BEHIND THE SCENES !

 

 

ศึกชิง 2 เจ้าคณะจังหวัดใหญ่

 

กาฬสินธุ์ และ ปทุมธานี

 

มีใครอยู่เบื้องหลัง ?

 

 

 

 

 

 

 

อยากรู้ไหมว่าธัมมชโยอยู่ไหน ?

 

 

 

 

ขณะที่กระแสส่วนใหญ่เรียกร้องให้ "เปิดเผยเบื้องหลัง" คำสั่งถอดถอนและแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดล็อตใหญ่ในประวัติศาสตร์ ว่ามีใครเป็นผู้บงการและดำเนินการ แม้ว่าจะมีการอ้างถึง "เบื้องสูง" ว่าผ่านพระราชดำริเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่บรรดาผู้ที่ไม่เห็นด้วยก็หายอมความไม่ บ้างดับเครื่องชนถึงขั้นว่า จะลาออกจากตำแหน่งทั้งจังหวัด ซึ่งเมื่อดูจากจำนวนม็อบและคะแนนเสียงที่ล่าลายเซ็นได้ "เรือนแสน" ภายในพริบตา ก็เชื่อว่าสามารถทำได้จริง แต่สิ่งสำคัญระดับ "หัวใจ" ในการเคลื่อนไหวครั้งนั้น อยู่ที่ "การขอเข้าไปดูในเก๊ะ" ของมหาเถรสมาคม ว่าเก็บอะไรไว้ น่าสงสัยเหลือเกิน บอกหน่อยได้ไหม ขอดูได้ไหม

 

 

แต่การเดินเกมนั้น จู่ๆ จะเดินเข้าไปเปิดตู้ดูนั่นดูนี่ ถือว่าอันตราย อาจจะเข้าข่ายโจรกรรม ฝ่ายตรงข้ามจึงเริ่มเขี่ยบอลกันตรงจุดที่ว่า "ใครอยู่เบื้องหลังคำสั่งปลด" จะเป็นมือที่มองไม่เห็นหรือไม่ ซึ่งพอเกิดคำถามนี้ขึ้นมา ก็เกิดคำถามคู่ขนานขึ้นมาเช่นกันว่า "ใครอยู่เบื้องหลังการต่อต้านคำสั่งมหาเถรสมาคม" เป็นประเด็นที่ฝ่ายมหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ "กากะบาด" หมายหัวเอาไว้ว่า..ใครอยู่เบื้องหลัง

 

 

 

ทำให้ เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ก็แทบไม่ได้หลับได้นอน เพราะต้องหาข้อมูล ทั้งเชิงลึกเชิงตื้น เชิงบวกเชิงลบ ให้ครบทุกฝ่าย เพื่อนำเสนอ Behind the scenes ในวันนี้ เป็นกรณีพิเศษในรอบหลายปี ใครไม่อ่าน (เรา) จะเสียใจนะ จะบอกให้

 

 

เกมแห่งอำนาจทั้งด้านศาสนาและการเมืองในครั้งนี้ ถูกวางไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน สลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนและต่อยอดต่อเกม รวมทั้ง ตาต่อตา ฟันต่อฟัน แบบว่ายกระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าไม่สามารถ "แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง" ได้ทัน แม้แต่ "สำนักพระราชวัง" ก็ไม่รอดที่จะถูกดึงเข้าไปในวังวนแห่งความขัดแย้ง และบางทีอาจจะเป็นชนวนให้เกิดการ "ปฏิวัติรัฐประหาร" ของนายทหารอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอ้างเอาความมั่นคงมาเป็นเหตุผลหลักก็เป็นได้ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเข้าทางใครที่จ้องกินรวบอีกหรือเปล่า เพราะทุกอย่างของการเมืองไทยในวันนี้ ล้วนแล้วแต่..ลับ ลวง พราง

 

 

ปรากฏการณ์ที่ปรากฏบน "หน้าสื่อส่วนใหญ่" ถือได้ว่า เป็นปฏิกิริยาพื้นผิว หรือหน้าฉาก รู้ได้เฉพาะหน้า แต่ว่าไม่รู้ใจ ทว่าลึกเข้าไปในหลังฉากของแต่ละภาพนั้น มันมีอะไรซุกซ่อนอยู่มากมายหลายชั้น บางชั้นก็สูงเท่ากับตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ ต้องใช้เครื่องบินชนถึงจะล้มลง หรือบางชั้นก็อาจจะแค่ "กระดาษบางๆ" กระจัดกระจายง่ายๆ แค่ใช้พัดลมเป่า

 

 

ในมติมหาเถรสมาคม วันที่ 30 กันยายน 2564 ที่ผ่านมานั้น ก่อให้เกิดการ "ปะทุ" ของภูเขาไฟถึง 2 ลูกซ้อน อันได้แก่ กาฬสินธุ์ และปทุมธานี

 

 

