ลาออกกลางอากาศ !

 

เจ้าคณะอำเภอห้วยเม็กประกาศลาออก

 

ไม่ยอมรับพระครูเล็กเป็นเจ้าคณะจังหวัด

 

ตามมติมหาเถรสมาคม

 

 

 

 

 

 

Resign !

 

 

พระครูโสภณธรรมอุดม

เจ้าอาวาสวัดโพธิวรคุณ

เจ้าคณะอำเภอห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์

 

 

 

 

า..ถ้าเป็นภาษากำลังภายใน ก็ต้องบอกว่า "ขอแสดงความนับถือ" ในความกล้าหาญของท่านพระครูโสภณธรรมอุดม เจ้าคณะอำเภอห้วยเม็ก กาฬสินธุ์ ที่ประกาศ "ลาออกกลางอากาศ" สวนกับมติมหาเถรสมาคมที่ "สั่งปลดกลางอากาศ" รวมทั้ง "ตั้งข้ามห้วยกลางอากาศ" ด้วย งานนี้ชนกันระเบิดเถิดเทิง "กลางอากาศ" ฮ่ะ !

 

 

 

คำประกาศ "ลาออกกลางอากาศ" ของท่านพระครูโสภณธรรมอุดมในครั้งนี้ เกิดขึ้นทันทีที่มี "บัญชาสมเด็จพระสังฆราช" สั่งแต่งตั้ง "พระครูเล็ก" หรือ พระครูสุทธิญาณโสภณ เจ้าคณะอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย ให้ข้ามห้วยมาเป็น "เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์" ทั้งๆ ที่พระครูเล็กไม่เคยอยู่ในกาฬสินธุ์มาก่อน ไม่มีความคุ้นเคยในพื้นที่ ไม่มีลูกศิษย์หา ที่จะต้องปกครอง ทำให้พระสังฆาธิการในเขตจังหวัดกาฬสินธุ์เห็นว่า คำสั่งมหาเถรสมาคมไม่เป็นธรรม เพราะการจะตั้งใครให้ปกครองใครนั้น ว่าโดยหลักธรรมแล้ว ควรต้องสอบถามความยินยอมพร้อมใจของพระสงฆ์ภายใต้การปกครองในเขตนั้นๆ ด้วย ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์กาฬสินธุ์ได้ทักท้วง ท้วงติง ไปยังมหาเถรสมาคม (ผ่านเลขาสมเด็จพระสังฆราช) แล้ว ทางมหาเถรสมาคมยังไม่ฟัง พระสงฆ์กาฬสินธุ์ก็จำต้องแสดงออกซึ่งสิทธิพื้นฐานในการปกครอง คือ ลาออก

 

 

การลาออกของพระครูโสภณธรรมอุดมครั้งนี้ ถือว่าเป็น "ฮีโร่" ในกลุ่มพระสงฆ์ที่ต่อต้านการปกครองแบบอำนาจนิยม ซึ่งก็เริ่มตั้งแต่การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ที่ทำกันรวบรัด พระสงฆ์องค์เณรกว่า 3 แสนรูป ไม่มีใครรู้ว่า "พ่อ" คือสมเด็จพระสังฆราชนั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร ได้รับการสถาปนาด้วยคุณสมบัติใด

 

 

แต่ถามว่า ทำไมคณะสงฆ์ธรรมยุตในสมัยนั้น ไม่ต่อต้านการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ?

 

 

คำตอบก็คือว่า อ๋อ เพราะธรรมยุตได้เปรียบมหานิกายไง ได้เป็นใหญ่เหนือกว่านิกายอื่น จึงเห็นว่าชอบธรรม ไม่มีใครยอมลาออก แถมยังวิ่งไปประจบประแจงแสดงความยินดี

นี่เลยทำให้ผู้มีอำนาจเห็นว่า "การใช้อำนาจแบบนี้มีความชอบธรรม"

 

 

หลังจากนั้น ก็มีการขยายผล สั่งแต่งตั้ง กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะหน เจ้าคณะภาค เจ้าอาวาสพระอารามหลวง จนกระทั่งมาถึงรายการ "ปลดฟ้าผ่าเจ้าคณะจังหวัดทั่วไทย" ในวันนี้ วันที่คำสั่งดังกล่าว กระทบพระสงฆ์กาฬสินธุ์เข้าจังๆ

