เปิดการทูตคอทองแดง !

 

 

เถรสมาคมส่งเจ้าคุณสุนทรชาวใต้ไปอีสาน

 

เจรจาความเมืองเรื่องพระครูเล็ก

 

ออกตัวเนียน "ผมมาในนามส่วนตัว"

 

แต่ขอให้ทุกท่าน "ปล่อยวาง" เรื่องส่วนรวม

 

สงฆ์กาฬสินธุ์ฟังแล้วไม่เข้าใจ ไหนว่ามาส่วนตัว ?

 

 

 

 

 

 

 

มาส่วนตัว แต่พูดเรื่องส่วนรวม

 

 

 

อา..พูดจาประสานักเลงก็คงจะเป็นว่า "ไพ่ใกล้หมดมือแล้ว" แสดงให้เห็นว่า เวลา ณ บัดนี้ มหาเถรสมาคม "หมดตัว" ไม่มีพระผู้ใหญ่ที่มีสติปัญญาและบารมีพอที่จะ "พูดคุย" กับพระสงฆ์กาฬสินธุ์ ให้โอนอ่อนผ่อนตามได้ ถึงกับต้องไปไหว้วานให้ "เจ้าคุณสุนทร" ซึ่งเป็น "ชาวใต้" ไปพูดภาษาอีสาน เรื่องน่าจะจบก็เลยบานไปใหญ่

 

 

 

 

 

 

 

 

พระเทพดิลก เจ้าคณะภาค 9  : เจ้าคุณสุนทร กรรมการ มส.

 

 

 

 

 

ขออธิบายเรื่อง "การทูตคอทองแดง" ไว้ตรงนี้ก่อนเลยว่า ว่าตามอำนาจการปกครองนั้น จังหวัดกาฬสินธุ์ อยู่ในเขตการปกครองของคณะสงฆ์ธรรมยุต ภาคที่ 9 ซึ่งปัจจุบันมี "พระเทพดิลก-วัชรพันธ์ นนฺทิโย" วัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร เป็นเจ้าคณะภาค ซึ่งเจ้าคุณวัชรพันธุ์นั้นเป็นชาว "ขอนแก่น" โดยกำเนิด จึงพูดภาษาอีสานและรู้สำเนียงคนอีสานได้ไม่ต้องแปล

 

 

ขณะที่ "พระพรหมวชิรากร-สุนทร สุนฺทราโภ" นั้น ท่านเป็นชาวจังหวัด "ชุมพร" เป็นเจ้าอาวาสวัดราชผาติการาม กรุงเทพฯ เคยเป็นก็แต่ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 16-17-18 (ธรรมยุต) ปกครองในเขตภาคใต้ ไล่ตั้งแต่ ชุมพร ระนอง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ฯลฯ ไปจนจดสุไหงโกลก อันเป็นเขตสิ้นสุดเขตแดนประเทศไทย ไม่เคยได้รับการแต่งตั้งให้ไปปกครองในเขตอีสานเลยแม้แต่จังหวัดเดียว จนกระทั่งได้เป็นกรรมการมหาเถรสมาคมแบบก้าวกระโดดเช่นกัน

 

 

และทีนี้ว่า เมื่อเกิดปัญหาว่าด้วย "เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์" ซึ่งมหาเถรสมาคม "สั่งปลด" หลวงพ่อบัวศรี หรือพระเทพสารเมธี ออกจากตำแหน่ง แล้วแต่งตั้งให้ "พระครูเล็ก" หรือพระครูสุทธิญาณโสภณ เจ้าอาวาสวัดป่านาขาม เจ้าคณะอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย ให้ข้ามห้วยข้าม "อุดรธานี-สกลนคร" มากินเมืองกาฬสินธุ์ ในตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด ซึ่งทีแรกนั้น พระครูเล็ก ออกตัวว่า ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้เนื้อรู้ตัวว่าจะได้รับแต่งตั้ง แต่ภายหลังกลับกลายเป็นว่า พระครูเล็ก เป็นผู้นำเอามติของศาลสงฆ์ภาค 10 (กรณีหลวงพ่อจันมี จังหวัดหนองคาย ซึ่งตอนนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของหลวงพ่อบัวศรี ที่ได้รับการแต่งตั้งให้รักษาการเจ้าคณะภาค 10) ไปฟ้องร้องต่อสมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร ว่าศาลสงฆ์พิพากษาไม่ชอบธรรม แต่สมเด็จพระวันรัตเห็นชอบตามศาลสงฆ์ ถึงกับตะคอกใส่หน้าพระครูเล็กว่า "ไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่แล้วจะอยู่กันยังไง"