ลูกที่หนึ่ง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งอยู่ใกล้กรุงเทพระดับชานเมืองหลวง น่ากลัวว่าจะอันตรายยิ่งกว่าน้ำท่วม  ยิ่งถ้าธารลาวาลามมาถึงกรุงเทพ ก็จะเกิดการเผาไหม้อย่างรุนแรง ฝุ่นควันก็จะพุ่งขึ้นเหนือฟ้าปกคลุมกรุงเทพ ให้มืดมิดไปนานเป็นเดือนเป็นปีเลยก็เป็นได้ ทั้งนี้ภูเขาไฟลูกนี้ ผู้สัดทัดกรณีชี้ว่า มีปล่องอยู่ที่ "บึงยี่โถ" แต่ถ้าดู "ฐาน" ของภูเขาไฟกลับกว้างใหญ่ หยั่งรากลงลึกทั้งจังหวัดปทุมธานีและกรุงเทพมหานคร แถมยังมี "สายแร่" กระจายไปทั่วประเทศ

 

 

เหตุการณ์ "รัฐบาลทหารใช้ ม.44 ปิดล้อมอาณาจักรธรรมกาย" สั่งปลด-ถอดยศ "พระธัมมชโย-พระทัตตชีโว" ให้เหลือเพียง "พระธรรมดา" ตามด้วยการจับสึก-ดำเนินคดี "3 กรรมการมหาเถรสมาคม" แถมยังห้ามมิให้อยู่ในผ้าเหลืองอีกต่อไป ทั้งปวงนี้เป็นแรงกดดันอันยิ่งใหญ่ รอจะปะทุอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

 

 

แต่แน่นอนว่า ในแผนการของฝ่ายรัฐบาล คงจะมองว่า "ไม่น่าไว้วางใจ ปล่อยไว้นานคงไม่ปลอดภัย" จึงหาทางจะ "ดับไฟใต้ภูเขาไฟ" ให้มอดดับลงไป..ตลอดกาล เช่นกัน

 

 

รัฐบาลจึงใช้ "สำนักงานพระพุทธศาสนา-มหาเถรสมาคม-สำนักพระราชวัง" เป็นสามประสาน วางกำลังสังหาร "ใช้สไนเปอร์" ยิงลงมาจากเบื้องสูง ยิงเจาะหัว ปลิดชีพเจ้าคณะจังหวัดใหญ่ในสี่ทิศพร้อมๆ กัน เป็นทั้ง "ฆาตกรรม" และ "โศกนาฏกรรม" ซึ่งหนึ่งในนั้นมี "ปทุมธานี" รวมอยู่ด้วย

 

 

มองบนหน้ากระดาษคำสั่ง ก็ย่อมจะเห็นเป็น "ธรรมกาย-ธรรมยุต" ที่ถูกปลดในคำสั่งดังกล่าว ซึ่งทั้งสอง "ธรรม" ที่ว่านี้ เป็นดินแดนต้องห้ามมิให้ใครแตะต้อง ขืนแตะเป็นโดนเตะก้านคอ

 

 

และก็เป็นดังที่ "คณะบิ๊กตู่" ประเมินเอาไว้ก่อนแล้วจริงๆ คือยิงไม่ตาย แต่ละหัวที่ถูกยิงนั้น ยังดิ้นได้ แถมสั่งระดม "หาง" เข้ามาเสริมกำลังได้มหาศาลนับแสนๆ ราย ทั้งธรรมยุตและธรรมกาย กลายเป็น "ราหู" ที่ฆ่าไม่ตาย แต่ได้หลุดออกนอกวงโคจร กลายเป็นดาวหาง ซึ่งพร้อมจะสร้างความเสียหายระดับโลกาวินาศ ถ้าวิ่งเข้าชนโลก ทั้งดาวหางชื่อแม้วและธัมมชโย

 

 

ช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามเนื้อหาของข่าวที่ปรากฏ พอจะประเมินได้ว่า "รัฐบาลบิ๊กตู่พลาดอย่างแรง" แม้จะคาดไม่ผิด แต่ผิดตรงที่ "ใช้คนผิด" ทำงานหน่อมแน้มไปหน่อย แค่อ้าง "สำนักพระราชวัง" แล้วยัดโผใส่มือ "เลขาสังฆราช" เข้าไปประกาศ "ปฏิวัติ" ในมหาเถรสมาคม ทุกอย่างก็จะจบ

 

 

แต่ก็ดังที่เห็นว่า มันไม่ง่ายอย่างนั้น นะสิ คุณพงศ์พร

 

 

แต่เราจะไม่พูดพล่ามแบบน้ำท่วมทุ่ง เพราะทุกวันนี้น้ำก็เยอะอยู่แล้ว จะเอาแต่เนื้อเท่านั้น ใครอยากกินก๋วยเตี๋ยวน้ำก็เชิญไปร้านอื่น

 

 

เจาะลงไปในปัญหา "เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี" จุดนี้มีแรงดันอยู่หลายระดับ

