อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ตั้งคำถาม

 

ต่อบทบาทของ..อัจฉราวดี วงศ์สกล

 

 

 

 

 



 

เปิดตัว อัจฉราวดี !

 

 

อริยะพันธุ์ใหม่

 

พันธุ์ไม่ต้องบวช ไม่ต้องไปวัด

 

แต่สามารถบรรลุธรรมได้ และ..ไม่ต้องตาย

 

ตามความหมายของพระธรรมคัมภีร์เดิม

 

 

 

 

 

อ้อย : อัจฉราวดี วงศ์สกล

 

ประกาศตนเป็นผู้บรรลุธรรมสายเตโชวิปัสสนา

 

 

 

 

 

 

พริ้วไหว ดุจนางพญา ลีลา..อัจฉราวดี

 

 

 

 

 

สวย เลอเลิศ !

 

สมค่าเจ้าแม่เพชรของเมืองไทย

 

สมกับการผ่านโรงเรียนกำกับภาพยนตร์จากอเมริกา

 

ทุกท่วงท่าและทำนองของเธอจึง..เลอเริ่ด !

 

 

 

 

 

อา..เซื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เซื่อ มาอีกแล้วครับท่าน พระอริยะพันธุ์พิเศษ ผู้ได้บรรลุธรรมด้วยวิธีพิเศษ แตกต่างไปจากวิธีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่อ้างว่า "เห็นพระนิพพานเช่นเดียวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า"

 

 

หล่อนอ้างด้วยว่า วิถีแห่งฆราวาสผู้ครองเรือนนั้น มิได้เป็นอุปสรรคกั้นขวางแต่พระนิพพาน ดังนั้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เพศพรรณวรรณะอะไร ก็สามารถบรรลุธรรมได้ไม่ต่างกัน เมื่อเป็นเช่นนั้น เรื่องสถานที่ คือ วัด ป่า หรือบ้าน ก็ไม่ต่างกัน เรื่องเพศ เช่น เป็นพระ เณร เถร ชี หรือฆราวาสญาติโยม ก็ไม่ต่างกัน ผ้าเหลืองกับผ้าลายก็ผ้าเหมือนกัน ต่างกันแค่สี เพราะใส่สีอะไรก็สามารถบรรลุธรรมได้เหมือนกัน เมื่อเป็นเช่นนั้น วัดวาอารามก็ไม่สำคัญ เพราะมิได้ดีไปกว่าบ้าน เพศพระภิกษุสามเณรก็ไม่สำคัญ เพราะมิได้สูงส่งไปกว่าชาวบ้าน ใครมีคุณธรรมสูงกว่า คนนั้นต่างหากที่ควรเคารพนับถือบูชา

 

 

 

 

 

 

 

อัจฉราวดีเห็นเช่นนั้น จึงไม่ไปวัด แต่ได้สร้างอาศรมอยู่เอง ตั้งชื่อว่า "เตโชวิปัสสนาสถาน เขาพระพุทธบาทน้อย" แล้วก็เริ่มสะสม "อะไรๆ ที่เหมือนกับวัด" เช่น หาพระพุทธรูปมากราบไหว้ สร้างอาคารสถานที่ ก่อนจะหันมา "สร้างกระแสลดคุณค่าของพระและวัด" ในวันนี้

 

 

ถามว่า นี่หรือคือแนวทางการประกาศพระศาสนาของผู้บรรลุธรรม ?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่ออัจฉราวดี ซึ่งบรรลุธรรมเป็นอริยะ อ้างว่า "พุทธบริษัทต้องสามารถตรวจสอบพระและวัดได้" ก็ต้องขอโอกาสบ้างว่า "พระภิกษุสามเณรก็ย่อมจะสามารถตรวจสอบพุทธบริษัทเช่นอัจฉราวดีได้เช่นกัน" จึงขอตั้งคำถามดังต่อไปนี้

 

 

 

 

 

 

 

