|
"...พระมหานรินทร์ ใน
อินเดีย..."
ถือว่าเป็นสกูปพิเศษสุดๆ ดีที่สุดที่เคยทำ ตั้งแต่เริ่มสร้าง
อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ
ดอทคอม เป็นต้นมา
ยอมรับว่า คอลัมน์วันนี้แหละที่ทำอย่างลงทุนมากที่สุด
เพราะต้องเดินทางจากสหรัฐอเมริกาไปประเทศไทย และต่อไปยังประเทศอินเดีย
แถมยังต้องบินกลับมาสหรัฐอเมริกา เพื่อนำเสนอผ่าน
อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ
ดอทคอม-วัดไทย
ลาสเวกัส
เป็นสถานีสุดท้าย
เรื่องค่าใช้จ่ายนั้นไม่อยากคิดเป็นตัวเลขเลย ท่านผู้อ่านจะตกใจ
เอาเป็นว่าแม้จะต้องจ่ายไปมหาศาลในชีวิตของคนจน
แต่ถ้าท่านผู้อ่านได้ไปถึงอินเดียผ่านคอลัมน์นี้โดยไม่ต้องเสียสักสลึง
แค่นี้ผู้เขียนและทีมงานก็พอใจแล้ว
เอาละ
ขอลำดับเรื่องการไปเมืองอินเดียเพื่อไหว้พระพุทธเจ้าของผู้เขียน
ดังต่อไปนี้
ก่อนกลับไทย
บอกใครต่อใครว่า
จะไปอินเดีย
!
ไปถึงเมืองไทยได้ 9 วัน
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2552
ได้รับเมล์จากอาจารย์สนิทว่า ให้กลับสหรัฐอเมริกา (ด่วน)
ขณะนั้นผู้เขียนกำลังอยู่กับท่านอาจารย์เจ้าคุณพระศรีธรรมโสภณ
วัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน
อ่านเมล์จบกำหนดการเดินทางกลับเก่าที่ตกลงกับอีวาแอร์เอาไว้ว่าเป็นวันที่
16 ธันวาคม 2552
ถูกตัดฉับลงเหลือเท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าต้องกลับก่อน
24 พฤศจิกายน
โทรเจรจากับอีว่าแอร์ ขอที่นั่งกลับ กรุงเทพ-ไทเป-แอลเอ-ลาสเวกัส
วันที่
19 พฤศจิกายน
ปลายสายบอกว่า
ระหว่างไทเป-แอลเอ-เวกัส นั้นโอเค
แต่สำหรับที่นั่งจากสุวรรณภูมิไปไทเปนั้น
"ไม่ว่าง"
ต้องแสตนบาย
!
ตายละ ตั๋วก็ซื้อมาเต็มราคา จะให้แสตนบายได้ไง ไม่ได้ๆ
ยังไงก็ต้องกลับวันนั้น ทางโน้นจึงต่อรองว่า เอางี้ไหม
ถ้าไม่อยากเสี่ยง ก็ต้องอัพเกรดตั๋วจากชั้นประหยัดไปเป็นบิสสิเนส
โดยต้องถูกชาร์จเพิ่มอีก ผู้เขียนคำนวณดูแล้ว ระยะทางตั้ง 3 ช่วง
เราผ่านไปได้แล้ว 2 ช่วง เหลือช่วงเดียวระหว่างสุวรรณภูมิ-ไทเป
เท่านั้น
เมื่อมองดูจำนวนเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มอีกพันกว่าบาทแล้วก็ตกลงว่า
"โอเค อัพเกรด ก็
อัพเกรด"
ที่ขอเวลาไว้ 19 วันนั้น มีหลายสาเหตุ สาเหตุแรกก็คือ
ยังไม่ได้กลับไปบ้านเพื่อเยี่ยมแม่
ขึ้นไปเชียงใหม่พักที่วัดพระธาตุดอยสุเทพได้ 2 คืน
ท่านเจ้าคุณศรีฯก็โทรเรียกไปลำพูน
พอจะขึ้นไปฝางบ้านเกิดก็ถูกเมล์ด่วนดังกล่าวนั่นแหละ ดังนั้น
จึงต้องเผื่อเวลากลับฝางไว้อย่างน้อย 2-3 วัน
ก่อนกลับอเมริกาและหลังกลับจากอินเดีย
ส่วนเวลาที่เหลืออีก 15 วันนั้น
ก็เป็นเวลาที่ถูกอัดโปรแกรมเดินทางไปอินเดีย จากเดิมนั้นกะไปประมาณ 20
วัน ก็ลดลงเหลือ 10 วัน โดยคาดว่าจะเดินทางได้ในวันที่ 3
และกะจะกลับวันที่ 14-15 ประมาณนั้น แต่ทุกอย่างมิใช่ความคิด
ต้องดำเนินการประสานงานให้เป็นไปตามที่หวัง
พอได้ตั๋วอัพเกรดจากอีวาแอร์แล้ว