ภาพมุมกว้างนั้น แม้ว่า "หลวงพ่อเปี๊ยก" วัดเขียนเขต จะดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี แต่จังหวัดนี้มี ฯพณฯ ธัมมโย คนโตแห่งคลองสาม สามารถแผ่บารมีข้ามคลองไปทั่วทุกเขต กลายเป็น "ผู้มีบารมีเหนือรัฐธรรมนูญ" ระดับประเทศ ดังนั้น ลำพังเขตจังหวัดปทุมธานีจึงหนีไม่พ้น "อิทธิพล" ของท่านธัมมชโย  น่าจะเป็น "วงใน" อาณาจักรธรรมกายด้วยซ้ำไป ถ้าใครนึกภาพไม่ออก ก็ขอบอกว่า ชลบุรี เป็นเขตอิทธิพลของ "กำนันเป๊าะ" เจ้าพ่อตะวันออก โดยเฉพาะเขตพัทยานั้น สมัยก่อนใครอย่าได้เอ่ยชื่อกำนันเป๊าะเล่นเป็นอันขาด มีสิทธิ์ถูกหิ้วไปกักบริเวณได้โดยไม่ต้องแจ้งข้อหา ฉันใดก็ฉันนั้น

 

 

 

แน่นอนว่า เมื่อเกิดกรณีธรรมกายขึ้นกับธัมมชโย ส่วนเจ้าคุณสมศักดิ์ วัดเขียนเขต ได้เป็นเจ้าคณะจังหวัด มีอำนาจการปกครองวัดพระธรรมกาย ความหมายก็คือ ธรรมกายมีปัญหากับอำนาจรัฐบาลไทยในส่วนกลาง แต่รัฐบาลไทยก็ไม่สามารถจะใช้อำนาจเข้ามาแทรกแซงการปกครองคณะสงฆ์โดยตรงได้ แถมเจ้าคณะในส่วนกลาง คือหนและภาค อันอยู่ที่วัดพิชัยญาติและวัดชนะสงครามก็อ่อนแอ เพราะเกรงใจใน "หลวงพ่อใหญ่" สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) วัดปากน้ำ ซึ่งเมตตาท่านธัมมชโยเหมือนลูก เพราะเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ คือเป็นลูกในไส้ในทางธรรม ธัมมชโยบวชที่วัดปากน้ำ ก่อนจะออกไปสร้างอาณาจักรธรรมกายในปี 2513 การแก้ปัญหาธรรมกายจึงจำเป็นต้องใช้ "กลไก" ของมหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นผู้ปกครองสงฆ์ ตามที่กฏหมายให้อำนาจไว้ ซึ่งหนึ่งในกลไกสำคัญนั้นก็คือ "เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี" นี่เอง

ปัญหาธรรมกายไขว้กันไปไขว้กันมา ลูบหน้าก็ปะจมูก ลูบจมูกก็ปะลูกตา ลามขึ้นไปถึงเศียรถึงเกล้า สุดท้ายรัฐบาลไทยกะจะใช้ "สูตรดองยา" ดองปัญหาธรรมกายให้ผุพังไปตามกาลเวลา แต่จะหาโอ่งที่ไหนมาดองปัญหาธรรมกาย ก็มีคนกระซิบว่า แถวๆ บึงยี่โถมีโอ่งคุณภาพดีพอๆ กับโอ่งราชบุรี สามารถยัด "ยักษ์ใหญ่ธรรมกาย" เข้าในตะเกียงวิเศษของอะลาดินได้  ชื่อของ พระเทพรัตนสุธี (สมศักดิ์ โชตินฺธโร) วัดเขียนเขต จึงถูกเสนอให้รับสนองนโยบายดองธรรมกายดังกล่าว โดยรัฐบาลได้ปูนบำเหน็จให้ขึ้นเป็น "ชั้นธรรม" ในปี พ.ศ.2562 เป็นค่ายาดอง

 

 

แต่น่าเฉลียวใจว่า หลายปีผ่านไป ปัญหาธรรมกายดูเหมือนสงบเงียบลงไป แต่เชื่อได้อย่างไรว่าสิ้นเชื้อแล้ว ยิ่งในช่วงหลัง ก็เริ่มมีการจัดกิจกรรมขึ้นอีก โดยมีการแอบอิง "พระธรรมรัตนาภรณ์-สมศักดิ์" ในฐานะเจ้าคณะจังหวัด เป็นประธานการจัดงานของธรรมกาย คล้ายกับว่า เจ้าคุณสมศักดิ์ ผันตัวเองไปเป็น "หุ่นเชิด" ให้ธรรมกายเสียเองแล้ว เขาให้ดองยางู แต่กลับไปชูสิงโตแทน

 

 

"พระธัมมชโยอยู่ที่ไหน" เป็นปัญหาใหญ่ของเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ที่ไม่มีการรายงาน "สังกัด" ของท่านธัมมชโย มานานหลายปี ทั้งๆ ที่เป็นผู้ปกครองโดยตรง ถ้าธัมมชโยไม่อยู่ในวัด (เพราะมิได้แจ้งสังกัด) ก็แสดงว่าไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง แค่นี้เจ้าคณะจังหวัดก็สามารถ "ดำเนินการสั่งสึก" พระธัมมชโยได้แล้ว แต่ทำไมไม่เห็นทำอะไรเลย จะวางเฉยไปอย่างนี้ตลอดไปละหรือ ?

