พระมหานรินทร์ ใน อินเดีย ตอนที่ 7

 

ตอนที่ 6 ที่ผ่านไปนั้น ผู้เขียนนำท่านผู้อ่านทัศนะศึกษาบริเวณองค์พระเจดีย์พุทธคยา ซึ่งนับถือว่าเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลกในปัจจุบัน ดังพระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต ป.ธ.9) วัดญาณเวศกวัน นครปฐม ท่านให้คำนิยมไว้ว่า "จะเผยแผ่ไปถึงไหน ศูนย์กลางใหญ่ก็คือพุทธภูมิ" พุทธคยามีความสำคัญดังว่ามาฉะนี้

และวันนี้ผู้เขียนจะขอพาท่านผู้อ่านเดินจงกรมรอบๆ บริเวณพุทธคยา (ไม่ใช่รอบพระเจดีย์พุทธคยา) อันกว้างใหญ่นั้นว่ามีภูมิประเทศเป็นเช่นใด ความจริงแล้วผู้เขียนน่าจะบรรยายภาพรวมของพุทธคยาเสียก่อน แต่กลัวจะเสียธรรมเนียมว่า ไม่ว่าใครเมื่อไปถึงพุทธคยาก็ต้องตรงแน่วเข้าไปไหว้พระพุทธมหาเมตตาอันประทับเป็นองค์ประธานกลางพระเจดีย์ใหญ่นั้น จากนั้นก็จะเดินอ้อมไปด้านหลังเพื่อนมัสการพระแท่นวัชรอาสน์และพระศรีมหาโพธิ์ เสร็จกิจกรรมหลัก 3 ประการดังว่ามานี้แล้วจึงค่อยใช้เวลาไปดูโน่นดูนี่ตามแต่อัธยาศัย นี่ไงที่ผู้เขียนว่าเป็นธรรมเนียม เพราะขืนพาท่านผู้อ่านเดินเวียนรอบนอกพุทธคยาโดยไม่ยอมพาไปไหว้พระพุทธเมตตา พระแท่นวัชรอาสน์ และพระศรีมหาโพธิ์ซักกะที ก็มีหวังลูกทัวร์หนีหมดแน่ เรื่องก็เลยกลายเป็นว่า การจะสำรวจพุทธคยานั้นต้องสำรวจจากภายในออกไปข้างนอก มิใช่การสำรวจจากข้างนอกเข้าไปข้างในดังที่นิยมทำในที่ทั่วไป ดังพรรณนามาฉะนี้
 

 

พระเจดีย์พุทธคยา

 

มุมนี้ถ่ายจากด้านหน้าเยื้องมาทางทิศใต้

 

เดินจากทิศตะวันอกเฉียงเหนือมาทิศตะวันออกเฉียงใต้
เยื้องด้านหน้าพระเจดีย์มานิดหนึ่ง จึงกดชัตเตอร์เก็บภาพมุมนี้

 

 

ทิศตะวันออกเฉียงใต้ในมุมกว้าง

 

ภาพรวมพุทธคยา ถ่ายจากทิศใต้ของพระเจดีย์

 

นี่ก็ทิศใต้ แต่ไกลออกมา

 

ทิศตะวันออกเฉียงใต้ มองไปทางทิศเหนือ

 

ทิศใต้และทิศตะวันตก

 

ท่านผู้อ่านสังเกตไหมว่า ทำไมภาพที่เห็นนั้น บริเวณพุทธคยาจึงอยู่ต่ำลงไป ทั้งๆ ที่ผู้เขียนก็ไม่ได้ขึ้นต้นไม้ถ่ายรูปซักหน่อย ความจริงก็ดังที่เคยบอก คือว่า จากการขุดค้นพุทธคยาในสมัยอังกฤษครองอินเดียนั้น บริเวณนี้มีซากปรักหักพังของถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนามหาศาล ซึ่งถูกมุสลิมทำลายล้างลงไป พอทำการขุดค้นก็ไม่รู้จะเอาซากเหล่านั้นไปไหว้ที่ไหน จึงมีการขุดมากองไว้รอบๆ พุทธคยา บริเวณโดยรอบจึงกลายเป็นเนินดินสูงขึ้นถึง 5 เมตร ต้องทำบันไดลงไปหลายสิบขั้นจึงจะถึงพื้นด้านล่างของพุทธคยาในปัจจุบันได้ ดังนั้น ที่เห็นบริเวณพุทธคยาอยู่ต่ำลงไปน่ะอย่างสงสัยเลย เพราะมีที่ไปที่มาอย่างนี้แหละ