ก็เข้าไปเช็คดูราคาตั๋วการบินไทยไปอินเดีย เห็นว่าราคาแพงไป
จึงโทรติดต่ออาจารย์จรูญๆ บอกว่ากำลังอยู่ที่คุนหมิง
อีกหลายวันจึงจะกลับ ส่วนตั๋วชัวร์ๆ นั้นลองโทรไปที่จรัญธุรกิจ
เชียงใหม่ วางสายอาจารย์จรูญปุ๊ปก็โทรไปจรัญธุรกิจปั๊บ ติดต่อได้ในราคา
21,750 บาท
นั่นคือค่าตั๋วเครื่องบินจาก
กรุงเทพฯ
(สุวรรณภูมิ) ไปอินเดีย ลงที่
สนามบินคยา รัฐพิหาร
อันเป็นสนามบินที่อยู่ใกล้พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากที่สุดในโลก
และที่สำคัญก็คือ การบินไทยเปิดเที่ยวบินพิเศษไปลงที่สนามบินเล็กๆ
แห่งนี้
เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คนไทยที่ตั้งใจไปไหว้พระหรือแสวงบุญโดยเฉพาะ
และขากลับนั้นเดินทางจาก
สนามบินพาราณสี สู่..สุวรรณภูมิ
แต่การจะเดินทางตามที่บอกนี้ได้นั้นก็ต้องเจรจากันอีก
เพราะผู้เขียนวางแผนบินไปลงที่คยา และจะเดินทางไปพุทธสถานอื่นๆ ได้แก่
ราชคฤห์ กุสินารา ลุมพินี สาวัตถี
และจะไปขึ้นเครื่องกลับไทยที่
"พาราณสี"
จึงขอกับการบินไทยว่า
"ขากลับนั้นจะกลับที่พาราณสีได้ไหม
คือจะไม่ขึ้นเครื่องที่คยา"
ทางโน้นก็บอกว่า
"ไม่ได้"
เพราะจองจากไหนถึงไหนก็ต้องกลับจากนั่นถึงนั่น
แต่ผู้เขียนเช็คสายการบินดูแล้ว การบินไทยนั้นบินไป-กลับอินเดีย
ตามตารางดังนี้
ขาไป :
สุวรรณภูมิ - คยา
ขากลับ : คยา -
พาราณสี - สุวรรณภูมิ
คือขาไปมีไฟลท์จากสุวรรณภูมิตรงไปลงที่สนามบินคยา แต่ขากลับนั้น
"ไม่มีไฟลท์ตรง"
จากคยามาสุวรรณภูมิ แต่เครื่องจากคยาจะไปแวะรับผู้โดยสายที่พาราณสี
จากนั้นจึงจะบินตรงมายังสุวรรณภูมิ
ทีนี้ในเมื่อไหนๆ
ก็ต้องไปพาราณสีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะขึ้นที่คยาหรือพาราณสี
ผู้เขียนไม่อยากจะกลับมาคยาเป็นรอบสองเพราะทางมันไกล
จึงขอตัดระยะทางจาก
คยา-พาราณสี
ทิ้ง ขากลับนั้นจะไปขึ้นเครื่องที่พาราณสีเลย
"จะได้ไหม"
ทางโน้นตอบมาตามสายว่า
"ไม่ได้ค่ะ"
เพราะถ้าลงกำหนดการเช่นนั้นจะสับสน
เราก็เถียงว่า สับสนยังไง ดีด้วยซ้ำไปสิ เพราะยังไงเครื่องจากคยาก็ต้องไปแวะที่พาราณสีอยู่แล้ว
เราตัดช่วงคยาออกไป น่าจะทำให้เครื่องเบาตัวด้วยซ้ำ
ทางโน้นก็อ้างเหตุผลสารพัด สรุปว่า ถ้าจะเอาอย่างนั้นก็มีอยู่วิธีเดียวก็คือ
"ต้องจ่ายเงินเพิ่ม"
โดยระบุขากลับเป็นกรณีพิเศษว่า
"พาราณสี-สุวรรณภูมิ"
"อ๋อจะเอาตังค์เพิ่มก็ไม่บอก"
ผู้เขียนคิด ก็โอเค มันไม่มากจนกระทั่งจ่ายไม่ไหว
เพราะยังไงก็ต้องไปให้ได้ นั่นแหละราคาจึงออกมาตามที่เห็น คือ
21,750
บาท
ยังไม่รวมค่าเครื่องจากเชียงใหม่เข้ากรุงเทพฯ ในเย็นวันที่ 2 อีกด้วย
วันที่ 2
ตอนบ่ายตีรถไปเอาตั๋วที่จรัญธุรกิจ ถนนช้างม่อย หลังวัดแสนฝาง
แล้วต่อรถเข้าสนามบินเชียงใหม่ ขึ้นเครื่องการบินไทยไปกรุงเทพฯ ในเวลา
04.00 น. จับแท็กซี่ออกจากสุวรรณภูมิ ค่ำนั้นพักที่วัดไตรมิตร ตลาดน้อย จัดข้าวของใส่กระเป๋า
ตกเช้า 9 โมงของวันที่
3 จับแท็กซี่ไปสุวรรณภูมิ เพื่อขึ้นเครื่องไปอินเดีย
ตามเวลาที่ปรากฏบนตั๋ว ดังนี้

