พระมหานรินทร์ ใน อินเดีย ตอนที่ 8

 

สำนักงานพุทธคยา

OFFICE MAHABODHI MAHAVIHARA

 

 

     แหมว่าจะไม่อู้งานแล้วเชียว แต่ติดโน่นติดนี่ มีกิจธุระนอกวัดอยู่เรื่อย แถมยังมีคดียึดทรัพย์ทักษิณค่อยดึงเรตติ้งอีกตั้งอาทิตย์กว่าๆ ทำให้การเดินทางของผู้เขียนพลอยชงักไปด้วย ต้องขอโทษขอโพยเป็นอย่างยิ่ง เอาละ หายหน้าไปหลายวัน อย่าเว้าหลาย ให้นำเสนอเรื่องอินเดียอย่างเดียวก็พอแล้ว

     ก็ขอทวนความทรงจำหน่อยว่า เวลานี้เรายังอยู่ที่พุทธคยา คือความจริงแล้วผู้เขียนจะพาท่านผู้อ่านบินข้ามไปยังเนปาลเลยก็ได้ ผู้เขียนน่ะสบาย คือจบง่าย แต่ท่านผู้อ่านจะไม่ได้ประโยชน์ ไหนๆ ก็ทำนำเสนอทั้งที ต้องทำให้รัดกุม แบบที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในองค์ของพระธรรมกถึกนั่นแหละว่า "แสดงธรรมไปโดยลำดับ ไม่ตัดลัดให้ขาดความ" ดังนั้น จึงจำต้องพาท่านผู้อ่าน "ดูพุทธคยา" ให้ครบทุกมุมมอง เพราะถ้าจากพุทธคยาไปแล้ว เราก็จะไม่หวนกลับมาที่นี่อีก เพราะผู้เขียนจองตั๋วขากลับไว้โน่น ที่พาราณสี

 

วันนี้จะพาท่านผู้อ่านไปดูสถานที่สำคัญ เป็นกองบัญชาการ กองบังคับการ หรือสถานที่ควบคุมบริเวณพุทธคยาทั้งหมด เรียกว่าสำนักงานพุทธคยา สำนักงานแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นมาตามมติสภาแห่งรัฐพิหาร ตามที่มีการประท้วงของชาวพุทธทั่วโลก นำโดย พระธรรมปาละ ชาวศรีลังกา ซึ่งเข้ามาต่อสู้เรียกร้องให้บริเวณพุทธคยากลับมาเป็นของชาวพุทธ ยุคธรรมปาละนั้นก็อยู่ในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งการมาของท่านธรรมปาละนั้น เป็นช่วงเดียวกับการมาของ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม พอดี ยังมีรูปที่คันนิ่งแฮมถ่ายไว้ และมีท่านธรรมปาละติดอยู่ในภาพด้วย

พระธรรมปาละเป็นชาวศรีลังกา เดินทางมาไหว้พระในอินเดีย แต่พบว่า พุทธคยาถูกปกครองโดยนักบวชฮินดูที่เรียกชื่อว่า มหันต์ พวกนี้มีกรรมสิทธิ์เหนือพุทธคยามานานหลายร้อยปี มิได้ใส่ใจไยดีในบริเวณพุทธคยาแต่อย่างใด ธรรมปาละจึงเริ่มเจรจาต่อรอง ฝ่ายมหันต์อ้างกรรมสิทธิ์ที่ดิน ฝ่ายพุทธอ้างกรรมสิทธิ์ทางศาสนา เถียงกันไปเถียงกันมาจนลามปามเป็นการทะเลาะวิวาทกันอยู่นานหลายปี ตีกันหัวร้างข้างแตก ฟ้องโรงฟ้องศาล แม้ทางชาวพุทธญี่ปุ่นจะยื่นมือมาช่วยออกเงินซื้อบริเวณพุทธคยาก็ไม่สำเร็จ ลามปามกลายเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ ยืดเยื้อยาวนาน จนกระทั่งท่านธรรมาปาละมรณภาพไปเสียก่อน กระทั่งอินเดียประกาศอิสรภาพจากอังกฤษในวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2490 ท่านศรี ยวาหระราล เนรูห์ ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก

     อีก 2 ปีถัดมา (พ.ศ.2492) สภารัฐพิหาร ได้ออกพระราชบัญญัติพุทธคยาขึ้นมาฉบับหนึ่ง กำหนดให้ "พวกมหันต์หมดสิทธิ์ในการยึดครองสถานที่พุทธคยา" และให้ "มีคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาบริหารพุทธคยาแทนมหันต์"