 

ทางเดินเข้าสู่พุทธคยาจากทิศตะวันออก
เมืองตรงไปจะเป็นทิศใต้ และจะเห็นแนวเนินดินสูงขึ้นไปถึง 5 เมตร

 

ด้านหน้าเจดีย์เล็กทางทิศเหนือของพระเจดีย์ใหญ่

 

ป้ายด้านหน้าพระเจดีย์เล็กองค์นี้

ระบุว่าเป็น อนิมิตเจดีย์ สถานที่ทรงเสวยวิมุตติสุขอีกแห่งหนึ่ง
ในบรรดาสัปดาห์ทั้ง 7 ที่เสวยวิมุตติสุข

 

 

ถ่ายจากหน้าพระเจดีย์เล็กไปทางทิศเหนือ
ทางเดินก็จะไปชนกับแนวคอนกรีตซึ่งมีทางเดินสูงชั้นนอกอยู่ด้านบน
เส้นทางบีบให้เราต้องเลี้ยวซ้ายไปทางทิศตะวันตก

 

ถ่ายจากหน้าพระเจดีย์เล็กไปทางทิศใต้
จะเห็นทางเดินเข้าสู่พระเจดีย์จากซ้ายไปขวา
ส่วนทางเดินตรงไปจากในภาพนี้เป็นทางเดินรอบนอกพระเจดีย์

 

ถ่ายเยื้องเข้าไปทางพระเจดีย์อีกนิด เพื่อให้เห็นภาพรวม

 

 

ถ่ายภาพจากทิศใต้ไปทิศเหนือ
เจดีย์ที่เห็นในภาพนั้น อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระเจดีย์ใหญ่
นอกนั้นก็มีเจดีย์เล็กระเกะระกะอยู่เต็มบริเวณดังที่เห็นในภาพ

ถ่ายภาพจากทิศใต้สุด ตรงไปยังทิศเหนือ
 

เยื้องมาทางตะวันตกอีกนิดก็จะเห็นเช่นนี้

 

 

ที่เห็นคนเดินอยู่นั้น เป็นทางเดินจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก
แต่เส้นทางอยู่ในทิศใต้ของพระเจดีย์

 

เลยพระเจดีย์เล็กองค์นั้นมาทางด้านเหนือก็จะเป็นเช่นนี้
ภาพนี้ผู้เขียนยืนอยู่บนทางเดินรอบนอกสุดของพุทธคยาส่องกล้องลงไป

 

ทางเดินรอบในก่อนถึงองค์พระเจดีย์
ทางเส้นนี้ตัดจากหน้าพระเจดีย์มาทางทิศเหนือ

 

ทิศเหนือของพระเจดีย์

 

อีกภาพหนึ่ง

 

ถ่ายจากมุมเกือบๆ จะเหนือสุดไปทางทิศตะวันตก

 

ทางเดินชั้นนอกสุด (สูงสุด)
ถ่ายจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

 

มุมนี้ถ่ายจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้

 

ถ่ายลงไปด้านล่าง จะมีทางอีกเส้นหนึ่งรอบพุทธคยา

 

บริเวณภายใน จะเห็นนักบวชพุทธนานาชาติปฏิบัติธรรมกันอย่างเคร่งครัด

 

 

ทางเดินจากประตูหลังเข้าสู่พระมหาเจดีย์ (ทิศตะวันตก)

 

จากทางเดินเข้าสู่พระเจดีย์ทิศตะวันตกไปทางทิศเหนือ (ตกเฉียงเหนือ)

 

จากทางเดินเข้าสู่พระเจดีย์ทิศตะวันตกไปทางทิศใต้ (ตกเฉียงใต้)

 

ก็หมดภาพรวมของพุทธคยาที่ว่ามาฉะนี้

 


 

ต่อไปนี้ผู้เขียนจะนำเสนอสิ่งละอันพันละน้อย คือพระเจดีย์เล็กๆ ที่แรกนั้นมีผู้ศรัทธาสร้างไว้อย่างมากมายภายในพุทธคยา ไม่รู้ว่าสร้างสืบกันมากี่ร้อยกี่พันปี พอมุสลิมเข้าทำลาย พระเจดีย์เล็กเอย พระพุทธรูปเอย ล้วนถูกทำลาย่อยยับ พอขุดค้นขึ้นมาก็พบว่าไม่สมบูรณ์ จึงถูกนำมาสร้างเป็นพระเจดีย์เหล่านี้ พระพุทธรูปเหล่านั้นเล่าก็ถูกนำมาแปะไว้ตามพระเจดีย์ต่างๆ ดังที่เห็น

