคำ ดังนั้นทุกสิ่งที่เขียน
เปี่ยมไปด้วยความหนักแน่น
..

แล้วมันจะผ่านไป... 
แต่สำหรับพวกเธอ ศิษย์เนรคุณ พวกอัญไรทั้งหลาย 
มันก้อ...จะนานหน่อย
ประมาณ 5 พุทธันดรโน่น
..
ตั้งแต่ช่วงวันเด็กผ่านไปไม่นาน เราได้ทำสงครามกับความมืดบอดจริงๆ 
เหมือน Star War,Episode 5 ตอน Empire Strikes back ไม่มีผิด
แล้วศิษย์ที่ยืนหยัดเคียงข้างอาจารย์ เหมือนทหารเจไดจริงๆ
อาจารย์ก็เป็นเหมือนโยดะ ใช้ปัญญาแก้ปัญหาแทนดาบ 
ขอบใจ ขอบใจ May Good Force be with us all.
..
เสียงเพลงเข้ามาในหัวแต่เช้า น้องนาตาชาร้องสมทบดังลั่น

I can see clearly now the rain is gone
I can see all obstacles in my way
Gone are the dark clouds that had me blind
It's gonna be a bright (bright)
Bright (bright) sunshiny day
It's gonna be a bright (bright)
Bright (bright) sunshiny day
....

อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล
28 มกราคม 2018
..
ทีมทนาย รับทราบงานเพิ่ม หาทีมเพิ่มด้วยเลย เพราะฟ้องยกแรก 5 คนรวด

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 12 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

 

ล้างบาง !

 

 

อ้อยเตโชประกาศศึกแต่ปีกลาย

ไสหัวอริยะศิษย์ทรยศพ้นสำนัก

เล่นเอาศิษย์ในสำนักหนาวสะท้าน

มองหน้ากันเลิกลั่ก..ใครจะเป็นรายต่อไป

 

 

 

อา..เล่นอะไรไม่เป็นมาเล่นกับไฟ โดยเฉพาะไฟที่เรียกว่า "เตโชวิปัสสนา" เพราะเล่นไปเล่นมาถึงกับ "ธาตุไฟแตกซ่าน" หันมา "เผาสำนักเตโช" เสียวายวอด ถึงกับต้องยกพระไพรีพินาศมาเป็นพระประธานชั่วคราว เพื่อขับไล่ "อริยะทรยศ" พ้นจากสำนัก จากสายธรรม ดีเดย์ 7 กุมภา 2560 หนึ่งปีที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ ศิษย์ที่ว่านั้น เขาคงไม่อยู่มานานแล้วล่ะ ไล่แบบส่งเดชแบบนี้คงไม่มีผลอะไร ก็แค่..กันศิษย์ภายในตีจาก เท่านั้นเอง นั่นเท่ากับว่า "เลือดไหลไม่หยุด" แถมเลือดใหม่ก็ไม่มีเติม จะหยุดเลือดได้ก็ต้องไล่ศิษย์ทรยศพ้นสำนัก เหมือนสนามมวยลุมพินี นี่คือหลักการของอริยะพันธุ์ใหม่ ดูแล้ววังเวงเหลือเกินฮ่ะ "สอนธรรมเพื่อฉกคนมาเป็นลูกศิษย์" เหมือนพระพยอมท่านว่า เลยกลายเป็น "ธรรมเก๊-ศิษย์เขา" ทั้งสำนักซีคะ แล้วใครจะอยู่ให้อดสูใจ ดูนกกาเหว่าเป็นไร ไข่ไว้ให้แม่กาฟัก แม่กาก็หลงรัก นึกว่าลูกในอุทร ฯลฯ

 

หนึ่งปีที่ผ่านมา (7 กุมภา 2560- 7 กุมภา 2561) ปรากฏว่า ยุทธการล้างบางไม่สำเร็จ เกิดศิษย์อริยะทรยศอีกเป็นจำนวนมาก ขนาดข้ามห้วงมหรรณพได้แล้ว ก็ยังข้ามอาจารย์ไปอีกด้วย อ้อยจึงประกาศ "งดใช้กฎแห่งกรรม" แต่หันมาใช้ "กฎหมาย" แทน นั่นคือ ตั้งทนายฟ้องร้องศิษย์ทรยศ

 

วันนี้ อ้อยเตโช ประกาศฟ้องศิษย์ทรยศ แบบว่าเอาตายกันไปข้าง ผิดจากพฤติกรรมของผู้ทรงศีลทรงธรรม ที่นิยมใช้อุเบกขาและเมตตานำหน้า ใบหน้าของอ้อยจึงมีกลับจากขาวเป็นดำ จาก "เจ้าหญิงเลอา" อันขาวผ่อง กลายเป็น "เจ้าแม่กาลี" ดำปิ๊ดปี๋ เพราะมี "รอยอาฆาตอำมหิต" ปิดบังไว้ เสียอกเสียใจที่โครงการใหญ่ "ไปไม่ถึงฝั่ง" เพราะใคร ?

 

 

นี่คือผลของการ "ใช้ไฟ" ไม่เป็น ถ้าเล่นสร้างสำนักปฏิบัติธรรมควบสำนักกฎหมาย เอาไว้ฟ้องคนที่ตัวเองไร้ความสามารถสอนเขา ก็คงมีเพียงจำพวก "ทนาย" เท่านั้น ที่อาสามาเป็นศิษย์ เพราะอาจารย์ต้องจ่ายค่าทนายให้ไม่อั้น ดังคำโบราณว่า "กินขี้ ดีกว่าค้าความ" ใครโง่กว่าใครก็ดูเอาเอง !

 

 

 

 





 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 12 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

เผย 8 อลัชชี !

 

 

ขึ้นแบล็กลิสต์อัจฉราวดี

"น้ำฝน-วอ" กอดคอกันเข้าทุ่งสังหาร

ว่ากันว่า ถ้าอ้อยเตโชโมโหแล้ว อันตราย

 

ไม่ตายก็ไม่โต !

 

 

 

 

 

 

 

หลวงพี่น้ำฝน  วัดไผ่ล้อม - ว.วชิรเมธี ไร่เชิญตะวัน

 

 

 

 


 

 

 

รวมพลคนดังในค่ายไร่เชิญตะวัน

 

 

 

อา..หาเรื่องเสียแล้วสิเจ๊ เจ๊ไม่รู้หรือไรว่า "มหาวอเป็นใคร" ใหญ่ขนาดไหน ไร่เชิงตะกอน เอ๊ย เชิญตะวัน นั้นมีฐานะเป็นอะไร ทำไมคนใหญ่คนโตระดับประเทศพาเหรดกันเข้าไร่ ไม่เข้าวัด จะทำอะไรคิดให้ดีๆ นาเจ๊นา ประเดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน เคยได้ยินหรือเปล่า วลีที่ว่า "ไม่มีแผ่นดินจะอยู่" น่ะ

 

 

จำไม่ได้หรือไร ว่าก่อนหน้า มหาวอเคยประกาศว่า "การรับตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์นั้น เพราะฟ้าบันดาล ในรั้วในวังกำชับให้รับๆ เพราะคุณสมบัติล้น" นี่เจ๊ถือดีอย่างไรไปแตะคุณวอเธอ เผลอๆ ปลายปีนี้ ว.วชิรเมธี รับฎีกาเข้าวัง เป็นเจ้าคุณชั้นเทพ !

 

 

แต่ว่า ศึกครั้งนี้ เซียนพระท่าพระจันทร์ชี้ว่า มีเดิมพันระดับพันล้าน เพราะทั้ง เจ๊ ว. และ เจ๊ อ. ต่างหากินตลาดเดียวกัน คือ ตลาดดารา เจาะสังคมไฮโซ ใช้ของแบรนด์เนมเหมือนกัน ทำรีสอร์ตให้เป็นวัดเหมือนกัน ตั้งมูลนิธิหาเงินใช้หาเสียงเหมือนกัน แต่งตัวสำอางเหมือนกัน ถึงจะตั้งค่ายห่างกันเกือบพันกิโล แต่สุดท้ายก็โคจรมาเจอกันจนได้ เหมือนฟ้าลิขิตหรือไม่ก็บุพเพอาละวาด เซียนป๋องมองข้ามช็อตไปไกลว่า ถ้าใครล้มใครลงได้ ก็กวาดตลาดดาราไว้ในสังกัดหมด กินรวบประเทศไทย ยิ่งกว่า "เจ๊แดง" แห่งช่องเจ็ดสี โปรดจับตาดูให้ดี ว่าค่ายเชิญตะวันจะแก้มวยอย่างไร ไม่งั้นก็ต้องกลายเป็น "อลัชชี" ตามบัญชีดำของ..อ้อยเตโช ไปจนตาย !

 

 

 

 

 

 

 

ว. กับ อ. ใครตอแหลกว่าใคร ?

 

 

 

 




 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 10 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

ชาวสมุยประท้วงโรงแรม !

 

 

นำเอาเศียรพระพุทธรูปตั้งโชว์กลางแจ้ง

ปล่อยให้ใครต่อใครถ่ายรูปได้ไม่เคารพ

 

 

 

 

 

 

 

อา..ไหน "นางอ้อยเตโช" คุยโวว่า "เกาะสมุยกลายเป็นเกาะพุทธไปทั้งเกาะแล้ว" หลังจากนางอ้อยพาสาวกไปเดินพาเหรด ในวันวิสาขบูชา 2558 ที่ผ่านมา อ้อยเตโชเลยคุยข่มวัด "ค่อนประเทศ" ว่าไม่มีผลงานการปกป้องพระศาสนา สู้โออิ้งบุดด้าไม่ได้ ไม่ต้องบวชก็บรรลุทำ แล้ววันนี้เป็นไง หลักฐานคาตาว่า ไอ้ผลงานที่ยายอ้อยอวดนักอวดหนานั้น ก็แค่เด็กอนุบาลเล่นซ่อนหา ยกป้ายเดินผ่านไปไม่กี่ก้าว พวกฝรั่งก็เอาโบชัวร์โยนลงถังขยะ แต่ที่นำมาขายขยายผลไม่หยุดก็คือ รูปภาพ หลอกให้คนโง่จ่ายเงินค่าโฆษณาปีละหลายล้าน !

 

 

 

 

 

 

ป้ายนี้ปีละเท่าไหร่ ที่เชียงใหม่ ภูเก็ต ฯลฯ อีกอื้อ

 

 

 

 

วิสาขบูชาโลก เกาะสมุย  โดย อ้อยเตโช

29 พ.ค. ถึง 1 มิ.ย. 2558

 

 

 

Take a look

 

 











 

 

 

เอ้า มาละเหวย มาละวา มาแต่ของเรา ของเขาไม่เห็นมา

 

 

 

 












 

 

ขนคนต่างถิ่นไปกินนอน จัดงานกัน 3 วัน 3 คืน

เสร็จแล้วก็กลับ ปล่อยให้คนท้องถิ่นต่อสู้กันต่อไป

 

 

 

ผลงานของ..อ้อยเตโช

 

 

 

 

 

ชาวสมุยบอก

 

"เห็นโรงแรมเอาเศียรพระมาตั้งไว้หลายปีแล้ว"

 

แปลว่า ที่ที่เขาตั้งไว้ ก็ไม่ไปเดิน

ที่แต่งลิเกเดินฉุยฉายไปทั่วเกาะนั้นเขาก็ไม่ได้ตั้ง

หลับหูหลับตาทำงานสะเปะสะปะเหมือนไร้สมอง

บรรลุธรรม แต่ทำงานโง่ๆ แบบนี้ก็มี

 

 

 

 

 

 

แซ่ด ! รร.เกาะสมุยนำเศียรพระวางริมชายหาด นทท.ใส่บิกินี่ถ่ายรูปคู่ ชาวเน็ตถาม เหมาะแล้ว ??

 

 

ชาวเน็ตวิจารณ์ความไม่เหมาะสม ที่โรงแรมบนเกาะสมุย นำเศียรพระพุทธรูปมาตั้งไว้ริมชายหาดให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูป ชาวไทยบนเกาะสมุย บอกรับไม่ได้ วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบ อย่าปล่อยให้มาทำศาสนาพุทธเสื่อมไปมากกว่านี้

 

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 9 กุมภาพันธ์ มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้นำภาพเศียรพระพุทธรูปที่ตั้งอยู่บนชายหาดของโรงแรมวิลล่าหรูของชาวต่างชาติ ที่หาดแหลมสน ม.2 ต.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี มาโพสต์ลงในเพจของ "รวมพลคนสมุยของแท้" โดยในรูปภาพเป็นเศียรพระพุทธรูปปูนปั้น ชาวบ้านบอกบางครั้งเห็นนักท่องเที่ยวนุ่งบิกินี่มาถ่ายรูปคู่กับเศียรพระพุทธรูป ถือกระป๋องเบียร์มาถ่ายรูปคู่กับเศียรพระพุทธรูป จนมีผู้ที่มาวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมกับโรงแรมดังกล่าว ที่มาทำลายศาสนาที่คนไทยนับถือ

 

นอกจากนี้ ยังได้มีผู้ที่มาแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊กอีกจำนวนมาก อาทิ "เหมาะสมแล้วหรอคุณครับพระน่ะไม่ใช่ของประดับ"

 

"คุณฝรั่งขอเลย คุณอาจจะชอบคิดว่ามันมีเสน่ห์ นี่แหละไทย แต่คุณลืมคิดไปถึงความศรัทธารึเปล่า วัฒนธรรมประเพณีที่ดีงานเราควรสืบสาน อนุรักษ์อย่าปล่อยให้เป็นเพียงแค่เรื่องราวในอดีต ควรเคารพดูแลทะนุบำรุงไม่ใช่เยียบย่ำ กราบค่ะ"

 

"บางทีมันผิดที่คนไทยที่ขายซะเอง เขาก้อคิดว่าเป็นของศิลปะเพื่อใช้ตกแต่ง มีคนขายก้อมีคนซื้อ ไม่แปลก

 

"เค้าน่าจะไปซื้อมาจากร้าน ปูนปั้น ที่ขายของตกแต่งตามสวนตามโรงแรม ต้นตอคือปัญหาหลัก"

 

"เศียรพระกลายเป็นเครื่องประดับของฝรั่ง"

 

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปสำรวจพบว่า โรงแรงดังกล่าวให้บริการห้องพักแบบวิลล่าหรูส่วนตัว มีเจ้าของเป็นนักธุรกิจชาวต่างชาติ สัญชาติอิสราเอล ที่ชายหาดพบว่าเศียรพระยังตั้งอยู่ตามภาพถ่ายของผู้โพสต์ โดยตั้งอยู่ใต้ต้นสนบนชายหาดภายในพื้นที่ของโรงแรม เศียรพระมีลักษณะทำมาจากปูนปั้น มีฐานเหล็กรองรับ ยึดกับพื้นปูนฐานราก

