|
ไทยพุทธชุดสุดท้าย "หนีตาย" จากหมู่บ้าน
|

บ้านเมืองของเรา แต่เรากลับอยู่ไม่ได้ |
ภายหลังการรุกคืบทางการเมืองของนายกรัฐมนตรี
สถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะในเขต จ.ยะลา
ยิ่งมีเหตุความไม่สงบมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสังหาร การวางเพลิง
การชุมนุมกดดัน รวมไปถึงการวางระเบิดในเขตตัวเมืองยะลา
แม้จะยังไม่มีข้อพิสูจน์หรือคำประกาศที่ชัดเจนว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงกัน
แต่ก็พอสะท้อนให้เห็นการตอบโต้อย่างเป็นระบบของผู้ที่ปฏิเสธท่าทีดังกล่าวของ
พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์
สถานการณ์ยิ่งตรึงเครียดขึ้นไปอีก
เมื่อมีการอพยพของชาวไทยพุทธออกจากหมู่บ้านในเขตพื้นที่รอยต่อ
อ.บันนังสตา และ อ.ธารโต มารวมตัวกันที่วัดนิโรธสังคาราม
ซึ่งอยู่ในตัวเมืองยะลา ในมุมมองด้านความมั่นคงแล้ว
นี่เป็นสัญญาณความพ่ายแพ้ทางการเมือง
ที่เป็นผลมาจากการรุกทางการทหารของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบอย่างได้ผล
แม้ไม่มีการประกาศตัวอย่างเป็นทางการ แต่ยุทธวิธีลอบสังหาร
กราดยิง วางเพลิงเช่นนี้
เป็นมาตรการในการกดดันทั้งชาวบ้านพุทธและชาวบ้านมุสลิม
โดยมุ่งให้กลุ่มแรกหวาดกลัวและไม่กล้าให้ความร่วมมือกับทางการ
ในขณะที่สร้างความหวาดกลัวให้กลุ่มหลังเพื่อผลักให้ออกจากพื้นที่
ซึ่งถือเป็นจุดชี้วัดการงัดข้อทางการเมืองระหว่างกองกำลังนอกกฎหมายกับเจ้าหน้าที่ทางการ
เป็นข้อพิสูจน์ว่า เมื่อกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบถูกรุกทางการเมือง
พวกเขาใช้การโต้ตอบทางการทหารในแทบจะทันที
ที่สำคัญพื้นที่เป้าหมายที่พวกเขาเลือกยังเป็นช่องโหว่สำคัญที่ทางการละเลยนั่นเอง
หมู่บ้านสันติ 2 ม.6 ต.แม่หวาด อ.ธารโต
อันเป็นที่เกิดเหตุสังหารพ่อลูกไทยพุทธอย่างเหี้ยมโหดก่อนที่คนร้ายจะวางเพลิงเผาบ้านวอดทั้งหลังและเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่มีชาวไทยพุทธอพยพออกจากพื้นที่เมื่อวันที่
8 พ.ย.ที่ผ่านมา เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ มีผู้อยู่อาศัย 174 ครัวเรือน
มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 800 คน
ในจำนวนนี้มีบ้านที่นับถือพุทธประมาณ 40 ครัวเรือน
มีผู้ใหญ่บ้านเป็นมุสลิม ในขณะที่มีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน 4 คน เป็นพุทธ 1
คน ที่เหลือเป็นมุสลิม หมู่บ้านแห่งนี้
ดังกล่าวเป็นชุมชนที่อพยพมาจากพื้นที่น้ำท่วมของเขื่อนบางลางตั้งแต่ 28