 

 

พระครูเล็กได้ฟังดังนั้นก็ไม่พอใจ จึงนำเรื่องไปฟ้องร้องต่อ "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี แล้วเรื่องก็หลุดไปจนถึง "พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา" องคมนตรี ซึ่งดูแลกิจการพระพุทธศาสนา ก่อนจะออกมาเป็นมติประวัติศาสตร์ "ปลด 3 เจ้าคณะจังหวัด" ของมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา

 

 

จากคลิป "ปริศนากาฬสินธุ์" ซึ่งหลุดออกสู่สาธารณชนเมื่อวันที่ 25 พฤศิจกายน 2564 นั้น เสียงอันคล้ายกับพระครูเล็ก เล่าว่า มีกระบวนการวิ่งเต้นฟ้องร้องไปจนถึงในรั้วในวัง ก่อนจะมีคำสั่ง "ปลดฟ้าผ่า" ออกมาดังกล่าว คำเล่าผ่านคลิปดังกล่าวนั้น เท่ากับยอมรับว่า พระครูเล็ก รู้และเกี่ยวข้องกับเรื่องราวตั้งแต่ต้น ที่อ้างว่า "ไม่รู้ตัวว่าจะได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์" จึงฟังไม่ขึ้น

 

 

ในทางพระถือว่าเป็นการวิ่งเต้นประจบประแจงคฤหัสถ์ เพื่อให้ได้มาซึ่งลาภยศอันไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอาหารบิณฑบาต หรือแม้กระทั่งตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด ก็ไม่มีข้อยกเว้น !

 

 

นี่เป็นประเด็นทางพระธรรมวินัยครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทย ซึ่งมหาเถรสมาคม อันเป็นองค์กรปกครองคณะสงฆ์ระดับสูงสุด เหมือนรัฐบาลบริหารประเทศ เมื่อทราบถึงที่มาที่ไปในตำแหน่ง "เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์" ของพระครูเล็กแล้ว น่าจะตั้งกรรมการสอบสวนทวนความ เพื่อหาข้อยุติให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย หากพระครูเล็กไม่เกี่ยวข้องโดยประการทั้งปวงดังอ้าง ก็พอฟัง แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องพิจารณาถึงคุณสมบัติอื่นๆ ของพระครูเล็กด้วย ว่าเหมาะสมกับตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นด้าน อายุ พรรษา วิทยฐานะ และประสบการณ์การบริหารการปกครองในท้องที่นั้นๆ ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งในระดับสูง ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ก็มีอยู่ในระเบียบของมหาเถรสมาคมทั้งสิ้น เขียนไว้แต่ไม่ทำ ก็เท่ากับเขียนด้วยมือ ลบด้วยเท้า เท่านั้นเอง

 

 

แนวทางอันเหมาะสมและถูกต้องชอบธรรมนั้นมีอยู่แล้ว แต่มหาเถรสมาคมจะปฏิบัติตามหรือไม่นั้น ก็ไม่มีใครรู้

 

 

รู้แต่ว่า ในระยะเวลานานกว่า 3 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2564 ถึงปัจจุบัน) จะเห็นได้ว่า มหาเถรสมาคม นอกจากจะไม่ได้ดำเนินการตามพระธรรมวินัย ระเบียบแบบแผน และจารีตประเพณี ที่ตนเองวางระเบียบไว้เลย วันนี้ ยังส่ง "เจ้าคุณสุนทร" พระนอกพื้นที่ เข้าไปเจรจาไกล่เกลี่ยกับคณะสงฆ์กาฬสินธุ์เสียอีก มันก็ยิ่งไปกันใหญ่ คล้ายกับว่า ในภาคอีสานทั้งภาคนั้น ไม่มีพระเถระที่มีสติปัญญาและบารมี พอที่จะพูดคุยกับพระสงฆ์กาฬสินธุ์ได้แล้ว ถึงได้ใช้ให้เจ้าคุณสุนทรไปดังกล่าว

 

 

 

 

นี่แหละฮะ การทูตคอทองแดง !