 

 

ถ้าจะรายงานว่า "พระธัมมชโย สังกัดและจำพรรษาในวัดพระธรรมกาย" ก็เท่ากับยอมรับว่า "พระธัมมชโยยังอยู่ในวัด" แต่อยู่อย่างนักโทษหนีคดี แบบนี้เจ้าอาวาสก็จะถูกดำเนินคดีในข้อหา ให้ที่พักพิงผู้ต้องหา

 

 

ทั้งการอยู่และการไป ของพระธัมมชโย ถูกดองเอาไว้ในโหลดองยาของ "พระธรรมรัตนาภรณ์" วัดเขียนเขต เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี นี่คือประเด็น

 

 

มองให้เห็นว่า ธรรมกายก็อาศัยเจ้าคุณสมศักดิ์ เป็นเกราะป้องกันอำนาจรัฐ ขณะที่เจ้าคุณสมศักดิ์ก็ได้รับการอุดหนุนจากธรรมกาย ก็สมประโยชน์ปรองดองกันในปทุมธานี ขณะที่รัฐบาลและมหาเถรสมาคมกลับเพลี่ยงพล้ำลงไปเรื่อยๆ หมดอำนาจวันไหน เป็นได้เห็น "หญ้าที่ถูกแผ่นหินทับไว้" เติบใหญ่ขึ้นมาอีก ไม่ต่างไปจากภูเขาไฟ สุดท้าย รัฐบาลไทยจึงได้ติดสินใจ "สั่งยุติบทบาท" ของเจ้าคุณสมศักดิ์ หยุดกิจกรรมดอง ปลดออกจากตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ในวันที่ 30 กันยายน 2564 ดังกล่าว

 

 

กล่าวทางเจ้าคุณสมศักดิ์เอง ก็มีวิสัยทัศน์ยาวไกล ได้วางกำลังไว้ป้องกันตัวเองอย่างแยบยล เพราะมองเห็นว่า การที่ธรรมกายมีปัญหากับรัฐบาลส่วนกลาง กลายเป็นช่องทางให้ตนเองได้อำนาจเป็นเจ้าคณะจังหวัด ซึ่งการจะรักษา "คุณสมบัติเฉพาะ" ไว้ได้นั้น ก็คือการวางตัวเป็นกลางระหว่างรัฐบาลและธรรมกาย เป็นรัฐกันชน (Buffer State) หรือฉนวนกันไฟ จะเป็นการตีเนียนหรือตีสองหน้าก็ว่าได้ทั้งสิ้น ท่องคาถามหานิยม "ปรองดอง" ไปทั้งสองฝั่ง ผลประโยชน์ก็จะตกอยู่กับ "คนกลาง" สรุปว่า เจ้าคุณสมศักดิ์ คือ..ตาอยู่ ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง ส่วนรัฐบาลและธรรมกายก็มีหน้าที่ "จ่าย" ลูกเดียว เหมือนจ่ายค่าโง่ยังไงไม่รู้ รู้แต่ว่า งานนี้ มีคนได้และมีคนเสีย

 

 

แน่นอนว่า ธรรมกาย ก็ย่อมพอใจ ในบทบาทของเจ้าคุณสมศักดิ์ เพราะเป็นกันชนให้ หรืออย่างน้อย เจ้าคุณสมศักดิ์ ก็ยอมรับในอำนาจของท่านธัมมชโย อารีอารอบกับคณะพระธรรมกาย ธรรมกายจึงวางแผนซ้อน "ใช้พระธรรมรัตนาภรณ์" มาเป็น "หุ่นเชิด" ทั้งป้องกันอำนาจรัฐบาลบิ๊กตู่ ทั้งเป็นหัวหอกทะลวงเข้าไปในกิจกรรมทางศาสนา ล่าสุด "เจ้าคุณสมศักดิ์" ได้เป็นประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการ "วัด ประชา รัฐ สร้างสุข" ซึ่งมี สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ หรือสมเด็จชิน วัดราชบพิธ ศิษย์เอกและเลขาสมเด็จพระสังฆราช เป็นประธาน ถ้าธรรมกายคิดจะเข้าหาผู้มีอำนาจในวัดราชบพิธ แค่สะกิดไปที่ "บึงยี่โถ" ก็โอละพ่อ

 

 

บทบาทการเป็น "หุ่นเชิดธรรมกาย" ของเจ้าคุณสมศักดิ์นั้นก็ใช้วิธี "ตีฝีปาก-ขอให้หลวงพ่อดูแลเอง ไว้วางใจหลวงพ่อเถิด รับรองว่าไม่มีปัญหาอะไร" แต่ก็ไม่ได้แก้ปัญหาอะไร เพราะไม่ได้ทำอะไร อยู่ไปเรื่อยๆ ซึ่งเจ้าคุณสมศักดิ์เองก็คงจะเห็นว่าน่าพอใจ เพราะได้ทุกฝ่าย รัฐบาลก็ไม่ต้องลงมือลงแรงเองให้เหนื่อยและเสียภาพลักษณ์ ธรรมกายก็ไม่ต้องถูกรุกรานให้จนตรอก ส่วนเจ้าคุณสมศักดิ์ "ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง" หรือได้สองต่อ แถมยังต่อท่ออำนาจไปยังเจ้าคุณชลออีก เป็นเสือนอนกินเลย

 

 