ปีก่อน
ลักษณะภูมิประเทศองค์ประกอบที่น่าสนใจอย่างยิ่งต่อการวิเคราะห์เหตุที่เกิดขึ้นกับหมู่บ้านสันติ
1 หมู่บ้านสันติ 2 และหมู่บ้านจุฬาภรณ์ 7
ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นภายหลังการสร้างเขื่อนบางลาง
เนื่องจากเป็นหมู่บ้านที่วางตัวเรียงรายอยู่ตามขอบเขารอบเขื่อน
โดยมีเส้นทางสายหลักเส้นเดียวกัน มีทางเข้าออกทางเดียวกัน
ในขณะที่บรรยากาศภายหลังที่ชาวไทยพุทธอพยพออกนอกพื้นที่ ดูเผินๆ
วิถีชีวิตยังคงดำเนินชีวิตตามปกติ กล่าวคือ
ชาวมุสลิมที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ยังคงเดินทางมาละหมาดวันศุกร์ร่วมกันที่มัสยิดกลางหมู่บ้าน
แม้เด็กๆ จะไม่ได้ไปโรงเรียน เนื่องจากหยุดทำการชั่วคราว
แต่ก็ยังคงมีการรวมกลุ่มกันวิ่งเล่นตามประสา
ในขณะที่ผู้คนยังคงขับรถไปมา ใช้ชีวิตอยู่อย่างปกติ
ทว่าในส่วนของชุมชนชาวไทยพุทธ
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในหมู่บ้านดังกล่าว
กำลังสาละวนอยู่กับการเตรียมของและรอรถเพื่อที่จะเดินทางออกนอกพื้นที่เพื่อไปสมทบกับเพื่อนบ้านที่วัดนิโรธสังคาราม
ส่วนเพื่อนบ้านที่ใช้วัดเป็นที่พำนัก 1 คืนก่อนหน้านี้
ได้รวมคนพร้อมรถกระบะ 3 คัน
เดินทางกลับมารับชาวบ้านชาวไทยพุทธที่ยังหลงเหลืออยู่ในหมู่บ้านสันติ 1
หมู่บ้านสันติ 2 และหมู่บ้านจุฬาภรณ์ 7 อีก 34 คน
ให้มาพักร่วมกันที่วัดนิโรธฯ
ซึ่งคณะดังกล่าวได้เดินทางออกจากพื้นที่ในเวลา 15.00
น.โดยมีกำลังทหารคุ้มกันไปตลอดระยะทาง
นับว่าเป็นชาวไทยพุทธที่เดินทางออกจากหมู่บ้านดังกล่าวเป็นกลุ่มสุดท้าย
!
|

ชุดสุดท้าย
ลาก่อนบ้านเคยอยู่ อู่เคยนอน
แต่ถ้าอยู่แล้วต้องนอนผวา หรือต้องตาย เราก็ไม่ขออยู่ |
พยงค์ วงค์แย้ม ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ม.6 บ้านสันติ 2 ตำบลแม่หวาด
อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ผู้นำกลุ่มไทยพุทธในพื้นที่ กล่าวว่า
ชาวบ้านทุกคนอยู่ไม่ได้แล้ว รู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย
ยิ่งมาเกิดเหตุเผาและฆ่าชาวบ้านชาวไทยพุทธในหมู่บ้าน
ทุกคนกลัวไม่มีใครกล้าอยู่ อยู่ก็ทำมาหากินไม่ได้
เลยต้องเอาชีวิตรอดกันออกไปก่อน
“ก่อนหน้านี้ หมู่บ้านเราไม่เคยเกิดปัญหาอะไร
ชาวมุสลิมในพื้นที่ ก็เหมือนเพื่อนบ้านกันไปมาหาสู่กันเสมอ
มุสลิมมีงานกินเหนียวพวกเราก็ไปร่วมงาน
พวกเรามีงานมุสลิมก็มาร่วมงานเราอยู่กันแบบพึ่งพาอาศัยกันไม่แต่ต่างๆ
กับชุมชนอื่นๆ เพราะความเป็นอยู่เราไม่แต่ต่างกัน”
เขา กล่าวอีกว่า มันเริ่มขึ้นมาเมื่อประมาณ 2 – 3
เดือนที่ผ่านมา
