|
ผู้จัดการ "จี้สมเด็จเกี่ยว"
ลาออกจากปฏิบัติหน้าที่สังฆราช
เสนอรัฐบาล "ยกเลิก"
พระราชกำหนดแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ ของทักษิณ-วิษณุ
ขู่นิ่มๆ
"อย่าให้เดินขบวนไล่" ไม่งั้นจะไม่สวย
|

สมเด็จพระพุฒาจารย์
(อุปเสณมหาเถร) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ตามมติมหาเถรสมาคม
และตาม พรก.พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2547
ซึ่งพระราชกำหนดนี้อาจจะมีปัญหาในไม่ช้านี้ |
ไม่แน่นัก
จากม็อบไล่ทักษิณอาจจะเปลี่ยนเป็นม็อบไล่มหาเถรสมาคม
และล้มพระราชกำหนดฉบับทักษิณ !!
|
หมายเหตุผู้จัดการ วันที่ 3 ตุลาคม
พ.ศ.2549 |
วันที่ 3 ตุลาคม 2549
เป็นวันครบรอบวันประสูติ 93 พรรษาแห่งสมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ประมุขสงฆ์ไทย
พระผู้ซึ่งสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้าทรงเรียกขานว่าพระอาจารย์
นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของราชอาณาจักรไทย
ตลอดจนผู้คนทั้งปวงได้พากันไปเฝ้าเพื่อถวายพระพรเนื่องในมงคลสมัยอันสำคัญนี้
ทรงมีน้ำพระทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาคุณดุจดังห้วงมหรรณพ
ในมหามงคลสมัยนี้พระองค์ทรงประทานพระพุทธรูปสำคัญให้แก่นายสนธิ
ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ที่ได้เข้าไปกราบถวายพระพรเกือบจะพร้อมกับนายกรัฐมนตรี
เราจึงขอบอกกล่าวมายังพี่น้องประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยทั้งมวลว่าพระพรและของขวัญซึ่งทรงประทานนั้นย่อมแผ่ไพศาลไปยังพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่าด้วยเช่นเดียวกัน
ย่อมเป็นที่ประจักษ์แก่ตาของประชาชนชาวไทยทั่วประเทศแล้วว่าพระสุขภาพพระพลานามัยขององค์พระประมุขสงฆ์ไทยในวันนี้ทรงมีความสมบูรณ์สมกับความที่ทรงพระชนมพรรษาถึง
93 พรรษา
หากจะเทียบกับผู้มีอายุขนาดนี้รายอื่นแล้ว
พระองค์ก็ยังทรงมีพระสุขภาพและพระพลานามัยที่แข็งแรงดีกว่าคนจำนวนมาก
พี่น้องประชาชนคงจะจำกันได้ว่าในเดือนสิงหาคม ปี 2547
องค์พระประมุขสงฆ์ไทยทรงประชวร มีพระอาการมาก มีข่าวลือหนาหูเป็นระยะ ๆ
ว่าจะทรงสิ้นพระชนม์เพราะการประชวรในครั้งนั้น
แล้วต่อมาสื่อมวลชนก็ได้รายงานข่าวว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมพระอาการ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
และมีรายงานข่าวเล็ก ๆ
จากการให้ข่าวของแพทย์หรือพยาบาลซึ่งอยู่ในที่เฝ้าว่าก่อนเสด็จกลับ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคุกเข่าลงข้างเตียงที่ประทับ
และทรงตรัสว่า
“พระอาจารย์ พระอาจารย์ หม่อมฉันขออาราธนาว่าอย่าเพิ่งละสังขาร
ขอให้อยู่ช่วยหม่อมฉันก่อน”
สื่อมวลชนได้รายงานข่าวว่าสิ้นพระสุรเสียงที่รับสั่ง
บรรดาผู้ที่อยู่ในที่นั้นพากันร่ำไห้ระงมด้วยความซาบซึ้งและสะเทือนใจที่องค์พระประมุขของชาติทรงมีความเคารพ
มีความผูกพันต่อพระสังฆราชา ซึ่งเป็นพระอาจารย์ถึงเพียงนี้
ข่าวดังกล่าวได้ทำให้ผู้อ่านจำนวนมากพากันน้ำตาไหลด้วยความเคารพ
ความรัก ความศรัทธา ความบูชาสูงสุดที่มีต่อพระองค์ท่าน
และทำให้ได้เห็นคุณค่าตลอดจนน้ำพระทัยแห่งความกตัญญู
ความเคารพบูชาศรัทธามั่นในพระพุทธศาสนา
หลังจากวันนั้นแล้วพระอาการประชวรของสมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ก็พ้นจากระยะวิกฤต ทุเลาลงโดยลำดับ
จนวันเวลาล่วงมาสองปีกว่าแล้ว
สำหรับชาวพุทธแล้วย่อมมีความยินดี
ย่อมมีความอิ่มเอิบเบิกบานใจเพราะย่อมรู้และเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่าการที่เป็นไปเช่นนี้เป็นผลมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไว้ซึ่งภูมิธรรมขั้นสูงในพระพุทธศาสนา
ทรงสามารถอาราธนาเพื่อขยายอายุขัยของผู้ทรงธรรมได้
ดังที่ทรงอาราธนาท่านพุทธทาสภิกขุว่าอย่าเพิ่งดับขันธ์มาหนหนึ่งแล้ว
และย่อมเป็นผลมาจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ทรงบรรลุภูมิธรรมขั้นสูง ถึงขั้นที่สามารถเจริญอิทธิบาท