ก่อนอื่นก็ต้อง "ชื่นชม" คุณอัจฉราวดี ที่กล้าเดินหน้าออกมาต่อต้าน "ธรรมกาย" ซึ่งมอมเมาทั้งพระทั้งโยมด้วยกิเลสสมบัติต่างๆ นานา เน้นเรื่องความร่ำรวย และมุ่งหน้าไปสวรรค์ชั้นดุสิต และมีพระนิพพานซึ่งเป็น "อัตตา" รออยู่เบื้องหน้า แต่นั่นก็มิใช่ว่า..จะเห็นด้วยกับ "อัจฉราวดี" ทุกประการ เพราะพระพุทธศาสนามีหลายมิติ มิใช่สอนคนให้มีสติเท่านั้น แต่เหนือกว่านั้นก็คือ "มีปัญญา" ทั้งปัญญาที่เกิดจากความทรงจำและปัญญาที่เกิดจากความคิดนึกตรึกตรอง อันมีกฎเกณฑ์ต่างๆ ทางสังคมมาเป็น "เหตุ-ผล" ให้ใช้เป็นเครื่องมือวินิจฉัย ก่อนจะไปถึงขั้น "นอกเหตุ-เหนือผล"

 

 

 

 

 

 

 

 

เคล็ดวิธีตีปัญหา ที่กลายเป็นปัญหา ?

 

 

 

ที่เราเห็นว่า วิธีการตีปัญหาของอัจฉราวดีเริ่มจะมีปัญหา เพราะอัจฉราวดีเริ่มต้นแห่งการบรรลุธรรมด้วยการ "ไม่ยอมออกบวช" จึงเห็นว่า บวชหรือไม่บวชก็มีค่าเท่ากัน เมื่อเชื่อว่าตนเองได้บรรลุธรรม (โดยที่ไม่มีใครรับรอง) ก็จึงมองไม่เห็นคุณค่าของ "ผ้ากาสาวพัสตร์" อันองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงใช้นุ่งห่มจนกระทั่งเสด็จเข้าสู่มหาปรินิพพาน

 

 

แต่อัจฉราวดีมีอัจฉริยภาพมากกว่านั้น จึงใช้ "วาทกรรม" สำนวนใหม่ว่า "อย่าเชื่อพระไตรปิฎกที่พระสอน เพราะสอนให้กอดพระไตรปิฎก แต่ไม่เคยเริ่มปฏิบัติธรรม" แต่พอพูดไปนานๆ หล่อนก็ยก "พระไตรปิฎกที่พระไทยเขาสอนสืบกันมาตั้งแต่ก่อนอัจฉราวดีจะเกิดจากท้องแม่" มาอ้างพอปะล่อปะแล่ม ฟังดูไม่ต่างไปจากวิธีการของ "คึกฤทธิ์" แห่งวัดนาป่าพง ที่ตราหน้าภาษาบาลีและผู้ศึกษาบรรดามหาเปรียญ "ทั้งประเทศ" ว่าเป็นพวกเดียรถีย์ ไม่มีความสำคัญ แต่ตนเองกลับ "ปล้นเอาพระไตรปิฎกที่พระไทยเขาแปลไว้นั้น" มาตัดต่อขาย โดยอ้างว่า "ฉบับนี้แหละคือพุทธวจนของจริง ของคนอื่นไม่จริง" พอจะถูกสอบสวนและจับสึก ก็รีบคลานเข่าเข้าวัดปากน้ำ เอาตัวรอดด้วยวิธีการของ "นักการเมือง" มิใช่นักปฏิบัติธรรมผู้ซื่อสัตย์

 

 

 

 


 

 

ไม่ปฏิเสธพระไตรปิฎก แต่ปฏิเสธเนื้อหาของพระไตรปิฎก

 

ถามว่า ต่างกันตรงไหน ?

 

 

 

การอวดอุตริมนุสสธรรมนั้น เป็นพระพุทธบัญญัติสำคัญสูงสุดระดับ "หนึ่งในสี่" ที่พระภิกษุสามเณรจะละเมิดมิได้ หากละเมิดก็ต้องสิ้นสุดจากความเป็นสมณะ พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ในส่วนของ "พระวินัย" คือกฎหมาย ชัดเจน ไม่มีการตีความไปกว่านี้ นี่คือการป้องกันพระเณรมิให้เป็นโจร !