 

 

"ความเป็นธรรม" ในความหมายของพระกาฬสินธุ์ ก็คือ ถึงจะไม่เป็นธรรม แต่ถ้าเกิดกับคนอื่น คณะอื่น ถิ่นอื่น เขตอื่น แคว้นอื่น พวกเราก็ไม่สนใจ พวกเราสนใจก็แต่ "ความเป็นธรรมของพวกเรา" เท่านั้น เรามุ่งสวรรค์นิพพาน ไม่ยุ่งกับใคร ไม่สนใจใคร แต่ใครอย่ามายุ่งกับเรา ยุ่งกับเราเมื่อไหร่รับรองเป็นเรื่อง

 

 

แต่เรื่องความเป็นธรรมมิได้จำกัดเฉพาะในเขตวัดเท่านั้น เพราะพระแต่ละรูปนั้นก็มีศิษย์หาญาติโยมผู้ศรัทธาเลื่อมใส ซึ่งญาติโยมส่วนใหญ่ก็จะใช้ "ศรัทธา" เป็นหลักในการเข้าวัด พระพูดอย่างไรก็เชื่อไปตามนั้น และเชื่อครูบาอาจารย์มากกว่าหลักการทางศาสนาว่าด้วยความเป็นธรรม

 

 

ญาติโยมของพระกาฬสินธุ์ได้ฟังจากปากครูบาอาจารย์ที่เป่าหูว่า "หลวงพ่อไม่ได้รับความเป็นธรรม" ก็เกิดความร้อนอกร้อนใจ ปลุกระดมกันเข้าไปเต็มวัด เร่งรัดเขียนจดหมายยื่นถวายฎีกา "ขอความเป็นธรรม" ให้แก่หลวงพ่อของตัวเอง

 

 

"หลวงพ่อของพวกเราไม่ได้รับความเป็นธรรม" นี่คือคำจำกัดความของพุทธศาสนิกชนชาวกาฬสินธุ์ ที่รักบ้านรักเมืองและรักหลวงพ่อหลวงปู่ครูบาอาจารย์ แต่ก็ยังคงจำกัด "ความเป็นธรรม" ไว้กับ..หลวงพ่อของเรา คือถ้าไม่ใช่ "ของเรา" เราก็ไม่ได้สนใจในความเป็นธรรมอะไรนั่นหรอก เพราะมันไม่ใช่ของเราไง

 

 

"พระพุทธศาสนา" ที่เจ้าชายสิทธัตถะ สู้อุตส่าห์หนีออกจากวัง ไปนอนกลางดินกินกลางทราย เพื่อแสวงหาสัจธรรม แล้วนำมาสั่งสอนสรรพสัตย์โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ จนกระทั่งแผ่กระจายมาถึงสุวรรณภูมิ อันเป็นเขตแดนประเทศไทยในปัจจุบัน ได้ถูกชาวไทย "ทำให้กลายพันธุ์" กลายเป็นพระพุทธศาสนาแบบไทยๆ ซึ่งมีหลักฐานฟ้องอยู่ใน "ใบฎีกา" ของชาวพุทธกาฬสินธุ์ ที่ยื่นร้องขอความเป็นธรรมต่อสำนักพระราชวัง ในฎีกาฉบับนั้นมีการประกาศ "ความจงรักภักดี" เป็นสำคัญด้วย ซึ่งคำๆ นี้ มีความหมายแตกต่างจาก "ความยุติธรรม" ในทางพระพุทธศาสนา อย่างสิ้นเชิง

 

 

โดยทั้งนี้ เป็นที่รู้กันดีว่า พระพุทธศาสนาในประเทศไทย มีเอกลักษณ์ มีอัตลักษณ์ ของตัวเอง เป็นการเฉพาะ ยิ่งระยะหลังนี้มีคนรุ่นใหม่ที่ไม่เอาสถาบันกษัตริย์ รวมทั้งพระหนุ่มเณรน้อยหลายรูปด้วย ก็เลยมีความคิดในกลุ่มผู้นำรัฐบาลและผู้นำคณะสงฆ์ ที่ต้องการปกป้องสถาบันกษัตริย์ อันเป็นรากฐานอำนาจในสังคมไทยมาช้านานให้ยืนนานต่อไป โดยใช้วิธีการ "กำราบปราบปราม" แทนการประนีประนอมรอมชอม

