|
พระมหานรินทร์ ใน
อินเดีย ตอนที่ 2
เฮ้อ
! โล่งใจ
กัดฟันทำแผนที่บริเวณพระมหาเจดีย์พุทธคยาจนเสร็จ
หลังจากต้องเรียงความทรงจำ นำไปจัดอันดับรูปภาพที่จะนำเสนอเป็น
Exhibition ออนไลน์ ให้แฟนๆ ทุกท่านได้รับชมผ่าน
Talking Dictionary ซึ่งผู้เขียนยินดี
"จัดให้" ในเวอร์ชั่นพิเศษ
เป็นการใช้รูปภาพหรือสัญลักษณ์แทนตัวหนังสือ
หรือที่เรียกกันในปัจจุบันว่าคือ
Picture Language
นั่นเอง หลังจากทนฟังผู้ชมบ่นเมล์เข้ามาหลายวันว่า
"เมื่อไหร่จะฉายหนังม้วนสองเสียที
โฆษณาขายยานานเหลือเกินนะหนังกลางแปลงของมหานรินทร์นี่"
ผู้เขียนก็ประวิงเวลาไว้นิดๆ เพราะของดีมีน้อย ต้องค่อยๆ ชิม
ขอโฆษณาไว้ต้นม้วนนี้เลยว่า
นี่คือหนังพุทธประวัติประกอบภาพฉบับแรกของโลก
(ปานนั้นเชียว)
แต่จะสมราคาคุยหรือไม่ก็ต้องรอให้หนังจบเสียก่อน
ขอเชิญท่านผู้อ่านติดตาม
"PM.NARIN
IN INDIA"
ภาคที่ 2 ในบัดเดี๋ยวนี้
ก่อนจะเข้าชมบริเวณพุทธคยาอันเป็นจุดศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลกในปัจจุบันนี้นั้น
ผู้เขียนต้องขอปูพรมเกี่ยวกับโลเคชั่นหรือภูมิประเทศของตำบลพุทธคยา
อันเป็นที่ตั้งของพระศรีมหาโพธิ์ ที่พระโคดมพุทธเจ้า
องค์พระบรมศาสดาแห่งพระพุทธศาสนาทรงประทับตรัสรู้เมื่อ
2599 ปี
ที่ผ่านมา เสียก่อน เพราะถ้าไม่พูดถึงเรื่องทิศทางบ้านเมืองแล้ว จู่ๆ
นำท่านผู้อ่านเข้าไปชี้ดูพระศรีมหาโพธิ์ตรงโคนต้นเลยนั้น
รับรองว่าไม่ว่าใครก็คงงง

