พระเล็กโชว์ !

 

 

พระครูเล็กยืดอกถือพัดยศเจ้าคณะกาฬสินธุ์

 

โพสต์ท่าหน้าโบสถ์วัดเทพศิรินทร์

 

แสดงท่าว่า "พร้อมลุยแข้ง" เมืองน้ำดำ

 

ไม่หวั่นไหวต่อกระแสต้าน

 

 

 

 

 

 

 

จังก้า จังโก้ อีโก้ โนสน โนแคร์

แน่เสียยิ่งกว่าแน่อีกน้อง น้องนะซิพี่กลัวไม่แน่

 

 

 

 

อา..ไหนใครว่าพระเล็กใจเล็ก เจอพระกาฬสินธุ์ทั้งเมืองก็คงใจเสาะ ถอดใจไม่กล้าแม้แต่จะเหยียบย่างข้ามถิ่นน้ำดำ แต่พอได้เห็นภาพนี้แล้ว คงต้องเปลี่ยนใจ ไม่กล้าปรามาส "พระเดชพระคุณพระครูเล็ก" อีกต่อไป ถ้าเป็นสมัยรัชกาลที่ 6 ก็ต้องท่องคาถาปลุกใจเสือป่าว่า "พระเล็กสู้ๆ พระเล็กสู้ตาย พระเล็กไว้ลาย สู้ตาย สู้สู้" แต่สู้แล้วไหวหรือไม่ไหวก็ไม่รู้สิฮะ จะหมู่หรือจ่า จะแน่นอนหรือนอนแน่ ก็ต้องดูกันยกต่อไป ในศึกธรรมยุตครั้งประวัติศาสตร์ ใครพลาดก็จะ..เสียดาย คนตายไม่ได้เห็น

 

 

 


 

 

 

แรกนั้น เมื่อเห็นภาพชุดแรกของพระเล็ก ดูสีหน้าเจื่อนๆ เหมือนเหนื่อยหน่ายอิดหนาระอาใจ มีอะไรในใจหลายอย่าง ดูท่าว่าจะ "ถอดใจไม่สู้" เหมือนถูกบังคับให้ต้องรับตำแหน่ง อะไรทำนองนั้น สภาพแบบนี้มีคำเรียกว่า "ซังกะตาย"

 

 

แต่ครั้นได้เห็นภาพ "ถือพัดโชว์หน้าโบสถ์" แล้ว กลับผิดหูผิดตาเหมือนว่าเป็นคนละคน พระครูเล็กดูกระชุ่มกระชวย สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แถมยังได้ "สมเด็จสมชายผู้ยิ่งใหญ่" เข้าฉากเป็นแบ็คให้อีก งานนี้พระเล็กจึงเหมือนกินลิโพทีละ 10 ขวด มันฮึกเหิมจนห้ามใจไม่อยู่ พร้อมจะลุยศึกทุกสนามรบ มองสีหน้าก็รู้ว่า พระครูเล็ก มิได้แยแสต่อกระแสต้านตนเองในเมืองกาฬสินธุ์ไม่ว่าพระว่าโยมเลยซักคน ท่านเล็กยังมั่นอกมั่นใจว่า "จะสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้แน่" จะด้วยเชื่อมือตัวเอง หรือมีกุนซือกระซิบช่วย ก็ไม่รู้ รู้แต่ว่า งานนี้พระเล็กไม่ถอย ชนเป็นชน แตกเป็นแตก แยกเป็นแยก เสียเป็นเสีย ตายเป็นตาย ไม่ใครก็ใครต้องตายไปข้าง สงครามระหว่างธรรมยุต ซึ่งมีพระบิดาผู้ให้กำเนิดคือ พระภิกษุวชิรญาณ (สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4) จึงกลายเป็นมหากาพย์มหาภารตะ เพราะว่าพี่น้องท้องเดียวกัน แต่หันมาเข่นฆ่ากันเอง ด้วยเหตุผล..ภาระ หน้าที่ คุณธรรม และความชอบธรรม (แต่จะเข้ากาฬสินธุ์ทางไหนค่อยว่ากันอีกที วันนี้กลับไปนอนที่ "บางพลี" เพื่อเอาแรงก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากันวันหลัง)

 

 

จึงขอเตือนไปยัง "พระสังฆาธิการกาฬสินธุ์" ทั้งสิ้นทั้งปวงว่า ถ้ารู้ตัวเองว่าสู้ไม่ไหว หรือใจไม่แข็งพอ ก็ขอให้รีบ "ถอนตัว" ออกมาจากการสู้กับพระเล็กเสีย เพราะมีแต่เสีย คงไม่มีได้ อยากได้หรืออยากเสีย ก็สุดแต่จะพิจารณา

 

 

สถานการณ์ต่อจากนี้ไป คณะสงฆ์ธรรมยุต อันเป็นปึกแผ่นแน่นหนามาแต่สมัย ร.4 คงจะแตกแยกออกเป็นนิกายย่อยๆ เริ่มที่กาฬสินธุ์ถิ่นน้ำดำ จะนำหน้าเป็น "กาฬสินธุ์โมเดล" พระกาฬสินธุ์จะหันไปใช้วิธี "อารยะขัดขืน" ไม่ฝืนไม่ต้าน แต่จะดื้อด้านอยู่แบบไม่รู้ไม่ชี้ ใครอยากเป็นเจ้าคณะพระสังฆาธิการไม่ว่าระดับไหนก็เชิญเป็นไป แต่พระกาฬสินธุ์ส่วนใหญ่ในวันนี้ จะไม่มีใครเอากับเจ้าคณะจังหวัดหรือทีมงานอีกต่อไป