|
สายการบิน : THAI AIRWAYS INTL. |
เที่ยวบินที่ : TG
8820 |
|
เส้นทาง : สุวรรณภูมิ (ไทย) - คยา
(อินเดีย) |
วันเดินทาง :
03 พฤศจิกายน 2552 |
|
ผู้โดยสาร :
พระมหา นรินทร์ |
เวลาขึ้นเครื่อง :
11.30 น. |
|
ที่นั่ง :
32 J |
เครื่องออกเวลา :
12.10
น. |
|
ประตูขึ้นเครื่อง :
D5 |
ชั้น
: Y |
ลืมบอกไป ขากลับนั้นบุ๊คตั๋วไว้ในวันที่
14 พฤศจิกายน 2552
ดังนั้น จึงรวมเวลาอยู่อินเดียทั้งสิ้น 10 วันเต็ม (ไม่นับวันที่ 14
ซึ่งต้องเดินทางกลับ)
ถามว่า
จะไปพักที่ไหนในอินเดีย ?
คำตอบก็คือ ไม่รู้
รู้แต่ว่าที่นั่นมีวัดไทย ชื่อว่า
"วัดไทยพุทธคยา"
อะไรนี่แหละ
เห็นเขาว่าอยู่ไม่ไกลสนามบินไหร่ ใกล้กว่าสุวรรณภูมิไปหัวลำโพงอีกว่างั้น
อีกทางหนึ่งนั้น ผู้เขียนโทรติดต่อไปทาง
"ท่านพระครูปลัดสุวัฒนพุทธิคุณ-วิเชียร"
เจ้าอาวาสวัดไทยสิริราชคฤห์ ซึ่งเคารพนับถือกัน ท่านพระครูวิเชียรบอกว่า
"มาเลยไม่ต้องห่วงใดๆ ทั้งสิ้น"
ผู้เขียนจึงเหมือนกระโจนลงจากตลิ่งชัน
ลากกระเป๋าจากแท็กซี่เข้าสุวรรณภูมิ ก็เจอท่าน
ดร.พระมหาพัน สุภาจาโร
เจ้าอาวาสวัดไทยนาลันทา
นั่งอยู่ในที่ต้อนรับพระสงฆ์ พร้อมกับพระเมธีวรญาณ
หรือ เจ้าคุณสายเพชร
วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ พระมหาพันเห็นหน้าก็ตะโกนว่า
"อ้าวหวัดดี
นี่มหานรินทร์จะไปไหน"
ผู้เขียนก็ยกมือไหว้ตอบท่านมหาพันไปว่า
"ไปอินเดียครับ อาจารย์ล่ะ"
"ผมมาส่งคณะ บ.ย.ส.
เขาจะไปบวชที่อินเดีย
แล้วมหานรินทร์ไปกับใคร" พระมหาพันถามอีก
ผู้เขียนก็ตอบว่า
"ไปคนเดียวครับ"
"เออดี นิมนต์ไปเยี่ยมวัดผมบ้างนะ ว่าแต่พรุ่งนี้ผมถึงจะบินไป
ยังไงก็รออยู่ที่วัดไทยพุทธคยาก็แล้วกัน"
ผู้เขียนก็โอเคตามนั้น ก็ตกลงว่าหาได้ที่พักเพิ่มอีกแห่งแล้ว นั่นคือ
วัดไทยนาลันทา
ของท่านพระมหาพัน
นั่งรอเครื่องไปเรื่อยเปื่อย จนถึง 10 โมง จึงเข้าไปรอที่หน้าเกท 11
โมงครึ่ง พนักงานมานิมนต์ขึ้นไปฉันบนเครื่อง
ฉันเสร็จก็มีน้ำปานะมาถวายอีกหลายกล่อง พนักงานบอกว่า
"ถึงอินเดียแล้วอาจจะต้องเดินทางไหล นิมนต์รับน้ำไว้ฉัน"
ผู้เขียนมองดูมีทั้ง น้ำองุ่น น้ำแอ็ปเปิ้ล
แหมได้น้ำผลไม้เป็นเพื่อนเดินทางในอินเดีย รับรองว่าถึงไหนถึงกัน
ก่อนเครื่องออกนั้น ก็มีพระเถระอีกรูปหนึ่งขึ้นมานั่งเบาะข้างหน้าผู้เขียน
ไปต่างบ้านต่างเมืองนั้นท่านว่า
"หนทางอยู่ที่ปาก"
อยากรู้ที่รู้หนต้องพูดมากเข้าไว้ ผู้เขียนจึงยกมือไหว้ เรียกท่านว่า
"หลวงพ่อ"
นำหน้า ท่านก็ตอบเสียดิบดี ไม่มีคำถามว่าจะไปไหน
เพราะใครขึ้นเครื่องนี้แล้วไม่ไปอินเดียก็ขอให้ลงไปได้เลย ผิดประเทศแล้ว
!
อ้อ หลวงพ่อที่ว่านั้น ทราบภายหลังว่า คือ
หลวงพ่อสมชาย ปุญฺญมโน
เจ้าอาวาสวัดป่าสว่างบุญ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี
ท่านนำคณะญาติโยมไปแสวงบุญที่ประเทศอินเดียเป็นประจำทุกปี
โดยเฉพาะปีนี้ท่านทำพิธีถวายโคนมไว้กับวัดไทยสิริราชคฤห์ตั้งครึ่งร้อยตัว
เวลา 12.10 น.
กัปตันการบินไทยก็ทักทายผู้โดยสาร
การเดินทางไปอินเดียของผู้เขียนเริ่มต้นแล้ว
On Time !