 

 

 

 

 

ประมวลเหตุการณ์ของคณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์ในปัจจุบันแล้ว พอจะประมาณการได้ว่า

 

 

 

1. มหาเถรสมาคม หมดมุก หมดตัวบุคคลทำงานในภาคอีสาน ไม่มีแม้แต่ผู้เคยมีบารมีมาก่อน อาทิเช่น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน) เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเมื่อเกิดเรื่องใหม่ๆ นั้น พระญาณรักขิต หรือเจ้าคุณแผน รองเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ วิ่งเอามติคณะสงฆ์เข้าไปกราบเรียนถึงในวัดราชบพิธ แสดงว่าเจ้าคุณแผนก็ยังเกรงบารมีของสมเด็จชิน วันนี้ การที่เจ้าคุณแผนยังคงดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ยังไม่ยอมลาออกเหมือนเจ้าคณะตำบล-อำเภอ ที่ลาออกทั้งจังหวัดไปแล้วนั้น ก็เชื่อว่า เจ้าคุณแผนยังคง "ไว้หน้าผู้ใหญ่" ไม่หักหาญจนผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ เซียนพระชี้ว่า ถ้าหาก "สมเด็จชิน" เป็นคนเด็ดขาด ยอมเสียสละไปลงนั่งคุยกับพระกาฬสินธุ์ ก็น่าจะหาทางลงให้แก่ทุกฝ่ายได้ รวมทั้งมหาเถรสมาคมด้วย แต่ถ้าพระผู้ใหญ่แหยง ไม่กล้าเล่น ปล่อยให้พระผู้น้อยเล่นกันเอง มันก็จะยิ่งเละดังที่เห็น นี่พูดแบบไม่เกรงใจแล้วล่ะ จะเอาบ้านเมืองและพระศาสนาไว้ หรือว่าจะเอาตัวเองรอด

 

 

2. การส่งเจ้าคุณสุนทร กรรมการมหาเถรสมาคม ไปนัดพูดคุยปัญหากาฬสินธุ์ โดยอ้างว่า "มาธุระส่วนตัว" แต่กลับพูดเรื่องส่วนรวมนั้น มันเสียหายหลายแสน เสียความเป็นพระที่ต้องซื่อสัตย์ซื่อตรง พูดแบบมีนัยยะ แบบว่ากะล่อน ดูถูกพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวกาฬสินธุ์ทั้งจังหวัด พูดได้ไงว่า "ขอให้คณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) ปล่อยวางและทำใจยอมรับมติดังกล่าว เพื่อสถานการณ์จะได้คลี่คลายไปในทางที่ดี"

 

 

3. กรณีที่เจ้าคุณสุนทรพูดไปแบบนั้น เท่ากับว่า มุ่งจะเข้าไปแก้ปัญหาให้แก่พระครูเล็ก เพียงคนเดียว ขณะที่พระและโยมชาวกาฬสินธุ์ทั้งเมือง กลับไม่สนใจจะแก้ไขช่วยเหลือ เห็นพระครูเล็กเป็นพระเจ้า ขณะที่ชาวกาฬสินธุ์ทั้งบ้านทั้งเมืองนั้นไร้ค่า อย่างนั้นหรือ ?

 

 

4. มหาเถรสมาคมเล่นเกมนี้ ใช้วิธีการแบบนี้ ใช้คนเช่นนี้ ดูทีว่าจะไม่มีทางชนะในสงครามกลางเมือง ซึ่งต้องช่วงชิงความเป็นธรรม แต่สถานการณ์ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่ามหาเถรสมาคมจะเพลี่ยงพล้ำ ถึงขนาดว่าต้องส่งพระจากต่างถิ่นเข้าไปช่วยเจรจา หาคนในพื้นที่ไม่ได้แม้แต่คนเดียว

 

 