ที่ความห่างเหินของไทยพุทธและมุสลิมเกิดขึ้นเพราะมีใบปลิวข่มขู่เจาะจงมายังคนไทยพุทธ
มีเนื้อหาในทำนองว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นที่ของเขา
คนไทยพุทธมาอยู่ที่หลังและทำมาหากินจนร่ำรวยเอาเปรียบพวกเขา
พวกเขาจะเอาคืนให้คนไทยพุทธออกไป
ชาวบ้านทุกคนเริ่มรู้สึกกลัวและหวาดระแวง
กับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ยังคงสบายใจที่หมู่บ้านสันติ 2 ไม่เคยเกิดเรื่อง
เหมือนพื้นที่อื่นๆ รวมไปถึงความสัมพันธ์ชาวไทยมุสลิมในหมู่บ้าน
ก็ยังคงพูดคุยกันตามปกติและถามกันถึงเรื่องใบปลิวอยู่เลย
แต่ไม่ได้สนใจอะไรกันมากมาย
แม้ใบปลิวจะไม่ได้สร้างความหวาดกลัวให้ชาวบ้านนักแต่มีบางส่วนเกิดความหวาดระแวงจนไม่กล้าออกไปกรีดยางรู้สึกหวาดระแวงชาวไทยมุสลิมทั้งที่ไม่แน่ชัดว่า
ใบปลิวจะเป็นฝีมือของใครกันแน่
ลุงพยงค์ กล่าวอีกว่า
กระทั่งในช่วงฮารีรายอที่ผ่านมา
ยิ่งเพิ่มความหวาดกลัวและระแวงชาวมุสลิมในหมู่บ้านเดียวกันมากขึ้น
เมื่อมีการโยนประทัดก่อกวนใส่หลังคาบ้านของชาวไทยพุทธในพื้นที่
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นฝีมือของคนในหมู่บ้าน เพราะเกิดขึ้นในตอนกลางคืน
ซึ่งไม่มีคนนอกหมู่บ้านสัญจรผ่าน เขาทำเพื่ออะไร กันแน่
“แต่ยิ่งคนในหมู่บ้านมาถูกยิงและเผาบ้านอย่างโหดเหี้ยม
ทำให้เกิดความเกรงกลัวขึ้นนักขึ้น
จนไม่มั่นใจที่จะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านกันต่อไปทั้งเกิดเหตุขึ้น
ชาวไทยมุสลิมก็ไม่เคยกับพวกเราเลย
ยิ่งเกิดความไม่เชื่อใจชาวมุสลิมในพื้นที่
ว่าพวกเขาคิดยังไงกับพวกเราและใครที่ก่อเหตุขึ้นมา”
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านชาวไทยพุทธรายเดิม กล่าวอีกว่า
ส่วนตัวผมในใจไม่เชื่อว่าคนมุสลิมในหมู่บ้านทั้งหมดจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นและไม่แน่ชัดว่าเป็นคนข้างในหมู่บ้านหรือไม่
แต่บอกได้คำเดียวว่า ชาวไทยพุทธทุกคนรู้สึกไม่ไว้ใจชาวมุสลิมในหมู่บ้าน
เจอหน้าคุยกันดี แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่รู้ว่าในใจคิดอะไรกันอยู่
“วันนี้ทุกคนทำได้เพียงออกไปจากที่นี้
เอาอะไรไปได้ก็เอาไป เพราะเชื่อว่าหากอยู่ต่อไป
ไม่วันหนึ่งคงต้องเกิดความไม่ปลอดภัยกับตัวเอง เสียดายบ้านและสวนยาง
แต่ทำยังไงได้ชีวิตสำคัญกว่า”เขากล่าวด้วยความเสียดาย
ด้านนายหนุ่ม วัย 27 ปี ชาวเชียงราย
ชายไทยพุทธที่มาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านกว่า 7 ปี กล่าวว่า
ไม่กล้าออกไปกรีดยาง กลัวถูกทำร้ายเหมือนที่เกิดขึ้นลุงบุญ