ทางด้าน น.ส.แก้ว (นามสมมุติ) เผยว่า เท่าที่เห็นเศียรพระพุทธรูปถูกนำมาเป็นเครื่องประดับไว้ที่ชายหาดนานหลายปีแล้ว บางครั้งเห็นนักท่องเที่ยวทั้งหญิงและชาย มาถ่ายภาพคู่กับเศียรพระในลักษณะที่ไม่เหมาะสม ทั้งโอบกอด หรือใส่บิกินี่นั่งหน้าเศียรพระ ตนเองรู้สึกไม่ดีที่มีชาวต่างชาติมาลบหลู่ศาสนาที่เรานับถือ อยากให้นำเศียรพระไปไว้ในที่ที่เหมาะสม ไม่ควรนำมาไว้ตรงจุดนี้ และควรนำไปกราบสักการบูชามากว่าที่มาไว้ถ่ายรูปแบบนี้ หรือถ้าจะโชว์ควรจะโชว์ในแง่ของศาสนาประจำประเทศไทยที่ทุกคนเคารพนับถือ

 

มีรายงานอีกว่าวันเดียวกัน กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองทัพภาคที่ 4 พื้นที่ อ.เกาะสมุย ร่วมกับ ปลัดอำเภอเกาะสมุย วัฒนธรรมอำเภอเกาะสมุย และเทศกิจเทศบาลเกาะสมุย ร่วมตรวจสอบ กรณีชาวบ้านร้องเรียน การนำเศียรพระพุทธรูปวางในที่ที่ไม่เหมาะสม บริเวณหน้าโรงแรม Villa Mia พบว่ามีการนำเศียรพระพุทธรูปวางไว้บริเวณชายหาด วัฒนธรรมอำเภอเกาะสมุย ได้ชี้แจงถึงความไม่เหมาะสม และมีความผิดเกี่ยวกับศาสนา มาตรา 206 เหยียดหยามศาสนา

 

เบื้องต้นได้แนะนำ ให้นำเศียรพระพุทธรูป ไปไว้ในที่ที่เหมาะสมให้เวลาดำเนินการภายใน 15 วัน ถ้ายังไม่ทำการแก้ไขจะ ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

 

 

 

 

ที่มา : มติชน : 9 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

อ้อยไม่ใช่ แต่ วอ ใช่ !

 

 

 

พระมหาอุเทนปฏิเสธกระแสข่าว

 

"อัจฉราวดีเป็นศิษย์กรรมฐาน"

 

"วอตอแหล" เป็นแน่ แต่ไม่อยากเขียน

 

สงสัยกลัวเป็นเสนียด !

 

 

 

อา..ก็ไม่รู้สินะว่า ระหว่าง "ว.ตอแหล" กับ "อ้อยเตโช" ใครโกหกคำโตกว่ากัน เพราะวอเล่นสำนวนเหยียบหัวพระสังฆาธิการทั่วประเทศว่า "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ ไม่คู่ควรแก่สมณะ" แต่ตัวเองกลับไปรับเสียเอง พอโดนด่าก็ตอบโต้ อ้าง "ในวังบังคับให้รับ" ส่วน "อ้อย-อัจฉราวดี" ก็ด่ากราดพระสงฆ์องค์เณรไปทั่วประเทศว่า "พระค่อนประเทศ-ค่อนชาติ มอมเมาประชาชน" พอกระแสตีกลับ ก็ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จว่า "เพราะไปแตะอลัชชีที่สูญเสียผลประโยชน์ เลยถูกอลัชชีรวมกันต่อต้าน" ปรากฏว่า หนึ่งในอลัชชีนั้น มี "พุทธะอิสระ" ที่ตัวเองเคยยกย่อง รวมอยู่ด้วยซี เพราะเขียนตำหนิตั้งสองรอบ

 

 

 

 

 

 

วันนี้ พระมหาอุเทน ออกมาเคลียร์ข่าวที่ว่า "อ้อยเคยเป็นศิษย์" แต่เปิดประเด็นใหม่ว่า "มหาวอเคยเป็นศิษย์ เรียน ป.ธ.8 แต่บอกว่าไม่เคยพบ แค่รุ่นพี่" ก็เป็นพยานชั้นเอกในรางวัล "คนดีศรีแผ่นดิน" ที่บิ๊กตู่ไปคุกเข่ามอบให้ รวมทั้ง "ตราตั้ง ผช.จอ" ที่สมเด็จช่วงมอบให้กลางโบสถ์วัดปากน้ำ ว่ารางวัลและตำแหน่งทั้งสองนั้น ได้มาโดยชอบหรือไม่ ?

 

 

แต่ท่านมหาอุเทนก็อย่าน้อยใจไปเลย ศิษย์ทรยศแค่คนเดียว ศิษย์ดีๆ ยังมีอีกเยอะ ดูอย่างวัดศรีสุดารามกับวัดเบญจมบพิตร เขาก็เจอเรื่องแบบนี้มาก่อน คงไม่อยากเซ่ดเช่นกัน ทางใครก็ทางมัน !

 

 

 

 

 

 

 

คนดังกับเบื้องหลังความดัง

 

 

 

 

"พระมหาอุเทน" แจงประเด็นเข้าใจผิด "อาจารย์อ้อย เตโชฯ" ไม่ได้เป็นศิษย์กรรมฐาน แค่ยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริงมาเทียบ ติง !! แบบนี้ธรรมกาย 2 ชัดๆ

 

 

จากกรณีของอาจารย์อ้อย อัจฉราวดี วงศ์สกล เจ้าสำนักเตโชวิปัสสนา กับประเด็นที่เธอออกมาบอกว่า ไม่ได้ออกบวชก็สามารถบรรลุธรรมได้ และได้อ้างตัวว่า เป็น "ฆราวาสบรรลุธรรม" ที่เป็นกระแสอยู่ในขณะนี้ จากการเปิดประเด็นของเว็บไซต์ alittlebuddha ที่ออกมาเปิดประเด็นถึงเรื่องนี้เป็นรายแรก และมีนักวิชาการ นักเขียนหลายท่านที่ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงกรณีดังกล่าว รวมไปถึงภาพที่ถูกแชร์ไปอย่างมากถึงความเหมาะสมของอาจารย์อ้อย อัจฉราวดี และทั้งนี้จากประเด็นที่มีการนำเสนอข่าวว่า พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ เป็นพระอาจารย์ของอาจารย์อ้อยนั้น ที่ได้มีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ ได้โพสต์ข้อความชี้แจงความจริงถึงกรณีที่มีการนำเสนอข่าวที่ว่า พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ เป็นพระอาจารย์ของอาจารย์อ้อย อัจฉราวดี โดยระบุข้อความว่า

 

 

 

ข้อพื้นที่แจ้งแถลงข่าวความจริง

 

ตามที่สื่อสารมวลชนเอาไปรายงานข่าวว่า

 

"เคยเป็นศิษย์ทรยศอาจารย์ !!...

 

 

 

"พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์" พระอาจารย์กรรมฐานของ อ.อ้อย เผยเบื้องหลัง ก่อนจะมาเป็นเจ้าสำนักเตโชฯ ออกจากกลุ่มวิปัสสนาเพราะ "เป็นเอามาก"

 

สตรีวัยกลางคนนามว่า "อัจฉราวดี วงศ์สกล" เจ้าแม่เตโชวิปัสสนานี้ มิใช่ลูกศิษย์ของข้าพเจ้าพระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์เลย ข้าพเจ้าไม่เคยรู้จักมักคุ้นเธอมาก่อน เพิ่งจะทราบชื่อเรื่องราวข่าวคราวก็ต่อเมื่อได้อ่านข่าวในอะลิตเติ้ลบุดด้าดอทคอม (Alittebuddha.com) และได้เขียนชี้แจงในเวลาต่อมา ชนิดวันต่อวัน (เขียนเป็นรายแรกๆ ต่อจากอะลิตเติ้ลบุดด้ารายงานทันที)

 

การที่สื่อสารมวลชนเอาไปรายงานว่า "อัจฉราวดี วงศ์สกลเป็นลูกศิษย์ทรยศอาจารย์" เช่นนี้ๆ ถือว่าสร้างความเสียหายให้แก่ข้าพเจ้า-พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์มาก ในมุมมองที่ว่า

 

"พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ ผู้อาจารย์ ไปอิจฉาริษยาอัจฉราวดี วงศ์สกล ลูกศิษย์ของตนเสียเอง ท่านต้องการทำลายชื่อเสียงของเขาให้พินาศย่อยยับ เพราะในขณะที่ศิษย์กรรมฐานนามว่า "อัจฉราวดี วงศ์สกล" คนนี้กำลังเติบโตได้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังสานุศิษย์ลิ่วล้อบริวารก็เกิดขึ้นตามมามากมาย"

 

ศิษย์กรรมฐานที่ข้าพเจ้าเอ่ยถึงในโพสต์บทความเรื่อง "นิมิตพิศวงกับคำว่า หลง ใกล้กัน" เขียนอธิบายแสงแฟลร์แสงฟุ้งนั้น เป็นโยมผู้มีหญิงมีอายุวัยกลางคนคนหนึ่งที่ติดตามเข้าปฏิบัติในคอร์สวิปัสสนากรรมฐาน ณ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยอยู่ 3-4 ครั้ง และตามไปอินเดียแดนพุทธภูมิฟังธรรมจากข้าพเจ้าอีก 2-3 ครั้ง แต่ข้าพเจ้าขอสงวนนามไว้ไม่เอ่ยชื่อ เพราะเกรงว่าจะไปทำให้โยมผู้หญิงคนนั้นเสียชื่อเสียง และเธอก็อาจแค้นเคืองข้าพเจ้าได้

 

 

สรุปว่า "คุณอัจฉราวดี วงศ์สกล ซึ่งกำลังเป็นกระแสข่าวดังยังไม่ยุติในขณะนี้ มิใช่ศิษย์กรรมฐานของพระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์"

 

 

 

 

 

 

 

 

ว. วชิรเมธี พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ต่างหาก เป็นพระลูกศิษย์เรียนวิชาฉันท์ภาษามคธ ประโยค ป.ธ. 8 กับข้าพเจ้า สมัยข้าพเจ้าเป็นครูอาจารย์สอนภาษาบาลีที่สำนักเรียนวัดสามพระยา กรุงเทพฯ อยู่ 2-3 ปี

 

 

ข้าพเจ้าเองก็คันปากยุบยิบๆ อยากจะเขียนกรณีเรื่องอินเทอร์เทนเล่นละครแสง สี เสียง เพียบพร้อมไปด้วยกามคุณ 5 อย่างบรรเทิงเริงรมย์อยู่ในไร่เชิญตะวันที่ท่านมหาว. ตั้งชื่อว่า "ศูนย์วิปัสสนาสากลนานาชาติ" และเรื่องว. วชิรเมธี "ลูกศิษย์ลืมชื่ออาจารย์" โดยบอกอุปนายกยุวพุทธฯ คนที่ 1 เมื่อตนถูกถามว่า "ท่านพระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ เป็น ป.ธ. 9 รุ่นพี่ ไม่เคยพบเห็นเลย" แต่ข้าพเจ้าก็ไม่เขียน เพราะเกรงว่า อาจารย์จะไปทำร้ายลูกศิษย์ สำหรับความเป็นอาจารย์สอนคนนั้นถึงจะอย่างไรก็ต้องเมตตาลูกศิษย์เอาไว้ให้มากๆ

 

ขอให้สื่อสารมวนชนสาธุชนชาวพุทธทั้งหลายรับทราบตามนี้ด้วยเถิด ย้ำอีกทีว่า "อัจฉราวดี วงศ์สกล มิใช่ศิษย์กรรมฐานของพระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์เลย"

 

และเพื่อไม่ให้เสียพื้นที่ตรงนี้ไปเปล่า ข้าพเจ้าขอนำข้อเขียนคอมเม้นท์ของข้าพเจ้าที่เขียนลงในโพสต์เฟสบุ๊กของ ดร. อธิเทพ ผาทา ล่าสุดวันนี้ มาโพสต์ไว้ให้ท่านสาธุชนชาวพุทธได้อ่านพิจารณากัน ชื่อข้อเขียนในคอมเม้นท์นั้นว่า

 

"เจ้าแม่เตโชวิปัสสนาอัจฉราวดี วงศ์สกล จะกลายเป็นธรรมกายสอง น้องๆ ธรรมกายได้หรือไม่"

 

....แนวคิดแบบ big thinking คิดใหญ่ทำใหญ่ คิดการใหญ่ วางแผนการใหญ่ เหมือนธรรมกายนั้น อัจฉราวดี ณ วันนี้ส่อแววมีแนวโน้มจะเป็นแบบธรรมกายสอง น้องๆ ธรรมกายได้สบายๆ หรือจะยิ่งกว่าธรรมกายเสียด้วยซ้ำก็อาจเป็นไปได้

 

เหตุที่อาตมา (พระอาจารย์) เขียนบอก ดร.อธิเทพ ว่า อัจฉราวดีส่อแววมีแนวโน้มจะเป็นธรรมกายได้นั้น ก็เพราะเธอได้ไปดิสเครดิตธรรมกายไว้ก่อนแล้ว โดยใช้เทคนิกวิธีทางการตลาดที่คุ้นเคยดิสเครดิตสินค้าตัวเก่าที่มีในท้องตลาดอยู่ก่อนให้ลดคุณค่าราคาลง พร้อมกันนั้นก็ชูสินค้าตัวใหม่ของตนเองเทรนด์ใหม่ "เตโชวิปัสสนา" ให้มีคุณค่าราคาสูงขึ้น ทั้งนี้ เพื่อทำตลาดใหม่ขายทำยอดให้ทะลุเป้านั่นเอง

 

ระยะเวลาเพียง 2 ปีเท่านั้นนะ ไม่ใช่ 10 ปี อัจฉราวดีทอดผ้าป่าหายอดเงินบริจาคได้มากมหาศาลถึง 55 ล้านบาท (55 ล้านบาทภายใน 2 ปีเท่านั้น พระมหานรินทร์รายงานข่าวไว้ในอะลิตเติ้ลบุดด้าแล้ว)

 

ก่อนหน้านั้นอัจฉราวดีก็ไปโจมตีธรรมกายเอาไว้แล้วมิใช่หรือ ซึ่งก็ได้ผลสมความปรารถนา คนเห็นด้วยกับเธอมากมาย และต่อมาอัจฉราวดีก็ไปดิสเครดิตพระสงฆ์ต่อ ในช่วงได้จังหวะพอดี "อลัชชี" บางรูปปรากฏตัวชัดเจน ทำแคมเปญใหม่พระค่อนประเทศมอมเมาประชาชน

 

นี้คือเทคนิกวิธีการตลาดของอัจฉราวดี ในฐานะอดีตแม่ค้าขายเพชรผู้ประสบความสำเร็จในยอดขายที่ทะลุเป้ามาแล้ว

 

วิธีการของเธอ sameๆ เหมือนๆ กัน เรามองออกกันได้ง่ายๆ ไม่ใช่เรื่องยากลึกลับซับซ้อนอะไรเลย

 

ภาพที่แพร่ออกมาขณะนี้คนในสังคมไทยมารู้ทันเกมเล่ห์เหลี่ยมกลโกงของเธอแล้วล่ะ คนเขาตรวจสอบพฤติกรรมได้ มองออกกันแล้ว ทีนี้เจ้าแม่เตโช อัจฉราวดี วงศ์สกล จะไปรอดไหม เราจะได้ดูกัน"....