 

เจดีย์เล็กกลุ่มนี้อยู่ด้านหน้าพระเจดีย์ใหญ่ แต่เยื้องไปทางทิศเหนือ
(คือทิศตะวันออกเฉียงเหนือนั่นแหละ)

 

แผงไม้ที่เห็นเหล่านีคือแท่นกราบของชาวพุทธทิเบต
ซึ่งมีวิธีการกราบพิสดารมาก ประเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

 

สององค์นี้อยู่ทางเหนือของทางเดินเข้าสู่พระเจดีย์ด้านหน้า

 

พระแตกหักสารพัดถูกนำมากองรวมกันดังที่เห็น

 

นี่ก็อีกองค์หนึ่ง

 

ถ่ายรวบสามองค์เข้าไปด้านใน

 

ศิวลิงค์ ?

 

อ่านว่าอะไรไม่รู้

 

ดูเอาเองนะ

 

นี่อีกกลุ่มหนึ่ง

 

องค์นี้อยู่ด้านหน้าพระเจดีย์ใหญ่ แต่เยื้องมาทางใต้

 

นี่ก็อีกองค์ ทิศใต้เช่นกัน

 

โฟกัสส่วนยอด

 

อีกองค์หนึ่ง

 

พระซุ้มเจดีย์เล็ก

 

กลุ่มเจดีย์เตี้ยทางทิศใต้ของเจดีย์ใหญ่

 

ถ่ายเป็นแถว

 

อีกมุมหนึ่ง

 

เห็นพระเจดีย์ใหญ่ด้วย

 

เจดีย์ทรงอะไร ?

 

องค์นี้อยู่ตรงไหนก็จำไม่ได้

 

 

เจดีย์จิ๋ว  เพราะเล็กจริงๆ เขาก็เก็บไปวางไว้อย่างที่เห็นนั่นแหละ

 

ศิวลิงค์รอบทางเดินพุทธคยา

ท่านระบุว่า เมื่อพระพุทธศาสนาถูกมุสลิมทำลายล้างจนสูญไปจากอินเดีย ในราว พ.ศ.1750 นั้น ต่อมาพวกพราหมณ์ก็เข้ายึดครองบริเวณพุทธคยา โดยนำเอาศิวลิงค์เข้ามาเพื่อดัดแปลงเป็นศาสนสถานของพราหมณ์ ต่อเมื่อชาวพุทธทำการประท้วงและเรียกร้องสิทธิในการครอบครองพุทธคยา พวกพราหมณ์มหันต์จำต้องยินยอมให้ชาวพุทธเข้าไปทำการนมัสการพระเจดีย์และพระศรีมหาโพธิ์ได้ แต่ซากศิวลิงค์ต่างๆ ก็ยังไม่ไปไหน ยังคงถูกนำไปวางไว้เป็นอนุสรณ์เตือนใจชาวพุทธว่า อย่าประมาท เพราะขนาดพุทธคยาศูนย์กลางพระพุทธศาสนายังเคยตกเป็นดินแดนของคนต่างศาสนามาแล้ว ถึงปัจจุบันนี้สิทธิในการครอบครองก็ยังมิใช่ของชาวพุทธเต็มร้อย ชาวพุทธได้สิทธิ์เพียงเข้าไปนมัสการพุทธสถานเท่านั้น

 

นี่ไง ศิวลิงค์ที่ว่า

ตื่นเช้ามาพวกพราหมณ์ที่นับถือนิกายศิวะก็จะเอาน้ำมารดบนหัวศิวลิงค์
แล้วน้ำก็จะไหลลงไป โดยเขาทำเป็นรางยาวออกไปอีกด้านหนึ่ง
ศิวลิงค์พวกนี้มีพบเห็นทั่วไปทั้งเก่าและใหม่ในอินเดีย

 

 

นี่ก็อีกตัวหนึ่ง

 

ศิวลิงค์ในพุทธคยา

 

เจดีย์เล็กทางใต้ของเจดีย์ใหญ่

 

เจดีย์เล็กด้านหลังเจดีย์ใหญ่ (หลังพระศรีมหาโพธิ์)
คืออยู่ในทิศตะวันตกของพระเจดีย์ใหญ่

 

อีกกลุ่มหนึ่ง

 