 

 

แต่อัจฉราวดีกลับเก่งกว่าพระพุทธเจ้า โดยอธิบายพระวินัยข้อนี้เสียใหม่ว่า "การคิดว่าการพูดถึงการบรรลุธรรมคืออวดอุตริ เป็นเล่ห์มารที่สะกดคนไม่ให้รู้ความจริง" นี่แสดงว่า อัจฉราวดีไม่รู้ว่า การบัญญัติพระวินัยขึ้นมา ก็เพื่อ "ป้องกันรักษาพระสัทธรรม" มิให้ใครมาแอบอ้างสวรรค์นิพพานหรือคุณวิเศษไปเป็นเครื่องมือหากิน โดยไม่เป็นความจริง แต่ถ้าได้บรรลุจริง ก็ทรงบัญญัติวิธี "บอก" อย่างถูกต้องไว้ โดยการแจ้งให้สงฆ์ได้รับรับรู้ พิสูจน์ทราบ และรับรองการบรรลุธรรมของพระเณรรูปนั้น

แล้วถามว่า อัจฉราวดีผ่านการตรวจสอบแล้วหรือยัง ก่อนจะประกาศผ่านไมโครโฟน ?

 

 

ถ้ามีคนประกาศว่า "ข้าพเจ้าได้บรรลุธรรมแล้ว ด้วยวิธีการของข้าพเจ้าเอง" แบบนี้ก็ไม่มีปัญหา เพราะว่าอ้างตัวเอง แต่ถ้าอ้าง "พระธรรมคำสอน" ก็ต้องใช้ "พระธรรมวินัยในไตรปิฎก" มาตรวจสอบ มิใช่ใช้ "วาทกรรม" หลบเลี่ยงการตรวจสอบ โดยอ้างว่า "เรียนพระไตรปิฎกแต่ยังมิได้ปฏิบัติตามพระไตรปิฎก แค่กอดตำรา ถือว่ายังไม่มีภูมิธรรม จึงไม่มีความชอบธรรมในการตรวจสอบผู้ได้บรรลุธรรม"

 

 

พระพุทธศาสนาดำรงอยู่มานานถึง 2561 ปี ก็เพราะมี "มาตรฐาน" การศึกษา การปฏิบัติ และการบรรลุธรรม อยู่เช่นนี้ มิใช่เป็นกฎเกณฑ์ที่ใครคิดขึ้นหรือดัดแปลงตีความไปตามใจฉัน ไม่ว่าบุคคลนั้นจะได้บรรลุธรรมหรือไม่

 

 

 

ถ้าคุณไม่ยอมรับระบบนี้ เราก็ไม่ยอมรับการบรรลุของคุณเช่นกัน

 

จะเป็นอรหันต์พันธุ์ไหนก็ชั่ง !

 

 

 

 

อย่าง "โพธิรักษ์" แห่งสันติอโศกนั้น ก็อ้างว่า "ได้บรรลุขณะยืนฉี่ โล่งเลย" เดี๋ยวนี้ได้ใส่ผ้าดำไปแล้ว

 

 

เณรคำก็อ้างว่า "ชาติหน้าไม่ขอมาเกิด" ชาตินี้กำลังเสวยวิมุตติสุขอยู่ในคุก ในตำแหน่ง "อริยะนักโทษ"

 

 

ในอดีตนั้น "ผู้ปฏิบัติ" กับ "ผู้ศึกษาในฝ่ายปริยัติ" จะไม่ขัดแย้งกัน นั่นเพราะ ผู้ปฏิบัติ (จะได้บรรลุหรือไม่ก็ตาม) ย่อมจะทราบว่า การปฏิบัติย่อมจะไม่เป็นไปตามตำรา แต่ตำราก็มีความสำคัญ เพราะเป็นประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติรุ่นก่อนๆ ที่ได้ถ่ายทอดไว้ให้เป็นแนวทาง แต่ปัจจุบันนั้นเกิดปัญหา เพราะผู้ปฏิบัติออกนอกกรอบ ข้ามเขตเข้ามายุ่งเกี่ยวกับคัมภีร์ อ้างว่าตนเองได้บรรลุธรรมแล้ว จึงไม่เชื่อตามตำราพระไตรปิฎก รวมทั้งพวกพระเณรที่ศึกษาทรงจำพระไตรปิฎก พวกนี้ไม่ได้ปฏิบัติ จึงเป็นพวกไร้สาระ ฯลฯ ถ้าจะใช้วิธีนี้ "ชักจูง" ผู้คนให้เลื่อมใสศรัทธาก็ถือว่า..ผิดทาง !