 

 

แต่การกำราบปราบปรามนั้น บังเอิญใช้มันมือไปหน่อย คือก่อนหน้านั้นก็ใช้เล่นงาน "ธรรมกาย-กรรมการ มส." ที่เป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับฝ่ายราชานิยม ทั้งสั่งปลด ถอดยศ และถอดผ้าเหลือง ขนาดศาลพิพากษาว่าไม่ผิด ก็ยังไม่ยอมให้ห่มผ้าเหลือง เหตุการณ์เหล่านี้ ว่าจริงๆ แล้ว ก็มี "พระกรรมฐานสายวัดป่าของหลวงปู่มั่น" นั่งเป็นแผงยืนยันความถูกต้องชอบธรรมในการกำจัดธรรมกายและสายอื่นๆ อย่างชอบธรรม นำขบวนโดย..หลวงตามหาบัว วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี ที่เริ่มช่วยชาติด้วยการ "ออกบิณฑบาตทองคำ" ทั้งๆ ที่เห็นอยู่เต็มตาว่า "ผิดพระธรรมวินัย" แต่การที่พระกรรมฐานอ้างเอาการช่วยชาติบังหน้า ก็ทำให้ประชาชนคนไทย "ยกความผิดให้" ไม่ต่างไปจากการ..หักเหลี่ยมพระพุทธเจ้า

 

 

แต่พออำนาจที่เคยใช้กำราบฝ่ายมหานิกายและธรรมยุตนอกคอกบางรูปไปนั้น หันกลับมาโดนตัวเองบ้าง ธรรมยุตสายอีสานจึงรู้สึกตัวว่า "อา..มันก็เจ็บเหมือนกันนะ" วันที่ตีเขานั้นเราไม่เจ็บ แต่วันที่เราโดนตีแบบเดียวกัน เจ็บจำไปจนวันตาย

 

 

ปัญหาเรื่องคุณธรรมและความชอบธรรมในสังคมสงฆ์ไทย รวมทั้งในหมู่พุทธศาสนิกชนชาวไทย จึงมีหลายระดับ จะนับว่าเป็น "ดับเบิ้ลแสตนดาร์ต" ก็คงว่าได้

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม การจะเปลี่ยนแปลงอะไรนั้น ต้องให้คนส่วนใหญ่แสดงพลัง หากคนส่วนใหญ่เพิกเฉยต่อสิทธิและอำนาจของตนเอง มีแต่เพียงคนกลุ่มน้อยเรียกร้องความชอบธรรม ก็จะทำไม่สำเร็จ และต่อไป คนกลุ่มใหญ่ที่ลอยตัวอยู่นั้น ก็จะ..ถูกกระทำ เช่นเดียวกัน กงกรรมก็กงเกวียน เห็นไหมว่า มหานิกายส่วนใหญ่ก็ "นั่งปรบมือ" รอชมมหกรรม "ธรรมยุตแตกคอ" ในครั้งนี้ วันที่ "ธรรมยุติ" เพิ่งจะรู้จักคำว่า "ยุติธรรม"

ขนาดธรรมยุติยังไม่ยุติธรรม มันก็คงเหลืออดเหลือทนแล้วครับ ท่านพระครู

 

 

 

 

 

 

 

วุ่นอีกแล้ว ! พระสายป่าเมืองน้ำดำทยอยลาออก ระบุรับไม่ได้การปกครองที่ไม่เป็นธรรม

 

พระสงฆ์สายป่าเมืองน้ำดำท ยอยยื่นใบลาออกจากตำแหน่งพระสังฆาธิการ ต่อสำนักงานเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์แล้ว ระบุรับไม่ได้ต่อระบบการปกครองที่ไม่เป็นธรรม

 

 