ภาพบริเวณเมืองคยา (City of Gaya)
หรือพุทธคยา ทั้งหมดในปัจจุบัน
ขอฉายหนังซ้ำกับม้วนเก่า
นั่นคือนำภาพเก่าในภาคแรกมาเสนออีกครั้งหนึ่ง
ทั้งนี้เพราะภาพนี้มีความสำคัญมาก
ท่านผู้อ่านอยากจะเห็นบ้านเมืองที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เมื่อ
2599
ปีก่อน ว่าจะมีรูปพรรณสัณฐานเป็นเช่นใด ก็ขอได้โปรดทัศนาจากภาพนี้
ซึ่งคณะพระธรรมทูต
วัดไทยพุทธคยา ได้กรุณาวาดไว้บนกระดาน
ส่วนผู้เขียนนั้นก็ละเมิดลิขสิทธิ์แอบถ่ายมาเสนออีกทอดหนึ่ง
ขอบรรยายเลยว่า
ขอให้ท่านผู้อ่านมองไปที่
"มุมล่าง-ด้านซ้าย"
ของภาพ จะเห็นมีรูปเครื่องบินอยู่ นั่นคือเส้นทางไปหรือมาจากสนามบินคยา
ซึ่งมีอยู่เพียงแห่งเดียวในบริเวณนี้ ใครไปพุทธคยาทางอากาศก็ต้องมาลงที่สนามบินนี้
และถ้าเริ่มต้นเดินทางจากสนามบินคยา ก็จะเห็นได้ว่า
เราต้องเดินทางออกจากสนามบินแล้ววิ่งตามถนนไปทางทิศใต้
จากนั้นก็เลียวซ้ายวิ่งไปทางทิศตะวันออก และจะพบ
"วัดไทย พุทธคยา"
อยู่ด้านขวามือ ก่อนจะถึงบริเวณพระเจดีย์และพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา
เพียงวิ่งรถหรือเดินต่อไปอีกเพียง
400 เมตร เท่านั้น ก็จะถึงประตูเข้าสู่พุทธคยา
เห็นไหมว่า
"ใกล้แค่เอื้อม"
ก็เป็นอันว่าเรามาถึงวัดไทย
พุทธคยา แล้ว ใครจะเข้าที่พักก็ตามสบาย แต่ผู้เขียนขออธิบายต่อไปอีกว่า
ขอให้ท่านผู้อ่านมองภาพข้างต้นโดยรวม โดยกำหนดว่า
ทิศตรงหน้าจอคอมพิวเตอร์นั้นคือ ทิศตะวันออก ส่วนซ้ายมือคือทิศเหนือ
ขวามือก็คือทิศใต้ ส่วนทิศด้านล่างของจอคอมพิวเตอร์นั้นคือทิศตะวันตก
นี้คือไดเร็กชั่นหรือทิศทางในภาพข้างต้น
เมื่อกำหนดทิศทางได้เช่นนี้แล้ว ก็จะเห็นได้ว่า แม่น้ำ
"เนรัญชรา"
กับ "แม่น้ำโมหะนี"
นั้นไหลคู่กันมาจากทิศใต้ โดยแม่น้ำโมหะนีอยู่ในทิศตะวันออก ส่วนแม่น้ำเนรัญชราอยู่ในทิศตะวันตก
ทั้งสองสายได้มาบรรจบกัน ณ ตำบลคยาสีสะ ซึ่งแปลว่า หัวแม่น้ำคยา
แล้วกลายเป็น
"แม่น้ำฟันกุ" หมายถึงว่า นับแต่นี้ไปไม่มีแม่น้ำโมหะนีและแม่น้ำเนรัญชราอีกต่อไปแล้ว
ทีนี้
ถ้านับผืนแผ่นดินตั้งแต่ด้านบนของภาพลงมาจนถึงเบื้องล่างของภาพ ก็จะพบว่า
ผืนแผ่นดินทั้งหมดถูกแม่น้ำสามสายแบ่งออกเป็น 3 ชิ้นด้วยกัน นั่นคือ
1. บนสุด ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำโมหะนี
เป็นบริเวณที่เรียกว่า
ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม
ในสมัยพุทธกาล
2. ตรงกลางระหว่างแม่น้ำโมหะนีกับแม่น้ำเนรัญชรานั้นมีสภาพเป็นเกาะ
ซึ่งนักโบราณคดีระบุว่า
"บ้านนางสุชาดา"
ตั้งอยู่ในบริเวณนี้ และ
3. ด้านล่างสุดของภาพ เป็นทิศตะวันตกของแม่น้ำเนรัญชรา
ก็จะมีพระศรีมหาโพธิ์ตั้งอยู่ และเป็นตำบลคยา สถานที่ทรงตรัสรู้
ทั้งยังคงชื่อว่า
"คยา" อยู่กระทั่งปัจจุบัน
เมื่อเรานั่งรถมาจากสนามบิน
เลี้ยวซ้ายไปตามถนนมุ่งหน้าเข้าสู่พุทธคยา จะพักที่วัดไทยพุทธคยาหรือไม่ก็ไม่สำคัญ
แต่ที่อยากให้ท่านผู้อ่านทราบก็คือว่า ถ้าวิ่งรถเลยหน้าวัดไทยพุทธคยาไปไม่ถึงครึ่งกิโลเมตร
ก็จะเจอประตูเข้าสู่พุทธคยา แต่ผู้เขียนมิได้เข้าสู่พุทธคยาในจุดนี้ก่อน
คือตอนแรกนั้น
คณะทัวร์เขาพาผู้เขียนไปชมบริเวณ
"บ้านนางสุชาดา"
ก่อนเพื่อน นั่นหมายถึงว่า
เราต้องนั่งรถอ้อมบริเวณพุทธคยาไปทางซ้ายนิดหนึ่ง จากนั้นจึงข้ามขัว
หรือสะพานข้ามแม่น้ำเนรัญชรา วิ่งเข้าสู่เกาะบ้านนางสุชาดา ถ้าเป็นแถวๆ
นครปฐม สมัยพระยาพาน ก็คงจะเรียกชื่อว่า
โคกยายหอม
ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็น
"ดอนยายหอม"
นั่นเอง นั่นแหละบ้านนางสุชาดาอยู่บนโคกหรือเกาะแห่งนั้น
ครั้นเยี่ยมบ้านนางสุชาดาแล้ว อาศัยเหตุที่ว่าแม่น้ำเนรัญชรานั้นแห้ง
ไม่มีน้ำแม้แต่หยดเดียว ทั้งระยะทางก็ไม่ไกล
นักแสวงบุญชาวไทยจึงมีใจรักจะเดินข้ามทรายในแม่น้ำเนรัญชราทางฝั่งใต้ของสะพาน
และจะมาขึ้นที่ท่าอันเป็นวังของนักบวชฮินดูนิกายมหันต์ในปัจจุบัน
ซึ่งผู้เขียนได้นำเสนอในตอนก่อนแล้ว และพอขึ้นท่ามหันต์ได้แล้ว
ก็จะเดินเท้าเข้าสู่บริเวณพระเจดีย์พุทธคยา แบบว่าหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง
ที่เล่าไปนั้นเป็นการอธิบายถึงการเดินทางในรอบแรกของผู้เขียน
ซึ่งมัวโอ้เอ้เก็บภาพและหลงอยู่ในวังมหันต์ จึงไปถึงบริเวณพุทธคยาในเวลามือค่ำแล้ว
เก็บภาพได้ก็ไม่ค่อยสวย อากาศก็ค่อนข้างอบอ้าว
จะเพราะเราเดินมากหรือผู้คนมากหรือไงไม่ทราบ จึงตัดสินใจกลับที่พักในวัดไทยพุทธคยา
พักผ่อนค่อนแจ้งแล้ว
จึงลุกขึ้นเตรียมตัวไปไหว้พระเจดีย์อย่างเต็มที่อีกครั้ง
ครั้งนี้มี
ท่านพระอาจารย์สุขสันต์ โพธิรตฺโถ
ซึ่งเป็นพระธรรมทูตประจำวัดไทยพุทธคยา ท่านอาสาพาไป
โดยท่านไปบิณฑบาตรอบพระเจดีย์พุทธคยาเป็นประจำทุกวัน
เห็นไหมว่าผู้เขียนนั้นโชคดีจริงๆ

