เปิดประวัติ

 

"พระธรรมวชิรญาณ-เจ้าคุณเจียร"

 

รักษาการเจ้าอาวาสวัดบวร

 

 

ก่อนหน้านี้ท่านเป็นใครและ..มาจากไหน ?

 

ทำไมจึงได้รับแต่งตั้งเป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัดบวร

 

และต่อไปจะได้เป็นอะไร ?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วงนอก-วงใน ถามไถ่กันให้แซ่ด ! พลันที่ข่าว "สมเด็จพระวันรัต" เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร มรณภาพ กระจายออกไป สายตาทุกคู่ก็จ้องมองว่า "พระเถระรูปใด" จะได้เข้ามาเป็นรักษาการและเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร "รูปต่อไป" เพราะตำแหน่งนี้ "ใหญ่ที่สุด" ระดับ..นัมเบอร์วัน ของคณะสงฆ์ไทยเลยเชียวล่ะ

 

 

มิใช่แค่ "เจ้าอาวาสวัดบางลำพู" ซึ่งมีมูลนิธิ "มหามกุฏราชวิทยาลัย" อันยิ่งใหญ่ มีทรัพย์สินระดับ "หมื่นล้าน" เป็นวัดรวยที่สุดในประเทศไทย แต่ยังเป็นทั้ง "เจ้าของวัดที่พระเจ้าแผ่นดินทรงจำพรรษาในขณะทรงผนวช" มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ถึงปัจจุบันนี้ วัดบวรนิเวศวิหาร ยังเป็นเจ้าของตำแหน่ง "เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต" โดยในสมัยที่ "สมเด็จพระญาณวโรดม" วัดเทพศิรินทราวาส ได้เป็นเจ้าคณะใหญ่ก็ไม่กล้า ต้องยอม "ถวายคืน" ตำแหน่งนี้ให้แก่วัดบวร มาจนถึงสมัยนี้ ที่สมเด็จพระสังฆราช (อัมพรมหาเถร) วัดราชบพิธ ทรงดำรงตำแหน่ง "สกลมหาสังฆปริณายก" ก็มีการยกตำแหน่ง "เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต" ถวาย..พอเป็นพิธี หลังจากนั้น สมเด็จพระสังฆราชก็ทรงประกาศ "แต่งตั้ง" ให้เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร "เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตตามธรรมเนียม" ต่อไป ทำนองถวายคืน และต่อไปก็ต้องใช้ธรรมเนียมนี้

 

 

การได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร นอกจากจะมีอำนาจบริหารปกครองคณะสงฆ์ธรรมยุตทั่วประเทศและบริหารทรัพย์สินมากที่สุดในประเทศไทยแล้ว ก็ยังเป็นแคนดิเดต "สมเด็จพระสังฆราช" แบบเต็งหนึ่งเต็งสองมาโดยตลอดอีกด้วย โดยนับจากสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร "ครองตำแหน่ง" มาแล้วถึง 4 พระองค์ด้วยกัน มากกว่าทุกวัดในประเทศไทย โดยนัยยะก็คือ ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร กลายเป็นศูนย์กลางการปกครองของคณะสงฆ์ไทยมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ก็คือเจ้าของพื้นที่อันสำคัญสูงสุดในประเทศไทยฝ่ายศาสนา

 

 

ในพิธี "รดสรงน้ำศพ" ของสมเด็จพระวันรัตในวันที่ 17  มีนาคมนั้น มีการมองไปทั่วงานว่า "จะมีพิธีรับคำสั่งแต่งตั้งรักษาการเจ้าอาวาส" ด้วยหรือไม่ แต่ก็ไม่ ตกรุ่งเช้า ก็มีข่าวกระจายไปว่า เจ้าคณะภาค 1-2-3 ธรรมยุต ได้ลงนามแต่งตั้ง "รักษาการเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร" แล้ว ได้แก่ พระธรรมวชิรญาณ (จิรพล อธิจิตฺโต ป.ธ.7) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ส่งผลให้เจ้าคุณจิรพล "ขึ้นหน้าหนึ่ง" ของทุกสื่อในทันที นี่คือบุคคลสำคัญที่น่าจับตา

 

 

ถามว่า พระธรรมวชิรญาณ คือใคร ?