 

ทั้งนี้ ทางสำนักข่าว ขอกราบขอขมา..พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ ที่ได้เข้าใจคลาดเคลื่อนในเรื่องของการนำเสนอข่าว ไว้ มา ณ ที่นี่

 

 

ที่มา : Tnews : 8 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

ภาพที่สามโผล่ !

 

 

 

จับโกหกคำโตอัจฉราวดี

 

"ไม่มี๊ ไม่มี มีแค่ครั้งเดียว"

 

ขอรับรองด้วยเกียรติของฆราวาสบรรลุธรรม

 

 

 

 

 

 

 

"ซึ่งจากนั้น ท่านก็ไม่รับไหว้ อีกเลย"

 

สัจวาจาจาก..อัจฉราวดี

 

 

 

แต่ภาพดังต่อไปนี้

 

 

 

 

 

 

 

ภาพแรก

 

ภาพนี้ยกให้เป็นเหตุแห่งความบังเอิญ แก้ตัวน้ำขุ่นๆ ก็ผ่าน

 

 

 

 

 

 

ภาพที่สอง

 

ภาพนี้บังเอิญตรงไหน และไหนว่ามีแค่ครั้งเดียว

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่สาม

 

 

ภาพนี้เล่า จะเข้าใจยังอย่างไร ในเมื่อมีการยืนยันทั้งคำพูดและตัวหนังสือ จากเอกสารและปากของนางอัจฉราวดี ซึ่งอ้างว่า ตัวเองเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ย่อมไม่โกหก ไม่ทำผิดศีลห้า

 

 

แต่ภาพทั้งสามภาพ มันก็ยืนยันในตัวเองว่า อัจฉราวดีพูดไม่จริง เป็นคนโกหกตอแหลลวงโลก แค่ภาพซึ่งใช้สายตาหยาบๆ ดูยังไม่ผ่าน แล้วอย่างอื่นล่ะ

 

 

 

คนโกหกอย่างนางอัจฉราวดีนี้ จะให้เรียกว่าอย่างไร

 

เป็นฆราวาสบรรลุธรรมแล้วโกหกได้หรือ ?

 

 

 

 

 

 

 

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า

 

"คนโกหกจะไม่ทำชั่วอย่างอื่นไม่มี"

 

 

ถล่มไม่หยุด !

 

 

เพจต่อต้านธรรมกายหันมาอัดอัจฉราวดี

ตั้งข้อหาปลอมตัวเข้ามาในพุทธศาสนา

อ้างเป็นพุทธฯ แต่คำสอนไม่ใช่พุทธ

 

 

 

 

 

 

อา..ู้สึกว่า "ฝ่ายต่อต้านคุณนายอัจฉราวดี" จะมีมากกว่าพระอลัชชีเสียแล้ว ก่อนหน้านี้ อัจฉราวดีเป่าหูสาวกว่า "ถูกพวกพระอลัชชีที่เสียผลประโยชน์รวมตัวต่อต้าน" ต่อมา ปรากฏว่า สื่อ นักวิชาการ นักการศาสนา นักการเมือง แม้กระทั่ง "คนในฝั่งเดียวกัน" ที่เคยต่อต้านธรรมกายมาก่อน ก็ไม่เอากับอัจฉราวดี ถ้าเปิดฟรีโหวตว่า ระหว่าง "คนต่อต้าน" กับ "อัจฉราวดี" ใครมีพฤติกรรมเป็น "อลัชชี" ตัวจริง ก็เกรงว่า "อัจฉราวดี" จะชนะขาด ครองตำแหน่ง "จอมอลัชชี" ถามว่านี่จะเพราะอะไร ถ้ามิวิปริตจนผิดเพี้ยน !

 

 

สังคมไทยไม่โง่อีกต่อไปแล้วอ้อยเอ๋ย จะกินอะไรก็กินได้ แต่อย่ามูมมาม อย่าสร้างภาพจนเอียน เวทีศาสนามิใช่เวทีประกวดเพชร จะได้ล่อตาเสือตะเข้ให้หื่นกระหายอยากได้ใคร่มีจนขาดสติ ดูสิ รุ่นพี่-เณรคำ เพิ่งเขาคุกไปมิทันไร อัจฉราวดี ก็อุปโลกน์ "พระบรมสารีริกธาตุ" ออกมาขาย อีกแล้ว

 

 

ขอย้ำเตือนด้วยบทกลอน "มายา" ของ "อสนีบาต กรวีวรรณ" ดังนี้

 

 

 

 





 

 

 

แฉพฤติกรรมแอบอ้างของลัทธิเตโชวิปัสสนา

 

แอบอ้างชัดเจนว่า สอนให้ลูกศิษย์ให้ขึ้นสู่กระแสนิพพานตั้งแต่โสดาบันยันอรหันต์ (ซึ่งบางครั้งจะเลี่ยงไปใช้คำว่า พบความก้าวหน้าขั้นที่ 1,2,3,4 แต่โพสต์นี้เป็นหลักฐานชัดๆ ตรงๆ ว่า หมายถึงอะไร)

อริยบุคคลแจกกันง่ายๆ ได้กันง่ายๆ เพราะอาจารย์ส่งพลังมาช่วย และบางคนมารเปิดทางให้บรรลุธรรมได้ง่ายๆ ทำให้บางคนที่ได้แล้วหลงชะล่าใจ ก็กลับมาทรยศอาจารย์ ตั้งตัวแข่งอาจารย์ งั้นหรือ ???

แถมเอานรกมาขู่สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อซะด้วย

 

แต่อ่านแล้วขำตรงที่ พระอริยบุคคลลัทธินี้ ยังมีการทรยศหักหลังอาจารย์ผู้สอนให้บรรลุธรรมได้

ซึ่งต่างจากพระอริยบุคคลในพระไตรปิฎก ที่จะเคารพนอบน้อมยกย่องครูอาจารย์ผู้สอนสั่งจนบรรลุธรรม อย่างพระสารีบุตรที่ก่อนนอนจะหันศีรษะไปยังทิศที่พระอัสสชิอยู่เสมอ

 

ที่น่าตลกไปกว่านั้นคือ การที่อริยบุคคลของลัทธินี้ยังมีศีล 5 บกพร่องด่างพร้อยได้อยู่ ซึ่งต่างจากพระอริยบุคคลในพุทธศาสนาตามความหมายของพระพุทธเจ้าที่ศีล 5 บริสุทธิ์ไม่ด่างพร้อย

แสดงว่าอริยบุคคลในลัทธินี้ ไม่ใช่อริยบุคคลในความหมายเดียวกับอริยบุคคลในพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า

ลัทธินี้เพียงแค่นำคำศัพท์ในพุทธศาสนามาใช้เท่านั้น แต่ความหมายต่างกันโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็น คำว่า อริยบุคคล , นิพพาน , บรรลุธรรม , โสดาบัน , อรหันต์ ฯลฯ

แต่ก็ทำให้คนเข้าใจผิดหลงเชื่อว่าคำที่ลัทธินี้ใช้ เป็นความหมายเดียวกับในพระไตรปิฎก

อนึ่ง จากถ้อยคำที่เขียนทำให้รู้ว่า แม้แต่เจ้าลัทธิผู้เขียนเอง ก็ยังไม่บรรลุธรรมแม้ขั้นโสดาบันด้วยซ้ำ เพราะ ระอริยบุคคลในพุทธศาสนา จะไม่เห็นว่าสิ่งใดเป็นอัตตา ที่มีอยู่ในตน อย่างที่ เจ้าลัทธิเขียนว่า "หลงทำไปด้วยจิตที่มากอัตตา ที่ยังอยู่ในตน" แสดงว่า อัจฉราวดี คนที่เขียนบทความเองยังเข้าใจผิดว่า อริยบุคคลยังมีอัตตาที่ยังอยู่ในตน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดเพี้ยนจากคำสอนของพระพุทธเจ้า !!!!

คนที่อ้างตัวว่าเป็น ธรรมิกราชโพธิญาณ นี่มีวัตถุประสงค์อะไร ???

สงสัยคงเพ้อฝันหลงนิมิตไป จนแยกไม่ออกว่าอะไร คือความฝัน อะไรคือความจริง

ในพระไตรปิฎก ฆราวาสบรรลุธรรมได้ก็จริง

แต่ลัทธินี้ ไม่ว่าจะเจ้าลัทธิ หรือสาวก ไม่ได้บรรลุธรรมตามความหมายในพระไตรปิฎก เป็นเพียงแค่คำพูดที่เจ้าลัทธิที่ยืมมาใช้แอบอ้าง ก็เท่านั้น

ว่าแต่นางจะรู้ไหมว่า นางจะบาปกรรมขนาดไหน ที่ไปแอบอ้างว่า พระพุทธเจ้าทำนายเรื่องธรรมิกราชโพธิญาณ (ทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานในพระไตรปิฎก) และอุปโลกแอบอ้างผู้ก่อตั้งลัทธิเตโชฯ หรือตัวนางเองว่า คือธรรมิกราชโพธิญาณ ตามคำทำนายที่อ้างว่า เป็นพุทธทำนาย !!!

การกระทำเช่นนี้ เป็นการทำลายและบิดเบือนหลักธรรมในพุทธศาสนาอย่างร้ายแรง ซึ่งจะส่งผลเสียมากกว่าผลดีที่ลัทธินี้ปกป้องวัตถุคือพระพุทธรูปเสียอีก !!!

จริงๆ แล้วมีอีกมาก แต่คัดมาเฉพาะส่วนที่แอบอ้างและผิดเพี้ยนในหลักธรรม

 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค ต่อต้านธรรมกายและควายแดง : 8 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

พนมมอบตัว !

 

รับทราบข้อหาเงินทอนวัด

ปฏิเสธข้อหา-ขอต่อสู้ในชั้นศาล

 

 

 

 

 

 

พนม ศรศิลป์

 

อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

บนเวทีบันลือโลกของ โนอิ้งบุดดา-อัจฉราวดี

 

 

 

 

 

 

 

 

อา..เสียดาย คดีนี้ คุณพนม น่าจะอ้าง "อ้อยเตโช-ฆราวาสบรรลุธรรม" เป็นพยานปากเอกด้วย เพราะเคยลงนามความร่วมมือกันมาก่อน ต้องได้ญาณโตงเตง รู้แน่ชัดในพระนิพพาน จึงกล้าออกมาการันตี เผื่ออัจฉราวดีจะได้อ้าง "พระพุทธเจ้า-สมเด็จโต" มาเป็นพยานในชั้นศาลด้วย เพราะการติดต่อกับพระพุทธเจ้าและอริยสาวกที่ปรินิพพานไปแล้ว ต้องได้วิปัสสนาญาณระดับสูง พวกที่เอาแต่กอดตำรา ไม่เคยปฏิบัติ จะรู้ได้อย่างไร ศาลจะเชื่อใคร ระหว่าง "คนปฏิบัติ" กับ "คนไม่ปฏิบัติ"

 

 

แปลว่าอะไร ? ก็แปลว่า บรรดาโครงการที่นางอัจฉราวดีทำไปนั้น มันโยงใยไปในกลุ่มผู้มีอำนาจ ซึ่งมีทั้ง "สะอาด-สกปรก" หรือบางทีก็สีเทา แต่ฆราวาสบรรลุธรรมนาม "อัจฉราวดี" ก็กินไม่เลือก ร่วมงานไม่แยกแยะ จะด้วยความรู้หรือไม่รู้ก็ตาม แต่มันก็ส่อให้เห็นว่า ถ้าขนาดฆราวาสบรรลุธรรม ยังร่วมมือคนโกงได้ปานนี้ แล้วที่ไม่ได้บรรลุจะขนาดไหน บรรลุหรือไม่ก็คงไม่ต่างกัน !

 

 

 

 

 

 

แขกผู้มีเกียรติของอัจฉราวดี ฆราวาสบรรลุธรรม

วันนี้ ตกเป็นผู้ต้องหาคดีสำคัญในทางศาสนา

เปิดหน้าประวัติศาสตร์พร้อมๆ กัน

 

 

 

 

 

 

 

โปรดรับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ จากเรา-ชาวเตโช นะคะ

 

 

 

 

 

 

เป็นไอเดียอันทรงคุณค่า

 

 

วัดค่อนประเทศน่ะ เดี้ยนร่วมมือไม่ได้หรอกค่ะ อลัชชี มีแต่มอมเมาประชาชน ดิฉันเห็นว่า สำนักพุทธฯ ยุคท่านพนม ศรศิลป์ มีความเป็นมืออาชีพ และที่สำคัญก็คือ มือสะอาด (โกงเงินวัดทั่วประเทศเลย) จึงอยากจะร่วมงานด้วย อิฉันพิจารณาด้วยญาณแห่งการบรรลุธรรม ที่คนสามัญเข้าไม่ถึง จึงเรียนเชิญท่านมาร่วมงาน กราบขอบพระคุณมากนะคะ

 

 

 

 

 

 

ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่

 

 

เมื่อสามารถนำเอา "โนอิ้งบุดดา" ไปจอยกับ "สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ทำงานระดับ "บรรลุธรรม" มันก็ต้องมองให้บรรลุ คือมองว่า ถ้าจะเดินเข้าสู่เส้นทางแห่งอำนาจในวงการศาสนาและการเมืองแล้ว ต้องเดินเกมไปจุดไหน ถึงจะมั่นใจว่า "เราเดินมาถูกทางแล้ว" แม่ค้าเพชรผู้ชำนาญการตลาดจะพลาดได้ไง

 

แต่อ้อยเอ๋ย เส้นทางที่เธอกำลังเดินอยู่นี้ ในอดีต "ธัมมชโย" ก็เคยเดินมาก่อน ก่อนเธอเกิดเสียอีก เดี๋ยวนี้ธัมมชโยโกอินเตอร์แล้ว อยากเรียนรู้อะไรก็ไปที่..ธรรมกาย ซีจ๊ะ อย่ามาตีเนียนว่า "โนอิ้งบุดดา ไม่ใช่ธรรมกาย" แต่ก็เห็นเดินตามธรรมกายต้อยๆ เข้าตำรา "เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง"

 

 

 

 

 

 

ประทับใจ..ไม่รู้ลืม !