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รู้นิติศาสตร์ แต่ไม่รู้รัฐศาสตร์ รู้แค่ตัวเอง แต่ไม่รู้จักบริบทของบ้านเมือง เป็นเรื่องน่าหัว

 

 

 

หลักการของพระพุทธศาสนาเถรวาท ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นต้นมานั้น เมื่อมีความแตกแยกในกลุ่มชาวพุทธออกไปมากมายหลายสิบกลุ่ม สุดท้าย พระสงฆ์ในสมัยนั้นได้วินิจฉัยว่า "พระพุทธศาสนาเป็นวิภัชชวาที" ที่เรียกว่า วิภัชชวาท เป็นการจำแนกแจกแจงแสดงเหตุผลเป็นกรณีๆ ไป ไม่มีการพูดคลุมหรือพูดแบบเหวี่ยงแห เช่นว่า คนตายแล้วเกิด หรือว่าตายแล้วสูญ เป็นต้น เพราะทุกอย่างต้องขึ้นกับเหตุปัจจัย เมื่อไม่พูดถึงเหตุปัจจัย แต่อาศัย "วาทกรรมตีขลุมหรือตีกิน" เช่นพูดว่า "พระสงฆ์ไทยเป็นอลัชชีค่อนประเทศ" แบบนี้จึงถือว่าไม่ใช่หลักการของพระพุทธศาสนาเถรวาท แต่อาจจะเป็นหลักการ "คอมมิวนิสต์ยุคใหม่" ยุคอาศัยนารีขี่ผ้าขาวเข้ามาล้มล้างพระศาสนา อย่างแนบเนียน เพราะแค่ประกาศ "ได้บรรลุธรรมเอง โดยไม่ต้องบวชพระ ไม่ต้องอยู่วัด อยู่ในบ้าน ในคอนโด อยู่ที่ไหนก็ได้บรรลุธรรมเหมือนกัน" มันก็มีปัญหาแล้วล่ะ เพราะพระพุทธเจ้าทุกพระองค์นั้น ก่อนจะได้บรรลุธรรมต้องทรง "ออกบวช" ไม่มีพระองค์ไหนได้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณผ่านการครองเรือน อัจฉราวดีอย่ามั่ว เธอพูดแบบนี้เป็นการดูถูก "พระสัมมาสัมพุทธเจ้า" นะจะบอกให้

 

ตอบคำถามมาสิ มีพระพุทธเจ้าพระองค์ไหนได้บรรลุธรรม ขณะยังมีสมบัติพัสถานและมีพระมเหสีบ้าง ?

 

 

 

 

 

ชัดเจน !

 

 

 

โครงการมนสิการ

 

 

โครงการมนสิการ เป็นกลุ่มอาคารที่สร้างขึ้น เพื่อการเผยแผ่ธรรมในรูปแบบใหม่ ด้วยการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เชิงผสมผสานกับนิทรรศการถาวรที่เพื่อปลุกจิตสำนึกในศีลธรรม

 

"มนสิการ.. คือโครงการใหญ่ที่จะรวบการปลุกจิตสำนึกในธรรมแก่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เป็นสมบัติใหม่ที่จะฝากไว้ให้พระพุทธศาสนา.. ในเมื่อกึ่งพุทธกาลนี้ ทุกอย่างถูกพลิกกลับด้านทั้งหมด ผู้คนไม่รักษาศีล เห็นธรรมะเป็นเรื่องหาประโยชน์ในบุญ วัดกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว การจะพลิกฟื้นธรรมะขึ้นมาให้ได้ ก็กลับมุมเช่นกัน ด้วยการทำสถานที่ท่องเที่ยวให้กลายเป็นวัด มนสิการ จึงคือเชิงยุทธสำคัญ ในการนำธรรมแท้คืนมา แห่งกึ่งพุทธกาล.."