คณะกรรมการที่ว่านั้น ประกอบด้วย กรรมการฝ่ายพุทธ 4 คน กรรมการฝ่ายฮินดู 4 คน และให้ผู้ว่าการรัฐคยาเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง รวมเป็น 9 ตำแหน่ง แต่ก็ยังมีการซิกแซกอีกด้วยว่า "2 ใน 4 ของกรรมการฝ่ายฮินดูนั้น ต้องตั้งจากพวกมหันต์ผู้ครอบครองพุทธคยาอยู่ก่อน"

พระราชบัญญัติฉบับนี้ เปิดโอกาสให้ชาวพุทธจากทั่วโลกเดินทางมาแสวงบุญ ณ พุทธคยา ได้โดยเสรี พอถึงปี พ.ศ.2499 รัฐบาลกลางแห่งอินเดีย โดยท่านศรียวาหระราล เนรูห์ จึงได้จัดพิธีพุทธชยันตีอย่างยิ่งใหญ่ แบ่งงบประมาณแผ่นดินเข้าฟื้นฟูพุทธสถานสำคัญทั่วอินเดีย และเชิญชวนชาวพุทธจากทั่วโลกให้เข้าไปสร้างวัดไว้ในบริเวณพุทธสถานต่างๆ ซึ่งวัดไทยพุทธคยา ก็ถือกำเนิดมาจากหนังสือเชิญฉบับนั้น ของท่านศรีเนรูห์

 

นี่คือประวัติของพุทธคยาแบบคร่าวๆ ต่อไปเราก็จะเข้าไปชมบริเวณ ออฟฟิศ พุทธคยา ที่ว่านั้น

    

 

พระธรรมปาละ

(17 กันยายน พ.ศ. 2407 - 29 เมษายน พ.ศ.2476)

ผู้ต่อสู้เรียกร้องจนชาวพุทธสามารถเข้าไปสักการะบริเวณพุทธคยาได้โดยเสรี
 

ด้านหน้าออฟฟิศพุทธคยา

 

ประตูเข้าสู่กองบัญชาการพุทธคยา

 

ภายในบริเวณออฟฟิศพุทธคยา

 

พระพุทธรูปด้านหน้าออฟฟิศ

 

อีกภาพหนึ่ง

 

เดินไปด้านข้าง ก็จะมีห้องเล็กๆ มีคนทำงานอยู่ด้านใน

 

คุณลุงคนนี้มิทราบว่าเป็นกรรมการท่านไหน

 

รายนามคณะกรรมการบริหารพุทธคยาในปัจจุบัน

 

อีกส่วนของสำนักงานฯ ก็จะแบ่งเป็นห้องสมุดพุทธคยา

 

พระพุทธรูปในห้องสมุดพุทธคยา

 

ภาพมุมกว้าง

 

ภาพมุมสูง

 

หนังสือในห้องสมุดพุทธคยา

 

ผู้ใช้บริการ

 

หนังสือส่วนใหญ่ก็เป็นภาษาฮินดีกับภาษาอังกฤษ

 

ก็หมดเรื่องในออฟฟิศพุทธคยาแล้วล่ะ


 

ตลาดพุทธคยา

 

เป็นอะไรที่ต้องเรียกว่า "ไม่ไปไม่ได้" เหมือนสโลแกนของการท่องเที่ยวไทยยังงั้นแหละ คือว่าถ้าอยากเห็นอินเดียแท้ๆ ก็ต้องเข้าตลาดสดอินเดีย ไม่งั้นไม่ได้เห็น เพราะบริเวณพุทธคยานั้นเป็นอินเตอร์เนชั่นแนล หรือเป็นสถานที่สากล ระดับนานาชาติ นักท่องเที่ยวและนักแสวงบุญทุกคนต้อง "มีเงิน" ถึงมีวาสนาได้มาไหว้พระที่นี่ ดังนั้น จะไปเห็นอินเดียในพุทธคยาได้ไง เพราะมองไปมุมไหนในพุทธคยา ถ้าไม่เจอ "ไทยพุทธ" ก็ต้องเป็น พม่าพุทธ ศรีลังกาพุทธ จีนพุทธ ไต้หวันพุทธ ญี่ปุ่นพุทธ อเมริกันพุทธ ฯลฯ ส่วนแขกอินเดียนั้นก็ตั้งตลาดขายของอยู่แถวๆ ด้านหน้าพุทธคยานั่นแหละ