พระไทยทั้งนั้น

 

ศิลปะพระเจดีย์

 

สวยสู้พระเจดีย์วัดโพธิ์ไม่ได้แน่

 

ระฆังด้านหลังพระเจดีย์ (ทิศตะวันตก)

 

องค์นี้อยู่ด้านหลังพระเจดีย์เช่นกัน

 

ถ่ายไปทางพระเจดีย์และพระศรีมหาโพธิ์

 

ถ่ายเฉพาะองค์

 

องค์เดียวกันนั่นแหละ

 

องค์นี้ถูกดอกดาวเรืองปิดจนมิด

 

กลุ่มพระเจดีย์เล็กๆ ทางทิศเหนือของพระเจดีย์ใหญ่

 

มากมายมหาศาล

 


 

เสาอโศกในพุทธคยา

 

ก็เป็นเสาหินทรายแดงดังที่ทราบ และทราบว่าสร้างในสมัยพระเจ้าอโศก (พุทธศตวรรษที่ 3) บ้างว่ามีเพียงเสาเดียว (ในพุทธคยา) บ้างก็ว่าเสาด้านหน้านั้นก็เป็นเสาอโศกเช่นกัน ผู้เขียนจึงนำเสนอให้ท่านผู้อ่านทัศนาจารณ์เอาเอง

 

 

 

เสานี้อยู่ด้านหน้าพระเจดีย์ ตรงกลางทางเดินเข้าสู่มหาเจดีย์
ถ้าไม่สังเกตให้ดีก็จะไม่เห็น เพราะเป็นทางผ่าน

 

เสานี้อยู่หน้าสระมุจลินท์ ทางทิศใต้ของพระเจดีย์ ไกลออกไปพอประมาณ
อาคารที่เห็นนั้นเป็นท่าลงสู่สระมุจลินท์

 

เสาอโศกหน้าสระมุจลินท์

 

 

ไม่มีตัวหนังสือ ไม่มีจารึก

 

กลมเกลี้ยง

 

ฐานของเสาอโศก

 

มองไปทางทิศเหนือเห็นพระเจดีย์อยู่ไกลๆ

 


 

สระมุจลินท์

 

ทีนี้เมื่อมาถึงเสาอโศกแล้ว ก็ควรเดินไกลไปอีกนิดเพื่อชมสระมุจลินท์ ซึ่งตามพุทธประวัตินั้นระบุว่า แรกตรัสรู้ พระพุทธเจ้าทรงประทับนั่งเพื่อเสวยวิมุตติสุขอยู่ จู่ๆ ก็เกิด "อกาลเมฆ" คือฝนหลงฤดู ตกปรอยปรายไม่ขาดสายนานถึง 7 วัน พญามุจลินท์นาคราช ก็ได้ปรากฏกายใช้ร่างของตนเองเวียนรอบพระวรกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจนแทบมิด ด้านบนนั้น ได้แผ่พังพานเสมือนร่มขนาดใหญ่ปกป้องไม่ให้ฝนตกต้องพระวรกายได้ พญานาคกระทำเช่นนั้นอยู่นานถึง 7 วัน ครั้นฝนขาดเม็ดแล้ว จึงได้แปลงกายเป็นมานพนั่งประณมอยู่ใกล้ๆ ชาวพุทธรุ่นหลังรำลึกถึงอุปการคุณของพญามุจลินท์นาคราช จึงได้สร้างพระปางนาคปรกขึ้นบูชามาจนบัดนี้

 

อาคารด้านหน้าสระมุจลินท์

 

มุมซ้าย

 

มุมขวา

 

ปลา

 

มองจากภายในอาคารออกไปในทิศเหนือ

 

ยอดอาคารมีศิวลิงค์ตั้งอยู่

 

สระมุจลินท์

 

ป้ายภาษาฮินดี

 

พระพุทธรูปกลางสระมุจลินท์

 

โฟกัส

 

ผู้ชม

 

บางคนก็มาดู บางคนก็มาเลี้ยงปลา

 

ภาพรวม

 

อีกมุมหนึ่ง

 

 

น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา

 

สระมุจลินท์

 

ขอบสระทางตะวันตก

 

 

เห็นอะไรบ้าง

 

ปลาในสระมุจลินท์

 

ปลาในสระมุจลินท์

 

ปลาในสระมุจลินท์

 

ปลาในสระมุจลินท์

 

 

ราชายตนะ

 ต้นจิก สถานที่ทรงเสวยวิมุตติสุขอีกแห่งหนึ่ง

 