 

 

ก็ตอบได้ว่า ท่านเป็นพระในวัดบวรนิเวศวิหารนั่นเอง อยู่ที่นี่มานานแล้ว แต่ท่านอยู่อย่างเงียบๆ เป็นพระสมถะกรรมฐาน สันโดษ เรียบง่าย มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย จนกลายเป็นพระเกจิประจำวัดบวรนิเวศวิหารไปแล้ว

 

 

ในรัชกาลก่อนนั้น ท่านเจ้าคุณจิรพล ยังถือว่าไม่หวือหวา ตามประสาพระวิปัสสนา ขออยู่อย่างเงียบๆ เรียบๆ ไม่แข่งขันกับใคร ดังนั้น เรื่องยศถาบรรดาศักดิ์ของท่านจึงสู้สายอื่นเขาไม่ได้

 

 

แต่ครั้นย่างเข้าสมัยรัชกาลที่ 10 ก็เกิดการพลิกแผ่นดินว่าด้วยการแต่งตั้งพระสังฆาธิการ คือในสมัย ร.9 นั้น จะเอาอาวุโสทางด้านอายุพรรษาและตำแหน่งเป็นหลัก ใครเป็นก่อนก็ขึ้นก่อน จึงมีการ "ชิงอาวุโส" ที่เรียกว่า "ข้ามหัว" เกิดขึ้นมากมาย ส่งผลให้ผู้คนนินทาว่าเล่นพรรคเล่นพวก ตกสมัย ร.10 จึงได้เปลี่ยนนโยบายใหม่ "ให้พระที่มีคุณธรรม" ขึ้นเป็นใหญ่ ซึ่งพระประเภทที่ว่านั้นท่านชี้ไปที่ "พระกรรมฐาน" หรือในสายปฏิบัติ จะเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าอยู่หัวมาก เราจึงได้เห็น "พระสายปฏิบัติ" โผล่พรวดขึ้นชั้นกันมากมาย

 

 

ในสายมหานิกายนั้น "ท่านเจ้าคุณบุญชิต" วัดมหาธาตุฯ ก็ครองตำแหน่ง "เจ้าคณะเขตพญาไท" มาตั้งแต่ปี 43 แล้วก็ย้ายมาเป็น "เจ้าคณะเขตพระนคร" ซึ่งก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไร เปลี่ยนแต่เขตเฉยๆ เพราะอำนาจมันเท่ากัน จะเทียบกับอุบลได้ไง ไอ้ที่จะได้เป็นเจ้าคณะ กทม. หรือกรรมการมหาเถรสมาคมนั้น ยังห่างไกล ตราบใดที่สายวัดสระเกศเอย วัดสามพระยาเอย วัดปากน้ำเอย ยังครองอำนาจในมหาเถรสมาคมอยู่เหมือนเดิม แต่พอขึ้นรัชกาลใหม่ ชื่อของท่านเจ้าคุณบุญชิต ก็ถูกยกขึ้นหิ้ง ครองชั้นราชมาตั้งแต่ปี 2548 จนคนลืม จู่ๆ ก็เหมือนรถติดเทอโบร์ พุ่งพรวดขึ้นชั้นเทพ (เป็นกรณีพิเศษ) ในปี 62 ตกปี 64 ก็เลื่อนเป็นชั้นธรรม หนำซ้ำยังขยับขึ้นครองตำแหน่ง "เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร" ซึ่งก็ว่าใหญ่ระดับเจ้าพ่อนครบาลแล้ว ในปี 2564 ปีเดียว ก็ยังได้เบิ้ลในตำแหน่ง "กรรมการมหาเถรสมาคม" อีกด้วย พูดได้ว่าเป็นซะจนเบื่อ เป็นซะจนเหนื่อย จนแทบไม่อยากเป็นอะไรอีกแล้ว ต่างกับสมัยก่อนหน้านั้นลิบลับ กว่าจะได้อะไรมาแต่ละอย่างก็ยากเย็นแสนเข็ญ