 

เขียนอย่างนี้ก็ไม่มีวันเห็นภาพ ต้องใช้ระบบแม็คอินทอช คืออธิบายด้วยภาพ หรือแผนที่ ดังต่อไปนี้

 

 

ตัวตลาดพุทธคยาที่ว่านี้ก็เป็นเส้นทางเดียวกับทางเดินเข้าสู่พุทธคยานั่นแหละ คืออยู่ทางทิศเหนือของพุทธคยา มีถนนตัดตรงจากทางตะวันตกไปตะวันออก เดินไปได้กึ่งทาง ก็จะพบประตูเข้าสู่พระเจดีย์พุทธคยาอยู่ทางขวามือ ถ้าเลี้ยวขวาก็เข้าพุทธคยา แต่ถ้าเดินตรงไปก็จะมีตลาดอยู่สองข้างทาง แถมยังมีถนนตัดหน้าเป็นทางตันอีกต่างหาก บีบให้เราต้องเลี้ยวซ้ายหรือไม่ก็เลี้ยวขวา แถบนั้นทั้งหมดเป็นตัวตลาดที่จะพาท่านผู้ชมไปเดินช็อปกันในบัดนี้

 

 

 

ถนนและตลาดพุทธคยา

 

ถ่ายจากถนนอีกฝั่งหนึ่ง รั้วที่เห็นยังถูกดัดแปลงเป็นที่โชว์รองเท้า

 

กาดแลง หรือตลาดพุทธคยาเวลาเย็น

 

กาดมั่ว คือเจรจาต่อรองจนมั่วไปหมด ไม่รู้ใครเป็นใคร

 

มั่วสุดๆ เพราะนอกจากเสียงพ่อค้าและลูกค้าเจรจากันว่าด้วยราคาแล้ว
ก็ยังมีเสียงกระดิ่งรถจักรยาน แตรรถยนต์-จักรยานยนต์ กดกันระงมไปหมด
เรื่องตาดีได้ตาร้ายเสียนั้น ชิดซ้ายไปเลย เมื่อจะเจอ
กาดมั่วอินตะระเดีย

 

หลังคามุงด้วยซีแพคโมเนียอินเดียยุคแรก

 

วู้ ! มีเน๊ตคาเฟ่บริการด้วย ไอ้รูเล็กๆ นั่นแหละ มุดเข้าไปออนไลน์โลด

 

ถนนข้าวสาร เอ๊ย ตลาดข้าวสารพุทธคยา
ข้าวหอมมะลิเจอหอมสุชาดายังชิดซ้าย

 

ข้าวเหนียวหรือข้าวจ้าวก็ไม่รู้

 

เดี๋ยวนี้ข้าวขาวขายไม่ค่อยออกแล้ว
เพราะคนชอบชีวจิตเป็นเทรนด์ใหม่

 

นี่น่าจะเป็นข้าวเม่า หรือไม่ก็ข้าวตอก บาลีเรียกว่า ลาชะ

 

คลีนิคหมอชีวก 30 บาทรักษาทุกโรค

 

ทางสายกลางการท่องเที่ยว ขายหนังสือพุทธศาสนาทุกชนิด
 

 

ถามเล่มใดก็บอก "มีเล่มเดียว" และ "เล่มสุดท้าย"
เพื่อนพระท่านกระซิบว่า "อย่าไปเชื่อมัน"

 

นี่ร้ายโชห่วย ขายของชำ จิปาถะ

เป็นแถวๆ ห้อยย้อยอยู่นั้น นึกไปเหมือนชมพูแฟซ่าสมัยก่อน ฉีกซองเทผงใส่หัว ราดน้ำเข้าไป ฟองฟุ้งเต็มหัว ทางเหนือเรียก "ผงสระหัว" ขายแข่งกับสบู่นกแก้ว รุ่นตกน้ำไม่ละลาย

 

โชว์รูมร้องเท้าชั้นนำในพุทธคยา อาดีดาสถอยไป
แถวๆ นี้เขาใช้แต่
"เกือกแตะ" ใครขืนสวมของดีมีหวังหายจ้อย

 

 

โอวมาย..ติดแอร์ด้วยเปล่าเนี่ย จะเข้ายังเขิน..