ถนนจากวัดไทยพุทธคยาไปยังบริเวณพุทธคยามหาเจดีย์
ระยะทาง 400 เมตร

อาจารย์สุขสันต์ เดินบิณฑบาต
สวนทางกับวัว-เทพเจ้าของชาวฮินดู

ป้ายประชาสัมพันธ์ของการบินไทย รักคุณเท่าฟ้า

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พุทธคยา
เสียดายว่าไม่มีเวลาเข้าชม

ถนนระหว่างวัดไทยพุทธคยาไปพระศรีมหาโพธิ์
กำลังก่อสร้างอย่ารีบเร่ง

เทคนิคการก่อสร้างสมัยใหม่
ใช้ทางยางรถและยางมะตอย

รถรับจ้างประจำทาง
โฟรวิลล์ไดรฟ์ ทูวิลล์ตาม ช้าโดนตี

ตึกรามบ้านช่อง ระหว่างทางไปพุทธคยา
(จากวัดไทยพุทธคยา)

ร้านค้านานาวัสดุห์
ถ้วย โถ โอ ชาม มีให้เลือกอย่างครบครัน

รออีก 4-5 คน
ให้รถเต็มจึงค่อยออก

เหมารอบแล้ว
จะเอาอะไรไปด้วยก็ได้ สามล้อยินดีบริการ

ปู้นๆ รถด่วนมาแล้ว
รถเร็วหลีกไป

ขอทางครับ ขอทาง
แบบว่าลาของเรามันแรง

แซงโลด !

ดูที่เท้าสารถี เกียร์ออโต้ซะด้วย !

สามแถว แถวละสาม
เด็กน้อยอีกหนึ่ง รวมเป็น 10 ราคาเหมา 30 รูปี
สงสารลาเหลือเกิน ว่าแต่เพลากับล้อไม่ยักกะหักแฮะ !

ถึงบริเวณประตูเข้าสู่พุทธคยามหาเจดีย์แล้ว

ด้านหน้าซุ้มประตูจะมีคนจรจัดและขอทานอาศัยเต็มไปหมด

รอความหวังจากผู้ใจบุญ

ซุ้มซ้ายมือ ทางเข้าสู่พุทธคยามหาเจดีย์

ซุ้มเดียวกัน
แต่ถ่ายจากด้านในออกไป

ซุ้มขวามือ
แกะเป็นรูปพระธรรมจักรและกวางหมอบ
ซึ่งเป็นศิลปะที่นิยมมากในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช


พระพุทธรูปที่โคนซุ้มประตู

ก็เป็นอันว่า
ผู้เขียนพาท่านผู้อ่านเดินทางมาถึงบริเวณซุ้มประตูทางเข้าสู่พุทธคยามหาเจดีย์แล้ว
จึงขอบรรยายภาพบริเวณทั้งหมดให้ทราบ เพราะถ้าเข้าไปข้างในแล้วคนเยอะ
พูดไม่รู้เรื่องหรอก ดังนั้นก็ยืนบอกที่หน้าประตูนี่แหละชัดเจนกว่า
หมายเลข ๑.
ประตูใหญ่ทางเข้ามหาโพธิมหาวิหาร
หมายเลข ๒.
ร้านค้าสินค้าที่ระลึกในบริเวณพุทธคยา
หมายเลข ๓. ประตูด้านในของพุทธคยา
หมายเลข ๔. ที่รับฝากรองเท้า
ร้านขายบัตรอนุญาตให้ใช้กล้องถ่ายรูป ร้านขายหนังสือ และร้านพระเครื่อง
หมายเลข ๕. เรือนรับรองแขก
หมายเลข ๖.
ประตูชั้นในสุดเข้าสู่พระมหาเจดีย์และพระศรีมหาโพธิ์
หมายเลข ๗. ประตูโขง
ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างทางเดินเข้าสู่มหาเจดีย์
หมายเลข ๘. พระมหาเจดีย์พุทธคยา
จุดกลมตรงเลขแปดนั้นเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธเมตตา
หมายเลข ๙. พระแท่นวชิรอาสน์
สถานที่ประทับนั่งบำเพ็ญเพียรและตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ
หมายเลข ๑๐. พระศรีมหาโพธิ์
หมายเลข ๑๑. ดอกบัวศิลา
ทางทิศเหนือของพระมหาเจดีย์
หมายเลข ๑๒. เสาอโศก
หน้าสระมุจลินท์
หมายเลข ๑๓. สระมุจลินท์
หมายเลข ๑๔.
ประตูด้านข้างทางทิศเหนือ (ปิด)
หมายเลข ๑๕.
ประตูด้านหลังทางทิศตะวันตก (ปิด)

ผ่านซุ้มประตูเข้าไปก็จะเป็นทางเดินแบบนี้แหละ

อินเดียเมืองที่ใช้หัวมากที่สุดในโลก
เพราะของทุกอย่างจะถูก
"ทูน"
ไว้บนหัว ทั้งหญิง ชาย และเด็ก
ท่านผู้อ่านมองไปเลข
"๑"
ในภาพ มีลูกศรกำกับทิศทางด้วย นั่นแหละคือซุ้มประตูโขง อันเป็นทางเข้าสู่
"มหาโพธิมหาวิหาร"
พอผ่านเข้าไปแล้ว
ทางด้านซ้ายมือก็จะมีร้านค้าวัตถุมงคล ของที่ระลึก (ซูวีเนียร์ หรือกิฟช็อป)
แบ่งเป็นคูหาเล็กๆ มีทั้ง
ภาพพระเจดีย์พุทธคยา หลวงพ่อเมตตา
พระพุทธรูปประธานในพระเจดีย์ พระพุทธรูปหินแกะ ไม้จันทน์แกะ เหรียญ
ล็อกเก็ต ฯลฯ
สุดจะจาระไน รวมไปถึงร้านขายดอกไม้สดเพื่อบูชาพระ
บริเวณที่เป็นร้านเหล่านั้นผู้เขียนใช้หมายเลข
"๒"
ซ้อนกันด้านซ้ายมือเรียงเป็นแถวยาวๆ ขอให้ทราบว่า นั่นคือห้องแถวหน้าพุทธคยา


ห้องแถวหน้าพุทธคยา
และร้านค้าแบกะดิน

ร้านขายดอกไม้ อยู่ขวามือ
(ขาเข้า)
ดอกบัวกับดอกดาวเรืองเป็นที่นิยมใช้บูชาพระในอินเดีย
หรือจะเพาะปลูกได้แต่สองประเภทนี้ก็ไม่รู้

ดอกบัว
เป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา

สดจากสระ

ดูสิ มันนอนเอาตีนชี้ แล้วให้เราเอาไปบูชาพระ เปรตเอ๊ย
!

ข้าวตอก ดอกไม้ รูปเทียน
ครบเครื่อง

ของเล่นเด็ก ลูกโป่ง ป๋องแป๋ง
ฯลฯ

รองเท้า สินค้าขายดี
เพราะหายบ่อย
ส่วนมากคนต่างชาติที่มาพุทธคยา มักจะสวมรองเท้าราคาแพง
แต่เมื่อจะเข้าไปไหว้พระแล้ว ก็จะนิยมซื้อรองเท้าเหล่านี้เปลี่ยน
ดูนะ คู่ไหนที่ถูกนำมาเวียนเทียนขายน่ะ

เจ้าของร้านเอกเขนกอย่างสบายใจ ขายได้ไม่ได้ก็ชั่ง
อย่างไรเสียเมียก็ไม่มาตาม

อีหนูนี่ขายงู

กระทาชายนายนี้ขายขนนกยูง

รูปวาดพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ปางตรัสรู้ สุดฮิตในอินเดียเชียวล่ะ
ส่วนพระอุปคุตจกบาตรนั้นสงสัยเป็นเทรนด์ใหม่จากเมืองไทย

หลวงพ่อเมตตาและพระมหาเจดีย์พุทธคยา

ถ้าฝนมา เก็บไม่ทันละก็
ขาดทุนยับแน่

ล็อกเก็ตหลวงพ่อเมตตาหลายรูปแบบและหลายราคา

พระสังกัจจายน์ เทรนด์นี้เจาะลูกค้าจากจีนโดยเฉพาะ

พวงกุญแจ

ร้านนี้ดีหน่อย
ยกระดับจากดินเป็นโต๊ะ แถมทำแพ๊กเก็จอย่างดีด้วย


เห็นแล้วก็นึกถึง..ท่าพระจันทร์
ว่าแต่ไม่มีกุมารทองกับปลัดขิกแฮะ
แปลก
!