 

หอมนสิการ จะเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุทั้ง 23 พระองค์ ที่เสด็จมาอย่างโอฬารต่อหน้าสาธุชน ใน 3 วาระสำคัญของสายธรรมเตโชวิปัสสนา พร้อมทั้งได้ศึกษาคำสอนของพระบรมศาสดา โดยตลอดทางเดินที่ทอดยาวก่อนเข้าสู่หอจัตุรัส จะมีการจัดแสดง "Journey to the life of Buddha" วิถีการเสียสละ กว่าที่พระองค์จะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า และ ถ่ายทอดความหมายของอริยมรรคมีองค์แปดผ่านศิลปกรรม ที่จะปลุกจิตสำนึกธรรมแท้ ให้ผู้คนได้ระลึกถึงพระธรรมคำสอน และใช้ชีวิตในเส้นทางแห่งความดีงามรักษาศีลห้า เป็นการปลุกจิตสำนึกศีลธรรมให้แก่คนทั่วโลกที่จะมาเยือนที่แห่งนี้ ..

 

ที่มา : นิตยสารข้ามห้วงมหรรณพกับ อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล

 

 

อัจฉราวดีประกาศ ทำที่ท่องเที่ยวให้กลายเป็นวัด

 

หรือสร้างวัดใหม่ขึ้นมาตามจินตนาการของตัวเอง

 

เอ้า ! ไหนว่าอยู่บ้านก็บรรลุธรรมได้ไง แล้วทำไมไม่อยู่บ้าน ?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฆราวาสบรรลุธรรม

 

คัมภีร์ใหม่ที่อัจฉราวดีใช้แทนพระไตรปิฎก

 

 

 

 

แรกนั้นก็ "ดูดี" เหมือนๆ กับว่า อัจฉราวดีกำลังแนะแนวทางปฏิบัติธรรม ตามแนวครูบาอาจารย์ที่เคยสั่งสอน อันมีพระไตรปิฎกเป็นเสมือนพระบรมศาสดาในพระพุทธศาสนา แต่ดูนานไปก็ชักจะไม่ดี พบว่ามีอะไรทะแม่งๆ เช่น

 

 

 

 


 

 

 

บอกพระ บ้าบุญ บอกบุญสร้างวัด อวดอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ มอมเมาประชาชนคนไทย ฯลฯ แต่สุดท้าย พระพุทธรูปยืนที่สำนักวิปัสสนาอัจฉราวดี ก็มีปาฏิหาริย์ผ่านกล้องถ่ายรูป

 

 

 

 





 

 

 

ตัวคุณอัจฉราวดีก็ไม่เบา จู่ๆ ก็มี "วงแสงรัศมีธรรมสีเขียว" ปรากฏอยู่ตรงกลางกาย จะเป็นอะไรถ้ามิใช่ "ปาฏิหาริย์" โดยหารู้ไม่ว่า ถ้าเริ่มความศักดิ์สิทธิ์เมื่อไหร่ ความงมงายก็ตามมาเมื่อนั้น แค่นี้นักวิปัสสนายังไม่แจ้ง แต่จะสอนให้ละความงมงาย กลายเป็น..เป็นเสียเอง เข้าทำนอง ละความงมงายที่โน้น แต่เริ่มความงมงายที่นี่

 

 

 

 

 




 

 

 

 

แห่ แหน แต่น แต้

 

ไม่แพ้วัดพระธรรมกายและไร่เชิญตะวัน

 

มันเหมือนกันหมดเลยในยุคนี้ พวกบรรลุธรรมแบบผู้ดีตีนแดงนี่

 

 

 

 

 

 

 

 

วัดไม่ต้องไป มาที่สำนักอัจฉราวดี มีพร้อมทุกอย่าง

 

ทอดผ้าป่ามหากุศลก็ก็อปปี้มาไว้ให้ ไม่ต้องไปวัดก็ทอดได้ค่ะ

 

 

 

 

 

 

เดี๋ยวอัจฉราวดีรับประเคนเอง ให้พรเอง

 

(พระไม่ต้อง นิมนต์นั่งดูเฉยๆ)

 

พรของพระ ใครท่องได้ก็เป็นพระค่ะ

 

 

 

 

 

 

สร้างหอมนสิการ ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ

 

 

 



 

 

 

 

ถามว่า พระบรมสารีริกธาตุเหล่านี้ อัจฉราวดีได้มาจากไหน ใครให้มา หรือว่าแสดงฤทธิ์ย้อนเวลาหาอดีต ไปรับมาจากโทณพราหมณ์ ภายหลังการถวายพระเพลิงพระสรีระของพระพุทธองค์ที่เมืองกุสินารา ?