 

 

วิถีชีวิตของ "พระธรรมวชิรญาณ-จิรพล" ก็คงคล้ายกัน ท่านครองยศชั้นราชมาตั้งแต่ปี 2548 อีก 10 ต่อมาจึงเพิ่งจะได้เป็นชั้นเทพ แล้วก็หยุดอยู่แค่นั้นมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นในบ้านเมือง นั่นคือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2562 ซึ่งงานนี้และที่ส่งผลให้ "เจ้าคุณเจียร-จิรพล" พาสชั้นขึ้นเป็นพระระดับแนวหน้าของคณะสงฆ์ไทย

 

 

 

 

 

 

พระราชพิธี "บรมราชาภิเษก" นั้น แปลได้ความหมายว่า คือการรดสรง ด้วยน้ำมหามุรธาภิเษกอันเป็นมงคล ผ่านพิธีนี้ไปแล้ว จึงจะถือว่าเป็นการขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการ เชื่อและปฏิบัติกันมานมนานกาเลนับพันปีแล้ว พระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 10 ครั้งนี้ มีความสำคัญยิ่งในรอบ 70 ของประเทศไทย ตั้งแต่ในหลวง ร.9 ทรงผ่านพระราชพิธีดังกล่าวในปี พ.ศ.2493 ผ่านมานาน 69 ปี จึงเพิ่งจะมีพิธีดังกล่าวอีกครั้งใน พ.ศ.2562 ดังกล่าว

 

 

สิ่งสำคัญที่ต้องใช้ในการรดสรงหรือมุรธาภิเษกก็คือ น้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งถ้าเป็นสังคมพราหมณ์ก็จะใช้พราหมณ์ผู้ใหญ่เป็นผู้เสก แต่ในสังคมพุทธ ก็มีการดัดแปลงมาเป็นน้ำพระพุทธมนต์ ซึ่งต้องนิมนต์พระเถระผู้ใหญ่ หรือพระที่มีกฤตยาคม เป็นผู้เสกเป่าอวยชัยให้พร ก่อนจะนำไปใช้พระราชพิธีสำคัญของบ้านเมืองดังกล่าว

 

 

เมื่อพิธีดังกล่าวมีความสำคัญระดับ "ปลุกเสก-สร้างพระมหากษัตริย์" สำคัญยิ่งกว่าปลุกเสกพระเครื่อง เพราะพระเครื่องใช้เพียงป้องกันตัว แต่พระมหากษัตริย์นั้นใช้ป้องกันคนทั้งชาติ จึงต้องพิถีพิถันทำกันอย่างที่เรียกว่า "สำคัญที่สุดในรอบ 70 ปี" กันเลยทีเดียว ทั้งนี้ รัฐบาลไทย ได้ตั้งคณะกรรมการจัดงานระดังอ๋อง ต้องเปิดตำรับตำราโบร่ำโบราณ ศึกษาพิจารณาว่าสมัยโบราณนั้นท่านทำพิธีกันอย่างไร จึงจะนำมาใช้ให้ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี ไม่มีความผิดพลาดอันอาจจะกลายเป็นความเสียหายที่มองไม่เห็น เป็นเรื่องที่ควรสังวรระวัง โบราณว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่

 

 

 

 

 

 

 

ดังนั้น คณะกรรมการจึงระดมหาน้ำอันบริสุทธิ์จากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ในทุกจังหวัด เมื่อผ่านการปลุกเสกในระดับจังหวัดแล้ว ก็จะอัญเชิญน้ำจากทั่วประเทศไทยเข้ามาในกรุงเทพมหานครเมืองหลวง และเพื่อให้น้ำนั้นศักดิ์สิทธิ์เป็นหนึ่งเดียว จึงมีพิธี "เสกน้ำอภิเษก" อย่างยิ่งใหญ่ที่สุด โดยกำหนดให้