ขยายเวลาอายุสังขารได้ดังปรารถนา ดังปรากฏความอันมีมาในพระสูตรนั้นแล้ว
ในปีนี้ก็เห็นกันได้ชัด ๆ ว่าทรงมีพระสุขภาพพลานามัยที่ดียิ่ง
ทรงปฏิบัติพระราชสมณกิจได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าการลงปาติโมกข์
การฟังธรรม การรับการเยี่ยมถวายสักการะต่าง ๆ
ซึ่งเหล่านี้คือการปฏิบัติภาระหน้าที่ขององค์พระประมุขแห่งคณะสงฆ์ไทย
เมื่อเป็นเช่นนี้
คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชจึงสมควรจะได้พิจารณาว่า
ถึงเวลาอันพึงยุติการปฏิบัติหน้าที่แทนแล้วหรือไม่
เพราะเมื่อทรงปฏิบัติหน้าที่ได้แล้วก็ต้องถือว่าภารกิจของคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนเป็นอันสิ้นสุดลง
พิจารณากันเสียเองจะดีกว่าที่จะให้ใครมาเรียกร้องหรือท้วงติงเพราะจะเป็นการไม่งาม
อนึ่งเล่า
การพิจารณาความจริงเสียเองจะดำรงรักษาความเป็นที่เคารพศรัทธาเอาไว้ได้ดีกว่า
ทั้งจะเป็นสิริมงคลแก่วงการคณะสงฆ์ไทย ตลอดจนชาวพุทธทั้งมวลด้วย
ใน 4-5 ปีมานี้ มีคนคิดการใหญ่
หวังยึดครองเอาพระพุทธศาสนามาใช้เป็นเครื่องมือของพรรคการเมือง
วางแผนคิดการจะตั้งสังฆราชของตนเองแทนที่สมเด็จพระสังฆราช
ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนา
แล้วสมคบกันยึดอำนาจของพระสังฆราชาอย่างหน้าด้านๆ
จำกัดและข่มเหงย่ำยีพระองค์ท่านอย่างอุบาทว์ชาติชั่ว แม้จะทรงพระกรณียกิจใด
หรือแม้สื่อมวลชนจะถ่ายทอดพระกรณียกิจ
ก็ต้องขออนุญาตจากผู้ถืออำนาจเถื่อน
เราขอฟ้องต่อพี่น้องชาวพุทธทั้งประเทศ
ให้ได้รู้ทั่วกันว่า การกระทำที่อุบาทว์ชาติชั่วเช่นนี้
กระทบกระเทือนน้ำพระราชหฤทัยสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าถึงเพียงไหน
บัดนี้เงาอสูรร้ายผ่านพ้นไปแล้ว ฟ้าเบิกอรุณอันแจ่มใสแล้ว
นิยายเรื่องสังฆราชวังจันทร์ส่องหล้าต้องถึงบทสุดท้ายแล้ว
จึงเป็นเรื่องที่พุทธบริษัททั้งปวงจะต้องร่วมกันทำความถูกต้องดีงามให้เกิดขึ้น
เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของราชอาณาจักรและพุทธบริษัททั้งหลาย
เราเห็นว่า
อาเพศวิปริตทั้งหลายที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเกิดจากความคิดชั่ว
ก่ออนันตริยกรรมขึ้นในพระพุทธศาสนา
ก่ออนันตริยกรรมแก่สถาบันพระมหากษัตริย์
นับเป็นบาปฉกรรจ์อันแม้พระแม่ธรณีก็จะไม่ยอมรองรับซากศพ
จึงเป็นเหตุให้เกิดเภทภัยที่ไม่เคยเกิดก็มาบังเกิด
เป็นเหตุให้บังเกิดโรคที่ไม่เคยเกิดก็มาบังเกิด
ทำให้คนไทยเป็นทุกข์เข็ญ และเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า
ฝนฟ้าก็ไม่ตกต้องตามฤดูกาล เดือนดาวก็อาเพศวิปริต
ราชการบ้านเมืองก็วิปริตผันแปรไป ไก่ตัวเมียก็ขันได้กลายเป็นไก่ตัวผู้
จนในที่สุดพระสยามเทวาธิราชก็ไม่อาจอดรนทนอยู่ต่อไปได้
จึงต้องแผ่พระบารมีดลจิตดลใจให้นายทหารผู้ภักดีต่อชาติราชบัลลังก์เข้ายึดอำนาจการปกครอง
วิกฤตที่สุดในโลกหยุดลงแล้ว
แต่นี้ไปจะเป็นเรื่องของการกอบกู้ฟื้นฟูชาติให้เป็นปกติสุข
ซึ่งเราขอเสนอสองประการ คือ
ประการแรก
ขอเสนอต่อคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชได้พิจารณายุติบทบาทและถวายพระอำนาจคืน
ซึ่งอาจรวมถึงการแก้ไขกฎหมายคณะสงฆ์ในเรื่องที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกันด้วย
ประการที่สอง
ขอเสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรีได้กำหนดการทำบุญประเทศครั้งใหญ่
ล้างซวยที่คนกาลีเมืองเข้าไปทำพิธีไสยในโบสถ์วัดพระแก้วด้วยการเจริญมหาราชปริตรเพื่อขจัดปัดเป่าสรรพทุกข์
สรรพโรค สรรพภัย และเพื่อปกป้องราชอาณาจักร
ตลอดจนประชาชนไทยทั้งประเทศให้มีความปลอดภัย
มีความสงบสุขและรุ่งเรืองดังเดิม
ทำเสียก่อนวันที่ 22 ตุลาคม ศกนี้
ก็จะเป็นการดียิ่ง !

นายสนธิ ลิ้มทองกุล
ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เข้าเฝ้าถวายพระพรสมเด็จพระสังฆราช
เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมา
ก่อนที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการจะออกบทความ "คืนอำนาจพระสังฆราช"
ข่าว :
ผู้จัดการ
3 ตุลาคม 2549
|