5. ในทางปฏิบัติแล้ว เมื่อเจ้าคณะภาค 9 ซึ่งปกครองคณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์โดยตรง ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามที่มหาเถรสมาคมมุ่งหมาย ในการเคลียร์พื้นที่ให้พระครูเล็ก ก็เท่ากับว่าหย่อนยานสมรรถนะ สมควรจะถูก "ถอดถอน" ไม่ต่างไปจากกรณีพระเทพสารเมธี (หลวงพ่อบัวศรี) แต่นี่มหาเถรสมาคมกลับลงดาบเฉพาะหลวงพ่อบัวศรี ไม่ยอมลงดาบเจ้าคุณวัชรพันธ์ ถามว่าใช้มาตรฐานอะไร ?

 

 

6. สำคัญที่สุดก็คือ นโยบายจากส่วนกลาง คือจากมหาเถรสมาคม หรือจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่ามองเห็นอะไรสำคัญกว่ากัน ระหว่าง "คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวกาฬสินธุ์ทั้งจังหวัด" กับ "พระครูเล็ก" เพียงคนเดียว ซึ่งหลักสากลแล้ว เขามีแต่ยอมเสียน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่ แต่มหาเถรสมาคมในวันนี้กลับยอมเสียส่วนใหญ่เพื่อรักษาส่วนน้อย

 

 

7. ถ้าเห็นว่าพระครูเล็กเป็นบุคคลสำคัญระดับโลก มีความสามารถพิเศษสุด เกิดอีกร้อยชาติก็หาไม่ได้อีกแล้ว ยังไงก็ต้องตั้งให้เป็นเจ้าเป็นนายให้ได้ เหมือนคุณอนิลมาน ก็เอางี้สิ มหาเถรสมาคมออกมติตั้งให้พระครูเล็ก "เป็นเจ้าคณะจังหวัดภาคใต้" จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง ซึ่งจะคอยดูว่าพระสงฆ์ใต้คนถิ่นเดียวกับเจ้าคุณสุนทรจะยอมรับได้ไหม ถ้าเกิดปัญหาในภาคใต้ขึ้นมา มหาเถรสมาคมก็แก้ปัญหาด้วยการ "ส่งเจ้าคุณสุนทร" ลงไปเจรจาขอให้ปล่อยวาง ถามว่ามหาเถรสมาคมและนายพงศ์พรกล้าไหม ?

 

 

ปัญหาไม่เกิดบ้านใคร-ใครก็ไม่รู้ การส่งเจ้าคุณสุนทรไปกาฬสินธุ์พูดแบบความฝันอันสูงสุด ใครก็พูดได้ เพราะไม่ใช่บ้านของเจ้าคุณสุนทร พูดจบก็ปัดก้นกลับแล้ว จะเป็นอย่างไรก็ไม่อนาทรร้อนใจอะไร ที่ไปๆ นั้นเพราะผู้ใหญ่สั่ง แค่ทำตามหน้าที่

 

 

8. คำว่า "ปล่อยวาง" ในความหมายของเจ้าคุณสุนทรคืออะไร ? ถ้าจะให้ปล่อยวางโดยการหลับหูหลับตา อะไรจะเกิดขึ้นกับพระศาสนากับวัดวาอารามและกับบ้านกับเมือง ก็อย่าไปสนใจ ปล่อยให้มหาเถรสมาคมปกครองประเทศไทยไปคนเดียว อีแบบนี้มิใช่การปล่อยวางแบบปัญญาชนแล้วล่ะ แต่จะเป็นการปล่อยวางแบบวัวแบบควาย ตามที่หลวงพ่อชาวัดหนองป่าพงได้สั่งสอนเอาไว้ เมื่อพบว่ามีพระรูปหนึ่ง ในฤดูมรสุม เกิดลมพัดกุฏิพังไปแถบหนึ่ง พระรูปนั้นก็ไม่ยอมซ่อมแซม แต่ได้ย้ายตัวเองและเครื่องบริขารไปแอบอยู่อีกมุมหนึ่งของกุฏิ หลวงพ่อชาไปเห็นเข้าจึงถามว่าทำไมไม่ซ่อมแซม พระรูปนั้นก็อ้างว่า "กำลังฝึกปล่อยวาง" หลวงพ่อชาจึงสอนว่า ปล่อยวางแบบนี้มันปล่อยวางแบบวัวควาย ไม่ใช่ปล่อยวางแบบคน ถ้าปล่อยวางจริงจะย้ายตัวเองไปทำไม ก็นั่งตากแดดตากฝนไปซี นี่ก็อยากจะดูเหมือนกันว่า ถ้าเจ้าคุณสุนทรถูกปลดวันไหน จะปล่อยวางได้ดังคำพูดหรือไม่ ?