 

 

 

 

 

โชว์ชัวร์ๆ

 

อ้อยเกลียดคนโกง ชังอลัชชี ทั้งๆ ที่อ้อยก็ร่วมมือกับคนโกง

อ้อยมีกระแสจิตถึงพระพุทธเจ้าและสมเด็จโต

แต่อ้อยไม่มีกระแสจิตถึงพนมซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีโกงเงินวัด

คนไม่ปฏิบัติธรรมจะไม่มีทางรู้ว่าเป็นไปได้ไง

 

 

 

 

อดีต ผอ.พศ. ดอดมอบตัว รับข้อหาฟอกเงินคดีทุจริตเงินทอนวัด

 

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) พ.ต.อ.วรายุทธ สุขวัฒน์ รอง ผบก.ปปป. เปิดเผยว่า นายพนม ศรศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (อดีต ผอ.พศ.) จะเข้ามอบตัวตามหมายเรียกในคดีฟอกเงิน กรณีการร่วมกันทุจริตงบอุดหนุนบูรณะปฏิสังขรณ์วัดและพัฒนาวัด หรือเงินทอนวัด ในงบประมาณปี 2558 มีความเกี่ยวข้องกับการอนุมัติงบประมาณของวัด3แห่ง ได้แก่ คดีทุจริตงบประมาณบูรณะ วัดไร่ขิง จ.นครปฐม คดีทุจริตงบปริยัติธรรมวัดกวิศรารามราชวรวิหาร จ.ลพบุรี และคดีทุจริตงบประมาณบูรณะปฏิสังขรณ์ วัดช้าง จ.เพชรบุรี ขณะนั้นผู้ต้องหาดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ. และได้เซ็นอนุมัติงบประมาณดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 คดี มีผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องอีกหลายคน บางส่วนเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว บางส่วนหลบหนีอยู่ทั้งในประเทศและออกนอกประเทศ ทาง ปปป. จะดำเนินการออกหมายเรียกและหมายจับต่อไป

 

ทั้งนี้ เวลา 13.00 น. นายพนม เดินทางมายัง ปปป. โดยขึ้นลิฟต์ขนของของศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เข้าไปยังห้องสอบสวนทันที โดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ หลังจากผ่านไป 1.30 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งต่อสื่อมวลชนว่า นายพนม ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนถ่ายภาพหรือสัมภาษณ์ใดๆ

 

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ฟอกเงินกับนายพนมรวม 3 คดี จากการทุจริตเงินทอนวัด 3 วัด โดยนายพนมให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิด ขอต่อสู้คดีในชั้นศาล พนักงานสอบสวนจึงสอบปากคำเบื้องต้น พร้อมพิมพ์ลายนิ้วมือ ทำประวัติผู้ต้องหา ก่อนจะให้ปล่อยตัวกลับ เนื่องจากคดีนี้ผู้ต้องหาเข้ามอบตัว รับทราบข้อกล่าวหาตามนัด

 

 

 

ข่าว : มติชน : 7 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

 

เผยด่านโหดพุทธเมืองไทย !

 

 

 

อดีต ถึง ปัจจุบัน

 

มีใครถูกตรวจสอบเรื่องการสอนและคำสอนบ้าง

 

อัจฉราวดี เป็นคนที่เท่าไหร่ ?

 

 

 

 

 

 

 

อ้อย : อัจฉราวดี วงศ์สกล

น้องเป็นคนรักที่เท่าไหร่ บอกหน่อยได้ไหม ?

 

 

 

มีคำถามมากมายว่า กรณีนางอัจฉราวดี วงศ์สกล หรือ อ้อยเตโช แห่งสำนักเตโชวิปัสสนา สระบุรี ที่ถูกสังคมไทยตรวจสอบอยู่ในเวลานี้นั้น เป็นเพราะหล่อนเป็น "ผู้หญิง" จึงไม่มีสิทธิ์ขึ้นธรรมาสน์ เหมือนกับ "ผู้ชาย" ฟังดูแล้วก็เหมือนจะจริง แต่..แต่เมื่อเปิดประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ในเวลาเพียงแค่ 50 ปี ก็พบว่า "มีผู้ชายถูกตรวจสอบมากที่สุด" อัจฉราวดีก็มิใช่ "สตรีรายแรก" เป็นได้แค่เพียงน้องใหม่..รายล่าสุด

 

 

ดังนั้น ถ้าจะกล่าวดังข้างต้น ก็น่าจะเปลี่ยนคำพูดเป็น "ไม่ว่าพระหรือโยม หญิงหรือชาย เมื่อตั้งตนเป็นศาสดาสอนอ้างพุทธศาสนา ก็ควรถูกสังคมไทยตรวจสอบอย่างเสมอกัน มิใช่ตรวจสอบเฉพาะพระหรือโยม ผู้ชายหรือผู้หญิง ดังคำกล่าวที่ว่า ฆราวาสบรรลุธรรมได้ เมื่อฆราวาสบรรลุธรรมได้ ก็ควรจะใช้ "พระธรรมวินัย" เป็นเครื่องมือวินิจฉัย มิใช่อ้างว่า พระธรรมวินัยใช้บังคับเฉพาะพระภิกษุสามเณรเท่านั้น ส่วนฆราวาสนั้นยังไม่ได้บวช ก็จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ใช้พระธรรมวินัย แต่กลับอ้างเอาคุณสมบัติของนักบวชไปใช้อย่างพร่ำเพรื่อ บางทียังเหนือกว่าพระเณรด้วยซ้ำไป"

 

 

 

 

ใครเป็นใคร ในอดีต ?

 

 

 

 

 

ธัมมชโย !

 

 

นัมเบอร์ 1 ต้องยกให้ "ท่านธัมมชโย" แห่งวัดพระธรรมกาย ผลงานทั้งในและต่างประเทศ ถูกโหวตให้อยู่ใน "ระดับโลก" ไม่คุยโตเหมือนอัจฉราวดี มีศรัทธาแน่นหนาขนาดไหน ก็ดูได้จาก "มวลชน" ที่สามารถค้ำยัน "ม.44" ของ คสช. ได้นานเป็นเดือนๆ ต่อให้ปิดอีกเป็นปีก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะทำอะไรได้ เพราะคนมากมาย "ยอมตายแทน" ท่านธัมมชโย อัจฉราวดียังไม่มีใครออกหน้าแทนเลย ต้องเดี่ยวไมโครโฟนตลอดรายการ มันคนละระดับนะน้อง

 

 

 

 

 

 

อริยวํโส ภิกขุ

สำนักปู่สวรรค์

โพธิรักษ์

สำนักสันติอโศก

คึกฤทธิ์

สำนักนาป่าพง

 

 

 

ปู่สวรรค์ : คดีความสิ้นสุดไปนานแล้ว เจ้าสำนักตัดสินใจบวชพระ และมรณภาพลงอย่างเงียบๆ เหลือเพียง..ตำนาน

 

 

สันติอโศก : ศาลฎีกาวินิจฉัยเด็ดขาด ว่านักบวชสำนักนี้ ไม่มีสิทธิ์ครองผ้าเหลือง โพธิรักษ์ จึงหันไปห่ม "จีวรดำ" แทน และใช้ชื่อใหม่ "สมณะ"

 

 

คึกฤทธิ์ นาป่าพง : กำลังจะขึ้นโรงขึ้นศาล อีกไม่นานก็รู้ หมู่หรือจ่า

 

 

 

 

 

 

 

ปราโมช

สวนสันติธรรม

ธัมมนันทา

ภิกษุณี

เณรคำ

สำนักขันติธรรม

 

 

 

พระปราโมชย์ สวนสันติธรรม : ยอมยกสำนักขึ้นเป็นวัด และโอนทรัพย์สินเข้าสู่การดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็เลยรอดตัวไป ทุกวันนี้ไม่กล้า "ดูใจ" ให้ใครเหมือนหมาตัวนั้น หันไปยกเอาคำสอนของหลวงพ่อองค์โน้น หลวงพี่องค์นี้ มาขายแทน น่ารักไปอีกแบบ

 

 

ธัมมนันทาภิกษุณี : อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัย นามกระฉ่อน "ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์" ผันตัวเองมาเป็นนักบวชอินเตอร์ ไปรับการบรรพชาอุปสมบทจากประเทศศรีลังกา เข้ามาก่อตั้งสำนักภิกษุณีขึ้นในประเทศไทย แต่ไม่ได้รับการยอมรับจากมหาเถรสมาคมและรัฐบาลไทย ยังคงมุ่งมั่นต่อสู้ต่อไป

 

 

เณรคำ จัมโบ้เจ๊ต : กำลังสู้คดีอยู่ในคุก ดึกๆ น่าจะมี "พระอินทร์เพื่อนซี้" ไปนั่งคุยด้วย

 

 

 

 

 

 

แม่ชีศันสนีย์

เสถียรธรรมสถาน

แม่ชีทศพร

วัดพิชัยญาติ

อัจฉราวดี

เตโชวิปัสสนา

 

 

 

 

 

 

 

แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

 

เจ้าสำนักเสถียรธรรมสถาน

 

 

ดูเหมือนว่าจะประคองตัวให้อยู่ในกรอบและจารีตแห่ง "ธรรมเนียมไทย" ได้อย่างเหมาะสม ทิ้งความเป็นดารามาบวช แต่ไม่ทะยานอยากเป็นภิกษุณี ยินดีพอใจกับตำแหน่ง "แม่ชี" ตั้งโรงเรียนสอนธรรมตามระบบที่ทางราชการยอมรับ เชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย ไม่นอกรีตนอกรอย จึงไปได้สวย

 

 

 

 

 

ชีทศพร วัดพิชัยญาติ

 

เจ้าของวิชา "แสกนกรรม" ขึ้นธรรมาสน์แทนพระ

 

 

ก็ถูกตรวจสอบก่อนหน้าอัจฉราวดี เป็นรุ่นพี่ ที่ผ่านด่านมาอย่างสะบักสะบอม แทบหมดความเป็นชี วันนี้ หันไปบูชาพระแม่ธรณี ขายดอกไม้ธูปเทียน ได้เงินมาก็เอาไปถวายสมเด็จ ไม่มีใครกล้าแตะ รู้ไหมใครมาเฟียศาสนาตัวจริง ?

 

 

 

 

 

เทียบตำราสมเด็จโต - ใครโตกว่าใคร ?

 

 

 

 

 

 

ซ้าย : สมเด็จโต แห่งสำนักปู่สวรรค์ สามารถมาเข้าร่างทรงและเทศน์สอนได้ เหมือนคนธรรมดา ปรากฏว่าคนเชื่อ และสมัครเป็นลูกศิษย์ล้นหลาม ทุกวันนี้ก็ยังคงมีอยู่ ระดับด๊อกเตอร์ คุณหญิงคุณนาย นายพล นายพัน ทั้งนั้น

 

ขวา : สมเด็จโต แห่งสำนักเตโชวิปัสสนา สามารถมาเข้านิมิตขณะปฏิบัติธรรมได้ และเริ่มมีคนเชื่ออย่างแพร่หลาย เห็นว่ามีเศรษฐีและดารามากมายไปเป็นศิษย์

 

 

 

 

 

นิพพานต่างมิติ !

 

 

 

 

 

 

เณรคำ : นิพพานมีจริง เปิดประตูคุกเข้าไปก่อนเพื่อน

(พระอินทร์เป็นเพื่อนบอกให้สร้างพระแก้วมรกต)

 

 

อ้อย-อัจฉราวดี : นิพพานมีจริง เปิดประตูนิพพานได้ด้วย

(พระพุทธเจ้าทรงประทานพระบรมสารีริกธาตุให้ เพื่อเป็นพยานการบรรลุ)

 

 

ครั้งที่ 3 !

 

 

 

อัจฉราวดีเปลี่ยนสำนวนขอขมาสงฆ์

เขียนแต่ละครั้งสับสนปนเป ต้องแก้แล้วแก้อีก

เฮ้อ ได้บรรลุธรรมทั้งที มีสติปัญญาแค่นี้เอง

แค่ตัวหนังสือยังไม่ผ่าน แต่สะเออะจะพาคนไปนิพพาน

กลับไปเรียนหนังสือใหม่เถิด เด็กหญิงอ้อยเอ๋ย !

 

 

 

 

 

เทียบสำนวน คำต่อคำ

 

 

ครั้งแรก

ครั้งหลัง

น้อมขอขมาต่อสังฆะ น้อมกราบขอขมาต่อสังฆมณฑล
แต่พอตรงและแรง ท่านก็ตื่น

แต่ตื่นมาโกรธ

แต่พอตรงและแรง ท่านก็ตื่น

แต่พระหลายรูป ตื่นมาโกรธ

 

 

 

 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊คข้ามห้วงมหรรณพ : 4 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

 

ตบหัว-ลูบหลัง !

 

 

อ้อยยังไม่สำนึก ทำทีขอขมาเป็นครั้งที่ 2

แต่ยังปากดี สอนพระทั่วประเทศ

"เตือนแรง ตื่นขึ้นมาด้วยความโกรธ"

ไม่ได้พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง

สะเด็ดไหมล่ะ ยี่ห้อ..อ้อยเตโช น่ะ

 

 

 

 

 

 

 

อา..ก็ขอนิมนต์พระสงฆ์สามเณรและพุทธบริษัท "ทั่วโลก" ได้โปรดพิจารณา "พฤติกรรมคำพูดคำเขียน" ของนางอ้อย ให้ดีนะฮะ ว่านางคนนี้ "รู้ที่ต่ำที่สูง" หรือไม่เพียงใด ตัวเองเป็นใคร บังอาจมาสอนพระทั้งประเทศ ไม่ใช่สอนไม่ได้ แต่วิธีการสอนอย่างที่นางอ้อยทำอยู่นั้น ปัญญาชนเขาไม่นิยมกัน โบราณว่า "สอนสังฆราช" คือผู้ที่รู้หรืออยู่สูงกว่า เป็นการเสียมารยาทในสังคมไทย ก็ไม่รู้ว่านางคนนี้เกิดและโตมาในสังคมไหน ถึงไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง

 

 

"เตือนแรง แต่ตื่นขึ้นมาด้วยความโกรธ" คือคำขอขมาของอัจฉราวดี นี่คงจะช่วยให้ผู้ที่นางกราบขอขมานั้น เห็นว่านางสำนึกผิดจริงๆ เพราะขอไปด้วย ด่าไปด้วย ขอขมาเรื่องเก่ายังไม่ทันหาย ก็ด่าเรื่องใหม่เพิ่มเข้าไป ไม่ธรรมดาเลย ปากเป็นสิริมงคลจริงๆ นางอ้อยนี่

 

 

ยิ่งที่ทำปากดี "นิมนต์พระทั่วสังฆะ โปรดเร่งประพฤติตน ให้สมกับที่คฤหัสถ์ต้องการที่พึ่ง และต้องเคารพกราบไหว้ ฯลฯ" ขณะที่นางทำทีเป็นอ่อนน้อม "เคารพเชิดชูสมเด็จพระสังฆราช" ซึ่งเป็นพระสังฆบิดร อย่างสูงสุด แต่พฤติกรรมกลับนำเอา "ครอบครัวของพระสังฆราชไปประจานทั้งสี่ทิศ" เช่นนี้นะหรือ คือความเคารพของนางอ้อย แค่ยกก้นตนเองต่อพระสงฆ์ทั่วประเทศว่า "อาจารย์" ก็ประจานถึงความไร้สำนึกผิดชอบชั่วดีแล้ว ไม่ควรแม้แต่จะเป็น "อุบาสิกา" ในพระพุทธศาสนาด้วยซ้ำ อย่านับเป็นผู้บรรลุธรรมอะไรเลย

 

พฤติกรรมของ "นางอัจฉราวดี วงศ์สกล" ณ วันนี้ วันที่ยอมขอขมาเป็นครั้งที่ 2 แต่ตราหน้าว่า "พระโกรธให้ตนเอง" ก็เห็นได้ชัดว่า ยังไม่สำนึกผิด ยังคงดันทุรัง กูถูกอยู่คนเดียว ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา จริงๆ นางอัจฉราวดีนี่ !