 

 

หาไม่ ก็ต้องขอตั้งข้อหาว่า "หลอกลวงประชาชน" เอาแก้วหินอะไรไม่รู้มาอุปโลกน์ว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า !

 

 

 

 



 

 

 

พระเจ้าตากกลับชาติมาเกิด

 

 

 

อัจฉราวดี นอกจากจะไม่ไปวัดแล้ว ก็ยังเชิญพระให้มาหาที่สำนักวิปัสสนาของตน โดยให้มานั่งเป็นพระอันดับ "สดับ" แนวทางแห่งมรรค ผล นิพพาน จากปากของตัวเอง อีกด้านหนึ่งนั้นก็เริ่มกระบวนการ "ต่อต้านวัด" อาทิเช่น

 

 

 

 

 

 

 

 

วันแม่ ก็บอกว่า ไปที่ไหนก็ได้ ที่ทำให้แม่สบายใจ ไม่จำเป็นต้องไป "วัด"  (ทำไมอัจฉราวดีเจาะจงมาลงที่วัดเท่านั้น ทั้งๆ ที่มีสถานที่ที่ไม่ควรไปอีกมากมายในโลกใบนี้ แต่อัจฉราวดีก็เพ่งเล็งมาที่วัดเพียงแห่งเดียว ราวกับว่ารังเกียจวัดกว่าสถานอาบอบนวด)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตามมาด้วย "ทำไมทำบุญให้วัดมากมาย ไม่มีใครช่วยมูลนิธิอัจฉราวดีบ้างเลย" แสดงว่าคนไทยทั้งประเทศเขาโง่ มีอัจฉราวดีฉลาดอยู่คนเดียว !

 

 

 

 

 

 

 

 

พอน้ำฝนพลาด อัจฉราวดีก็ได้โอกาส ประกาศ..เหยียบซ้ำ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"พระค่อนประเทศมอมเมาประชาชน"

 

อภิมหาวาทกรรมของ..อัจฉราวดี

คล้ายๆ อะไรในอดีต ที่บอกว่า

 

"ศาสนาคือยาเสพติด"

 

 

 

 

ถ้าพระพุทธศาสนาแบบไทยๆ ในปัจจุบัน เป็นการมอมเมาประชาชน ก็คงประมาณ "กัญชงกัญชา" ถึงจะเมาแต่แก้ได้ ไม่ลงแดง แต่ถ้าใช้ศาสนาอัจฉราวดีก็คงระดับ "เฮโลอีน-โคเคน" ยาบ้าหรือยาไอซ์ ใช้แล้วตายลูกเดียว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อพระไตรปิฎกไม่สำคัญ หนังสือของอัจฉราวดีสำคัญกว่า

เมื่อผ้าเหลืองไม่สำคัญ ผ้าลายผ้าขาวของอัจฉราวดีสำคัญกว่า

เมื่อวัดไม่สำคัญ แต่สำนักของอัจฉราวดีสำคัญกว่า

 

เมื่อพระเณร "ค่อนประเทศ" ไม่ได้บรรลุธรรม แค่ท่องจำงูๆ ปลาๆ แต่อัจฉราวดีได้บรรลุธรรมแล้ว ทั้งๆ ที่เป็นฆราวาส แต่มีคุณธรรมสูงกว่าอย่างเทียบไม่ติด

 

 