ท้องฟ้าระหว่างทางไปอินเดีย
ปุยเมฆขาวนวลสีสวยเชียว
ถ้าเทวดาเหาะผ่านคงถูกเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกแน่
แต่..ไม่เห็น นึกๆ ไป
ก็เหมือนผู้เขียนมีฤทธิ์ เพราะเหาะเข้าอินเดีย
ไม่ได้เดินธุดงค์เหมือนพระไทยสมัยก่อน

เข้าเขตอินเดียแล้ว การบินไทยลดเพดานบินลง
เปิดโอกาสให้ผู้เขียนเปิดหน้ากล้องเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก

ใกล้ๆ ถ่ายปีกเครื่องบินด้วย ประเดี๋ยวท่านผู้อ่านจะหาว่าโมเม
มองดูเหมือนแม่น้ำ แต่ทำไมมันแห้ง ไม่เห็นน้ำเลย แปลก ?

สนามบินคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย
เครื่องของการบินไทยแตะรันเวย์สนามบินคยาตรงเวลา คือ
14.00 น.
ตามเวลาท้องถิ่น พอเครื่องนิ่งแล้ว ก็จึงเริ่มมหกรรมผจญภัยในอินเดีย
ก่อนอื่นนั้นรู้สึกสนุก เพราะสนามบินคยาไม่มีงวงช้าง
คือไม่มีทางเชื่อมระหว่างเครื่องไปยังอาคารผู้โดยสารขาเข้า
ผู้โดยสารทุกคนจึงต้องยกกระเป๋าเดินลงบันไดเหล็ก ซึ่งสมัยก่อนตอนที่
"สนามบินดอนเมือง"
ยังเปิดใช้นั้น ก็เคยขึ้น-ลงเครื่องแบบนี้
แต่สมัยนี้ประเทศไทยเราไปไกลลิบแล้ว
สนามบินคยาที่เห็นอยู่เบื้องหน้านั้น ทราบว่าเป็นสนามบินใหม่
แต่สายตาของผู้เขียนดูแล้วมันเก่าชอบกล มีลักษณะเป็นเพียงอาคารหลังหนึ่ง
ความกว้างและความจุคงไม่ถึงหนึ่งในร้อยของสุวรรณภูมิบ้านเราหรอก
เหลียวหลังดูลานบิน
เห็นมีแต่เครื่องของการบินไทยคันที่เราขี่มาจอดอยู่เพียง
"คันเดียว"
นี่ถ้าบินกลับไปแล้วไม่กลับมารับก็แสดงว่า
"ลอยแพ"
กันแน่ เห็นเช่นนั้นแล้ว
ผู้เขียนรู้สึกรักการบินไทยอย่างบอกไม่ถูก
อยากกลับไปนั่งที่เก่าเหลือเกิน
ลากกระเป๋ามาถึงหน้าประตูทางเข้า (ยังไม่มีโอกาสจับกล้องถ่ายรูป
เพราะเก็บไว้ตั้งแต่ก่อนเครื่องลง) เจ้าหน้าที่ตะโกนบอกว่า
"Show
your ticket - แสดงหางบัตรโดยสาร"
ผู้เขียนคิดในใจทันทีเลยว่า
"โชว์ห่าอะไรวะ
กูลงเครื่องแล้ว ไม่ได้ขึ้นเครื่องซักหน่อย ไอ้แค่สนามบินสัปปะรังเคแค่นี้ก็ต้องโชว์บัตรให้ยุ่งยากด้วย"
ยุ่งเลยทีนี้ เพราะช่วงที่อยู่เมืองไทยนั้นนั่งการบินไทยหลายรอบ
แต่ละรอบก็เหมือนสะสมของที่ระลึก คือได้หางบัตรมาก็สอดทิ้งไว้ในย่าม
หางบัตรแต่ละใบที่ดึงออกมาจึงเจอแต่
"การบินไทยๆๆ"
มองอันไหนก็สีบานเย็น ทยอยยื่นให้มันเหมือนคนแจกไพ่ในบ่อนลาสเวกัส
"เอ๊า
มึงอยากได้อันไหนก็เอาไป"
แต่จับอันไหนมันก็บอกว่า
"No No"
อยู่นั่นแหละ คนข้างหลังก็ดันเข้ามา กว่าจะเจอก็เล่นเอาเหงื่อตก
นึกไปถึงว่า นี่ถ้าหาหางบัตรไม่เจอแล้วเราจะไปยังไงเนี่ย คนอื่นๆ
คงขึ้นรถไปกันหมด เรายิ่งมาคนเดียวอยู่ด้วย เริ่มหงุดหงิดแล้วเรา
มองหน้าแขกชักจะเริ่มไม่เป็นมิตร คิดในใจว่า
"เวรกรรม
กูก็ไปมาไม่รู้กี่ประเทศแล้วนะ
เพิ่งมาเจอสนามบินบ้านี่แหละที่ต้องโชว์หางบัตรจึงจะได้เข้าสนามบิน
ทำยังกะกูจะขึ้นรำวงตามงานวัดต้องแสดงหางบัตรให้สาวรำวงดูทุกรอบ
ก็ถ้ากูไม่บินมาแล้วกูจะมาอยู่ตรงนี้ได้ไง ดูสิมีเครื่องบินคันเดียวเอง"
แหม..คันปากเหลือเกิน
แต่โชคดีที่เจอ เพราะอันสุดท้ายนี้สอดไว้ในพาสปอร์ตเลยรอดตัวไป
หมายเหตุ :
ไปอินเดียห้ามทำหางบัตรหายเด็ดขาด ไม่งั้นหมดสิทธิ์เข้าสนามบิน

พระพุทธรูปเนื้อทองเหลืองปิดทองขนาดใหญ่
ทราบว่ามีผู้ศรัทธาเป็นคนไทยนำไปมอบให้สนามบินคยา
คนไทยท่านนั้นจำได้ว่า ชื่อ คุณประชา มาลีนนท์ แห่งช่อง 3 นี่แหละ
ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ด้วย
เข้าสนามบินมาแล้ว
ก็เจอกับมหกรรมการขอวีซ่า
คือต้องกรอกแบบฟอร์มตามสากลนิยม
ผู้เขียนเห็นเจ้าหน้าที่รวบพาสปอร์ตวางกองกันเป็นปึกๆ นึกดูยังสงสัยว่า
มันจะแยกกันยังไง
แต่พอนานไปจึงเข้าใจว่า อ๋อ หัวหน้าทัวร์เขาใช้วิธีนี้
คือรวบรวมไปยื่นเสียทีเดียว แล้วก็รับมาทีเดียวนั่นแหละ
นำไปแจกให้แก่ลูกทัวร์ เพราะถ้าให้ลูกทัวร์ยื่นเอง
เจอระบบแขกเข้ารับรองว่าพรุ่งนี้เช้าก็ไม่ได้ไป
ผู้เขียนยื่นพาสปอร์ตข้าราชการของพระธรรมทูต คนนี้รับยื่นไปยังคนโน้น
คนโน้นรับก็เอาไปให้อีกคนในห้อง คนในห้องก็ยื่นให้แก่คนที่เดินสวนออกมา
ผู้เขียนต้องตาไวหน่อย เกิดหายแล้วแย่แน่ โชคดีที่เขาประทับตราให้ก่อน
แต่เมื่อเปิดดูก็เล่นเอาผู้เขียนงง
เพราะมีแค่ตราประทับกับวันที่มาถึงเท่านั้น ดังนี้
GAYA Immigration International Airport
Arrival :
03 Nov 2009
แต่ให้อยู่กี่วันก็ไม่บอก ?
สงสัยมันจะให้อยู่ตามใจชอบกระมัง
หรือว่าเขาคงให้วีซ่าทำนองนี้สำหรับผู้ถือพาสปอร์ตข้าราชการ
ผู้เขียนเข้าใจอย่างนี้จึงเดินตามหลวงพ่อสมชายออกไป
ช่วงลากกระเป๋าผ่านด่านตรวจของนั้นก็ถูกถามว่า
"Are
you in this group"
ก็แปลว่า คุณมากับทัวร์คณะนี้ใช่หรือไม่ ? เพราะถ้าตอบว่า
"ไม่"
ก็จะโดนค้นข้าวของและต้องจ่ายค่าผ่านด่านอย่างมหากาฬแน่
หลวงพ่อสมชายท่านหันมาถามว่า
"ท่านมหามีรถมารับหรือเปล่า"
ผู้เขียนก็ตอบว่า
"เปล่าครับ"
"ไม่เป็นไร งั้นไปกับผมก็แล้วกัน
ตามมานะ" ท่านสรุป
ผู้เขียนจึงตีหน้าตายพูดกับแขกตรวจสัมภาระว่า
"Yes
I come with this group"
ว่าพลางก็ชี้ไปที่ด้านหลังหลวงพ่อสมชาย
เลยรอดปากเหยี่ยวปากกามาเป็นด่านที่สอง