อดก็ยอมดีกว่าต้องออกไปแล้วถูกทำร้ายจนบาดเจ็บหรือตาย
เมื่อชาวบ้านทุกคนตัดสินใจออกไปอยู่ที่ยะลารอความช่วยเหลือผมกับคนในบ้านออกมาด้วยไม่รู้จะอยู่รออันตรายทำไม
“ตอนนี้ชาวบ้านทุกคนยังคิดอะไรกันไม่ออก ว่าจะทำอย่างไร
คิดได้เพียงว่า อยู่ที่ไหนก็ได้ให้ปลอดภัยไว้ก่อน
แล้วค่อยมาคิดกันใหม่ว่าจะทำอย่างไร”
เขากล่าวถึงความสัมพันธ์กับชาวมุสลิมว่า
เมื่อก่อนอยู่เหมือนกับพี่น้องกันเลย ไปมาหาสู่กันอย่างสบายใจ
เพราะมีความรู้สึกไว้ใจกันมาก ทั้งสองฝ่าย
ยิ่งชาวมุสลิมบ้างคนนิสัยดีมาก
มีอะไรก็เอามาแบ่งบันให้ครอบครัวเสมอไม่เคยเอาเปรียบหรือรังแกกัน
“เหมือนบ้านของลุงมุสลิมคนหนึ่งใกล้บ้านผมเคยไปนั่งคุยที่บ้านเขาอยู่เป็นประจำบางครั้งค่ำมืด
ง่วงนอนไม่อยากกลับบ้านเลยอาศัยนอนที่บ้านลุงเขา
เขาก็ใจดีจนผมสนิทกับเขามาก
จนเขาเอ็นดูเหมือนลูกเหมือนหลานตั้งแต่เกิดเรื่องก็ได้คุยกัน
ก็ยังคุยกันดี
แต่กับคนอื่นที่ไม่สนิทผมไม่รู้ว่าเขาจะดีกลับผมเหมือนลุงข้างบ้านหรือเปล่า
“ผมไม่รู้เหมือนกันว่า เป็นฝีมือของใคร
ที่ทำให้ชาวบ้านเกิดความกลัวแต่ผมเชื่อว่าคนมุสลิมในหมู่บ้านมีคนดีอยู่เยอะที่ไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นแต่คนไม่ดีก็มีแอบแฝงอยู่ด้วย
แต่ไม่รู้ใคร
การระแวงระวังเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ผมและชาวไทยพุทธคนอื่นๆทำได้”
ในขณะที่ อิสมาแอล ดอเลาะ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 บ้านสันติ 2
เล่าว่า ในชุมชนแห่งนี้มีชาวบ้านทั้งไทยพุทธและมุสลิมอยู่ร่วนกัน 174
ครอบครัว มีประชากรประมาณ 800 คน
อยู่ร่วมกันมาตั้งแต่เริ่มตั้งหมู่บ้านกว่า 28 ปี
ภายหลังการอพยพจากการสร้างเขื่อน ไม่เคยมีเรื่องทะเลาะกัน
แต่หากมีปัญหาไม่เข้าใจกันก็จะมาปรับความเข้าใจกัน
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นมุสลิมรายนี้ ระบุต่อว่า
นับตั้งแต่เกิดเหตุรุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้
หมู่บ้านแห่งนี้ไม่เคยเกิดเรื่องร้ายๆ เหมือนที่อื่น คนในหมู่บ้านทุกๆ
คนจะรู้จักกับน้าบุญที่เสียชีวิตดี เขาเป็นคนดีคนหนึ่ง
และเป็นบุคคลที่คนในหมู่บ้านทั้งไทยพุทธและมุสลิมต่างก็ให้ความเคารพเป็นอย่างดี
สำหรับอิสมาแอลเองนั้น ด้วยความที่ น้าบุญ
เป็นกรรมการของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางด้วยจึงทำให้หลายครั้งมักจะต้องเดินทางไปร่วมประชุมที่ยะลาร่วมกันบ่อยครั้ง
ในความเห็นของเขา น้าบุญเป็นคนดี มีน้ำใจ และเป็นที่พึ่งของชาวบ้าน