การสั่งปลดเจ้าคุณสมศักดิ์ วัย 71 ถือว่ามีอนาคตอันยาวไกลจากตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีครั้งนี้ ก็เท่ากับ "ตีกำแพงวัดพระธรรมกาย" อีกครั้ง ธัมมชโย ซึ่งซ่อนตัวอยู่ภายใน ก็สะดุ้งเหมือนถูกแหย่รังแตน ต้องส่งกองกำลังออกมาตรวจตราดู ครั้นรู้ว่า "รัฐบาลบิ๊กตู่" เปิดศึกอีกแล้ว นายด่านโดนประหาร แต่รัฐบาลเพิ่งจะเริ่มตีที่ "บึงยี่โถ" ยังห่างจากคลองสามอีกหลายกิโล ถึงกระนั้นก็ยังวางใจไม่ได้ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยจึงรีบส่งกำลังไปช่วยป้องกันด่านเขียนเขตทันที

 

 

ชั้นที่ 2 นั้น ท่านเจ้าคุณสมศักดิ์ วางฐานอำนาจของวัดเขียนเขตไว้ยาวไกลถึง 2 ชั่วอายุคน โดยปัจจุบันนั้น ท่านมีอายุ 71 ปี สามารถครองตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดไปได้ถึงอายุ 80 ปี ก็ตีเสียว่า อีก 10 ข้างหน้า ถ้าไม่ตายเสียก่อน

 

 

ในปี พ.ศ.2550 พระธรรมวราภรณ์-สมศักดิ์ ได้ชงตั้ง "เจ้าคุณชลอ-พระราชกิตติเมธี" ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเขียนเขต ลูกศิษย์ของตนเอง ให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง "รองเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี" เพียงหนึ่งเดียว เท่ากับทำประกันภัยว่า เจ้าคุณชลอ ต้องได้เป็นเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีรูปต่อไป เมื่อหลวงพ่อสมศักดิ์เกษียณอายุไปในอีก 10 ปี ข้างหน้า ถือว่าไม่ธรรมดา ถ้าเล่นหมากรุกก็น่าจะดื่มชา "ตรากระต่าย" อันเป็นที่นิยมของเจ้าขุนมูลนายในวงการพระด้วย ถึงได้วางหมากวางเกมอำนาจไว้อย่างเซียนพระเรียกพี่ เสียดายเหมือนกันนะ พระเก่งๆ มีกึ๋น ครบเครื่องทั้งบู๊บุ๋นแบบเจ้าคุณสมศักดิ์น่ะ หาได้ยากมากในสังคมสงฆ์ไทย เอามาใช้น่าจะดีกว่าฆ่าแกงกัน เจ้าคุณสมศักดิ์ก็คงจะซึ้งใจในผู้มีอำนาจว่า เวลาต้องการใช้ก็เรียกหา แต่เวลาไม่ต้องการก็เททิ้งไปไม่เหลียวแล แค่ตำแหน่ง "ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัด" ก็ยังไม่ยอมให้ แล้วแบบนี้ต่อไปใครจะอาสาทำงานให้มหาเถรสมาคม

 

 

ปัญหามาปะทุตรงนี้แหละว่า ถ้าหาก พระธรรมรัตนาภรณ์ ถูกถอดถอนหรือปลดจากตำแหน่ง มหาเถรสมาคม ก็ควรจะเลื่อนให้ "เจ้าคุณชลอ" รองเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี รองเจ้าอาวาสวัดเขียนเขต เข้ามาดำรงตำแหน่งแทน อำนาจก็ยังคงอยู่ในวัดเขียนเขต ซึ่งมีหลวงพ่อสมศักดิ์เป็นเจ้าอาวาส เหมือนเดิม

 

 

แต่พอเจ้าคุณชลอไม่ได้เป็น ก็เป็นอันสิ้นสุดเชื้อเจ้าเหง้ากอของเจ้าคุณสมศักดิ์ ตัดโรดแม็ป 20 ปีที่วางไว้ให้ขาดสะบั้น ก็เท่ากับ "ประหารชีวิตทั้งตระกูล" เพราะปลดทีละ 2 มิใช่แค่เจ้าคุณสมศักดิ์เท่านั้น และนั่นคือ คำตอบสุดท้าย ที่อยู่ในใจของท่านสมศักดิ์ ที่สารภาพต่อหน้าศิษย์ไปในวันก่อน

 

 

ทีนี้ เมื่อมีแรงหนุนจากธรรมกาย รวมกับแรงกดดันภายในจากเจ้าคุณชลอที่ตกเก้าอี้ไปพร้อมกับตน เจ้าคุณสมศักดิ์จึงเห็นว่า ไม่มีอะไรจะเสีย ตัดสินใจ "ดับเครื่องชน" ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอีกต่อไป

 

 