 

สวนสมาธิ

Meditation Park

ด้านตะวันออกเฉียงใต้ของพุทธคยา

 

มุมนี้แหละ ตะวันออกเฉียงใต้
ป้ายชี้ไปทางขวา บอก เมดิเทชั่น พาร์ค

 

ป้ายบอกเวลาเปิด-ปิด และค่าเข้าสวน

 

ในสวนมีหอระฆังอยู่ 2 หลัง
หลังแรกมีเสาระฆังสีทองและระฆังขนาดใหญ่ห้อยอยู่

 

ดูใกล้ๆ

 

ระฆัง

 

ระฆัง

 

ลายบนเสาระฆัง

 

ตัวหนังสือบนระฆัง

 

หอระฆังหลังนี้อยู่ห่างไปทางใต้
ทางเดินก็ลาดเอียงไปนิดหน่อย

 

ระฆังในหอระฆังแห่งที่สอง

 

ลวดลายบนระฆัง

 

อ่านเอาเอง

 

เสาทำด้วยไม้แกะเป็นลายมังกร

 

 

ป้ายบอกความสำคัญ

 

จากอาคารหลังที่สองนั้นลงมาทางด้านใต้อีก
(พื้นที่เอียงไปทางใต้)

 

ก็จะมีกุฏิกรรมฐานและสระน้ำอยู่ใต้สุดดังที่เห็นในภาพ

 


 

วาไรตี้ที่พุทธคยา

ขอแปลว่า ภาพเก็บตก ก็แล้วกันนะ เพราะว่ามีอะไรหลายอย่างที่เห็นแล้วทึ่งใจ จึงนำมารวมกันไว้ในหมวดนี้ ก่อนจะผ่านไปทางอื่น

 

พิธีถวายข้าวพระพุทธที่พุทธคยา

 

แห่เครื่องบูชาเวลาเช้าตรู่

 

คณะนี้สตรีนำ

 

อีกคณะหนึ่ง ถ้าไม่พม่าก็น่าจะเป็นศรีลังกา

 

ลามะและพุทธศาสนิกชนชาวทิเบต

 

ช่วงออกพรรษานั้น จะเป็นฤดูแสวงบุญของชาวพุทธทั่วโลกที่จะมุ่งหน้ามาสู่พุทธคยาและสังเวชนียสถานอื่นๆ แต่ที่พุทธคยาจะมากกว่าใคร โดยเฉพาะชาวทิเบตทั้งลามะนักบวช คฤหัสถ์ญาติโยมทั้งชาย-หญิง ก็จะชักชวนกันเดินทางไกลมาสู่พุทธคยา ตั้งแคมป์ ตั้งค่าย นำเอาสินค้าจากทิเบต เช่น ระฆัง ลูกประคำ เป็นต้น มาจำหน่าย พร้อมกับการบำเพ็ญบุญตามความเชื่ออย่างเคร่งครัด บ้างนั่งสมาธิ บ้างนั่งอ่านพระสูตร บ้างหมุนล้อแห่งธรรม ฯลฯ

 

ทุกคนจะมีไม้กระดานขนาดเท่ากับความสูงของตัวเองเพื่อใช้เป็นแท่นกราบ

วิธีกราบของทิเบตนั้นมหัศจรรย์มาก คือท่านจะทำท่านมัสการ (ประณมมือ) อยู่บนอก แล้วยกขึ้นเหนือเศียร (ท่วมหัว) จากนั้นก็จะลดมือทั้งสองข้างลงมาอยู่ริมตัว แล้วใช้มือทั้งสองนั้นเท้าลงไปที่ไม้กระดาน แล้วไถลตัวเองลงไปเหมือนวิดพื้น พอร่างกายแนบกับพื้นแล้วก็ยกมือขึ้นไหว้ท่วมหัว ก่อนจะใช้มือย้นร่างกายขึ้นไปยืน แล้วเริ่มทำการไหว้รอบใหม่ไปเรื่อยๆ บางคนทำเป็นชั่วโมงๆ จะเหนื่อยเพียงใดก็สุดเดา

 

ดูเอาซะ อย่าคิดว่าคนไทยเคร่งกว่าใครในโลกล่ะ เห็นแล้วอายเลย

 

เดินไปทางไหนก็เจอแต่ลามะๆๆ

 

ปฏิบัติบูชา

 



ผู้เขียนเห็นแล้วก็อยากทำมั่ง แต่ติดที่ไม่มีไม้กระดาน

 