 

 

แต่ตามรูปการแล้วก็เห็นว่า "น่าจะยาก" เพราะการอยู่ในประเทศไทย ในดินแดนไทย คงไม่มีใครจะสามารถ "ประกาศอิสรภาพ" ไม่ขึ้นกับมหาเถรสมาคมและรัฐบาลไทยได้ ไม่ว่าจะเข้าป่าหรือออกนอกประเทศไทย ยังไงก็ต้องใช้ "หนังสือรับรอง" ของราชการไทย ไม่ว่าจะเป็นหนังสือสุทธิ บัตรประชาชนพระ และพาสปอร์ต เจอสามอภิมหาอำนาจ "มหาเถรสมาคม-รัฐบาลไทย-สำนักพระราชวัง" รุมกระหนาบเข้าเช่นนี้ พระกาฬสินธุ์แค่ 200 วัด ก็คงไม่พอมือ บดบี้ด้วยอำนาจ และโอบอุ้มด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ พระธรรมยุตที่อวดอ้างว่า "บวชเพื่อพระนิพพาน" ก็ลองดูสิ ว่าจะไปนิพพานทางไหน ขนาดว่า "พ่อแม่ครูบาอาจารย์" ก็ล้วนแต่แอบอิงอำนาจรัฐ-ราชสำนักทั้งสิ้น ไม่งั้นก็คงไม่เติบใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้

 

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ชี้ได้ว่า ถึงที่สุดแล้ว สงฆ์กาฬสินธุ์ก็คงต้องปราชัยพ่ายแพ้ ให้แก่ "อำนาจรัฐ" อย่างเจ็บปวดใจเมื่อไร้ตำแหน่ง

 

 

 

 

 

 

 

วิธีการที่คิดว่าพระสงฆ์กาฬสินธุ์ต้องพลิกตำราสู้ก็คือ ดูในบัญชาตราตั้งเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ของพระครูเล็กนั่นเองว่า ระบุสังกัด ณ จุดใด เท่าที่เห็นในมือพระเล็กนั้น น่าจะสังกัด "วัดป่านาขาม" อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย (มิใช่กาฬสินธุ์) ซึ่งตรงนี้จะเป็น "จุดเป็นจุดตาย" ให้ยื่นต่อกฤษฎีกาหรือศาลปกครอง "ชี้ขาด" สถานภาพของพระครูเล็ก ว่าต้องตามกฎมหาเถรสมาคมหรือไม่ ถ้าไม่, พระครูเล็กก็จะหลุดจากตำแหน่งไปโดยการวินิจฉัยของศาลปกครองหรือกฤษฎีกา ซึ่งถ้าผลออกมาเช่นนี้ มหาเถรสมาคมก็จะจนแต้ม

 

 

ตัวอย่างมีให้เห็นก็คือ "บัญชาสมเด็จพระสังฆราชตั้งอธิการบดี มหาวิทยาลัย มหามกุฎราชวิทยาลัย (มมร.)" ของพระเทพปริยัติวิมล (แสวง ธมฺเมสโก) วัดบวรนิเวศวิหาร ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มมร. โดยไม่ผ่านคณะกรรมการสรรหา ซึ่งเวลานั้น กฤษฎีกาได้วินิจฉัยว่า เมื่อทางมหาวิทยาลัยได้ตราระเบียบว่าด้วยการสรรหาอธิการบดีเอาไว้แล้ว ก็ต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด จะยกเว้นเองหาได้ไม่ นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ "เจ้าคุณแสวง" ร่วงจากเก้าอี้อธิการบดี มมร. มาจนปัจจุบันนี้ ตรงนี้ชี้ชัดว่า บัญชาสมเด็จพระสังฆราชก็ดี มติมหาเถรสมาคมก็ดี ยังไม่ใช่คำสั่งสูงสุด แต่ยังสามารถนำเข้าสู่สำนักกฤษฎีกาหรือศาลปกครอง เพื่อวินิจฉัยเงื่อนไขทางกฎหมายได้ ดังตัวอย่างที่กล่าวมา

 

 

ถ้ายื่นเรื่องไปยังกฤษฎีกาหรือร้องศาลปกครอง ก็ยังไม่เวิร์ค สงฆ์กาฬสินธุ์ก็คงสิ้นหวังแล้วล่ะ เพราะขนาดศาลหรือองค์กรอิสระยังไม่สามารถช่วยได้ ที่ยื่นร้องเรียนไปยังหน่วยงานรัฐก็ยิ่งไม่ต้องหวัง ดังกรณี "กรรมาธิการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร" ที่มี นายไพบูลย์ นิติตะวัน คุมเชิงอยู่ รีบออกมาปัดสวะแทนรัฐบาลว่า "มหาเถรสมาคมมีอำนาจปลด-ตั้งเจ้าคณะจังหวัดได้ กรรมาธิการไม่มีอำนาจอะไรมากไปกว่านี้ ไม่ต้องพิจารณาอะไรอีกแล้ว" จบข่าว

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 24 ตุลาคม 2564

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264