รายชื่อถวายฎีกามากมายถึง 100,000 ชื่อ ที่ถูกพิมพ์เป็นรูปเล่มภายในพริบตาเหมือนบัญชีสอบนักธรรมชั้นตรีนั้น จึงมีที่มา 3 สาย สายหนึ่งนั้นจากบารมีส่วนตัวของหลวงพ่อสมศักดิ์เอง สายที่สองจากเจ้าคุณชลอที่รอต่อท่ออำนาจแต่พลาดเป้า จึงผันตัวเองมาเป็นผู้ประสานงานต้านคำสั่งมหาเถรเหมือนเจ้าคุณแผน และสุดท้ายนั้นจาก..ธรรมกาย ส่วนว่าสัดส่วนของกำลังแต่ละฝ่ายว่ามีเท่าใดนั้นไม่แน่ใจ ไม่มีใครรู้ เพราะไม่มีใครบอก บอกไม่ได้ มันอันตราย

 

 

ด้วยเหตุผลที่เสียประโยชน์พร้อมกันทั้ง 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายหลวงพ่อสมศักดิ์ ฝ่ายเจ้าคุณชลอ และฝ่ายธรรมกาย ทั้งสามสายจึงสนธิกำลังกัน กลายเป็นมวลน้ำมหาศาล ไหลไปบรรจบกันตรงที่บึงยี่โถ จ่อทะลักเข้าท่วมกรุงเทพฯ ในพริบตา ถ้าระบายไม่ทัน

 

 

 

 

 

 

หลวงเมือง

 

เจ้าพ่อคนใหม่ในอีสานเหนือ

 

 

 

 

 

หันมุมกล้องส่องไปที่ "อีสานเหนือ" ตั้งแต่..กาฬสินธุ์ ขึ้นไปจนถึง อุดร และหนองคายมองง่ายๆ แค่ว่า "จดฝั่งโขง" จะเห็นรอยปริครั้งใหญ่ในธรรมยุติกนิกายของหลวงปู่มั่น สาเหตุนั้นก็มาจาก "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" ซึ่งไม่เข้าใครออกใคร ไม่มีอะไรเกินไปกว่านี้จริงๆ

 

 

ถ้าจะสืบหาสาเหตุกันจริงๆ ก็มีกรณีที่น่าสนใจ นั่นคือ การแต่งตั้ง "เจ้าคุณวงศ์ไทย" ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร บางลำพู ให้อวตารข้ามห้วยไปเป็น "เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์" อุดรธานี แถมด้วยตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด แต่แล้วจู่ๆ ก็มีม็อบพระกรรมฐาน นำโดย "พระอาจารย์อินทร์ถวาย" วัดป่านาคำน้อย อุดรธานี ซึ่งเป็นศิษย์สายหลวงตามหาบัว วัดป่าบ้านตาด ได้นำพระสงฆ์จำนวนหลายร้อยรูป ได้ประชุมกันลงมติ "ไม่ยอมรับเจ้าคุณวงศ์ไทยเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์" ทั้งๆ ที่อาจารย์อินทร์ถวายก็มิ ใช่พระวัดโพธิสมภรณ์ ถามว่ายุ่งอะไรกับเขา แต่สุดท้ายด้วยแรงดันของ 2 อภิมหาอำนาจ คือวัดราชบพิธและวัดบวรนิเวศวิหาร ก็ดันให้ "วงศ์ไทย" ได้เป็นเจ้าคณะจังหวัดอุดร ก่อนจะฉันของหวานเป็นเมนู "เจ้าอาวาสวัดอุดมสมภรณ์" เรียบร้อยบางลำพู อยู่ดีกินดีจนถึงทุกวันนี้

 

 

ครั้นวันนี้ มีปัญหาที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งสืบรู้มาว่า "พระอาจารย์อินทร์ถวาย" ได้ไปเป็นกุนซือให้แก่ "พระครูเล็ก" ฟ้องร้องหลวงพ่อบัวศรีถึงในรั้วในวัง ส่งผลให้มหาเถรสมาคม "สั่งปลด" หลวงพ่อบัวศรี แล้วยกเก้าอี้ให้พระครูเล็กแทน เจ้าคุณวงศ์ไทยซึ่งอยู่ไกลถึงอุดรธานีก็ไม่รีรอ รีบพาพลพรรคเข้าสมทบทีมหลวงพ่อบัวศรีในทันที นี่คือรายการ เอาคืนตาอินโจทก์เก่า เข้าตำรา "มิตรของศัตรู คือศัตรูของเรา" หมายความตามภาษาโหราจารย์ว่า  "เป็นศัตรูร่วมกัน" นั่นเอง

 

 

กล่าวทางทางหลวงพ่อบัวศรี ซึ่งทำคดี "หลวงตาเมือง" วัดป่ามัชฌิมาวาส มานานถึง 7 ปี ใช้ระบบรถไฟไทย คือไปเรื่อยๆ เฉื่อยๆ ถึงไหนถึงกัน ไม่ถึงก็ชั่งมัน สุดท้ายก็ถึงทางตัน เมื่อมีมือดีเป็นมือเล็กๆ ของพระเล็ก นำเรื่องราวไปฟ้องร้องส่วนกลาง บ้างว่าหอบเรื่องเข้าวังกันเลยทีเดียว คำสั่ง "ปลดหลวงพ่อบัวศรี" จึงออกมาทันที ไม่มีการรอลงอาญา เพราะเห็นว่าถ้าให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป ก็คงไปไม่ถึงไหน เลยใช้อำนาจ "ทางการปกครอง" สั่งเปลี่ยนตัวหัวหน้าพระกาฬสินธุ์