แบบนี้พระพุทธใส่กรอบแบบใหม่
ไซซ์จัมโบ้

กิตตนา - ราคาเท่าไหร่ ?
เหรียญนี้มีเหมือนกันทุกร้าน แต่ราคาอาจจะไม่เหมือนกัน
มันอยู่ที่ศิลปะการต่อรอง ใครคิดว่าแน่ก็ลองต่อรองกับแขกดูสิ
ผู้เขียนตั้งใจจะซื้อเหรียญไปเป็นของที่ระลึกซัก 4 ซ้า 5 โหล
ราคาหน้าร้าน-เหรียญละ
20
ลดได้ 5
เหลือ 15
รูปี ขาดตัว
ซื้อเป็นโหลลดนิดหน่อย ขอ
80
(ไม่แพง ขาดทุน ย้ำบ่อยๆ) เราต่อลงอีก ลดสุดๆ ได้
65
ถ้าไม่เอาก็จะเก็บ (ทำทีเก็บเข้าตู้) พอเราจะเดินหนี
ก็กุลีกุจอหั่นราคาลงไปอีก
5
เหลือ 60
(โอเคอาจารย์ กู๊ดไพรซ์) เราหยุด มันเจรจาต่อว่า
"อาจารย์นะ นี่ราคาขาดทุน
เอ๊ย ต้นทุน แต่ยินดีขายให้โดยไม่คิดกำไร"
ไอ้เราก็เถียงมั่ง
"โถไอ้แขก มึงนึกว่ากูกินโรตีเหมือนมึงรึไง
ถ้าขายขาดทุนแล้วมึงเอาอะไรแดกวะ เมียมึงให้กลับบ้านเหรอ"
นี่คิดในใจนะ ไม่ได้พูดออกมา
แต่ดันจำความคิดได้เหมือนคอมพิวเตอร์เลยเชียวล่ะ
ไปอีกร้าน
เริ่มเคาะราคากันที่
60 มันบอกว่า
"ขายไม่ได้ๆ ขานทูนๆๆ"
เราก็บอกว่า
"ร้านโน้นให้ราคานี้-โหล 60"
มันก็ทำหน้าเศร้า
แต่ยอมลดราคาเหลือ 55
เราบอกว่า "แพงไป ขอ
45" มันบอกว่า
"ไม่ไหว ขายไม่ได้
ไม่มีกำไร"
เราเดินหนี มันรีบคว้าถุงเหรียญเดินตาม พลางยื่นให้ว่า
"โอเค สี่สิบห้าก็สี่สิบห้า"
แต่..ช้าไปเสียแล้ว
ร้านที่ 3
เดินออกร้านมาพบกับพระไทยรูปหนึ่ง ท่านเข้ามาทัก
แนะนำตัวบอกว่ากำลังทำปริญญาเอกอยู่
"อาจารย์อยากได้อะไร"
เราก็ตอบท่านไปว่า
"อยากเหรียญไปฝากโยมซักโหลสองโหลน่ะครับ"
อาจารย์ท่านนั้นก็ตอบว่า
เดี๋ยวพาไปซื้อที่ร้านลูกศิษย์ผม รู้สึกว่าร้านที่สามนี้ ราคาจะยุติที่
"โหลละ 30" นี่แหละ
ก็โอเคนะ
ท่านใดไปอินเดียได้ราคาดีกว่านี้ก็เมล์มาบอกด้วย
จะได้รู้ว่าผู้เขียนก็เสียค่าโง่เหมือนกัน

เหรียญนิยม มี 2 สี คือ
สีเงินกับสีทอง
สีเงินก็ชุบเงิน สีทองก็ชุบทอง ลอกไม่ลอกไม่รับประกัน

ขายทั้งปลีกและส่ง
ปลีกก็คือซื้อไปเลย ส่งก็คือนำไปส่งถึงที่อยู่ในวัด

รูปพวงกุญแจพระพุทธ
โฟกัสใกล้ๆ
ดูให้ดีนะ
เมด อิน
ไชน่า
เหมือนพวงกุญแจอเมริกาหรือเปล่า ?