นั่นก็เท่ากับว่า อัจฉราวดีคือพระเจ้าตากสินกลับชาติมาเกิด เพราะมีบันทึกอยู่ในพงศาวดารรัตนโกสินทร์ว่า ในท้ายรัชกาล พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงปฏิบัติวิปัสสนาอย่างเคร่งครัด และทรงสำคัญว่าพระองค์ได้บรรลุธรรมแล้ว จึงทรงมีพระราชปุจฉาถามพระสงฆ์ว่า "ระหว่างพระสงฆ์ปุถุชนกับฆราวาสที่ได้บรรลุธรรม ใครมีคุณธรรมสูงกว่าใคร" ก็มีคนทูลตอบว่า "ฆราวาสมีคุณธรรมสูงกว่า" เพราะเจ้าตากจึงตรัสต่อไปว่า "ถ้าเช่นนั้น ระหว่างผู้มีคุณธรรมสูงกว่ากับผู้มีคุณธรรมต่ำกว่า ใครต้องแสดงความเคารพใคร"

 

 

ปรากฏว่า พระสงฆ์ส่วนใหญ่ (ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์) ได้แสดงความสอพลอด้วยการยินยอมหมอบกราบพระเจ้าตากสิน เว้นเสียแต่ "สมเด็จพระสังฆราชศรี" แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม และคณะ ซึ่งได้ถวายคำตอบไปว่า "มาตรว่าคฤหัสถ์เป็นพระโสดาบันก็ดี แต่เป็นเพศอันต่ำ อันพระสงฆ์ถึงเป็นปุถุชนก็ตั้งอยู่ในอุดมเพศอันสูง เหตุทรงผ้ากาสาวพัสตร์และพระจตุปาริสุทธิศีลอันประเสริฐ ซึ่งจะไหว้นบคฤหัสถ์ซึ่งเป็นพระโสดาบันนั้น ก็บ่มิบังควร"

 

 

พระเจ้าตากจึงทรงโปรดให้ "ปลดสมเด็จพระสังฆราชศรี" ออกจากตำแหน่ง แถมให้ไปล้างส้วมที่วัดหงส์ ต้องถูกโบยแทบล้มแทบตาย

 

 

สุดท้าย..เกิดการผลัดแผ่นดิน สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นแล้ว ทรงโปรดให้ชำระคดีนี้เสียใหม่ โปรดให้สมเด็จพระสังฆราชศรี กลับคืนสู่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ดังเดิม ด้วยพระดำรัสว่า "มีสันดานสัตย์ซื่อ มั่นคง ดำรงรักษาพระพุทธศาสนาโดยแท้ มิได้อาลัยแก่ร่างกายและชีวิต ควรเป็นที่นับถือไหว้นบเคารพสักการบูชา"

 

 

และพระพุทธศาสนาแบบไทยๆ ในวันนี้ ก็เป็นมรดกของราชวงศ์จักรี ที่ไม่เอา "หลักกูของใคร" แต่ใช้ "หลักการในพระไตรปิฎก" แทนพระบรมศาสดา พระพุทธศาสนาจึงยืนยงคงมั่นมาตราบถึงปัจจุบัน

 

 

ใครที่บังอาจสอนว่า "พระไตรปิฎกไม่สำคัญ เป็นแค่ตำรา ไม่ใช่พุทธวจน พระสงฆ์ไทยส่วนใหญ่สอนไม่ตรง ตัวเองสอนถูกกว่า บวชไม่บวชก็เท่ากัน อยู่วัดกับอยู่บ้านเท่ากันทั้งหมด ใครได้บรรลุธรรมก็ย่อมประเสริฐกว่า ฯลฯ" ก็เท่ากับว่า ล้มล้างพระบรมราชโองการของราชวงศ์จักรี !

 

 

 

 

 

 

 

ตักบาตรพระทำไม ในเมื่อบวชหรือไม่ก็ไม่สำคัญ

หากินใครหากินมันสิ สีไหนก็เหมือนกันมิใช่หรือ ?

 

 

 

 



 

 

 

ถามว่า วันนี้

 

ยุคนารีขี่ม้าขาว ยุคพระเจ้าตากสิน

 

ได้เวียนกลับมาแล้วหรือ ?

 

 

 

ขอเชิญ อ้อย-อัจฉราวดี ตอบปัญหา


 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม วัดไทยลาสเวกัส

16 มกราคม 2561

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264