 

 

แต่เมื่อการเปลี่ยนตัวเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ครั้งนี้ มีคดี "หลวงตาเมือง" เป็นสาเหตุหลัก เรื่องของหลวงพ่อบัวศรีจึงกระทบหลวงตาเมืองเข้าเต็มๆ

 

 

ใช่แต่เท่านั้น มองไปที่ "อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย" อำเภอเล็กๆ ซึ่งกลายเป็นจุดเด่นขึ้นมาทันที เมื่อมีพระราชดำริให้ "พระครูสุทธิญาณโสภณ" หรือพระครูเล็ก วัดนาป่าขาม เจ้าคณะอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย ข้ามห้วยไปกินตำแหน่ง "เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์" ก็เกิดการแอนตี้จากพระสงฆ์กาฬสินธุ์ซึ่งสูญเสียอำนาจ และเป็นการสูญเสียแบบซ้ำซ้อน

 

 

เพราะในจังหวัดกาฬสินธุ์เองก็มี "รองเจ้าคณะจังหวัด" รอขึ้นดำรงตำแหน่งแทนหลวงพ่อบัวศรีอยู่แล้ว นั่นคือ พระญาณรักขิต หรือเจ้าคุณแผน วัดภูปูน ซึ่งนอกจากจะพลาดหวังจากตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์แล้ว ก็ยังจะต้องตกเป็น "รอง" ให้แก่พระครูเล็ก ซึ่งเป็นรุ่นน้องแถมต่างสังกัด จึงยอมรับไม่ได้ อ้างเอาศักดิ์ศรีและพระธรรมวินัยมาเป็นตัวเดินเกมสกัดดาวรุ่ง "ต้านพระครูเล็ก" ในครั้งนี้

 

 

กรณีของ "เจ้าคุณแผน" รองเจ้าคณะกาฬสินธุ์นั้น ก็ละม้ายกับ "เจ้าคุณชลอ" รองเจ้าคณะปทุมธานี ที่ต้องตกชะตากรรมเดียวกัน ไปไม่ถึงดาวดาวทั้งคู่ ติดอยู่แค่..รอง จจ.

 

 

ส่วนประเด็นว่า ทำไม มหาเถรสมาคม จึงไม่พิจารณาแต่งตั้ง "รองเจ้าคณะ" ทั้งสองจังหวัด ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน ตามโบราณประเพณี แต่นี่กลับไปเอา "เสือข้ามห้วย" เข้ามากินตำแหน่งแทน ทำให้เกิดความกินแหนงแคลงใจกัน มันก็มีสาเหตุ พูดแทนมหาเถรสมาคมได้เลยว่า "อ้ายมีเหตุผล"

 

 

 

 

 

 

 

เจ้าคุณแผน ขุนแผนแห่งเมืองน้ำดำ

 

 

 

 

เหตุผลก็คือ ก็เนื่องจาก "สถานะ" ของทั้งสองรูปนั่นเอง คือ เจ้าคุณชลอ รองเจ้าคณะปทุมธานีนั้น เป็นศิษย์ของหลวงพ่อสมศักดิ์ แถมสังกัดวัดเขียนเขตที่เดียวกันด้วย ทีนี้ว่า ถ้าปลดหลวงพ่อสมศักดิ์เจ้าอาวาส แล้วเอาเจ้าคุณชลอขึ้นเป็นแทน มันก็แทบไม่ต่างกัน แล้วจะปลดไปทำไม

 

 

ส่วนเจ้าคุณแผน รองเจ้าคณะกาฬสินธุ์นั้น ถึงจะมิได้สังกัดวัดเดียวกับหลวงพ่อบัวศรี แต่ก็มี "คอนเน็กชั่น" เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำงานรับใช้ใกล้ชิดหลวงพ่อบัวศรี จนได้เป็นรองเจ้าคณะจังหวัด และเมื่อหลวงพ่อบัวศรี ได้ขยับขึ้นไปเป็น "รักษาการเจ้าคณะภาค 8" (ธรรมยุต) ก็ตั้งให้เจ้าคุณแผนขึ้นมารักษาการแทนเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์

เจ้าคุณแผน จึงเป็นทีมงานเดียวกับหลวงพ่อบัวศรี คุมคดีหลวงตาเมืองมาด้วยกัน ดังนั้น จะต่างอะไรถ้าสั่งปลดหลวงพ่อบัวศรี แต่ยังเอาเจ้าคุณแผนไว้ในอำนาจ

 

 

เมื่อคำสั่งมหาเถรสมาคม กระทบ "อนาคต" ของเจ้าคุณแผนเข้าอย่างจัง กิจกรรม "รวมพลต้านคำสั่ง มส." ของคณะสงฆ์กาฬสินธุ์ จึงลุกฮือขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการวางแผนเดินเกมกันอย่างแนบเนียน โดย "พระขุนแผน" แห่งกาฬสินธุ์  ชวนกันไปกินโต๊ะ "พระครูเล็ก" ที่หนองคาย ทำเรื่องฟ้องร้องในรั้วในวัง ว่าพระครูเล็กต้องอาบัติปาราชิก ยักยอกเงินทองของพระอาจารย์จันมี ไม่มีความชอบธรรมในตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์เลย แต่แปลกว่า พระอาจารย์จันมีผู้เสียหายกลับไม่เอาความ เงียบผิดปรกติ