ผนังสนามบินมีแผ่นผ้าพระพุทธรูปติดอยู่ด้วย
เห็นแล้วอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก สุวรรณภูมิยังไม่มีเลย

ห้องน้ำในสนามบินคยา
เป็นไง น่านั่งไหม มีห้องเดียวเท่านั้นนะ
อีกห้องหนึ่งเป็นแบบสามัญ คือเป็นโถราบติดพื้น
ชอบแบบไหนก็ใช้แบบนั้น และกระดาษม้วนนั้นกำหนดให้ใช้ได้ 100 คน !

ด้านหน้าสนามบินคยา
ใครหลุดออกมาแล้วจะรู้สึกหายใจโล่งเหมือนอยู่บนภูกระดึง

อีกมุมหนึ่งของสนามบิน
นี่ถ้าการบินไทยไม่มาลง คงมิต้องปิดสนามบินดอกหรือ

Self Service
เข็นกระเป๋าเอง
ของใครของมัน ไม่ว่าพระว่าโยม

รอด้วยค่ะ รอด้วย
การนำของผ่านสนามบินอินเดียนั้น ผู้รู้ท่านบอกว่า
ต้องระบุสิ่งของเป็นรายการๆ ไป เช่น กระเป๋ากี่ลูก กล่องกระดาษกี่กล่อง
เพราะแขกจะไม่ตรวจรายชื่อ แต่จะนับตามจำนวนรายการที่ระบุไว้ ถ้าครบก็ผ่าน
แต่ถ้าจะให้ผ่านไวๆ โดยไม่ต้องตรวจค้นแล้ว ก็ต้องใช้
Money
วิธีเดียว
"ไม่มีอะไรที่ซื้อไทย เอ๊ย
ซื้อแขกไม่ได้"

คณะพระ-โยม
นักแสวงบุญชาวไต้หวัน
อาศัยบริการการบินไทย จึงได้ไปอินเดีย

อุปกรณ์สำคัญ ติดตั้งไว้ที่ด้านหน้าพระวิทยากรประจำรถ
ถ้าไม่มีก็แสดงว่าไม่ใช่คณะแสวงบุญ

พอเข้าประจำที่และรถเคลื่อนตัว
พระวิทยากรก็จะแนะนำตัวเองผ่านไมโครโฟน
จากนั้นจึงบรรยายสถานที่ที่จะไปชมไปตามลำดับ
พระวิทยากรในรูปนี้คือ
พระอาจารย์ราเชน วิสารโท
กำลังทำปริญญาเอกอยู่ที่มหาวิทยาลัยเมืองพาราณสี
ท่านและพระวิทยากรอีกรูปหนึ่ง ทั้งสองเมตตาให้ผู้เขียนขึ้นรถโดยไม่รู้จักกันมาก่อนในชีวิต
ต้องกราบขอบพระคุณมา ณ
โอกาสนี้

ประตูด้านหน้าสนามบินคยา
จากสนามบินคยาไปยังวัดไทยพุทธคยา
ประมาณ
10
กิโลเมตร
เส้นทางคับแคบ
ตื่นเต้นที่ได้ยินเสียงแตรรถไปตลอดทาง
ซึ่งเป็นธรรมดาของอินเดีย ขับรถที่อินเดียไม่บีบแตรนั้นถือว่าผิดกฎหมาย

ป้ายวัดไทยพุทธคยา
เขียนเป็น 3 ภาษา ได้แก่
ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และภาษาฮินดี

ถ่ายเฉพาะตัวหนังสือ

โลโก้วัดไทยพุทธคยา

ด้านล่างนั้นเป็นทำเนียบพระภิกษุ-สามเณร แม่ชี และอุบาสกอุบาสิกา

วัดไทยพุทธคยา
วัดไทยแห่งแรกในประเทศอินเดีย
รัฐบาลไทย โดยการเชิญชวนของรัฐบาลอินเดีย
(ศรี ยวาหระลาล เนห์รู นายกรัฐมนตรี) ได้เริ่มทำการสร้างวัดไทยพุทธคยาขึ้นในปี
พ.ศ.2499 โดยการเช่าที่เป็นระยะเวลา 99 ปี
สามารถต่อสัญญาได้อีกครั้งละ 50 ปี ถึงปี พ.ศ.2550 วัดไทยพุทธคยา
จึงจัดงานฉลอง 50 ปี ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ มีเจ้าอาวาสรูปแรกคือ
สมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์ ปุณฺณโก ป.ธ.9) วัดจักรวรรดิราชาวาส
โดยคณะพระสงฆ์ไทยชุดแรกนั้น ออกเดินทางจากประเทศไทยในวันที่ 20 พฤษภาคม
พ.ศ.2502 ประกอบด้วย
1.สมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์ ปุณฺณโก ป.ธ.9) วัดจักรวรรดิราชาวาส
หัวหน้าสงฆ์
2.พระครูประสิทธิพุทธศาสน์ (บุญศรี พุทฺธิญาโณ) วัดพันตอง อำเภอเมือง
จังหวัดเชียงใหม่ สมณศักดิ์สุดท้ายเป็นที่ พระโพธิรังษี
รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ มรณภาพเมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2545
สิริอายุ 83 ปี พรรษา 62
3.พระครูวิบูลธรรมศาสน์ (สังวาล) วัดกระโดงทอง อำเภอเสนา
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มรณภาพ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2540
4.พระราชธรรมมุนี (เกียรติ สุกิตฺติ ป.ธ.7) วัดจักรวรรดิราชาวาส มรณภาพ
วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2552 สิริอายุ 78 พรรษา 57
5.พระอุดรคณาธิการ (ชวินทร์ อจฺจาทโร) วัดเบญจมบพิตร (ลาสิกขา)