พวงกุญแจหลากหลายรูปแบบ

สินค้าพวกนี้ขายดีนะจะบอกให้
ใครไปถึงพุทธคยาแล้ว ขากลับถ้าไม่ซื้อจะเอาอะไรไปฝากญาติ
มันก็ต้องซื้อติดไม่ติดมือกลับไปไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง
บางคนนั้นเหมาโหลยังกะจะเอาไปเปิดร้านขายเสียเอง

ร้านนี้ฮวงจุ้ยดี
อาศัยร่มไม้เย็นสบายยามบ่าย

นายห้างพุทธคยา

นี่ไง ภาพที่ถ่ายๆ ผ่านมาน่ะ
มาจากร้านเจ้าสัวเหล่านี้แหละ

โชว์รูมศิลปะวัตถุ
ถ้าเป็นบ้านเราก็เรียกว่า
"ของแบรนด์เนม วางขายในห้าง"
ราคาจึงต้องเหนือกว่าแบกะดินเป็นธรรมดา เพราะค่าแต่งตัวคนขายนั้นแพง

ฝุ่นไม่ไต่ ไรไม่ตอม

พระหินแกะ มีอยู่ 2 เทรนด์
คือ เทรนด์สีดำกับสีแดง
สีดำนั้นแกะมาจากหินชนิดหนึ่ง น่าจะเป็นหินแกรนิต
ส่วนสีแดงนั้นแกะมาจากหินทรายแดง ซึ่งนิยมมาแต่สมัยพระเจ้าอโศก

ตู้นี้เป็นพระแกะจากไม้จันทน์หอม

องค์นี้ทรายแดง
ราคาน่าจะแพงสมชื่อ

ดูสิ มันนั่งสูงกว่าพระซะอีก

เข้าห้างสรรพสินค้า

มีทุกรูปแบบ
ทั้งพระพุทธรูปหิน-ไม้ ระฆัง พระเจดีย์จำลอง ลูกประคำ ฯลฯ

เสาอโศก
พระเจดีย์ ก็มีขาย

พระใบโพธิ์ สวยไหม ไม่แพงนะ

ใกล้ๆ

องค์นี้ปางสมาธิ หินสีดำ
แต่บางคนเห็นเป็นสีเขียว

Baby Buddha พระเบบี้ จำลองมาจากลุมพินี

พระปางปรินิพพาน
ทำจากไม้จันทน์

พระปางบำเพ็ญทุกกรกิริยา
ทำจากไม้จันทน์



พระเก่าจากพระเจดีย์พุทธคยา
?
สามองค์นี้เป็นกรณีพิเศษ เห็นผู้เขียนแต่งตัวดี
ถือกล้องมียี่ห้อ (Nikon) ย่ามก็ใหม่
สงสัยจะมาจากไทยแลนด์ พ่อค้าเจ้าของร้านจึงขยิบตา เหลียวซ้ายแลขวานิดหนึ่ง
ก่อนจะล้วงลงในกล่องด้านใต้ตู้ หยิบเอาพระพุทธรูปขนาดหน้าตักประมาณ 4-5
นิ้ว ออกมา บอกกับผู้เขียนว่า
"Very
Old from big Jeti"
ก็แปลว่า ของเก่า เอามาจากพระเจดีย์องค์ใหญ่นั่นแหละ
"ไม่แพง"
มันย้ำ
How Much ? ผู้เขียนถาม มันก็ตอบว่า ห้าพัน (5
Thousand) ผู้เขียนรับมาพิจารณา
พลางคิดในใจ
"โอ
ถ้าเป็นของเก่าอายุเป็นพันๆ ปีจริง องค์ขนาดนี้ ถ้าไปถึงเมืองไทยคงหลายแสน
แถมยังหาไหนไม่ได้ด้วยสิ"
เห็นแล้วอยากได้เหลือเกิน แต่..
แต่คิดว่า
"ถ้าเราซื้อไป
ก็จะต้องมีการขโมยออกมาขายอีกเรื่อยๆ เพราะมันขายได้ แล้วเราทำไมต้องอยากได้
ในเมื่อแต่เดิมพระพุทธรูปเหล่านี้
พุทธบริษัทเขามีศรัทธาสร้างถวายไว้ในพระพุทธศาสนา
เขาสละทรัพย์ส่วนตนเพื่อให้เป็นทรัพย์ส่วนรวม
แต่เรา..เรากำลังจะทำลายศรัทธาของผู้สร้าง
โดยการยึดครองเป็นของตนเองเห็นแก่ตัว ก็เท่ากับทำลายพระพุทธศาสนา
เรามิได้มาพุทธคยาเพื่อสิ่งนี้ แม้จะมีค่าเป็นแสนเป็นล้านก็ตาม
เอาคืนไป
ให้ฟรีกูก็ไม่เอา"
ผู้เขียนคิดในใจ หลังจากจับภาพได้ 2-3 ภาพก็รีบส่งคืน
เห็นมันรับเอาไปใส่กล่องวางไว้ใกล้เท้าแล้วเศร้าใจ ปูชนียวัตถุของเรากองอยู่ที่ปลายเท้ามัน
มันขายเหมือนผักปลาให้เราเอาไปกราบไหว้ แต่ก็ใช่นะสิ
เพราะมันรู้ว่าชาวพุทธเราซื้อขายพระในราคาแพง มันจึงเอามาขาย
ถ้าพวกเราไม่ซื้อ-ไม่ขายพระกิน พระก็จะเป็นเพียงรูปปั้น และจะเป็นปูชนียวัตถุจริงๆ
ไม่ใช่สินค้าดังที่เห็นทั้งที่เมืองไทย อินเดีย และสหรัฐอเมริกา