 

 

 

 

 

 

 

1. ทำพิธีเสกน้ำอภิเษกที่วัดสุทัศนเทพวราราม อันเป็นจุดศูนย์กลางของประเทศไทย ประหนึ่งเขาพระสุเมรุอันเป็นศูนย์กลางชมพูทวีป ซึ่งบูรพพระมหากษัตริย์ไทยได้กำหนดไว้ตั้งแต่เริ่มสร้างกรุงเทพมหานครขึ้นมา

 

2. นิมนต์พระราชาคณะและพระผู้ทรงกฤตยาคมจากทั่วประเทศมาทำพิธี มีสมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นประธาน

 

3. คัดเลือกพระนั่งปรกบริกรรมในพิธีดังกล่าวอีก 5 รูป

 

 

 

 

พระเทพสังวรญาณ
วัดบวรนิเวศวิหาร
กรุงเทพมหานคร
พระภาวนาวิสุทธิโสภณ
วัดประดู่พระอารามหลวง
สมุทรสงคราม
พระนันทวิริยาภรณ์
วัด
ใหญ่สว่างอารมณ์
นนทบุรี
พระโสภณพัฒนคุณ
วัด
พุน้อย
ลพบุรี
พระบวรรังษี
วัดระฆังโฆสิตาราม
กรุงเทพมหานคร

 

 

 

และเมื่อมีการ "ประกาศชื่อ" ของพระสงฆ์ทรงกฤตยาคม ที่ได้รับการคัดเลือกให้ "นั่งปรกบริกรรม" ประจำในพิธีสำคัญของบ้านเมืองครั้งประวัติศาสตร์ดังกล่าว ก็ปรากฏรายนามดังนี้

 

 

1. พระเทพสังวรญาณ (จิรพล อธิจิตฺโต ป.ธ.7) วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร

 

2. พระภาวนาวิสุทธิโสภณ (สุรศักดิ์ อติสกฺโข น.ธ.เอก ป.ธ.5) วัดประดู่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

 

3. พระนันทวิริยาภรณ์ (สุวิช สิริจนฺโท น.ธ.เอก ป.ธ.3) วัดใหญ่สว่างอารมณ์ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

 

4. พระโสภณพัฒนคุณ (ทิน สุทินฺโน น.ธ.เอก) วัดพุน้อย อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี

 

5. พระบวรรังษี (สมชาย พุทฺธญาโณ ป.ธ.7) วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพมหานคร

 

 

 

 

 

 

 

ห้าสุดยอดพระเกจิในพิธีเสกน้ำอภิเษก ณ วัดสุทัศนเทพวราราม

 

 

 

 

กระบวนการ "คัดสรร" สุดยอดพระเกจิ เพื่อนิมนต์เป็นองค์ "นั่งปรก" ในพิธีเสกน้ำอภิเษกครั้งประวัติศาสตร์นั้น ว่ากันว่าทำกันอย่างพิถีพิถันที่สุด โดยรอบแรกนั้นนิมนต์พระราชาคณะ-พระเกจิคณาจารย์ มีสมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นประธาน จำนวน 68 รูป จากทั่วประเทศ และรอบที่สอง ทำการคัดเลือกพระที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นการเฉพาะอีก 5 รูป เพื่อทำพิธี "นั่งปรก" ดังกล่าว เล่ากันถึงขั้นว่า พระที่จะได้รับการพิจารณาเพื่อเข้านั่งประจำในพิธีสำคัญดังกล่าว "ต้องส่งประวัติพร้อมด้วย วัน-เดือน-ปีเกิด" ไปให้เจ้าหน้าที่ทำการ "เช็คประวัติ" และ "เช็คดวง" เป็นกรณีพิเศษ แบบว่าต้องดูถึงขั้น "ดวงชาตา" ว่าเป็นพระดีทั้งนอกและในหรือไม่ ไม่งั้นไม่มีสิทธิ์เข้าไปนั่งในพิธีดังกล่าว จะถือว่าเป็นการ "เช็คดวงพระเกจิ" เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ งานนี้จึงถือว่ายิ่งใหญ่ไม่ธรรมดา