หลวงพ่อองค์นี้นั่งนับถั่ว

 

ภิกษุณีจากประเทศไหนไม่รู้ กำลังนั่งสมาธิบนลานพระเจดีย์

 

พระแขก หากินอยู่ในพุทธคยา

 

ได้แล้ว "เงิน"

 

สามเณรอินเดียในพุทธคยา ขอเงินเก่งและตื๊อสุดๆ
ไม่รู้ลูกหลานใคร

 

ใบโพธิ์ต้นทางทิศใต้ของพุทธคยา

 

ใบโพธิ์

แปลกใจว่า ใบโพธิ์จากต้นอื่นที่มิใช่จากพระศรีมหาโพธิ์นั้น จะถูกทอดทิ้งเหมือนใบไม้ทั่วไป แต่ถ้าเป็นจากต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้ว เพียงแค่เห็นหล่นจากขั้วและปลิวลงมา ผู้คนซึ่งจ้องอยู่แล้วก็จะกรูกันเข้ายื้อแย่ง เห็นเป็นของศักดิ์สิทธิ์ นี่คือความแตกต่างระหว่างใบโพธิ์

 

โพธิ์ขี้นก

 

ต้นอโศกในพุทธคยา

 

กะเพราในพุทธคยา น่าผัดไหม

 

สมาชิกพุทธคยา ไม่ปรากฏสัญชาติ

 

ภิกษุณีองค์นี้ดูเคร่งขรึม เอาจริงเอาจังมาก มาจากไหนนะ

 

หล่อนเดินเวียนเทียนถึง 3 รอบ

 

เหลียวไปมองอีกที อ้าว กดฮัลโหลเล่นซะแล้ว

 

จับกล้องตะลุยเก็บภาพตั้งแต่ 6 โมงเช้า จนแดดร้อนเหมือนตอนเที่ยงวัน เดินอ้อมไปด้านหลังพระเจดีย์ เห็นมีคณะพระไทยกำลังฉันภัตตาหารอยู่ รู้ว่าเวลาเพลมาถึงแล้ว ผู้เขียนจึงรีบเก็บกล้อง เดินออกมาหน้าพุทธคยา ขึ้นสามล้อบอกจุดหมายว่า "Thai" พลางชี้ไปทางวัดไทยพุทธคยา บอกให้ขับเข้าไปถึงหน้ากุฏิสงฆ์ จ่ายเงินไป 15 รูปี พอดีพระท่านเห็นเข้าจึงนิมนต์ไปฉันที่โรงฉัน แม้ว่าจะไม่ทันท่านอื่น แต่นับว่าโชคดีที่อาหารยังไม่หมด

 

 

พระสงฆ์กำลังฉันภัตตาหารเพลในโรงฉันวัดไทย พุทธคยา

 

 

ฉันเสร็จก็เที่ยงตรง (โปรดดูนาฬิกา)

 

ผู้เขียนเดินเข้าโรงฉันเป็นคนสุดท้าย เห็นพระหลายรูปฉันใกล้เสร็จแล้ว ได้ข้าวมาจานหนึ่ง มองไปบนโต๊ะมีอาหาร 2-3 อย่าง จำได้ว่ามี แกงส้มหัวผักกาด ผัดถั่วฝักยาว และน้ำพริกกะปิ

แรกนั้นก็กะจะทานให้หายหิวเท่านั้น แต่พอตักข้าวกับน้ำพริกกะปิชิมเข้าไปเพียงคำเดียว รู้ได้ทันทีว่า "อร่อย" เลยลืมตัวฉันซะเพลิน หมดข้าวไปจานหนึ่ง จะขอจานที่สองก็เกรงใจท่านที่อิ่มแล้ว จากนั้นก็มีแอ็ปเปิ้ลมาเสิร์ฟท้ายอาหาร ก่อนประธานสงฆ์จะให้พร และแม่ชีให้พรเป็นรายการสุดท้าย

 

จะเพราะหิวจัดหรือไงก็ไม่ทราบ ที่ยังติดใจไม่หายจนป่านนี้ก็คือ น้ำพริกกะปิวัดไทยพุทธคยานั้น ขอบอกว่า อร่อยจริงๆ  !

 

พระมหานรินทร์ นรินฺโท
วัดไทย ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา
9 กุมภาพันธ์  2553
9
:00 A.M. Pacific Time.

 

 

 

 

E-Mail ถึง บก.
peesang2003@hotmail.com

All Right Reserved @ 2003

alittlebuddha.com  วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264