ร้านขายหนังสือหน้าพระเจดีย์พุทธคยา

พระเจ้าอโศก เล่มโปรด

อ้าว !
เดินดูพระซะเพลิน
มาถึงหน้าพระเจดีย์พุทธคยาเสียแล้ว

มีป้ายบอกเวลาเปิด-ปิดด้วย
แต่ท่านบอกว่า ถ้าหลัง 3
ทุ่มไปแล้ว ใครอยากจะเข้าไปนั่งสมาธิอยู่ด้านในจนถึงตี 5
ก็สามารถทำบัตรเข้าไปได้ในราคา 100 รูปี

ประตูเข้าสู่
"มหาโพธิ
มหาวิหาร"

ช่วงเช้าปลอดคนหน่อย
จึงถ่ายภาพได้ค่อนข้างเรียบร้อย

ภาพนี้ซุ้มเดียวกัน
แต่ถ่ายจากด้านในออกไป
กำลังเดินเข้าซุ้มประตู
มีพวกขายของที่ระลึกเป็นใบโพธิ์จากพุทธคยา (เขาว่างั้น) มันตะโกนเรียก
"หวัดดีอาจารย์
เจอกันอีกแล้ว"
ไอ้เราได้ยินก็สะดุ้งโหยง นึกว่าเจอเจ้าหนี้ที่อินเดียซะแล้ว
พอเหลียวไปดูก็เห็นเป็นแขกหนุ่มๆ เรานึกในใจทันทีเลยว่า
"แหมกูเพิ่งมาอินเดียเป็นครั้งแรกในชีวิตเชียว มึงอ้างว่าเคยเจอ
เจอชาติไหนวะ โถไอ้แขกกำมะลอ.."
ดูมันทั้งยื่นสินค้าทั้งโฆษณาตามตื๊อจนเราอาย
แต่พระเพื่อนเตือนไว้ว่า
"ให้ยึดหลักการไว้ให้แน่น
1.ห้ามจับต้องสินค้า 2.ห้ามเจรจาไม่ว่าประการใดๆ"
เพราะถ้าเราจับต้องสินค้าหรือเจรจาด้วย พวกแขกมันก็จะถือว่าเราเป็นลูกค้า
ก็จะเดินตามตื๊ออยู่นั่นแหละ ไม่ต้องเป็นอันท่องอันเที่ยวกัน
ทางเอาตัวรอดก็คือ
"เดินหนี"
พอเราเดินหนีไวๆ สงสัยมันจะเห็นว่าไม่สำเร็จ
เดินหนีได้ไม่กี่ก้าวก็ได้ยินมันตะโกนใส่พระอีกองค์ด้านหลังว่า
"หวัดดีอาจารย์
เจอกันอีกแล้ว นี่ใบโพธิ์นะ ของจริง ไม่แพง ฯลฯ"
สงสัยว่าไอ้แขกพวกนี้มันจะมีญาติอยู่ทั่วโลกละกระมัง วันๆ
เห็นมันพูดซ้ำซากอยู่แต่ประโยคเก่าๆ เหล่านี้แหละ
แต่ใครไปอินเดียแถวๆ พุทธคยาแล้ว
ก็อย่าได้แปลกใจที่เห็นแขกพูดไทยได้ มันเป็นเทคนิคขายของ
พวกแขกรู้ว่าคนไทยใจป้ำ มีอะไรก็ซื้อดะ จึงมุมานะศึกษาภาษาไทยจะแตกฉาน
แต่พูดจริงๆ ก็ได้ไม่กี่คำหรอก จะบอกให้

ป้ายหินแดงแกะสลักชื่อ มหาโพธิ
เทมเปิล

ประวัติย่อของพุทธคยา
ติดอยู่บนกำแพงด้านตะวันตกของทางเดินเข้าพุทธคยา
อ่าน-แปล เอาเองก็แล้วกันเด้อ บอกแล้วไงว่าฉายเป็นภาพให้ชม
(อุบไต๋
อ่านไม่ออกก็ไม่ยอมบอก หุหุ)

ร้านหนังสือพุทธคยา
อยู่ซ้ายมือเมื่อเดินผ่านประตูเข้าไปแล้ว

เพียงแวะเข้ามาชม
เราก็แอบนิยมคุณอยู่ในใจ
(สำนวนเด็ดของร้านดอกหญ้า)