ความคืบหน้ากรณีมหาเถรสมาคม (มส.) มีคำสั่งแต่งตั้งพระสังฆาธิการและถอดถอนเจ้าคณะจังหวัด 3 รูป ซึ่งหนึ่งในนั้นมีพระเทพสารเมธี หรือเจ้าคุณบัวศรี เจ้าอาวาสวัดประชานิยม อดีตเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) รวมอยู่ด้วยนั้น

 

 

วันนี้ (18 ต.ค.64) ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้รายงานถึงกระแสต่อต้านการถอดถอนเจ้าคุณบัวศรี ออกจากเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) ว่า ล่าสุด เฟซบุ๊กของพระครูโสภณธรรมอุดม เจ้าอาวาสวัดโพธิ์พุทธคุณ เจ้าคณะอำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ระบายถึงความรู้สึกต่อมติมหาเถรสมาคมและการแสดงเจตนาลาออกจากตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอห้วยเม็ก ในวันนี้ถึง 2 ข้อความโดยข้อความแรกมีดังนี้

 

"พรหมจรรย์ที่มืดมนและเศร้าหมอง" พระภิกษุ-สามเณรในประเทศไทย ณ เวลานี้คาดว่ามีไม่เกิน 3 แสนรูปเมื่อเทียบกับประชากรในประเทศน่าจะเกือบ 70 ล้านคน อัตราเฉลี่ยแล้วก็ประมาณ 0.42 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศ

 

ข้าพเจ้าตั้งคำถามว่าในเมื่อพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นอีกเสาหลักหนึ่งของชาติที่มีมาแต่โบราณกาล ล้มลุกคลุกคลานต่อสู้ฟันฝ่าแม้ในภาวะมีศึกสงครามพระสงฆ์ยังต้องเป็นที่พึ่งทั้งทางกายและทางใจ "แต่ในปัจจุบันทำไมพระสงฆ์ต้องถูกกระทำย้ำยีได้ถึงเพียงนี้" จริงอยู่ที่ว่าเมื่อสละทางโลกมาแล้วก็ควรสละในเรื่องโลกๆที่เป็นโลกียวิสัยให้หมดตามไปด้วย

 

การถอดถอนเจ้าคณะจังหวัดทั้ง 3 รูปโดยไม่มีการไตร่สวนและชี้มูลความผิดให้ประจักษ์ต่อสาธารณชนและต่อตัวของผู้กระทำผิดนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรมแล้วหรือ ? อย่างน้อยการให้สิทธิ์และรักษาสิทธิ์ของความเป็นมนุษย์ควรจะมีให้โดยเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตหรือฆราวาส

 

ประการสำคัญพระภิกษุ-สามเณร ทั่วราชอาณาจักรก็มีแค่ยิบมือเดียวแล้วจะให้สงฆ์ปกครองสงฆ์ไม่ได้จริงหรือ ? พระภิกษุสามเณรเป็นกลุ่มบุคคลที่ต้องเข้ามาปกครองดูแลทุกกรณีด้วยหรือ ? สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามมาโดยตลอดและก็ไม่มีคำตอบมาโดยตลอดเช่นกัน

 

 

น่าจะถึงเวลาที่พระสงฆ์เรา จะต้องแสดงออกในความต้องการที่จะปกครองตนเอง โดยหลักธรรมวินัย โดยใช้หลักธรรมาธิปไตย ไม่ใช่ใช้หลักประชาธิปไตยของคนหมู่มาก ในยุคของคนที่ไม่รู้จักความผิดชอบชั่วดีอย่างในทุกวันนี้

 

 

 

กรณีของพระเถระทั้ง 3 รูปที่ท่านได้ถูกละเมิดสิทธิ์นั้นไม่ใช่ว่าท่านยึดติดยึดมั่นในลาภสักการะยศถาบรรดาศักดิ์หรือต่อให้ท่านจะยึดติดก็ย่อมเป็นสิทธิ์ของท่านมิใช่หรือ ถ้าเห็นว่าท่านไม่ควรที่จะได้สิทธิ์นั้นครอบครองต่อไป ก็ควรที่จะแจ้งสาเหตุดั่งกล่าวให้ท่านทราบ ขั้นของความผิดในทางโลกไล่เรียงตั้งแต่ประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิตหรือลดหลั่นตามการกระทำความผิดแต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับพระเถระทั้งสามรูปนั้น บอกตรงๆ (ว่ารับไม่ได้จริงๆ) #คณะสงฆ์ไทยต้องให้ฆราวาสเป็นผู้ปกครองจริงหรือ