 

 

 

 

 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊คข้ามห้วงมหรรณพ : 3 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

อย่าหลงกลนาง !

 

 

 

ไพศาล พืชมงคล ตีฝ่ากลลวง

 

"อ้อยเตโช : อัจฉราวดี วงศ์สกล"

 

 

ย้ำ..เป็นอันตรายต่อพระศาสนาและความมั่นคง

 

 

 

อา..เห็นไหมล่ะว่า เชื่อเถิดว่า ในสังคมไทยอันกว้างใหญ่นั้น ย่อมจะมีผู้รู้ รู้ทั้งทางโลกทางธรรม และรู้เล่ห์รู้เหลี่ยมของโจร ไม่ว่าจะมาในคราบไหน สีอะไร สุดท้ายก็จะมี "ผู้รู้ทัน" ออกมาทัก ส่งสัญญาณให้สังคมไทยได้ตื่นขึ้นมาช่วยกัน..จับโจร

มายากลของนางนั้น จะว่าลึกก็ลึก จะว่าตื้นก็ตื้น เพราะขึ้นอยู่กับ "หัว" ของคน ที่นางต้องการ "ลวง" แค่นำเอาคำว่า "อลัชชี" ขึ้นนำหน้า และใช้คำว่า "ฆราวาสบรรลุธรรม" ตามท้าย ก็สามารถจะหลอกล่อผู้คนได้มากมาย ให้หลงใหล ไม่ยอมใช้วิจารณญาณเข้าไปพิจารณาหาเหตุผล ในหลักการทางพระพุทธศาสนา เช่นว่า

 

วิญญาณของสมเด็จโต มาสอนวิปัสสนา ได้หรือไม่

 

พระพุทธเจ้าทรงมีพระบัญชาให้เขียนหนังสือ พร้อมกับทรงประทานพระบรมสารีริกธาตุให้ ได้หรือไม่ จริงหรือไม่ แท้หรือไม่

 

การใช้ "ไฟ" เผาผลาญกิเลสนั้น ทำได้หรือไม่

 

 

เหล่านี้เป็นต้น

 

 

รวมทั้ง "มองเห็นวัตถุประสงค์แอบแฝง" ที่นางพยายาม "ย้ำแล้วย้ำอีก" ยกเอาคุณงามความดีในการ "ปกป้องสัญลักษณ์ทางศาสนา" เช่น พระพุทธรูป เป็นต้น มาออดอ้อนเรียกน้ำตา แบบว่าดอกโศกอาย ใครเห็นบ้างจะไม่สงสาร

 

 

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว "พฤติกรรม" ของนางนั้น "อันตรายสุดๆ" เพราะไปสอน "ขัดแย้ง" กับบทบัญญัติในพระไตรปิฎก ซึ่งชาวพุทธทั่วโลกต่างเชื่อถือและนับถือกันมาเป็นเวลา 2560 ปีกว่า คนที่ใช้แค่ "สายตา" ดูภายนอก ก็มองเห็นว่า "นางปกป้องพระพุทธศาสนา" แต่ถ้าใช้ "ปัญญา" พิจารณาให้ลึกซึ้งแล้ว จะเห็นได้ว่า "ขณะที่นางอ้างว่ากำลังปกป้องพระพุทธรูปอันเป็นเพียงรูปกายภายนอกนั้น พระธรรมวินัยอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา กำลังถูกนางควักกินอย่างกระหาย เพราะนางทำลายพระธรรมคำสอนไม่เหลือ สอนให้คนหลับตาเชื่อเพียงข้างเดียว โวยวายว่าไฟไหม้บ้าน เรียกชาวบ้านให้ช่วยกันดับไฟ แต่ตัวเองกลับอาศัยช่วงชุลมุน ฉกฉวยของในบ้านออกไปอย่างแนบเนียน"

 

 

ไพศาล พืชมงคล นั้น เป็นทั้งนักกฎหมายและนักการเมืองระดับซีเนียร์ ผ่านสงครามมาแล้วทุกระดับ ไม่ว่าน้ำตาหรือยาพิษ แค่มายาของอัจฉราวดี ย่อมหนีไม่พ้นสายตาไปได้ วันนี้ สังคมไทยจึงได้ชมบทบาท "พญาอินทรีย์" ที่คมกริบทั้งสายตาและกรงเล็บ หนีอย่างไรหาหลุดพ้นไม่ !

 

 

 

 

 

 

 

ไพศาล พืชมงคล

เจ้าของนามปากกา..สิริอัญญา

 

 

 

 

 

 

เตโชวิปัสสนากรรมฐาน


โดย สิริอัญญา

 

 


 


ขณะนี้ กำลังเกิดเรื่องฮือฮาใหญ่โตขึ้นในวงการพระพุทธศาสนาอีกแล้ว คือมีผู้ตั้งลัทธิความเชื่อกลุ่มใหม่ขึ้นมา กล่าวหาคณะสงฆ์ไทยและมหาเถรสมาคมว่าหย่อนยาน ทำลายพระพุทธศาสนา ดังนั้นจึงต้องกอบกู้สถานการณ์เพื่อฟื้นฟูพระพุทธศาสนาขึ้นมาใหม่

 

 

สื่อมวลชนได้นำข้อมูลข่าวสารมาเปิดเผย ให้เป็นที่ตื่นตระหนกตกใจกันทั้งประเทศว่า คณะผู้ถือความเชื่อนี้มีผู้คนเข้าร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก และทำมานานแล้ว แต่กลับไม่เคยมีข่าวคราวปรากฏก่อนหน้านี้เลย

 

 

มีการกล่าวอ้างว่า ได้บรรลุธรรมถึงขั้นเป็นพระอรหันต์ สามารถติดต่อรับคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ สามารถติดต่อกับพระอริยสงฆ์ทั้งหลายที่ดับขันธ์ไปแล้วได้ และกล่าวอ้างด้วยว่า ไม่ต้องบวช ไม่ต้องโกนหัว ไม่ต้องห่มจีวร ก็สามารถบรรลุมรรคผลขั้นสูงได้

 

 

มีการกล่าวอ้างว่า หนทางปฏิบัติที่สามารถบรรลุมรรคผลของตนนั้น คือแบบแผนที่เรียกว่าเตโชวิปัสสนากรรมฐาน แต่แทนที่คนทั้งหลายจะทำความรู้ความเข้าใจว่าการบรรลุธรรมตามที่อ้างก็ดี แบบแผนการปฏิบัติที่เรียกว่าเตโชวิปัสสนากรรมฐานก็ดีนั้น เป็นธรรม เป็นวินัย และเป็นแบบแผนการฝึกฝนอบรมในพระพุทธศาสนาหรือไม่ กลับไปหลงทางโต้แย้งถกเถียงกันว่า ฆราวาสธรรมดาจะบรรลุมรรคผลนิพพานได้จริงหรือ

 

 

 

ซึ่งเข้าทางตีนของเขาด้วยความไม่เข้าใจ

 

 

 

 

ก็บอกให้รู้ทั่วกันว่า ฆราวาสอย่างเราท่านก็สามารถบรรลุธรรม บรรลุมรรคผลในบางระดับได้ โดยเฉพาะบรรลุมรรคผลชั้นพระอริยะระดับพระโสดาบันหรือสูงกว่านั้น แต่ถ้าบรรลุถึงขั้นพระอรหันต์แล้วจะไม่สามารถดำรงอยู่ในฆราวาสวิสัยได้ จะต้องเข้ารับเพศบรรพชิตในเวลา 7 วัน ซึ่งเป็นวิสัยของผู้บรรลุเช่นนั้น เหมือนนกที่ปีกขนงอกแล้วก็ย่อมบินไปในอากาศฉันใด ผู้ที่บรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์ก็ย่อมรับอุปสมบทตามเวลาฉันนั้น

 

 

อย่าไปโง่เถียงกับเขาในเรื่องนี้ เพราะชาวพุทธแท้ย่อมรู้ดีว่าตัวอย่างมีมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลแล้ว ที่พระเจ้าพิมพิสารก็ดี พระนางมหาปชาบดีโคตมีก็ดี ล้วนบรรลุมรรคผลเป็นพระอริยะระดับต้นๆ และยังครองเพศฆราวาสอยู่จนกระทั่งสิ้นชีวิต

 

 

ที่จะต้องทำความเข้าใจกันก็คือ ธรรมที่อ้างว่าบรรลุนั้นคืออะไร ?

 

 

เพราะสิ่งที่เรียกว่าธรรมนั้นมีทั้งกุศลธรรม อกุศลธรรม และอัพพยากตาธรรม แม้กระทั่งโจรที่ออกปล้นสะดมเขาก็มีธรรม แต่เป็นอกุศลธรรมที่มีบาปเป็นครรลองและมีอบายเป็นวิบาก

 

ดังนั้น เมื่อมีการอ้างว่าบรรลุธรรม ก็ต้องถามกันให้ชัดว่าธรรมอะไร ธรรมของใคร

 

สำหรับพระพุทธศาสนานั้น ธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศ ทรงอบรมสั่งสอน คือธรรมที่เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อความดับสิ้นเชิงแห่งทุกข์และเพื่อพระนิพพาน

 

 

ธรรมอย่างอื่นนอกจากนี้ ไม่ใช่ธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสสอน เป็นเรื่องนอกพระพุทธศาสนา !

 

 

 

ดังนั้น การอวดอ้างว่าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า หรือไปพบพระอริยเจ้า ที่ดับขันธ์ไปแล้วก็ดี สามารถส่งกระแสจิตติดต่อกันได้ก็ดี ถ้าไม่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ และเพื่อพระนิพพานแล้ว ก็เป็นเรื่องนอกพระพุทธศาสนา

 

 

เพียงประการนี้ประการเดียวก็ชี้ขาดได้แล้วว่า ที่เป็นข่าวคราวนั้นเป็นเรื่องของพระพุทธศาสนา หรือนอกศาสนา หรือเพื่อบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา ซึ่งแน่นอนว่าอาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศชาติและศีลธรรมอันดีของประชาชนด้วย

 

 

นอกจากธรรมที่จะเป็นเรื่องชี้ขาดว่าเป็นเรื่องในพระพุทธศาสนาหรือไม่แล้ว ก็ต้องดูว่า แบบแผนการฝึกฝนปฏิบัตินั้น เป็นแบบแผนฝึกฝนอบรมปฏิบัติในพระพุทธศาสนาหรือไม่ ซึ่งต้องรู้ต้องเข้าใจว่าแบบแผนปฏิบัติที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวาง ทรงกำหนดให้เป็นแม่บทแม่แบบนั้นมีเพียง 36 แบบ

คือกสิณ 10 แบบ อสุภกรรมฐาน 10 แบบ อนุสติ 10 แบบ อัปปมัญญา 4 แบบ อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1 แบบ และจตุธาตุววัฏฐานอีก 1 แบบ

 

 

ส่วนที่สำนักวิมุตติมรรคเพิ่มขึ้นเป็น 38 แบบ และสำนักวิสุทธิมรรคเพิ่มขึ้นเป็น 40 แบบนั้น ส่วนที่เพิ่มไม่ใช่แบบแผนการปฏิบัติ แต่เป็นผลของการปฏิบัติ คือรูปฌานสี่ ที่สำนักหนึ่งเอาปฐมฌานและตติยฌานรวมสองแบบมาเพิ่มเป็น 38 แบบ และอีกสำนักหนึ่งเอาทุติยฌานและจตุตถฌานรวมสองแบบมาเพิ่มขึ้นอีกเป็น 40 แบบ แล้วก็ทะเลาะถึงขั้นรบราฆ่าฟันกันมาแล้วในอดีต

 

 

แบบแผนทั้งหมดนี้ ไม่มีแบบแผนที่เรียกว่าเตโชวิปัสสนากรรมฐาน ดังนั้นแบบแผนที่อ้างคือเตโชวิปัสสนากรรมฐานนั้น จึงไม่ใช่แบบแผนที่ปฏิบัติในพระพุทธศาสนา และดูคำที่ใช้กล่าวขานแล้วก็ออกจะสับสนเต็มที

 

 

คำว่าเตโช แปลว่าไฟ ซึ่งอาจละม้ายคล้ายคลึงกับแบบแผนเตโชกสิณ คือกสิณไฟ ซึ่งเป็นแบบแผนปฏิบัติในขั้นต้นที่ได้ผลเพียงแค่อุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิต และก่อตัวเป็นองค์รูปฌานเบื้องต้น จากนั้นก็จะเป็นเรื่องสมถะลำดับที่สูงขึ้น และเมื่อลำดับของสมถะถึงขั้นสูงที่จิตมีความตั้งมั่นสูงสุด มีความบริสุทธิ์สูงสุด และมีความควรแก่งานสูงสุด นั่นแหละจึงเป็นถึงขั้นวิปัสสนา คือการพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญา คือเห็นพระไตรลักษณ์เป็นลำดับไป จนกระทั่งหลุดพ้นถึงซึ่งวิชชาและวิมุติ

 

 

คำว่าวิปัสสนากรรมฐานนั้นเป็นสองคำ คือวิปัสสนาคำหนึ่ง และกรรมฐานอีกคำหนึ่ง ซึ่งมีใช้กันอยู่ทั่วไป และในพระพุทธศาสนาก็หมายถึงแบบแผนการปฏิบัติส่วนหนึ่งใน 36 แบบแผนนั่นเอง ไม่มีนอกเหนือไปมากกว่านี้ โดยเฉพาะคือไม่มีเตโชวิปัสสนากรรมฐาน ดังที่อ้างแต่ประการใด