 

 

ซึ่งเมื่อรายนามประกาศออกมาแล้ว ก็ส่งผลให้ "ห้าพระเกจิ" ในพิธีดังกล่าว ก้าวเข้าสู่ "ทำเนียบสุดยอดพระเกจิไทย" ในสมัยรัตนโกสินทร์ ไปอย่างประวัติศาสตร์ต้องจารึก

ซึ่ง 1 ใน 5 รูปที่ว่านั้น ก็มีชื่อของ "พระเทพสังวรญาณ" นำหน้า จะว่าเป็นประธานของบรรดาพระเกจิอาจารย์ดังกล่าวก็คงไม่ผิด ตรงนี้แหละที่ "ชื่อ" ของพระเทพสังวรญาณ ขึ้นชั้นทำเนียบพระเกจิไทยในระดับแนวหน้าอย่างเต็มตัว รวมทั้งพระเกจิอีก 4 รูปดังกล่าวด้วย เทียบได้กับ "สี่เสืออินโดจีน" ในอดีต อันได้แก่ จาด (หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา ปราจีนบุรี) จง (หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก พระนครศรีอยุธยา) คง (หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม สมุทรสงคราม) อี๋ (หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ ชลบุรี) ซึ่งมีเกียรติคุณโดดเด่นในสมัยสงครามอินโดจีน เป็นอมตะมหาเถราจารย์จนกระทั่งปัจจุบัน

หลังจากนั้น ชีวิตของพระเทพสังวรญาณ (เจ้าคุณเจียร) ก็ก้าวกระโดด เรียกตามภาษานักเลงม้าว่า "จากม้าตีนปลายกลายเป็นม้าตีนต้น" พุ่งพรวดขึ้นนำหน้าราชาคณะในธรรมยุติกนิกาย อย่างน่าอัศจรรย์

 

 

เมื่อสมเด็จพระญาณวชิโรดม หรือหลวงพ่อวิริยังค์ วัดธรรมมงคล ถึงแก่มรณภาพลงในปลายปี 2563 นั้น พระเทพสังวรญาณ ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสอยู่ระยะหนึ่ง

 

 

วันที่ 6 มิถุนายน 2564 มีพระบรมราชโองการโปรดฯ เลื่อนสมณศักดิ์ พระเถรานุเถระ จำนวน 10 รูป หนึ่งในนั้น พระเทพสังวรญาณ ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็น พระธรรมวชิรญาณ

 

 

วันที่ 17 มีนาคม 2565 พระธรรมวชิรญาณ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น "ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร"

 

 

 

 

 

 

 

สายปริยัติ VS สายปฏิบัติ

 

 

 

 

ถามว่า พระธรรมวชิรญาณ นั้น ท่านมีอาวุโสสูงสุดในวัดบวรนิเวศวิหารหรือไม่ ?

 

 

คำตอบก็คือ หามิได้ ?