พระอุโบสถทรงจัตุรมุข (สี่หน้า)
จำลองไปจากวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม

พระพุทธธรรมิศร ชมพูทีปนิวัติสุโขทัย
พระประธานในพระอุโบสถ วัดไทยพุทธคยา
เททองหล่อโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
นำไปประดิษฐานที่วัดไทยพุทธคยา เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ.2510
เจ้าภาพสร้างถวาย คือ จอมพลถนอม กิตติขจร

ใบเสมาหน้าพระอุโบสถ

กุฎิเจ้าอาวาส วัดไทยพุทธคยา

เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา
รูปปัจจุบันคือ
พระเทพโพธิวิเทศ หรือ
หลวงพ่อทองยอด ภูริวิปุโล ป.ธ.9
Ph.D. อายุ
81 ปี เดิมเป็นชาวอยุธยา บวชที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์
แล้วไปอยู่ที่อินเดียตั้งแต่ พ.ศ.2503 ถึง พ.ศ.2553
หลวงพ่อประกาศจะทำบุญใหญ่ ฉลองอยู่อินเดียครบ 50 ปี เห็นแม่ชีแดงบอกว่า
มีการสร้างพระของขวัญแจกเป็นครั้งแรกด้วย
ใครอยากได้ก็เห็นต้องไปร่วมงานเองแล้วล่ะ อ้อ
วันเกิดหลวงพ่อทองยอดคือวันที่ 10 พฤษภาคม

อาคารกิตติขจร
สร้างถวายโดยจอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี

อาคารที่พักอาคันตุกะ สามารถรองรับได้ไม่ต่ำกว่า 100 รูป/คน แต่ขอเตือนว่า
ก่อนจะไปพักต้องโทรจองที่พักไว้ก่อน
เพราะที่พักในวัดแห่งนี้มีน้อยนักที่จะว่าง ถ้าไม่โชคดีจริงๆ
ผู้เขียนเจอประสบการสนุกสนานมาแล้ว นั่นคือไปโดยไม่มีกำหนดหมายอะไรเลย
นึกว่านอนที่ไหนก็นอนได้ แล้วก็ได้นอน
"ที่ไหนก็ได้"
เข้าจริงๆ
คือแรกไปนั้น
หลวงพ่อสมชาย
ท่านถามว่า ท่านมหามีที่พักหรือยัง ผู้เขียนก็ตอบว่า
"ยังครับ"
"ถ้างั้นไปพักกับผมก็แล้วกัน ผมพักอยู่องค์เดียว" ท่านเอ่ยปากชักชวน
ก็เป็นอันว่าผู้เขียนได้ห้องพักโดยมิได้จอง
แต่ทว่าหลวงพ่อสมชายพักอยู่เพียงคืนเดียว วันรุ่งขึ้นท่านนำคณะไปเมืองราชคฤห์
คล้อยหลังท่านออกห้องไป พระเจ้าหน้าที่ก็เข้าเคลียร์พื้นที่
ปรากฏว่าห้องยังไม่ว่าง เพราะยังมีสัมภาระของผู้เขียนอยู่ด้านใน
ท่านจึงถามว่า ไปไงมาไง จองห้องไว้หรือเปล่า เราก็บอกว่าเปล่า ?
พระเจ้าหน้าที่ก็เกาหัว แหมไล่แขกน่ะไม่น่าเกลียดเท่าใด
แต่ไล่ไทยนี่สิลำบาก ท่านจึงบอกว่า
ขอโทษที่ต้องรบกวน
คือห้องนี้มีคนจองไว้แล้ว และกำลังจะเดินทางมาถึง จึงต้องขอให้สำหรับผู้จอง
ส่วนท่านอาจารย์ (หมายถึงผู้เขียน) ประเดี๋ยวจะหาที่พักสำรองให้
ไม่กี่นาทีจากนั้นท่านจึงนำไปยังศาลากิตติขจร ท่านบอกว่ามีห้องว่างอยู่
พระเจ้าของห้องท่านกลับเมืองไทย มีพระอาคันตุกะพักอยู่องค์หนึ่ง
ขอนิมนต์ไปพักที่นั่น ผู้เขียนก็ดีใจ
ได้ทั้งเพื่อนได้ทั้งที่พักก็ถือเป็นโชคมหาศาลแล้ว
ก็ถือว่ารอดตัวไปอีกด่านหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนก็พักอยู่ที่ศาลากิตติขจรอีก 2
คืน พ้นวันที่ 3 จึงเข้าไปกราบลาเจ้าอาวาส เพื่อเดินทางไปยังเมืองราชคฤห์
เรื่องที่พักในวัดไทยพุทธคยานั้นก็ถือว่าดีนะ ใช้ได้ดีทีเดียว
น่ากลัวนิดเดียวก็คือยุง พุทธคยาเป็นเมืองร้อนเหมือนเมืองไทย ยุงจึงเยอะ
ใครไปอินเดียถ้ากลัวยุงก็ควรนำเอามุ้งไปด้วย กางมุ้งนอนสบายเชียว
ไม่ต้องฟังเสียงเครื่องบินกามิกาเซ่ก่อกวนทั้งคืน
นอนตบหน้าตัวเองก็ที่อินเดียนี่แหละ