 

 

 

 

 

โอม มะลึกกึ๊กกึ๋ย !

 

 

 

กรรมการมหาเถรฝ่ายธรรมยุต เยี่ยมคณะสงฆ์กาฬสินธุ์ เปรยขอให้ปล่อยวางยอมรับมติ

 

วันที่ 19 ม.ค. 65   ผู้ใช้เฟชบุ๊ค ชื่อว่า "Sophonthamudom" หรือ  พระครูโสภณธรรมอุดม เจ้าอาวาสวัดโพธิ์พุทธคุณ และอดีตเจ้าคณะอำเภอห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ พระแกนนำของคณะสงฆ์กาฬสินธุ์สายธรรมยุตคัดค้านมติมหาเถรสมาคมที่แต่งตั้ง พระครูสุทธิญาณโสภณ หรือพระครูเล็ก เป็นเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) รูปใหม่ ได้โพสต์ว่า

 

พระพรหมวชิรากร (สุนทร สุนฺทราโภ)  กรรมการมหาเถรสมาคม  (เจ้าอาวาสวัดราชผาติการามวรวิหาร ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 16 (ธรรมยุต) และภาค 17 18 (ธรรมยุต)  ได้มีโอกาสพบปะพระสังฆาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) ถึงแม้พระเดชพระคุณท่านจะปฏิเสธว่า เป็นการมาเยี่ยมเยียนพบปะสนทนาเป็นการส่วนตัว ไม่ได้มาในฐานะกรรมการมหาเถระสมาคม หรือพูดง่ายๆ คือไม่ได้มาอย่างเป็นทางการ แต่ก็พอที่จะคาดการณ์ได้ว่า มาเพื่อสังเกตการณ์ปฏิกิริยาของคณะสงฆ์และชาวพุทธกาฬสินธุ์ ว่ามีความคิดเห็นอย่างไร ในกรณีการปลดหลวงพ่อเจ้าคุณบัวศรีในครั้งนี้

 

มีพระสังฆาธิการหลายรูป ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น และเสนอทางออก เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย และกิจการงานคณะสงฆ์จะได้ดำเนินไปได้ตามปกติ

 

พระครูสุธีวรสาร เจ้าคณะอำเภอหนองกุงศรี (ธ) ได้ถวายรายงานเกี่ยวกับกรณีคลิปเสียง ซึ่งมีช่วงหนึ่งได้ระบุว่าเมื่อเจ้าคณะจังหวัดรูปใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ท่านก็จะสังคายนาคณะสงฆ์กาฬสินธุ์ (ธ) โดยเฉพาะเรื่องอธิกรณ์ของหลวงปู่เมือง จะชำระให้เรียบร้อยถึงขั้นจะจับสึกกันเลยทีเดียว ซึ่งในข้อนี้พระครูสุธีวรสารชี้แจงว่าไม่สามารถที่จะยอมรับในตัวของพระครูสุทธิญาณโสภณได้

 

พระครูสิทธิวราคม เจ้าคณะอำเภอสหัสขันธ์ (ธ) ถวายรายงานต่อพระพรหมวชิรากรว่า พระครูสุทธิญาณโสภณ ควรที่จะเสียสละตัวเองด้วยการลาออก เพื่อความสงบสุขของคณะสงฆ์และชาวพุทธกาฬสินธุ์

 

มีตัวแทนคณะสงฆ์และตัวแทนชาวพุทธกาฬสินธุ์ ถามพระพรหมวชิรากรว่า สาเหตุที่ท่านเจ้าคุณบัวศรีถูกปลดนั้นท่านมีความผิดร้ายแรงในเรื่องใด ถึงขนาดมีคำสั่งปลดโดยไม่มีการตั้งกรรมการสอบสวนเลย พระพรหมวชิรากรท่านตอบว่า เรื่องนี้ต้องให้เจ้าคุณบัวศรีเป็นผู้ตอบ ท่านไม่ทราบและไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะตอบ

 

หลวงพ่อเจ้าคุณบัวศรีท่านตอบว่า ท่านก็ไม่ทราบ แต่ถ้าจะให้เดา ท่านบอกว่าน่าจะมีอยู่ 2 เรื่อง ที่เข้าข่ายการละเลยปฏิบัติหน้าที่

 

1. ความล่าช้าในการตัดสินอธิกรณ์หลวงพ่อเมือง ในกรณีมีผู้ร้องเรียนความผิดร้ายแรงถึงขั้นปาราชิก เข้าข่ายการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็ได้รับการยืนยันจากพระครูสิทธิวราคม จอ.สหัสขันธ์ (ธ) หนึ่งในคณะกรรมการสอบสวนอธิกรณ์หลวงพ่อเมืองว่า ได้สรุปเรื่องทั้งหมดให้เจ้าคณะภาค 9 (ธ) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

2. เรื่องการตัดสินอธิกรณ์หลวงพ่อจันมี อนาลโย ในความผิดร้ายแรง ซึ่งได้มีการตัดสินลงความเห็นว่า มีความผิดจริง และถูกถอดถอนจากตำแหน่งเจ้าอาวาสและให้ลงอุกเขปนิคหกรรม แต่หลวงพ่อจันมีได้ทำเรื่องอุทธรณ์คำสั่งต่อพระเทพสารเมธีหรือหลวงพ่อเจ้าคุณบัวศรี ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่รักษาการเจ้าคณะภาค 8 (ธ) ซึ่งหลวงพ่อเจ้าคุณบัวศรีก็ได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาการอุทธรณ์คำสั่งของหลวงพ่อจันมี อนาลโย และได้เพิกถอนความผิดทั้งหมดของหลวงพ่อจันมี อนาลโย ด้วยเหตุผลที่ว่า หลักฐานต่างๆ ที่ฝ่ายร้องเรียนนำมาเพื่อแสดงความผิดของหลวงพ่อจันมี อนาลโย นั้น ไม่เพียงพอและสมเหตุสมผลที่จะลงโทษได้ พร้อมนี้ได้สรุปเรื่องรายงานสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ให้ทราบ และสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ก็เห็นชอบลงนามรับรอง ในนามผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต

 

จึงเป็นอันสิ้นสงสัยได้ว่า การกล่าวหาหรือกล่าวอ้างว่า หลวงพ่อเจ้าคุณบัวศรีนั้นละเลยการปฏิบัติหน้าที่ จึงไม่น่าจะเข้าข่ายความผิดในข้อดังกล่าว จึงนำมาซึ่งความเคลือบแคลงใจของคณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) และชาวพุทธกาฬสินธุ์ว่า องค์ท่านมีความผิดในข้อหาไหนกันแน่ ถึงถูกประหารชีวิตแบบไม่มีสิทธิ์ที่จะอุทธรณ์ใดๆ เลย

 

แต่สิ่งที่หน้าเศร้าใจที่สุดก็คือประโยคคำพูดของ พระพรหมวชิรากร ที่ว่า ให้คณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) ปล่อยวางและทำใจยอมรับมติดังกล่าว เพื่อสถานการณ์จะได้คลี่คลายไปในทางที่ดี    # ซึ่งเป็นคำพูดที่พูดง่ายแต่ฟังยากอย่างงัยบอกไม่ถูก#

 

ทางด้าน นายนิยม เวชกามา ส.ส.พรรคเพื่อไทย จังหวดสกลนคร เปิดว่า เมื่อวานนี้มีการประชุมคณะสงฆ์และชาวพุทธจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ประชุมมีมติว่า ยืนยันคำพูดเดิมคือ ขอให้มหาเถรสมาคมทบทวนมติ หากมหาเถรสมาคมวางเฉยเรื่องนี้ ไม่ยอมจบแน่นอน ลุกสู้ทั้งหวัด !!

 

 

 

 

ที่มา : TheBuddh : 20 มกราคม 2565

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264