 

 

ชาวพุทธทั้งหลายจึงพึงรู้พึงเข้าใจว่าพระพุทธศาสนาสอนอะไร สอนเพื่ออะไร ถ้าจะให้เข้าใจได้โดยง่ายก็มีพระพุทธวจนชัดเจนอยู่แล้วว่า ตถาคตสอนเพียงสองเรื่องเท่านั้นคือสอนเรื่องทุกข์และความดับทุกข์

 

 

เรื่องบุญ เรื่องสวรรค์ เป็นเรื่องบ้าบอคอแตกที่มีมาก่อนพุทธกาล และยังเจริญงอกงามอยู่ในหมู่คนโง่ทั้งหลายแม้กระทั่งถึงทุกวันนี้

 

 

ไพศาล พืชมงคล

3 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

 

 

 

 

น้าแอ๊ด วางกีตาร์

 

หันมาบรรเลงเพลงอัจฉราวดี

 

ชมพระมหาอุเทน กล้าทำเพื่อพระศาสนา

 

 

 

 

 

 

 

น้าแอ๊ด คาราบาว

 

 

 

 

แอ๊ด ติง อ้อย-อัจฉราวดี แปดเปื้อนพุทธศาสนา แนะช่วยกันป้องกัน

 

 

ไม่นานมานี้ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ อาจารย์อ้อย อัจฉราวดี วงศ์สกุล เจ้าสำนักเตโชวิปัสสนา และประธานมูลนิธิโนวอิ้ง บุดด้า ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงหลักการสอน การปฏิบัติ ว่าอาจขัดกับหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา และบิดเบือนหลักพระพุทธศาสนาอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการบรรลุธรรมโดยไม่ต้องออกบวช การที่ไม่ต้องเข้าวัด รวมถึงก่อนหน้านี้ มีภาพที่พระสงฆ์ยกมือไหว้อาจารย์อ้อย จนดูไม่เหมาะสม แม้จะมีการชี้แจงว่า ถูกบิดเบือนข้อมูล จ้องทำลาย ก็ตาม

 

ในเรื่องดังกล่าว เมื่อคืนวันที่ 31 มกราคม ที่ผ่านมา "ยืนยง โอภากุล" หรือ แอ๊ด คาราบาว โพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเช่นกัน โดย แอ๊ดเขียนเฟซบุ๊กว่า 

 

"วันนี้ ขอเอาเรื่องราวแปดเปื้อนพระพุทธศาสนาบ้านเรามาลงบ้างนะครับ เพื่อนๆ คงจะพอเคยได้ยินชื่อของเธอกันมาบ้างเเล้ว คุณอัจฉราวดี ฆราวาสบรรลุธรรม เจ้าสำนักเตโชวิปัสสนา ที่ผมเอามาลงนั้นเป็นคำชี้แจงของพระอาจารย์ท่านหนึ่ง ที่อ่านดูแล้วก็คงจะทราบได้ว่าเป็นครูบาอาจารย์ของคุณอัจฉราวดีมาก่อน ต้องกราบขอบพระคุณในความกล้าหาญของท่านที่เขียนเตือนให้สังคมรับทราบ เพื่อหวังให้มีดวงตาที่สว่างขึ้น แต่คนไม่เห็นด้วยย่อมมีเป็นธรรมชาติเยี่ยงบัว 4 เหล่า ผมถึงบอกว่าท่านกล้ามากไงครับ แต่เพื่อความถูกต้องของพระพุทธศาสนา ต้องช่วยกันปกป้องแบบนี้เเหละครับถึงจะถูกต้องดีงามยิ่ง
         
แอ๊ด เขียนเฟซบุ๊กต่อไปว่า ต้องขอกราบขอบพระคุณ ท่านมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ (ต้นเรื่อง) เเละ คุณจุ๊49 ที่ส่งเรื้องให้กับผมไว้ในที่นี้ด้วยครับ

 

 

 

ที่มา : Tnews : 2 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

หมายเหตุ อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปนานแล้ว

 

สมเด็จโตมรณภาพไปนานแล้ว

 

แต่ยังสามารถกลับมาสอนธรรมได้ ?

 

 

 

 

โย โว อานนฺท ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต. โส โว มมจฺเยน สตฺถา.

ดูกรอานนท์ พระธรรมและวินัยใด ที่เราแสดงและบัญญัติไว้แล้ว. พระธรรมและวินัยนั้น จักเป็นพระศาสดาของเธอทั้งหลาย โดยกาลล่วงไปแห่งเรา.

 

 

พระบาลี ทีฆนิกาย มหาวรรค (พระไตรปิฎก เล่มที่ 10)

 

"พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ยังเสด็จไปสอนธรรมได้อยู่"

 

 

อัจฉราวดี วงศ์สกล
อ้างอิงหนังสือ ธรรมส่องใจ
ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช

 

 

 

 

 

 

 

ปัญหาใหญ่ในพระพุทธศาสนา 2561

 

 

 

 

ก่อนเข้าสู่มหาปรินิพพาน มีหลักฐานบันทึกไว้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประทานพระธรรมและวินัยไว้เป็นพระศาสดา (ผู้สอน) แทนพระพุทธองค์ แต่ปัจจุบัน มีคนอ้างว่า พระพุทธเจ้ายังทรงเสด็จมาสอนได้ รวมทั้งสมเด็จโตก็กลับมาสอนได้ (เท่ากับว่า ถ้าพระพุทธเจ้าและสมเด็จโตกลับมาสอนได้ พระสงฆ์สาวกทุกรูปในอดีตก็ต้องกลับมาสอนได้ แต่ทำไมเลือกสอนเลือกบอกเฉพาะแก่อัจฉราวดีเพียงคนเดียว ทั้งๆ ที่น่าจะบอกแก่คนอื่นๆ บ้าง เพราะพระพุทธองค์ย่อมทรงมีพระเมตตาต่อมนุษย์ทุกผู้คนอย่างเสมอหน้า หรือจะทรงเจาะจงให้อัจฉราวดีเป็นศาสนทายาทของพระพุทธองค์โดยเฉพาะก็ไม่รู้)

 

 

นับตั้งแต่พุทธปรินิพพานไปนานได้ถึง 2560 ปี ยังไม่มีบุคคลใดกล่าวอ้างว่า สามารถบรรลุธรรมได้ เพราะพระพุทธเจ้าทรงกลับมาสอน หรือมีพระสาวกองค์ใดกลับมาสอนได้ แม้แต่ "หลวงพ่อสด-วัดปากน้ำ" ซึ่งอ้างว่าได้บรรลุวิชชาธรรมกาย ก็เพราะท่านไปนั่งสมาธิแล้วได้บรรลุด้วยตนเอง คืออ้างตนเอง

 

 

ถ้าทรงกลับมาสอนได้ แล้วจะทรงประทานพระธรรมและวินัยไว้เป็นพระศาสดาทำไม เพราะปรินิพพานหรือไม่ปรินิพพานก็ไม่ต่างกัน ตายกับอยู่ก็ค่าเท่าเดียวกัน แล้วเราจะมาเรียน "พระธรรมวินัยในพระไตรปิฎก" ไปทำไม ก็นั่งหลับตาตะโกนหาพระพุทธเจ้าให้เสด็จมากระซิบสอน จะมิง่ายกว่าหรือ เอากันกระนั้นหรือ ?

 

 

มันมิใช่แค่เรื่องเล่าใน "วงกรรมฐาน" เสียแล้ว แต่เป็นวงใหญ่ระดับโลกเลยทีเดียว

 

 

ก่อนหน้านี้ ผู้ปฏิบัติสายธรรมกาย ได้อ้างว่า "ผู้บรรลุธรรมในสายธรรมกาย สามารถเข้าถึงอายตนนิพพาน ซึ่งเป็นที่สถิตอยู่ของบรรดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอริยะสาวกรูปอื่นๆ มีอาณาบริเวณกว้าง-ยาว เท่านี้ๆ" มีความหมายว่า นิพพานแต่มิได้ดับสูญ ยังคงดำรงอยู่ด้วยพระธรรมกาย จะสามารถสัมผัสได้ต้องผ่านการฝึกฝนในกระบวนวิชชาธรรมกายเท่านั้น ปรากฏว่า ไม่ได้รับการรับรองจากคณะสงฆ์ไทย

 

ในอดีตนั้น การสืบพระพุทธศาสนาจากประเทศอินเดีย ไปสู่ดินแดนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน ศรีลังกา กัมพูชา พม่า ไทย  ฯลฯ ล้วนแต่เป็นการสืบนำเอา "พระไตรปิฎกและพระภิกษุสงฆ์" ไปยังประเทศนั้นๆ

 

 

พระไตรปิฎกนั้น นำไปเพื่อเป็นแหล่งศึกษาพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

 

พระสงฆ์นั้น นำไปเพื่อการทำสังฆกรรม มีการบรรพชา-อุปสมบท (บวชพระ) เป็นเป้าหมายสูงสุด เพราะเป็นการสืบศาสนทายาทมิให้อริยวงศ์ขาดสูญ

 

 

ไม่เคยปรากฏในครั้งใดเลย ที่ชาวพุทธในประเทศต่างๆ จะไปอัญเชิญ "พระวิญญาณ (หรือพระบารมี-คุณธรรม)" ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือของพระสาวกองค์อื่นๆ ไปสอนธรรมผ่านการนั่งสมาธิ เหมือนคนทรงเจ้าตามสำนักต่างๆ

 

 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบความสำคัญระหว่าง "พระไตรปิฎก" กับ "พระอรหันต์" แล้ว พระไตรปิฎกเป็นแหล่งศึกษาพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นบ่อเกิดของ "พระอรหันต์" ซึ่งได้ศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมวินัยในพระไตรปิฎก ถึงแม้ว่า พระอรหันตสาวก จะเป็นผู้ทำสังคายนาในภายหลังพุทธปรินิพพาน และก่อให้เกิดพระไตรปิฎกขึ้นมาในโลกใบนี้ก็ตาม แต่พระอรหันต์รูปเดียวก็ไม่สามารถทำได้ ต้องตั้งกรรมการเป็นชุดใหญ่ถึง 500 รูป ถึงทำสำเร็จ แต่ถึงกระนั้น ก็ยังเป็นเพียงการ "สอบทานพระธรรมคำสอน ที่พระบรมศาสดา ทรงแสดงไว้ในสมัยยังทรงพระชนม์อยู่" เท่านั้น ไม่มีใครบัญญัติพระธรรมวินัยใหม่เข้าไป และไม่มีใครแก้ไขพระธรรมวินัยที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว

 

 

การที่ นางอัจฉราวดี วงศ์สกล อ้างว่าได้บรรลุธรรม เพราะมีอดีตพระภิกษุมาสอนในสมาธิก็ดี อ้างว่า พระพุทธเจ้าทรงมีพระบัญชาให้เขียนหนังสือ ก็ดี รวมทั้งยังอ้างอิงหนังสือของอดีตสมเด็จพระสังฆราช และอดีตพระเถระอีกหลายรูปเป็นพยานด้วยนั้น ข้อนี้ เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ วัดไทยลาสเวกัส มิอาจวินิจฉัยได้เพียงลำพัง ต้องขอความร่วมมือจากนักปราชญ์  ราชบัณฑิต ผู้รู้ในทางพระพุทธศาสนา รวมทั้งพระสงฆ์ในสายวิปัสสนา ได้ช่วยกันวินิจฉัย เพราะเป็นเรื่องใหญ่ เพื่อให้เป็นข้อยุติ และเป็นบรรทัดฐานต่อการศึกษาและปฏิบัติในพระพุทธศาสนา สืบต่อไป

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

1 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

 

 

สวนทางพระนิพพาน !

 

กฎหมายทำงานช้า

ทนายสงกานต์ขอใช้กฎแห่งกรรม

ท้าสาบานวัดพระแก้ว

 

 

ใครเป็นเจ้าของหวย 30 ล้าน !

 

 

 

 

 

 

 

สงกานต์ อัจฉริยทรัพย์

 

เชื่อมั่น กฎแห่งกรรม ทำงานไวกว่า กฎหมาย

 

 

 

 

 

ตามกฎหมาย กว่าจะคดีถึงที่สุด 5 ปีจบ หรือไม่ (ชั้นต้น-อุทธรณ์-ฎีกา) !!!

แต่ถ้าในเรื่องของกฎแห่งกรรมแล้วนั้น จะรวดเร็วมากๆ ไม่เชื่อลองดู ดีกว่าอยู่เปล่าๆ วัดใจกัน !!!

 

 

 

 

 

อ้อยเตโช-อัจฉราวดี วงศ์สกล

 

เชื่อมั่น กฎหมาย ทำงานไวกว่า กฎแห่งกรรม

 

 

 

 

 

"กฎแห่งกรรมทำงานช้า ขอใช้กฎหมายก่อน"

 

 

ไม่รู้สิฮะ ว่ากฎไหนไวกว่ากัน

สงสัยต้องถามตำรวจจราจร !

 

 

 

 

 

ปราชญ์บาลีชี้

 

ไม่มี "เตโชวิปัสสนา" ในคัมภีร์

และไม่มีในคำสอนพระพุทธศาสนา

 

 

 

 

 

น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย ป.ธ.9

 

อดีตผู้อำนวยการกองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษา กองทัพเรือ

นักปราชญ์ด้านภาษาบาลี

 

 

 

 

 

 

 

เตโชวิปัสสนา

 

 

 

 

 

 


 

 

เตโชวิปัสสนา ศัพท์นอกตำรา

 

 


 

 

 

 

 

(1) "เตโช"

 

 

คำเดิมในบาลีเป็น "เตช" (เต-ชะ) รากศัพท์มาจาก ติชฺ (ธาตุ = ทำให้ร้อน, ลับให้คม) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, แผลง อิ ที่ ติ-(ชฺ) เป็น เอ (ติชฺ > เตช)

: ติชฺ + ณ = ติชณ > ติช > เตช แปลตามศัพท์ว่า "ผู้เผาภูตรูปและอุปาทายรูปให้มอดไหม้" หมายถึง ความร้อน, เปลวไฟ, ไฟ, แสงสว่าง; ความเปล่งปลั่ง, ความรุ่งโรจน์, ความโชติช่วง, ความงดงาม, พลัง, ความแข็งแรง, อำนาจ (heat, flame, fire, light; radiance, effulgence, splendour, glory, energy, strength, power)

 

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ บอกว่า "เตช" แปลตามศัพท์ว่า "sharpness" (ความคม)

 

บาลี "เตช" ในภาษาไทยใช้เป็น "เดช" "เดชะ" และ "เดโช"

 

 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ดังนี้ -

 

(1) เดช, เดชะ : (คำแบบ) (คำนาม) อํานาจ; ความร้อน, ไฟ. (ป. เตช; ส. เตชสฺ).