 

ส่วนข้อความที่สอง "เจตนาที่ขอลาออก" กระผม/อาตมา พระครูโสภณธรรมอุดมในส่วนตัวไม่รู้จักกับท่านพระครูสุทธิญาณโสภณ หรือท่านพระอาจารย์เล็ก ว่าที่เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์(ธ)เลย ฉะนั้น จึงไม่มีข้อครหาใดๆ ซึ่งกันและกันเพียงแต่รู้สึกว่า 30 ปีที่อยู่ในแวดวงพระสังฆาธิการนั้น การปกครองการบริหารจัดการคณะสงฆ์ไม่เป็นไปตามกฎหมาย บทบัญญัติ กฎมหาเถรสมาคม บทลงโทษที่นำมาใช้กับผู้ใต้บังคับบัญชากับใช้อำนาจโดยถ่ายเดียวไม่ได้ใช้ตามข้อกำหนดกฎเกณฑ์ที่วางไว้เลย

 

ดังนั้น ผม/อาตมา พระครูโสภณธรรมอุดม เจ้าคณะอำเภอห้วย(ธ) จ.กาฬสินธุ์ จึงขอลาออกจากตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอห้วยเม็ก(ธ) ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป กรรมใดที่ผม/อาตมา ได้ล่วงเกินท่าทั้งหลายด้วย กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ด้วยความรู้ก็ดี ด้วยความไม่รู้ก็ดี ด้วยความมีสติก็ดี ด้วยความไม่มีสติก็ดี

 

 

 

ขอท่านทั้งจงงดซึ่งกรรมนั้น เฉกเช่นเดียวกัน ผม/อาตมา ก็ขออโหสิกรรมแก่ทุกๆท่านเช่นกัน #คุณธรรมสร้างชาติศาสนาสร้างใจประเทศไทยถึงจะไปรอด

 

 

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่วัดโพธิ์พุทธคุณ และได้พบกับพระครูโสภณธรรมอุดม เจ้าคณะอำเภอห้วยเม็ก ซึ่งได้กล่าวระบายความในใจว่าหลังจากมหาเถรสมาคมได้ตั้งแต่ เจ้าคณะอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย มาเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) องค์ใหม่ขึ้นมาแทนองค์เก่าที่ไม่ได้ชี้แจงความผิดในข้อหา ในฐานะที่เป็นพระสังฆาธิการด้วยนั้น ทำให้รู้สึกไม่มีความสบายใจในการปกครองพระภิกษุสงฆ์ กล่าวคือต่อไปในภายภาคหน้า มีการปลดพระสังฆาธิการโดยอำเภอใจแล้ว ไม่มีเหตุผลการอธิบายถึงสาเหตุการปลด ทำให้พระสังฆาธิการหรือพระสงฆ์ที่ประกอบด้วยคุณงามความดีมีปฏิปทาที่น่าเลื่อมใส รู้สึกทำให้ท่านไม่ได้รับความเป็นธรรม แล้วมีการปลดกลางอากาศ อาจจะทำให้ท่านเสียกำลังใจในการประพฤติปฏิบัติในเส้นทางการปกครองคณะสงฆ์ได้ เพราะเหตุในข้างต้น

 

 

"ทำให้อาตมารู้สึกไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องกับงานคณะสงฆ์ที่มีเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์องค์ใหม่ อาตมาได้ยื่นเรื่องขอลาออกจากเจ้าคณะพระสังฆาธิการไว้แล้วที่สำนักงานเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ)" พระครูโสภณธรรมอุดม กล่าว

 

 

มีรายงานว่า ขณะนี้ พระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะอำเภอและตำบล ได้เขียนจดหมายลาออกจากสังฆาธิการและยังมีเจ้าคณะอำเภอสมเด็จ (ธ) ได้ยื่นใบลาออกต่อสำนักงานเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์แล้ว

 

  

ข่าว : แนวหน้า : 18 ตุลาคม 2564

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264