 

 

เพราะในวัดบวรนิเวศวิหาร ยังมีพระที่มีอาวุโสกว่าพระธรรมวชิรญาณ ทั้งด้านอายุพรรษา-สมณศักดิ์และอายุราชการอยู่ด้วย นั่นคือ พระธรรมวิสุทธาจารย์ (แสวง ธมฺเมสโก น.ธ.เอก ป.ธ.5) โดยท่านเจ้าคุณแสวงนั้น ปัจจุบันมีอายุ 70 ปี พรรษา 49 ขณะที่เจ้าคุณจิรพล มีอายุ 68 ปี พรรษา 48 อ่อนพรรษากว่าเจ้าคุณแสวงปีหนึ่ง

 

 

ด้านสมณศักดิ์นั้น ทั้งคู่ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็น "ชั้นธรรม" ในวันเดียวกัน แต่เจ้าคุณแสวงได้รับการประกาศชื่อในลำดับที่ 1 ขณะที่เจ้าคุณจิรพลมีชื่ออยู่ในอันดับที่ 2 ก็ต้องมองว่า พระธรรมวิสุทธาจารย์มีอาวุโสกว่า

 

 

ด้านตำแหน่งทางการปกครอง ทั้งสองรูปเป็น "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร" เหมือนกัน แต่พระธรรมวิสุทธาจารย์เป็นทั้งเจ้าคณะภาค 10 และกรรมการมหาเถรสมาคม ขณะที่พระธรรมวชิรญาณเป็นเพียง "เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร" เท่านั้น

เทียบคุณสมบัติทั้งสามเส้าเหล่านี้ เซียนพระทั่วไปก็ชี้ได้ว่า "พระธรรมวิสุทธาจารย์-แสวง" ย่อมจะมีดีกรีเหนือกว่าพระธรรมวชิรญาณ อย่างมิต้องสงสัย

 

 

 

 

 

 

 

เกจิอาจารย์ VS ศาสตราจารย์

 

ฉีกทุกตำรา ทุกทฤษฎีที่มีในโลก

 

 

 

ถ้าใครยังนึกภาพไม่ออก ว่าหวยจะออกเบอร์ไหน ก็ขอนำเสนออีกภาพ อันได้แก่ การช่วงชิงตำแหน่ง "เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" ของมหานิกาย ซึ่งเป็นชุด "ล็อคถล่ม" ครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ ระดับเซียนอยู่รูหมูอยู่ตึก ตอนนั้น พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.9 Ph.D. ศ.ดร ราชบัณฑิต) วัดประยุรวงศาวาส เป็นผู้รักษาการ เซียนพระทุกสายก็ฟันธงว่า "ยังไงเจ้าคุณประยูรก็ต้องได้เป็นหนกลาง" เพราะมีคุณสมบัติเหนือยิ่งกว่าแม่สาย แต่สุดท้ายก็มีพระบรมราชโองการฟ้าผ่าให้ "สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี-ธงชัย ธมฺมชโย ป.ธ.6 น.ธ.เอก" วัดไตรมิตรวิทยาราม ได้ครองตำแหน่งนี้ไป แบบว่าคนดูงงทั้งสนาม ทั้งๆ ที่สมเด็จธงชัยท่านไม่เคยดำรงตำแหน่งทางการปกครองมาก่อนเลยแม้แต่เจ้าอาวาส จนป่านนี้พวกที่แทงเต็งเอาไว้ยังใช้หนี้ไม่หมดเลยครับท่านพระครู แต่อย่าลืมด้วยนะครับว่า สมัยวัดสระเกศ วัดปากน้ำ วัดชนะสงคราม เป็นใหญ่นั้น สมเด็จธงชัยก็ไม่เคยได้ตำแหน่งอะไรเหมือนกัน มันไม่ใช่ว่าท่านไม่อยากบริหาร แต่มีคนไม่อยากให้ท่านบริหารนั่นต่างหาก โตจนเป็นสมเด็จแล้ว ยังไม่เคยแต๊ะอั๋ง เอ๊ย บริหารเลย ถามว่าเป็นไปได้ไง จริงไหม แล้วเดี๋ยวนี้เป็นไง ได้เป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ฟันพวกร้องไห้หน้าจอจนจีวรบิน 25 มีนานี้ ก็จะระดมพลยึดวัดสระเกศ ตั้งเจ้าคุณสมควรเป็นแม่ทัพใหญ่ ให้มันรู้ไป ปูตินกับสมเด็จธงชัย ใครจะเหนือใคร ?