แผนที่แสดงการเดินทางของพระพุทธศาสนาไปยังต่างประเทศ
เขียนไว้บนกระดานในวัดไทยพุทธคยา คงมุ่งจะให้เป็นทัศนศึกษาสำหรับผู้แสวงบุญ

แผ่นนี้เป็นแผนที่บริเวณตำบลพุทธคยา
ซึ่งต้นพระศรีมหาโพธิ์สถานที่ตรัสรู้อยู่ที่นั่น

แผ่นนี้จำลองชมพูทวีปในสมัยพุทธกาล แยกออกเป็นแว่นแคว้นต่างๆ
ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก
ซึ่งท่านเจ้าคุณพระราชธรรมมุนี (เกียรติ สุกิตฺติ) ตั้งชื่อว่า มหาชนบท 16
แคว้น

เส้นการเดินทางในอินเดียของผู้แสวงบุญ
จุดแรกลงที่กัลกัตตา แล้วนั่งรถไฟ หรือรถยนต์ ไปยังเมืองปัตนะ นาลันทา ราชคฤห์
พุทธคยา พาราณสี กุสินารา ลุมพินี (เนปาล) กบิลพัสดุ์ สาวัตถี (อินเดีย)
เดลลี สาญจี อชันตา แอลโลร่า ปูน่า และบอมเบย์ จากนั้นก็นั่งเครื่องบินกลับ
แต่เส้นทางที่ว่านี้เป็นเส้นทางเก่า สมัยที่การบินไทยยังไม่เปิดเส้นทางพุทธคยา
ปัจจุบันนั้น นักแสวงบุญไม่นิยมไปลงที่กัลกัตตาแล้วเพราะไกล
กว่าจะนั่งรถไฟไปถึงพุทธคยาก็กินเวลาอีกตั้งวันกว่า สู้บินไปลงที่พุทธคยาเลยไม่ได้
ออกจากสนามบินเพียง 15 นาทีก็ถึงพระศรีมหาโพธิ์
อันเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาในอินเดีย
แหล่งชุมนุมของนักแสวงบุญชาวพุทธทั่วโลกแล้ว

โรงเรียนพระปริยัติธรรมในวัดไทยพุทธคยา
ก่อนเข้าที่พักวัดไทยพุทธคยานั้น
ผู้จัดการทัวร์บอกว่า
"ให้เวลา 30 นาที
เราจะไปบ้านนางสุชาดา และพุทธคยา"
ส่วนเรื่องขึ้นรถนั้น มาคันไหนก็ไปคันนั้นต่อ
เพราะเขาเหมาทั้งรถทั้งคนขับไว้ตลอดรายการ ผู้เขียนขออนุญาต
"เกาะรถ"
หลวงพ่อสมชายไปอีก พระวิทยากรท่านก็น่ารัก
เคยนั่งเบียดท่านมาแต่สนามบินท่านก็ไม่ถือ แถมยังให้เรานั่งติดกระจก
จะได้เห็นบ้านเมืองเต็มตา การทัวร์อินเดียจึงเริ่มขึ้นโดยมิได้นัดหมาย
เพราะทีแรกผู้เขียนกะว่า ถ้าไปถึงสนามบินอินเดียแล้ว ถ้าไม่มีรถรับ
ก็จะจ้างแท็กซี่ไปส่งที่วัดไทยพุทธคยา
จากนั้นจะไปไหนยังไงก็ค่อยว่ากันอีกที คือมันมองไม่เห็นน่ะ
แต่พอเจอคณะทัวร์หลวงพ่อสมชายเข้า เส้นทางแสวงบุญก็โล่งทันที

แม่น้ำเนรัญชรา ภาพแรก
ถ่ายจากบนสะพานข้ามแม่น้ำ

ถ่ายออกไปจากหน้ารถ
เห็นทั้งตัวสะพานและแม่น้ำ

สายน้ำกลางแม่น้ำเนรัญชรา
สถานที่พระพุทธองค์ทรงสรงและลอยถาด
ก็นึกไม่ถึงว่าแม่น้ำเนรัญชราจะแห้งขนาดนี้
แต่พระอาจารย์ท่านบอกว่า หน้าฝนน้ำก็จะเอ่อล้นเต็มตลิ่งเหมือนกัน
ลองมองดูให้ดี ถ้าเป็นเช่นนี้มาแต่โบราณแล้ว ที่พุทธประวัติระบุว่า
พระพุทธเจ้าทรงสรงและลอยถาดในวันก่อนตรัสรู้ ในวันเพ็ญ กลางเดือน 6
ตกเดือนพฤษภาคม นั้น
ไม่น่าเป็นไปได้
เพราะไม่มีน้ำ จะอาบจะลอยยังไง ? ภาพที่เห็นนี้ถ่ายในวันที่ 3
เดือนพฤศจิกายน เพิ่งออกพรรษา น้ำท่ายังไม่แห้งเท่าเดือนหก
ถึงเดือนหกนั้นท่านบอกว่า อากาศที่พุทธคยาจะร้อนระอุถึง
49-50
องศาเซนเซียส เลยทีเดียว กลางวันต้องปิดประตู ตกกลางคืนเมื่ออากาศเย็นแล้ว
จึงค่อยเปิดประตูรับลม

วัดเนรัญชราวาส
เป็นวัดไทย
แต่ไม่ได้เข้าไปเพราะอยู่นอกโปรแกรม ดูภาพแทนก็แล้วกัน

อีกภาพหนึ่ง

หม้อน้ำชาวอินเดีย
ถ่ายจากหน้าบ้านนางสุชาดา

สุชาดาการ์ หรือสุชาดาคหะ
แปลว่า บ้านนางสุชาดา
ผู้หญิงที่ปรากฎตัวในเช้าวันตรัสรู้ของพระโคดมพุทธเจ้า
โดยเล่าว่า เช้าวันนั้น นางให้คนใช้ไปทำความสะอาดบริเวณต้นไทรใหญ่
ก็พบว่ามีสมณะหนุ่มนั่งอยู่ที่โคนต้น จึงนำเอาข้าวมธุปายาสไปถวายแก้บน
พระสมณะนั้นรับข้าวมธุปายาสแล้วก็ปั้นเป็นคำๆ เหมือนข้าวเหนียว ได้จำนวน 49
คำ จึงเสวย เสร็จแล้วจึงเสด็จไปสรงน้ำในแม่น้ำเนรัญชรา และทรงลอยถาดอธิษฐานพระทัยขอให้สำเร็จมโนรถ
จากนั้น พระโพธสัตว์จึงเสด็จไปที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์
ซึ่งอยู่ตรงข้ามคนละฝั่งกับบ้านนางสุชาดา