 

นี่ของจริง โบ๊เบ๊ถอยไป

 

รับอะไรครับหลวงพี่

 

บ้านหม้อ

 

สไตล์การนั่งแบบหลวงพ่อคูณ รุ่นเงินไหลมาเทมา

 

ร้านขายพลาสติก

 

GOOD & BEST

ก็ไม่รู้ว่าระหว่าง GOOD กับ BEST นี่ อย่างไหนดีกว่ากัน

 

ขนมปังปอนด์สดๆ

 

นี่อีกยี่ห้อหนึ่ง แบบว่าใครแน่ใครอยู่
ตลาดเสรี ไม่มีการกีดกันการค้า
และไม่มีทหารปฏิวัติเพื่อยึดทรัพย์ผ่าน คตส.

 

เห็นแล้ว น้ำยายไหย..

 

ไข่อะไร ? เฉลยว่า ไข่ต้ม

แปลกมาก ชาวอินเดียนิยมกินไข่ต้ม ไปเมืองไหนก็เจอร้านไข่ต้ม แต่รสชาติคงไม่ต้องบอกนะ เพราะไม่ว่าไข่อินเดียหรือไข่ไทยก็คงต้มได้รสเดียวเท่านั้น ยกเว้นไข่พะโล้

 

นี่ไง มาตรฐานการค้าอินเดีย
ตราชู หรือตราศาลอาญา ประเดี๋ยวจะพาท่านไปดูศาลฎีกา

 

ร้านนี้ขายข้าวราดแกงเคอรี่ กลิ่นเตะจมูกเหลือเกิน

 

ถัดมาเป็นขนมหวาน ดูไปคล้ายกะหรี่ปั๊ปของมวกเหล็ก สระบุรี

 

หมี่ทอดกรอบ และอะไรดำๆ ก็ไม่รู้

 

นี่ของโปรดของเขานะ กินกันทุกคนเชียว

 

ขนมหวานน้ำตาลหยาดเยิ้มเชียว

 

ร้านนี้แบกะดิน

 

บะนาน่า กล้วยแขก ตัวจริงเสียงจริง

 

องุ่น ทับทิม แอ๊ปเปิ้ล

 

ตลาดอัลเบอร์สัน ลาสเวกัส ยังอาย

 

ฝรั่งขี้นก

 

มะขามป้อม ลูกโตเกือบเท่าไข่ไก่ ไม่น่าเชื่อ
กัดนิดเดียว ตาสว่างยิ่งกว่าดูรายการเจาะใจ

 

นายห้างตัวจริง
(เมียมีเมียพี่ต้องมา นี่เมียไม่มาก็เพราะว่าเมียไม่มี)
พ่อบ้านอินเดียร้องเพลงยอดรัก สลักใจ เป็นแถวๆ

เพราะอินเดียนั้นประเพณีเขามีผู้ชายไว้ให้ผู้หญิงหมั้นหมาย คือหมายถึงว่าเป็นฝ่ายออกสินสอดทองหมั้น ส่วนฝ่ายชายนั้นเป็นฝ่ายเรียกร้องค่าตัว ครอบครัวไหนมีลูกสาวก็ร้าวราน บิดามารดาต้องเก็บหอมรอมริบเงินทองไว้ เผื่อลูกสาวโตจะได้ออกเหย้าออกเรือนกับเขา ไม่งั้นหาผัวยาก ภริยาคนไหนเกิดลูกออกมาเป็นผู้หญิงก็ต้องกินน้ำตาไปเป็นปี เพราะมีประเพณีดังว่ามานี้ ทีนี้พอแต่งงานแล้ว ผู้หญิงอินเดียก็จะถูกกักกันให้ทำแต่งานในบ้าน เช่น ตักน้ำ ตำข้าว ฯลฯ ส่วนฝ่ายชายก็ต้องไปทำงานนอกบ้าน เพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว คำว่า "บ่าว" ซึ่งแปลวา ขี้ข้า นั้น ถูกต้องแล้วที่นำมาใช้เป็นชื่อของผู้ชายในวันแต่งงานว่า "เจ้าบ่าว" เพราะต้องทำงานเลี้ยงเมียตลอดชีพ ไม่มีการปลดเกษียน สรุปว่า สตรีอินเดียเสียเปรียบตอนก่อนแต่ง แต่หลังแต่งแล้วจะได้เปรียบผู้ชายตลอดชีพ ต่างกับผู้ชายไทย ก่อนแต่งต้องหาสินสอดทองหมั้นไปให้แม่เจ้าสาว พอแต่งงานแล้วก็เอาแต่กินเหล้า ปล่อยให้เมียทำงานทั้งในและนอกบ้าน เลี้ยงลูกเลี้ยงเต้า สารพัดอย่าง เอ..ชักจะลังเลแล้วสิ ว่าเป็นเจ้าบ่าวเมืองไหนดี ระหว่างอินเดียกับไทยแลนด์