“ตอนนี้คนในหมู่บ้านแห่งต่างก็ตกเป็นจำเลยสังคมอย่างไม่รู้ตัวไปแล้วใน
สถานะที่ผมเป็นผู้ช่วยก็ไม่รู้ว่าผู้ที่ก่อเหตุเป็นใครผมขอยืนยันได้เลยว่าไม่ใช่คนในหมู่บ้านนี้อยู่แล้ว
เพราะเราไม่เคยมีเรื่องไม่เข้าใจกัน”
เขากล่าวอีกว่า เมื่อเกิดเรื่องขึ้นมาใหม่ๆ
อยากจะเข้าไปพูดคุยกันเพื่อนบ้านที่เป็นไทยพุทธเหมือนกัน
แต่พอเห็นทหารก็ไม่อยากเข้าไป กลัวเขาจะเข้าใจผิด
ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรดีก็ได้แต่คิดอยู่ในใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนไทยพุทธจะได้รับการแก้ไขโดยเร็ว
“ช่วงนี้ไม่รู้ว่าพวกเขาจะกลัวพวกเราหรือเปล่า
เราก็ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไรเพราะตั้งแต่อดีตเราก็อยู่อย่างปกติไม่เคยมีเรื่องผิดใจร้ายแรงอะไรเลยบางครั้งก็อยากจะเข้าไม่คุยกับพวกเขาอยู่เหมือนกันแต่ก็ไม่กล้าเข้าไป”
เขากล่าว
อย่างไรก็ตาม ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน กล่าวด้วยว่า
ในเรื่องใบปลิวก็ได้ยินข่าวจากหมู่บ้านข้างล่างในหมู่บ้านแห่งนี้ผมไม่เคยเห็นใบปลิวที่ว่านี้เลยไม่รู้ว่าชาวบ้านเอาเรื่องที่ว่านี้มาได้อย่างไร
เขาตั้งข้อสังเกตด้วยว่า
เดิมทีไม่มีหน่วยทหารมาประจำการแต่อย่างใด
เนื่องจากที่นี่ไม่เคยมีเหตุร้ายต่างๆ เหมือนพื้นที่อื่น
ส่วนเจ้าหน้าที่จากอำเภอเองจะเข้ามาที่หมู่บ้านก็นานๆ ครั้ง
บางครั้งก็คิดว่าเราในถูกทอดทิ้งจากหน่วงงานของรัฐ
แต่ก็ปลอบใจตัวเองว่าหมู่บ้านเราอยู่ไกลจากตัวอำเภอมาก
ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่สะดวกในการเดินทาง
จากปากคำเหล่านี้ ให้ภาพว่าตลอดระยะเวลา 2
ปีในระหว่างที่ไฟใต้โหมประทุอยู่ในพื้นที่อื่นๆ
ของจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น
หมู่บ้านในแถบนี้ดูจะเป็นพื้นที่ที่ละเว้นจากเหตุร้ายต่างๆ
อีกทั้งสายสัมพันธ์ระหว่างชาวพุทธและชาวมุสลิมในหมู่บ้านสันติ 2
แน่นแฟ้นกันดี จะมีเหตุความไม่สงบอยู่บ้าง ก็อยู่ในเขต อ.บันนังสตาและ
อ.ธารโตส่วนอื่นๆ ครั้ง
อาจกล่าวได้ว่า
พื้นที่เป้าหมายในการก่อการครั้งนี้พุ่งเป้าไปสู่พื้นที่ที่ยังไร้การจัดตั้งอย่างเป็นระบบเหมือนในพื้นที่อื่น
และเจาะจงเลือกเฟ้นเฉพาะพื้นที่ที่มีโครงสร้างอ่อนไหวระหว่างชาวไทยพุทธและมุสลิม
ด้วยเหตุนี้การสร้างกระแสในหมู่บ้านเพียงไม่กี่เดือนจึงส่งผลให้ความหวาดระแวงผลักดันให้ชาวไทยพุทธ
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนต้องผละออกจากพื้นที่ในแทบจะทันทีที่มีเหตุจนทำให้เสียชีวิต
ข่าว
: ผู้จัดการ
12 พฤศจิกายน 2549
|