สถูปบ้านนางสุชาดา
สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าอโศก (พ.ศ.300)

สถูปบ้านนางสุชาดา
มองจากมุมสูง

ดงคสิริ
สถานที่ทรงบำเพ็ญทุกกรกริยา ซูมถ่ายจากบ้านนางสุชาดา
ประมาณว่า ถ้าเดินลัดทุ่งก็อยู่ไกลไม่เกิน 1-2 กิโลเมตร จากพุทธคยา

มุมนี่ถ่ายแบบปกติ คือไม่ซูม วัดระยะด้วยสายตาท่านผู้อ่านเองนะ ว่าไกลไหม

คนไหนนางสุชาดา

ข้าวในนาริมบ้านนางสุชาดากำลังสุก เลยจับภาพมารูปหนึ่ง


รถทัวร์กำลังออกตัว เด็กๆ วิ่งกันชุลมุน เพราะว่ามีการโปรยทาน
ขอทานอินเดียมีทั้งระดับอาชีพและสมัครเล่น
ที่บ้านนางสุชาดานั้นคิดว่าน่าจะยังไม่ถึงมืออาชีพ แต่ต่อไปก็ไม่แน่
เพราะถ้าขอได้ทุกวัน คนอินเดียก็จะหันมาขอทาน เพราะมัน..ได้ง่าย
ใครๆ ก็อยากสบายๆ กันทั้งนั้น

จากบ้านนางสุชาดาก็มาถึงตรงนี้
ตรงที่สันนิษฐานว่าพระพุทธองค์ทรงได้รับการถวายหญ้ากุสะ (หญ้าคา)
จากโสตถิยพราหมณ์ จำนวน 8 กำ เพื่อทรงนำไปปูใต้พระศรีมหาโพธิ์
แต่อาคารหลังนี้สร้างขึ้นมาโดยใครก็ไม่รู้
บอกว่าเป็นศูนย์การศึกษาสำหรับเด็ก มีทั้งภาษาอังกฤษและไทย
ภาษาไทยนั้นนิยมใช้กันมากในแถบนี้ เพราะคนอินเดียรู้ว่าคนไทยชอบทำบุญ


ข้างๆ วัดหญ้าคา
ไม่มีที่เป็นสัดส่วนก็ต้องยืนสวดมนต์กันตรงนี้
มีเด็กอินเดีย ลูกหลานนางสุชาดามามุงดู เห็นเป็นเรื่องประหลาด
พวกเขาไม่รู้จักพุทธประวัติ สนใจก็แต่การขอเงินเท่านั้น

จัตกุสารามพุทธวิหาร
เป็นอาคารคอนกรีตขนาดเล็ก
กว้างวากว่าๆ มีพระพุทธรูปยืนในอิริยาบถทรงรับหญ้ากุสะจากโสตถิยพราหมณ์

หญ้ากุสะหรือหญ้าคา

ใบหญ้ากุสะ

บริเวณวัดจัตกุสาราม

ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา
มองจากหน้าวัดจัตกุสารามไปยังฝั่งพระศรีมหาโพธิ์

อีกมุมหนึ่ง

คณะแสวงบุญของหลวงพ่อสมชายเริ่มเดินข้ามแม่น้ำเนรัญชรา
เพื่อไปนมัสการพระเจดีย์พุทธคยาและพระศรีมหาโพธิ์

ทรายในแม่น้ำเนรัญชรา

ขุดลึกลงไปนิดเดียวก็เจอน้ำ

พระเจดีย์พุทธคยา
มองจากฝั่งบ้านนางสุชาดา

อีกภาพ

ภาพจากกลางแม่น้ำ

ใกล้ถึงฝั่ง จับภาพไปเรื่อยๆ

พระอาทิตย์อัสดงที่พุทธคยา
ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา

ขึ้นจากแม่น้ำตรงท่านี้

ทางผ่าน เข้าไปเลยอาม้า

ผ่านประตูเข้ามาก็จะเป็นแบบนี้
เลี้ยวซ้ายแล้วเลี้ยวขวา
ก็จะไปถึงพระเจดีย์พุทธคยา แต่ถ้าตรงเข้าประตูก็เป็นวังมหันต์
ซึ่งถือลิขสิทธิ์เป็นเจ้าของพุทธคยาอยู่ถึงปัจจุบัน

ประตูเข้าวังมหันต์

พุทธบาทศิลา อายุไม่ต่ำกว่า
1,000 ปี
อยู่ในครอบครองของพวกมหันต์ เจ้าของพุทธคยา
แต่ตกค้างอยู่ในวัง มหันต์อ้างว่าเป็นเจ้าของ
เราเข้าไปก็จะได้ยินเสียง
"No
Photo"
ห้ามถ่ายรูป
มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินตามประกบผู้เขียน พร้อมๆ กับท่องคาถา
No Photo
ผู้เขียนควักให้มันไป 1
ดอล่าร์ มันเงียบ จึงเก็บภาพนี้มาได้

เดินไปอีกก้าว มันบอก
No Photo
ควักจ่ายอีก 1 ดอลล่าร์ และเก็บภาพนี้มาได้
ไม่มีอะไรที่เงินซื้อไม่ได้ในอินเดีย
พบกับ พระมหานรินทร์ ในอินเดีย ตอนต่อไป
ขอรับรองว่ายิ่งกว่า
Unseen Thailand
ทีเดียว
|