 

และถ้าดูใน "พระราชนิยม" ของรัชกาลปัจจุบัน เราท่านก็จะทราบได้ว่า จะทรงโปรดปรานพระสายกรรมฐานเป็นกรณีพิเศษ ดังเช่น พระธรรมวชิรมุนี (บุญชิต) วัดมหาธาตุ และพระธรรมวชิรญาณ (จิรพล) วัดบวรนิเวศวิหาร

 

 

อีกประการหนึ่งนั้น ในทำเนียบสมณศักดิ์รัชกาลปัจจุบัน จะทรงโปรดพระราชทาน "ราชทินนาม" ให้สอดคล้องกับรัชกาลของพระองค์ โดยจะมีคำว่า "วชิร-วัชร" รวมอยู่ในราชทินนามด้วย

 

 

เช่นเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2565 ที่ผ่านมา ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ โปรดพระราชทานราชทินนามแก่รองสมเด็จพระราชาคณะ จำนวน 3 รูป ได้แก่

 

 

1. พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.9) วัดราชโอรสาราม กรุงเทพมหานคร เป็นพระพรหมวชิรปัญญาจารย์

 

2. พระพุทธิวงศมุนี (บำรุง ฐานุตฺตโม ป.ธ.7) วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก เป็นพระพรหมวชิรเจดีย์

 

3. พระวิสุทธาธิบดี (เชิด จิตฺตคุตฺโต ป.ธ.9) วัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพมหานคร เป็นพระพรหมวชิรมุนี

 

 

พระเถระทั้งสามรูปเหล่านี้ ได้รับการพระราชทาน "ราชทินนามใหม่" ในชั้นเดิม คือรองสมเด็จพระราชาคณะ แบบว่าเปลี่ยนชื่อ แต่ตำแหน่งยศนั้นมิได้เปลี่ยนเลย ดูไปเหมือนการจัดระเบียบราชทินนามอย่างนั้นแหละ

 

 

ทีนี้ ถ้าเทียบระหว่างราชทินนาม "พระธรรมวิสุทธาจารย์" กับ "พระธรรมวชิรญาณ" แล้ว คงจะพอมองออกว่า ราชทินนามใด สอดคล้องกับพระราชอัธยาศัยที่สุด

 

 

ที่สำคัญก็คือ การแต่งตั้งเจ้าอาวาสพระอารามหลวงในรัชกาลปัจจุบัน กฎหมายกำหนดให้เป็น "พระราชอำนาจ" โดยสมบูรณ์ จึงเมื่อพระผู้ปกครองของธรรมยุตในระดับสูง จะพิจารณาหา "ผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร" จึงต้องมองดู "คุณสมบัติ-ทิศทาง" ของแต่ละรูป ว่ารูปไหนจะต้องพระราชอัธยาศัยมากกว่า จึงได้ตัดสินใจแต่งตั้ง "พระธรรมวชิรญาณ" ดังกล่าว

 

นี่ละกระมัง ที่สังคมพระไทยเม้ากันให้แซ่ดว่า "ล็อกถล่ม" แต่ในโลกใบนี้ อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น เพราะทุกสิ่งเป็น..อนิจจัง

 

การก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่ง "รักษาการเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร" ของเจ้าคุณเจียร-จิรพล ย่อมจะตอบข้อสงสัยได้ว่า สายปฏิบัติเหนือกว่าสายปริยัติ คุณสมบัติอื่นใดไม่เกี่ยว

 

และนี่คือ ที่มาของ "พระธรรมวชิรญาณ" บนตำแหน่ง "รักษาการเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร" อันเอกอุ ในวันนี้

 

 

คำถามสุดท้าย ต่อไป พระธรรมวชิรญาณ ท่านจะได้เป็นอะไร ?

 

ตอบว่า ก็ได้เป็น "เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร" สิคะ ชัดเจนไหม

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 18 มีนาคม 2565

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264