 

 

เจ้าคุณแผน เล่นทุกบท ทั้งวางแผนต่อต้านพระครูเล็ก และผันตัวเองมาเป็น "ตัวประสาน" กับพระผู้ใหญ่ โดยหวังผลไว้ 2 ระดับ คือ

 

 

1. ถ้าการต่อต้านครั้งนี้สำเร็จ มหาเถรสมาคมยอมคืนตำแหน่งให้หลวงพ่อบัวศรี สถานะของเจ้าคุณแผนก็จะยังมั่นคงและมีอนาคตเหมือนเดิม พอจะเบาใจได้ว่า ถ้าหลวงพ่อบัวศรีเกษียณอายุไป ตัวเองก็จะได้เป็นเจ้าคณะแทน ตามแผนเดิม

 

 

2. แต่ถ้ามหาเถรสมาคมเด็ดขาด ไม่ยอมให้หลวงพ่อบัวศรีเป็นเจ้าคณะอีกต่อไป แต่ยังฟังเสียงเรียกร้องของคณะสงฆ์กาฬสินธุ์ที่ไม่ยอมรับ "พระครูเล็ก" มาเป็นเจ้านาย เกมก็จะออกมา "50-50" โดยพระผู้ใหญ่ก็อาจจะ "อนุโลม" ให้เจ้าคุณแผน ขึ้นเป็นเจ้าคณะจังหวัดแทน เพื่อสลายม็อบพระกาฬสินธุ์ของพระเจ้าคุณแผนนั่นแหละ แสบไส้ธรรมยุต เจ้าคุณแผนวางแผนและเดินตามแผนนี้ กะจะกินทั้งขึ้นทั้งล่อง ไอ้ที่อ้าง "เคารพรักหลวงพ่อบัวศรี เสียอกเสียใจที่ท่านถูกปลดไป" นั้น ก็เป็นเพียง "บทละคร" ที่เขียนสคริปต์ไว้ "ในแผน" เท่านั้นเอง รู้จัก "ขุนแผนแห่งเมืองน้ำดำ" น้อยไปซะแล้ว มหาสมปองร้องไห้ ยังไม่เศร้าใจเท่ากับธรรมยุตร้องไห้ ไม่รู้ว่าใครตอแหลกว่าใคร

 

 

เจ้าคุณแผน ตีเนียน ก่อม็อบ นำเอามติพระสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์ วิ่งเข้าไปถวายรายงานต่อ "สมเด็จชิน" ถึงในกุฏิวัดราชบพิธ ข้ามหัวสมเด็จจุณฑ์วัดบวร เหมือนเจ้าคุณสมศักดิ์ข้ามหัวสมเด็จธงชัยไปวัดราชบพิธก่อนหน้า ซึ่งคงคิดว่า "สมเด็จชินโง่ไม่ทันเกม" กะจะรับส้มหล่นแทนหลวงพ่อบัวศรี ถ้าเกมออกมารูปนี้จริงๆ ก็ต้องถือว่า สมเด็จชินโง่จริงๆ เสียค่าโง่ไปจนตายเลยเชียวล่ะ จะบอกให้

 

 

กลับมา "กาฬสินธุ์" อีกที ตามที่เท้าความมาฉะนี้ จะเห็นได้ว่า นอกจากกองกำลังศรัทธาของหลวงพ่อบัวศรีที่ถูกปลด รวมกับกองหนุนของเจ้าคุณแผน ซึ่งเป็นเสนาธิการในงานนี้ด้วยนั้น ก็ยังมีแรงเชียร์จาก "เจ้าคุณวงศ์ไทย" จากอุดรธานี แต่ที่จะมองข้ามไปไม่ได้ก็คือ "น้ำเลี้ยง จากหลวงตาเมือง" วัดป่ามัชฌิมาวาส กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งการปลดฟ้าผ่าเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ครั้งนี้ ไม่ว่าหลวงพ่อบัวศรีจะอุ้มหลวงตาเมืองหรือไม่ก็ตาม แต่ผลการตัดสินทุกสำนวนก็ล้วนแต่ "เป็นคุณ" กับหลวงตาเมือง ไม่ต่างจากการดำรงตำแหน่งของหลวงพ่อสมศักดิ์ซึ่งเป็นคุณต่อท่านธัมมชโยเช่นกัน ดังนั้น งานนี้ หลวงตาเมืองจึงทุ่มไม่อั้น กั้นเขื่อนไว้ ขืนไม่ช่วยกัน ปล่อยให้เขื่อนแตก ก็ตายกันหมด

 

 

ท่านธัมมชโยและหลวงตาเมือง จึงขึ้นแท่น "ผู้มีบารมีเหนือคณะสงฆ์ไทย" รับรางวัลโนเบลคู่กัน อย่างที่เรียกว่า คู่สร้างคู่สม ซึ่งบางคนที่ไม่ชอบก็อาจจะเรียกว่า คู่นรกแตก

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 10 ตุลาคม 2564

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264