 

ร้านซ่อมรองเท้า อุปกรณ์อีเล็คโทรนิค
เสียงดังพอๆ กับซ่อมคอมพิวเตอร์เชียว

 

อินเดียเป็นเมืองที่คนใช้หัวมากที่สุดในโลก

 

พระวัดไทย เวกัส หรือเปล่าเนี่ย ขับรถไม่มีใบขับขี่

 

ขายอะไรอีหนู ?

 

จากตลาดผลไม้ก็มาสู่ตลาดผักสด

 

มะนาว มะเขือเทศ ขิง พริก และ ฯลฯ

 

กะหล่ำ

 

หัวผักกาด คนจีนเรียกไชเท้า

 

ดูเอาเองนะ

 

มะเขือเทศ มันฝรั่ง หอมบั่วหรือหอมแดง แตงกวา ฯลฯ

 

นี่ไง กระบวนการยุติธรรมของอินเดีย
แม้ศาลจะชั่งน้ำหนักอย่างไร ก็ต้องให้ลูกความ เอ๊ย ลูกค้าพิจารณาร่วมด้วย
เป็นการให้ความยุติธรรมทั้งสองฝ่าย แม้แต่แม่ค้าก็ไม่กล้าตัดสิน
 

 

มุสลิมพุทธคยากำลังละหมาด

 

จังหวะสอง

 

จังหวะสาม

 

นี่อีกร้านหนึ่ง

 

ล้าซซี่

เดินตลาดนานๆ คอชักแห้ง เพื่อนพระบอกว่า "จะพาไปชิมโยเกิร์ตปั่น รสแซ๊บแซ่บ" ถามว่ามันคืออะไร ท่านบอกว่า Top Secret ไม่บอกจนกว่าจะได้ชิม ว่างั้น ร้านนี้อยู่ที่หน้าพุทธคยานั่นแหละ บริเวณก็กว้างขวางพอๆ กับบาร์เบียร์ มีเก้าอี้อยู่ 4-5 ที่ ยืนสั่งแล้วจะนั่งหรือยืนรอก็ไม่บังคับ

 

กรรมวิธีนั้นดูไม่ทัน เพราะพ่อค้าเขาเอ็กส์เปิร์ตยิ่งนัก
ใช้ไม้ปั่นโยเกิร์ตไวกว่าลูกข่างหมุน ดูสิ

 

เสร็จแล้ว ก็จะตักใสแก้วเรียวเล็ก กะไว้ไม่ให้เต็มแก้ว แล้วเปิดชามนั่น ใช้ช้อนตักโยเกิร์ตลอยหน้าโยเกิร์ตปั่นนั้นเพียงบางๆ เสียบด้วยหลอดเล็กๆ ส่งให้ลูกค้า พอรับมาชิมแล้ว "อึ้ม ! หวาน เย็น อร่อยแฮะ" แต่..ดูดไม่กี่ทีก็หมดแก้วแล้ว เหมือนโอเลี้ยงเมืองไทยในตลาดหมอชิตชะมัดเลย จะสั่งแก้วที่สองก็เกรงว่าจะเสียมารยาท อีกทางหนึ่งก็กลัวท้องเสีย กินทั้งกล้าทั้งกลัวก็ที่อินเดียนี่แหละ ไว้โอกาสหน้าเถิดโอฬาร

 

 

พอเจ้าล้าซซี่ถูกดูดจนหมดแก้ว พระเพื่อนก็กระซิบว่า "กลับวัดเถอะ"

การชมตลาดพุทธคยาของพระยาน้อยก็เอวังลงด้วยประการฉะนี้

 


 

การให้ทานที่วัดไทยพุทธคยา

 