 

(2) เดโช : (คำนาม) อํานาจ; ความร้อน, ไฟ. (ป. เตช; ส. เตชสฺ).

 

โปรดสังเกตว่า ในภาษาไทย พจนานุกรมฯ บอกว่า "เดช" และ "เดชะ" เป็น ไคำแบบไ คือ คำที่ใช้เฉพาะในหนังสือ ไม่ใช่คำพูดทั่วไป

 

แต่ที่เป็น "เดโช" พจนานุกรมฯ ไม่ได้บอกว่าเป็นคำแบบ

 


 

 

 

 

 

(2) "วิปัสสนา"

 

 

บาลีเขียน "วิปสฺสนา" (มีจุดใต้ ส ตัวแรก) อ่านว่า วิ-ปัด-สะ-นา รากศัพท์มาจาก วิ (คำอุปสรรค = วิเศษ, พิเศษ, แจ้ง, ต่าง) + ทิสฺ (ธาตุ = เห็น), แปลง ทิสฺ เป็น ปสฺสฺ + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ) + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตฺถีลิงค์

 

 

: วิ + ทิสฺ > ปสฺส = วิปสฺสฺ + ยุ > อน = วิปสฺสน + อา = วิปสฺสนา แปลตามศัพท์ว่า "ปัญญาที่เห็นสภาวะต่างๆ มีอนิจจลักษณะเป็นต้นในสังขาร" หมายถึง การเห็นแจ้ง, ความเห็นวิเศษ, ญาณพิเศษ, ปัญญาเครื่องเห็นแจ้ง (inward vision, insight, intuition, introspection)

 

 

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ไทย-อังกฤษ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต แปล "วิปัสสนา" เป็นอังกฤษดังนี้ -

 

"วิปัสสนา (Vipassanā) : insight; intuitive vision; introspection; contemplation; intuition; insight development."

 

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

"วิปัสสนา : (คำนาม) ความเห็นแจ้ง, การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้งในสังขารทั้งหลายว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา. (ป.)."

 


 

 

เตโช + วิปัสสนา = เตโชวิปัสสนา

 

"เตโชวิปัสสนา" เป็นชื่อหลักวิชาของสำนักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่ง ซึ่งใช้ชื่อสำนักว่า "เตโชวิปัสสนาสถาน"

 

หลักฐานแห่งหนึ่งอธิบายความหมายของคำว่า "เตโชวิปัสสนา" ไว้ดังนี้ -

 

ใครที่ยังไม่เข้าใจว่าเตโชวิปัสสนาคืออะไร ขอคัดลอกถ้อยแถลงของท่านอาจารย์มาให้อ่านดังนี้

 

 

 

เตโชวิปัสสนากรรมฐาน มาจากคำว่า เตโช+วิปัสสนากรรมฐาน คือหลักการปฏิบัติวิปัสสนาด้วยวิธีการจุดธาตุไฟในกายมาเผากิเลส โดยการเพ่งที่ฝ่ามืออย่างถูกต้อง อันเป็นวิธีทางลัดตัดตรงสู่นิพพาน ตามหลักสติปัฏฐานสี่

 

- พึงมีความเพียรเผากิเลส ซึ่งหลักปฏิบัติไม่เคยมีใครได้รู้วิธีการมาก่อน

 

พระอาจารย์สมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังษี ได้สื่อจิตมาสอนอาจารย์อัจฉราวดี ในปี 2550 จนได้เข้าถึงมรรคผล ชั้นสูงอย่างรวดเร็ว

 

 

ในคัมภีร์ไม่มีศัพท์ "เตโชวิปสฺสนา" (เตโชวิปัสสนา) แต่มีศัพท์ "วิปสฺสนาเตโช" เป็นคำอธิบายความหมายของศัพท์ว่า "ปญฺญาเตโช" ซึ่งแปลว่า "เดชคือปัญญา" โดยอธิบายว่า "ปญฺญาเตโช" ก็คือ "วิปสฺสนาเตโช"

คำว่า "เตโช" ในที่นี้ท่านหมายถึง "ธรรมเป็นเครื่องเผาสิ่งเป็นข้าศึก" (ปฏิปกฺขตาปน)

 

โดยนัยนี้ "วิปสฺสนาเตโช" จึงแปลว่า "เดชคือวิปัสสนา" ซึ่งหมายถึงตัวปัญญา อันทำหน้าที่เผาความโง่เขลาเบาปัญญาให้มอดไหม้หมดสิ้นไป

 

ท่านว่า "วิปสฺสนาเตโช" จะตั้งมั่นได้ต้องอาศัยศีลเป็นฐานแห่งสมาธิ และสมาธิเป็นฐานแห่งปัญญา อันเป็นหลักการที่เรียกว่า "ไตรสิกขา" อันเป็นทางดำเนินสู่พระนฤพาน

 

ที่มา : สัทธัมมปกาสินี (อรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค) ภาค 1 หน้า 526

 

 

 

"วิปสฺสนาเตโช" ไม่เกี่ยวกับการใช้เตโชธาตุเผากิเลส และการใช้เตโชธาตุเผากิเลส ก็ไม่ใช่คำสอนในพระพุทธศาสนา

 

 

 

สรุปว่า "เตโชวิปสฺสนา" (เตโชวิปัสสนา) ไม่มีในคัมภีร์

และไม่มีในคำสอนของพระพุทธศาสนา

 


 

 

ดูก่อนภราดา !

: จงเผากิเลสด้วยหลักไตรสิกขา

: ไปนิพพานในพระพุทธศาสนาไม่มีทางลัด

 

น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย ป.ธ.9

อดีตผู้อำนวยการกองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษา กองทัพเรือ

 

 

 

ตรวจข้อสอบอ้อย !

 

 

ดร.บรรจบเช็คคำให้การอัจฉราวดี

พบว่า ถูกครึ่ง ผิดครึ่ง หรือ ผิดๆ ถูกๆ

สรุป ถูกนิด-ผิดหนัก สำนักพุทธฯ จะว่าอย่างไร ?

 

 

 

 

 

 

 

อ้อยเตโช

 

 

อา..มันจะไปยากอะไร ในเมื่อคุณนายอ้อย เธอมุบมิบโมเมเอาว่า "เตโชวิปัสสนา" ก็คือ การปฏิบัติวิปัสสนา ตามหลักของมหาสติปัฏฐานสูตร ซึ่งอยู่ในพระไตรปิฎก สำนักพุทธฯ ก็ตั้งกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านวิปัสสนา ยึดมหาสติปัฏฐานสูตร มาเป็นแม่บททดสอบ

 

ถ้าผ่าน - ก็รับรองให้อ้อยเป็นอรหันต์

 

ถ้าไม่ผ่าน - ก็ประกาศผลให้ผู้คนได้รับรู้

 

มิใช่ปล่อยให้ตั้งป้อมเถียงกันเป็นฝักเป็นฝ่าย มันเสียหายต่อประเทศชาติศาสนา ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองต้องลงมาดู อย่าทำตัวเป็นตาอยู่ นั่งบนภูดูเสือกัดกัน

 

นะท่านบิ๊กตู่ ท่านพงศ์พร ยึดอำนาจมาทั้งที ใช้ ม.44 เข้ามานั่งเก้าอี้ ผอ.พศ. แบบวีไอพี ก็อยากจะดูซักทีว่ามีกึ๋นทำงานสูงส่งขนาดไหน

 

 

 

 

 


"
หลายคำถามเกี่ยวกับอัจฉราวดี
มีทั้งตอบได้และตอบไม่ได้
เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ?


ลองมาดูกัน


 

"ติงสำนักพุทธทำให้รอบคอบ อย่าผลีผลาม จะถูกหาว่าดีแต่รังแกพุทธ ทีกับศาสนาอื่นละหัวหดเลย"

 

@ เรื่องของ อ.อัจฉราวดี สาวไฮโซเผยแผ่ธรรมจนมีลูกศิษย์ลูกหาเต็มบ้านเต็มเมือง อยู่ในความสนใจของสังคม

 

@ ตั้งใจไว้แต่แรกว่าจะไม่ยุ่งเรื่องนี้ เพราะไม่อยากให้มองว่ายุ่งทุกเรื่อง อีกอย่าง ผู้ที่จะทำความเข้าใจกับสังคมได้ก็มีอยู่เยอะ จึงต้องการให้โอกาสคนอื่นทำงานบ้าง แต่กระนั้น โทรทัศน์ TNN ของทรูก็แวะเวียนมาสัมภาษณ์จนได้ เมื่อวันที่ 29 ม.ค. และเมื่อวันที่ 30 ไปออก DDTV พระครูปลัดณรงค์ฤทธิ์พิธีกรดังก็ชวนคุยเรื่องนี้อีก เลยตัดสินใจว่าเขียนก็เขียน งานนี้คงไม่ได้ใจใครเลย ไม่ว่าฝ่ายลูกศิษย์ อ.อัจฉราวดี เพราะไม่ได้ว่าท่านถูกทั้งหมด หรือไม่ว่าฝ่ายดุเดือดเลือดพล่านที่ด่าลูกเดียว เพราะไม่ได้ว่าท่านผิดทั้งหมด ยึดถือตามข่าวที่มีมามีทั้งผิดและไม่ผิด ซึ่งเมื่อจะตอบแก่สังคมมีทั้งที่ตอบได้และตอบไม่ได้

 

@ ที่ตอบได้ คือ

 

1. ฆราวาสบรรลุธรรม

เรื่องนี้ไม่มีปัญหาอะไร เพราะตั้งแต่ครั้งพุทธกาลมาก็มีฆราวาสจำนวนมากบรรลุธรรมที่รู้จักกันดี เช่น พระเจ้าพิมพิสาร นางวิสาขา อนาถบิณฑิกะ นี่คนรวยมีทั้งพระราชาทั้งเศรษฐี นักธุรกิจใหญ่ก็เช่น วิสาขะ ซึ่งเป็นเพื่อนกับพระเจ้าพิมพิสาร ยังคนยากคนจนก็บรรลุได้ เช่น ชาวนา ขอทาน อย่างสุปปพุทธกุฏฐิ ขี้เรื้อนขึ้นเต็มตัว แต่ฟังพระพุทธเจ้าเทศน์แล้วสำเร็จเป็นพระโสดาบัน

 

อย่าว่าแต่แค่เป็นพระโสดาบันเลย ที่เป็นพระอนาคามีก็มี เช่น โสณโกฏิกัณณะ นักธุรกิจแคว้นอวันตี ก็บรรลุเป็นพระอนาคามีในเพศฆราวาส และยังทำธุรกิจอยู่ แต่ไม่หวังกำไร

 

สูงไปกว่านั้น คือ ยสะ ลูกชายเศรษฐีเมืองพาราณสี ท่านเองฟังพระพุทธเจ้าเทศน์แล้วบรรลุ จนถึงกับอุทานว่า

 

"เราบรรลุเป็นพระอรหันต์ขณะที่เนื้อตัวยังหอมกรุ่นด้วยเครื่องลูบไล้"

 

สรุปแล้วเรื่องนี้ไม่เป็นปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า อ.อัจฉราวดี มีศักยภาพถึงขั้นบรรลุธรรมจริงหรือไม่ ?

 

และอีกข้อหนึ่งคือที่ว่า "ท่านเขียนหนังสือตามที่พระพุทธเจ้าสั่ง ....."

 

อันนี้แหละเกิดปัญหามาก คือ ท่านจินตนาการไปเองหรือเปล่า ? หรือ เกิดนิมิตอะไรขึ้นมาจึงทำให้ต้องตีความไปอย่างนั้น

 

หรือว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาจริง ๆ

 

ถ้าเสด็จมาจริงอันนี้เป็นปัญหาใหญ่เลย

เพราะแสดงว่าพระพุทธเจ้ายังมีรูปร่างตัวตนซึ่งขัดหลักความจริงขั้นพื้นฐานที่ว่า

 

"พระพุทธเจ้า เสด็จดับขันธปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน คือ ดับขันธ์ 5 หมด ทั้งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ปรากฏพระองค์ในภพไหนอีกต่อไป"

 

แล้วจะอธิบายอย่างไร ? หรือพระไตรปิฎกผิด ?

 

 

 

2. เตโชวิปัสสนา คำนี้ท่านบัญญัติขึ้น เอาคำ เตโช กับคำ วิปัสสนา มารวมกัน ให้ความหมายว่าเพ่งไฟจนเกิดความร้อนเผากิเลส

 

ตรงนี้อยากจะบอกตามหลักวิชาว่า เตโช มาจาก เตโชกสิณ คือ การเพ่งไฟจนเกิดสมาธิ ซึ่งเป็นไปได้ที่จะบรรลุฌานถึงขั้นที่ 4 นี่คือ วิธีการของสมถะ ซึ่งทำจิตให้สงบ จากนั้นจึงใช้ฌานเป็นบาทนำไปสู่การเจริญวิปัสสนา คือ ดูแยกนามรูปทั้งหมดแล้วเห็นว่าไม่เที่ยงมีเกิดดับ

 

เมื่อวิปัสสนาญาณแก่กล้าก็สามารถเกิดมัคคญาณผลญาณละกิเลสได้ จนถึงขั้นสูงสุดคืออรหัตตมัคคญาณและอรหัตตผลญาณ นี่คือความจริงตามหลักวิชา

 

สิ่งที่ อ.อัจฉราวดี อธิบายปนกันยุ่งหมดระหว่างสมถะกับวิปัสสนา เมื่ออธิบายยุ่งอย่างนี้ ก็ยากที่จะให้เชื่อได้ว่าท่านทำถูกทางทั้งหมด ถึงขั้นบรรลุธรรม

 

ส่วนความร้อนละกิเลสนั่น ความจริงก็ไม่ใช่ความร้อนไปละกิเลสอะไร เป็นธรรมดาของการเพ่งกสิณ เมื่อเกิดสมาธินิวรณ์ 5 หรือกิเลสก็สงบเอง เพราะสมาธิถ้าเข้มแข็งกับกิเลสอยู่ร่วมกันไม่ได้อยู่แล้ว จึงอยากให้ไปทำให้ชัดว่าขั้นใดเป็นสมถะขั้นใดเป็นวิปัสสนา หากบรรลุธรรมจริงเคลียร์ได้ไม่ยากหรอก

 

 

@ ส่วนที่ตอบไม่ได้ คือ

 

ข้อกล่าวหาว่าพระค่อนประเทศสอนหลอกลวงประชาชนในเรื่องให้ทำบุญให้ทานติดสวรรค์นรกนั้น

 

ปัญหานี้ผมตอบไม่ได้ คนจะตอบได้ คือ พระสงฆ์ต้องตอบเองว่าข้อกล่าวหานี้จริงหรือไม่ ?