ยิ่งซื้อเยอะยิ่งนิยม

กะจะหาหนังสือภาษาอังกฤษ
เจอแต่ภาษาอินเดีย
เลยได้แต่ชมจริงๆ เพราะขืนซื้อไปก็อ่านไม่ออก

พ้นจากร้านที่ 4 แล้ว
เดินตรงไปจนสุดทางก็จะพบกับอาคารหลังหนึ่ง
น่าจะเป็นเรือนรับรองแขกทำนองนั้นแหละ ด้านในเป็นห้องโถง
มีพระแก้วมรกตขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่หนึ่งองค์
บนฝามีป้ายประกาศรายชื่อคณะกรรมการบริหารพุทธคยา จำนวนตามที่กฎหมายกำหนด
คือ 9 คน ส่วนขวามือเป็นห้องน้ำ
2 ห้อง แบ่งเป็นโถชักโครก 1 ห้อง โถเรียบแบบอินเดียอีก 1 ห้อง
ดูแล้วก็ใหม่ใช้ได้ บริเวณนี้คงมีห้องน้ำเพียงเท่านี้แหละ
ใครไปแถวนั้นแล้วปวดท้องปวดไส้ต้องจำชื่อศาลาหลังนี้ไว้ให้ดี
อาจจะอยากไปมากกว่าที่แห่งอื่นใดก็เป็นได้

พระแก้วมรกตในอาคารรับรอง
คงไม่ต้องบอกนะว่าไปจากประเทศไหน
นาฬิกาแขวนนั่นก็สงสัยคนไทยบริจาค
เห็นชื่อคุ้นๆ ว่า
"แม่ประนอม"
อะไรนี่แหละ

รายชื่อคณะกรรมการบริหารพุทธคยาชุดปัจจุบัน

อีกมุมหนึ่ง แสงแฟรชแรงไป
แต่ไม่ใช้ก็กลัวไม่ติด

นอกจากใช้เป็นที่รับรองแขกแล้ว ยังใช้ซ่อนรองเท้าได้ด้วย

ด้านหน้าเรือนรับรอง
บอกกฎการเข้าสู่บริเวณพระเจดีย์ไว้อย่างเข้มงวด
แต่ด้านหลังมีรองเท้าซุกอยู่หลายสิบคู่
ไม่รู้ว่าจ่ายค่าซ่อนด้วยหรือเปล่า




ของใครเอ่ย ?

(ขออภัยที่แทรกแผนที่อีกครั้ง เพื่อง่ายต่อการดูของท่านผู้อ่าน)
เดินผ่านเลข
"๒"
ไปเรื่อยๆ ก็จะไปถึงหมายเลข
"๓"
ซึ่งอยู่ด้านขวามือ (ทิศใต้) เป็นซุ้มประตูชั้นที่ 2
ซึ่งเราต้องเลี้ยวขวาเข้าประตูนี้ พอเข้าประตูไปเพียง 2-3 ก้าว
ด้านซ้ายมือก็จะเป็นศาลาสำหรับรับฝากรองเท้า
ห้องจำหน่ายบัตรอนุญาตให้ใช้กล้องถ่ายรูปภายในบริเวณวัดมหาโพธิ์เจดีย์
มีร้านหนังสือ และร้านขายวัตถุมงคล เรียงรายกันไป ซึ่งผู้เขียนใช้หมายเลข
"๔"
แทนร้านเหล่านี้ เสียดายว่าผู้เขียนไม่ได้ถ่ายรูปร้านเหล่านั้นไว้
เพราะพระเพื่อนบอกว่า
"ถ้าไม่อยากเสียค่ากล้องถ่ายรูปก็อย่าให้มันเห็น
เก็บใส่ย่ามเราเข้าไปถ่ายข้างใน เรื่องไรต้องจ่ายตั้ง 30 รูปี"
ทีนี้ก็จะเดินไปจนเกือบสุดทาง ซึ่งจะมี
"เรือนรับรองแขก"
ขวางหน้าอยู่ เราต้องหันขวา ก็จะพบกับพระมหาโพธิ์เจดีย์
อันเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาในอินเดียตั้งตระหง่านอยู่
ภายในประดิษฐานหลวงพ่อเมตตา พระพุทธรูปศิลาศิลปะงามล้ำเลิศ
ประทับนั่งยิ้มรอรับเราอยู่
ถึงตรงนี้ก็เกิดปีติปลื้มอกปลื้มใจอย่างบอกไม่ถูก
ยกมือขึ้นไหว้ท่วมหัวอย่างลืมตัว
สาธุ
ลูกมาถึงแล้ว แดนพุทธภูมิ
!!!

พบกับ พระมหานรินทร์ ในอินเดีย ตอนต่อไป
|