นั่งสามล้อกลับเข้าวัดไทยพุทธคยา กะว่าจะให้สามล้อไปส่งถึงหน้าห้องพักด้านใน แต่ปรากฏว่าจราจรติดขัด เพราะมีเด็กเล็กๆ นั่งเรียงแถวซ้าย-ขวา อยู่เต็มฟุตบาตไปหมด จึงถามพระท่านดู ท่านก็บอกว่า "อ๋อ มีคนศรัทธามอบเงินให้วัดจัดเลี้ยงเด็กแถวนี้น่ะ" ผู้เขียนก็เลยมีโอกาสเห็นการกินแบบอินเดียขนานแท้ในคืนนั้น

 

เห็นไหมว่าวุ่นวายไปหมด

 

ถามว่า เด็กมาจากไหน ไกด์ก็ตอบว่า เด็กแถวๆ นี้แหละ มาประจำ

 

สีแดงเยอะหน่อย เพราะอินเดียเป็นประเทศประชาธิปไตยใหญ่สุดในโลก

 

การจัดเลี้ยงที่วัดไทยพุทธคยา

 

โต๊ะ เก้าอี้ ถ้วย จาน ช้อน กระดาษ ไม่ต้องซักอย่าง

 

วางจานสานด้วยใบไม้ลงบนพื้นเรียงรายไป
ถ้าไม่เห็นคนกิน ก็อาจจะเข้าใจว่า ไม่ใช่คนกิน

 

จากนั้นก็ตักข้าวใส่ลงไปบนจาน

 

ตามด้วยแกงมัสมั่น

 

ผู้รับเลี้ยงก็จะใช้มือพุ้ยข้าวเข้าปากโดยอัตโนมัติ

 

หลายร้อยคนนะเนี่ย

 

รอแกง

 

ได้กับแกงครบแล้ว ชามใครชามมัน

 

แซ่บ พอๆ กับ เทอริยากิ

 

น้ำตาไหลเลย ไม่อร่อยให้มันรู้ไป

 

ถ้อยทีถ้อยอาศัย

 

เป็นระเบียบเรียบร้อย

 

น้ำดื่มคนละขวด

 

นี่รักน้อง พามางานเลี้ยงด้วย

 

เติมข้าว-แกง รอบสอง แบบว่าเลี้ยงไม่อั้น

 

ชักจะอิ่มแล้วล่ะ

 

ทั้งพระทั้งโยม บริการเต็มที่

 

ทำทั้งบุญ ทำทั้งทาน

 

คณะโยมคนไทยผู้มีใจเมตตา บริจาคเลี้ยงในวันนั้น

ผู้เขียนถามว่า จัดเลี้ยงแบบนี้แพงไหม
พระท่านก็ตอบว่า
"ไม่กี่พันรูปี" ก็หมายถึงไม่กี่พันบาท
ตีซะว่า 2-3 พันบาท ต่อคนหลายร้อย คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

 


อิ่มทั้งผู้ให้ อิ่มทั้งผู้รับ

 

 

 

พอไหม ไม่พอบอกนะหนู
ขอให้เจ้าภาพจงเจริญ คิดเงินให้ได้ทอง คิดทองให้ได้เงิน

 

สนุกไม่สนุก ดูเด็กวิ่งเล่นก็รู้

 

แต่เกิดเหตุขัดข้อง พอเลี้ยงไปได้ไม่นาน ไฟฟ้าเกิดดับวูบลง พอไฟสว่างอีกที งานนี้เละเลย เด็กๆ วิ่งเหยียบจานข้าวเสียไม่มีชิ้นดี แต่พระเจ้าหน้าที่บอกว่า "เป็นธรรมดา วันไหนไฟพุทธคยาไม่ดับก็แสดงว่าประหลาด ประเดี๋ยวเจ้าหน้าที่เก็บกวาดซักไม่กี่นาทีก็เสร็จ" แสดงว่าท่านมีประสบการณ์ผ่านงานมาเยอะ

จับภาพมาถึงตรงนี้ผู้เขียนรู้สึกทั้งเหนื่อยทั้งง่วง อีกอย่างพรุ่งนี้ก็จะเดินทางไปต่างเมืองแล้ว ต้องขอตัวไปพักผ่อนก่อน นะคืนนี้

 

ราตรีสวัสดิ์

 

พระมหานรินทร์ นรินฺโท
วัดไทย ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา
26
กุมภาพันธ์ 2553
9
:00 P.M. Pacific Time.

 

 

 

 

E-Mail ถึง บก.
peesang2003@hotmail.com

All Right Reserved @ 2003

alittlebuddha.com  วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264