 

ตอบนะครับพระคุณเจ้า แล้วผมถึงจะตอบได้

 

ส่วนเรื่องไหว้พระหรือพระไหว้ฆราวาสอย่างในรูป คงตอบไม่ได้ เพราะไม่เห็นของจริง

 

อาจจะเป็นพระให้พรโยมรับไหว้หรือโยมให้พรพระรับไหว้ ดูกันอีกที

 

แต่ในสายเถรวาทพระจะรับไหว้แต่ไม่ไหว้ตอบ เพราะถือว่าเพศพระเป็นตัวกำหนด เพศพระที่ปลงผมห่มผ้ากาสาพัสตร์นั้น พระอรรถกถาจารย์ว่าเป็น "เพศที่สูง" (อตฺตตมลิงฺค) ส่วนเพศฆราวาสแต่งตัวแบบฆราวาสท่านจัดเป็นเพศต่ำ เพราะยังเกลือกกลั้วอยู่กับกาม

 

เรื่องนี้เป็นมาแต่ครั้งพุทธกาล ฆราวาสแม้เป็นพระอริยะก็ไหว้พระสงฆ์ที่เป็นปุถุชน ก็ตรงที่เพศนี่แหละ

 

ส่วนคติมหายาน พระมหายานไหว้ฆราวาสมีให้เห็นได้หากฆราวาสคนนั้นพระท่านเคารพนับถือ ผมเองก็ยังเสียวๆ เข้าสอนพระนิสิตนานาชาติทีไรเจอพระมหายานไหว้ทุกทีจนผมต้องรีบก้มศีรษะไหว้ท่านตอบ

 

เพราะพระมหายานท่านถูกฝึกให้ถือ "แนวคิดเรื่องพระโพธิสัตว์" เป็นเรื่องหลัก คนจะเป็นพระโพธิสัตว์เป็นได้ทั้งพระและฆราวาส เป็นได้ทั้งผู้หญิงผู้ชาย แต่จะมีลักษณะสำคัญคือ พระโพธิสัตว์ต้องอ่อนโยนอ่อนน้อม และบางทีคนที่ท่านสัมพันธ์ด้วยอาจเป็นพระโพธิสัตว์ก็ได้...พอท่านอธิบายอย่างนี้ ผมละขนลุกตัวลีบเลย วางท่าทางไม่ถูก ต้องนึกขอขมาท่านอยู่ตลอดเวลา

 

@ สรุปแล้ว งานของ อ.อัจฉราวดีมีผิดมีถูกปนกัน สำนักพุทธจะเข้าไปแก้ไขก็ทำให้รอบคอบนะ ยึดพระธรรมวินัยไว้ อย่าทำตามแรงเชียร์ อย่าทำเพื่อเอาใจใคร อย่าให้ใครเขาตำหนิเอาว่า ดีแต่รังแกพุทธด้วยกัน ทีกับคนอื่นศาสนาอื่นละหัวหดเลย ดีไม่ดีขายตัวให้เขาอีก

 

รศ.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ป.ธ.9

 

 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค รศ.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ : 31 มกราคม 2561

 

 

อ้อยเปลี่ยนไป๋ !

 

ค้อมหัวไหว้พิธีกรอ่อนน้อมถ่อมตัวสุดๆ

 

 

 

 

 

หมดลายเจ้าแม่เตโช !

 

 

 

อ้อยยอมรับแล้ว !

 

เตโชวิปัสสนาเป็นเทคนิกใหม่

 

..มีมานานแล้ว เพียงแต่ว่าไม่มีใครค้นพบเทคนิกนี้

 

อัจฉราวดีเป็นคนแรก !

 

 

 

อา..โดนนักข่าวนวดไปนวดมาอยู่ 2-3 ช่อง สุดท้ายก็มาตายที่..คุณศุภโชค โอภาสะคุณ แห่งรายการต้นเรื่อง อ้อย-อัจฉราวดี ยอมคายความจริงที่ปกปิดเฉไฉมานานว่า "ตนเองเป็นผู้ค้นพบเทคนิกวิธีการปฏิบัติแบบใหม่ ซึ่งตั้งชื่อว่า เตโชวิปัสสนา"

 

 

ก่อนหน้านี้ นางอัจฉราวดี เดินสายให้สัมภาษณ์นักข่าว รวมทั้งแถลงข่าวด้วยตนเองที่สำนักงานมูลนิธิโนอิ้งบุดด้า ปฏิเสธว่า ตนเองไม่ได้ตั้งลัทธิใหม่ เตโชวิปัสสนาเป็นการปฏิบัติธรรมตามแนวมหาสติปัฏฐาน คล้ายๆ กับการบริกรรมภาวนาด้วยคำว่า พุทโธ ยุบหนอ-พองหนอ ซึ่งคำเหล่านี้ก็ไม่มีในพระไตรปิฎกเช่นกัน

 

 

แต่วันนี้ อัจฉราวดี ยอมรับแล้วว่า ตนเองเป็นผู้ค้นพบเทคนิกการปฏิบัติธรรมใหม่ ให้ชื่อว่า เตโชวิปัสสนา ถามว่า สังคมพุทธไทยจะเชื่อหรือไม่อย่างไร ?

 

 

 

 

 

เทียบเคียง 2 เจ้าลัทธิ

 

 

 

 

 

 

 

ธรรมกาย เตโชวิปัสสนา

ธรรมกาย ได้สูญหายไปเมื่อปี พ.ศ.500 และหลวงพ่อสดได้ค้นพบวิชชานี้อีกครั้ง เมื่อไปนั่งสมาธิที่วัดโบสถ์บน บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2460

เตโชวิปัสสนา ได้สูญหายไปานแล้ว (เมื่อไหร่ไม่รู้ กำลังหาฤกษ์อยู่) นางอัจฉราวดี วงศ์สกล ได้ค้นพบใหม่ โดยได้นั่งสมาธิที่บ้านของตัวเอง ในปี พ.ศ.2550 และได้พบกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆัง ซึ่งมรณภาพไปนานแล้ว ท่านได้มาสอนวิชชาเตโชวิปัสสนาให้แก่ตนเอง จนกระทั่งสามารถบรรลุธรรมได้

 

 

 

 

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม (นาทีที่ 1:15)

 

 

อัจฉราวดีสู้

 

พร้อมให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบ

 

ทั้งหนังสือ คำสอน และโนอิ้ง บุดด้า !

 

 

อา..ใจเย็นๆ ไม่ต้องรีบร้อนหรอกคุณนายอ้อย ทางสำนักพุทธฯเขางานยุ่ง อาจจะช้าหน่อย ไม่ค่อยทันใจ ดูแต่กฎแห่งกรรมสิ เห็นอ้อยบอกว่า "ทำงานช้า" เลยขอให้ตัวช่วยคือ "กฎหมาย" นำหน้ากฎแห่งกรรม ลึกซึ้งจริงๆ

 

 

 

 

 

 

 

"อัจฉราวดี" พร้อมให้ มหาดไทย-พาณิชย์ ตรวจสอบ ยันตั้ง "โนอิ้ง บุดด้า" ถูกกฎหมาย

 

หลังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เตรียมประสานกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ ตรวจสอบวัตถุประสงค์การจัดตั้งมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า รวมถึงกิจกรรมเปิดประมูลสิ่งของ ว่าเข้าข่ายทำธุรกิจเชิงพาณิชย์หรือไม่ วันนี้นางอัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิ ระบุพร้อมให้ตรวจสอบ พร้อมยืนยันว่ามูลนิธิจดทะเบียนถูกกฎหมาย

 

วันนี้ (30 ม.ค.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางอัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า ผู้เขียนหนังสือฆราวาสบรรลุธรรม เปิดใจว่า พร้อมที่จะให้สำนักงานพระพุทธศาสนา ตรวจสอบทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นตรวจสอบเนื้อหาของหนังสือฆราวาสบรรลุธรรม ว่าผิดเพี้ยนจากพระไตรปิฎกบัญญัติหรือไม่ และจะยอมให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบว่าวัตถุประสงค์การจัดตั้งมูลนิธิฯ กับกิจกรรมที่ทำสอดคล้องกันหรือไม่ รวมทั้งการตรวจสอบของกระทรวงพาณิชย์ ที่สำนักพุทธฯ จะให้ตรวจสอบว่ามูลนิธิมีการทำธุรกิจเชิงพาณิชย์หรือไม่

 

ส่วนความคืบหน้าการเตรียมฟ้องคดีอดีตลูกศิษย์ ตอนนี้รวบรวมข้อมูลได้ร้อยละ 80 แล้ว ซึ่งจะฟ้อง 2 ส่วน คือ จะฟ้องดำเนินคดีทางอาญา กรณีที่มีการหมิ่นประมาท ว่านางอัจฉราวดี ทำธุรกิจเพื่อหวังกำไรส่วนตัว และกรณีบริจาคเงินเยอะจะได้รับเลื่อนขั้นเป็นผู้บรรลุธรรมขั้นโสดาบัน นอกจากนี้จะฟ้องดำเนินคดีทางแพ่ง เพื่อเรียกรับค่าเสียหายจากผู้กระทำการหมิ่นประมาทตนเองด้วย

 

 

 

ที่มา : PPTV  : 31 มกราคม 2561

 

 

 

พศ.ประสานมหาดไทย-พาณิชย์

 

ตรวจสำนักอัจฉราวดี มีพิรุธหรือไม่ ?

ส่วนคำสอนมอบให้ผู้เชี่ยวชาญบาลี ก็ดีฮ่ะ !

 

 

 

อา..อีกไม่นานก็คงรู้ว่า "ฆราวาสบรรลุธรรม" นั้น จริงหรือเท็จ แท้หรือเทียม รวมทั้งเรื่องอาคารสถานที่ รายรับ-รายจ่าย ไอ้ที่ว่าให้วัดค่อนประเทศเป็นอลัชชีนั้น ก็จะได้เผยธาตุแท้ออกมา ก็ถือว่าสำนักพุทธฯ มาถูกทางแล้วค่ะ ไม่ช้าไม่เร็ว เพียงแต่รอจังหวะงามๆ เท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

สำนักพุทธฯ ประสาน มท.-พาณิชย์ ไล่บี้ตรวจสอบอัจฉราวดี

 

สำนักพุทธฯ ประสานมหาดไทย-กระทรวงพาณิชย์ ตรวจสอบ 'อัจฉราวดีผู้ก่อตั้งสถานปฏิบัติธรรม 'เตโชวิปัสสนาสถาน เนื่องจากเป็นสำนักปฏิบัติธรรมเอกชน ไม่ได้อยู่ใต้ความดูแล พศ.

 

วันที่ 30 ม.ค. นายสิปป์บวร แก้วงาม ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ในฐานะโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) คนที่ 2 กล่าวว่า ขณะนี้ได้ให้เจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ในเรื่องภาษาบาลี และพระไตรปิฎก ตรวจสอบคำสอนในหนังสือของ นางอัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า ผู้ก่อตั้งสถานปฏิบัติธรรม "เตโชวิปัสสนาสถาน" เขาพระบาทน้ำพุน้อย จ.สระบุรี หากพบว่ามีการสอนที่ผิดเพี้ยนไปจากหลักพระพุทธศาสนา จะเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาดำเนินการต่อไป

 

ขณะเดียวกันเนื่องจากสำนักปฏิบัติธรรมของนางอัจฉราวดี เป็นของเอกชน ไม่ได้อยู่ในการควบคุมดูแลของคณะสงฆ์ และ พศ. ทั้งยังดำเนินการในรูปแบบมูลนิธิ จึงได้ทำหนังสือแจ้งไปยังกระทรวงมหาดไทย (มท.) ขอให้เข้าไปตรวจสอบว่ามีการจัดตั้งมูลนิธิถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

 

นอกจากนี้ พศ. ยังทำหนังสือแจ้งไปยังกระทรวงพาณิชย์ ขอให้ตรวจสอบการจัดตั้งองค์กรของนางอัจฉราวดี เนื่องจากมีการจัดกิจกรรมที่มีรายได้เข้าองค์กรด้วย พร้อมกันนี้ทาง พศ. ยังทำหนังสือขอความร่วมมือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ขอให้สำรวจว่าในแต่ละจังหวัดมีสำนักปฏิบัติธรรมเอกชนกี่แห่ง เพื่อไว้เป็นฐานข้อมูลในการตรวจสอบต่อไป

 

 

 

ที่มา : ไทยรัฐ  : 31 มกราคม 2561

 

 

สุดท้ายก็หนีไม่พ้นเรื่องเงิน !

 

 

 

พระมหาอุเทน "จัดหนัก" รอบสอง

 

ย้อนเกล็ด "อ้อย" อัจฉราวดี

 

ยกตนข่มท่านเป็นวิธีการของอสัตบุรุษ

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 


สุดท้าย ข้าพเจ้าขอพูดถึงคำกล่าวตำหนิติเตียนของโยมคุณอัจฉราวดีต่อพระสงฆ์ค่อนครึ่งประเทศว่า มามอมเมาประชาชน และว่าเป็นอลัชชีด้วย คำว่า "อลัชชี" นี้ เป็นคำด่าที่รุนแรงสำหรับพระสงฆ์มาก เปรียบเป็นคำด่าในทางโลกก็คือ คำหยาบคายหยาบโลน แต่กลับยกหลวงพี่น้ำฝน ที่ปลุกเสกกระเป๋าขาย เป็นกรณีตัวอย่างเพียงรูปเดียว

 

 

(โยมอุปัฏฐากก็ปรามข้าพเจ้าไว้อยู่ว่า หลวงพี่อย่าเพิ่งเขียนอะไรตอนนี้เลย เดี๋ยวเขาจะหาว่าหลวงพี่อยู่ฝ่ายพระอลัชชีที่สูญเสียผลประโยชน์มากล่าวแก้)

 

 

โยมคุณอัจฉราวดีบอกว่า เป็นพระสงฆ์ค่อนประเทศ หรือครึ่งประเทศมามอมเมาประชาชน ถ้าเช่นนั้น พระภิกษุสงฆ์ที่อยู่ในวัดอารามต่างๆ สมมุติมีอยู่ 10 รูป 5 รูป หรือ 3 - 4 รูป ก็เป็นอลัชชีมอมเมาประชาชน แต่ก่อนพระในวัดชนะสงครามนับเป็น 100 รูป (ปัจจุบันรวมสามเณรด้วย 100 กว่ารูป) แสดงว่า 50 รูป หรือ 30-40 รูปเป็นอลัชชีมอมเมาประชาชน

 

 

ถ้าคิดโดยถัวเฉลี่ยอย่างที่โยมคุณอัจฉราวดีมาชี้โทษ ก็ต้องคิดอย่างนี้ แต่ทว่านั้นมันเป็นความจริงหรือเปล่า พระในทุกๆ วัด ทุกๆ อาราม 20 รูปต้องแยกออก 10 รูป หรือ 7-8 รูปเป็นอลัชชีมอมเมา