ยกระดับ !

 

 

ศิษย์เตรียมขออำนาจเจ้าคุณบัวศรี

 

จ่อฟ้อง มส. และ พศ. ต่อศาลปกครอง

 

ถ้าได้คำตอบที่ไม่พอใจ

 

 

 

 

 

 

 

 

อา..ถ้าหลวงพ่อบัวศรีและอดีตเจ้าคณะจังหวัดอีก 2 รูป ที่ถูกถอดถอน แท็กทีมกันฟ้อง มส. และ พศ. ก็เชื่อว่า น่าจะมีอดีตพระสังฆาธิการที่ถูก มส. สั่งปลดโดยไม่มีเหตุผลอีกมากมายเกาะขบวนรถไฟสายนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น "เจ้าคุณสายชล" อดีตเจ้าคณะภาค 1 "เจ้าคุณสุชาติ" รองเจ้าคณะ กทม. ที่ถูก "เจ้าคุณบุญชิต" ตัดหน้า เข้ามาดำรงตำแหน่งเจ้าคณะ กทม. แทน ท่านเหล่านี้ก็มีคำถามว่า "ผมผิดอะไร" ไม่ต่างจากเจ้าคุณสมศักดิ์และเจ้าคุณบัวศรี

 

 

ที่โดนหนักกว่าเพื่อน ก็คือ "พระพรหมบัณฑิต" หรือท่านเจ้าคุณประยูร อดีตรักษาการเจ้าคณะภาค 1 ซึ่งมหาเถรสมาคม ลงมติ ถึง 2 รอบ เห็นชอบให้พระพรหมบัณฑิตดำรงตำแหน่ง "เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" แต่กลับมี "พระบรมราชโองการ" โปรดให้ "สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี" หรือสมเด็จธงชัย ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน แต่ในฐานะที่เจ้าคุณประยูรเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ถือกฎหมายคณะสงฆ์อยู่ในมือ จึงไม่กล้าขยับ ขืนขยับก็จะหลุดจากกรรมการ มส. ก็จะไปกันใหญ่

 

 

ปฏิบัติการ "ยึดอำนาจคณะสงฆ์" อย่างอุกอาจที่สุดก็คือ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และมหาเถรสมาคม โดยสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) เป็นประธาน ได้ประชุมกันลงมติให้ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช อย่างเป็นเอกฉันท์

 

 

แต่ครั้งนั้น รัฐบาลไทย ไม่ยอมรับมติมหาเถรสมาคม นำเอามติไปดองไว้ไม่นำขึ้นทูลเกล้าฯ แถมยังทำการแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ เสียใหม่ แล้วจึงรวบรัดเสนอนาม "สมเด็จพระมหามุนีวงศ์-อัมพร อมฺพโร" ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชแทน

 

 

ทั้งหมดนี้เป็นกรณีเดียวกัน คือการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการไทย เกิดขึ้นอย่าง "นอกเหตุเหนือผลเหนือกฎเหนือเกณฑ์" ซ้ำซ้อนกันอย่างน่าฉงน แต่คนไทยพระไทย เณรไทย ก็อยู่กันมาได้ อย่างไทยๆ หมายถึงว่า ถ้าไม่เกิดขึ้นกับตัวเองก็เฉย แต่วันไหนตัวเองโดนมั่ง จึงจะรู้ซึ้งว่าถึงคราว ยิ่งมีใครออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของมหาเถรสมาคม หรือความเหลื่อมล้ำไม่ยุติธรรมในสังคมสงฆ์ไทย ก็จะถูกตราหน้าว่า "นอกคอก หัวรุนแรง" หรือ "พวกอกหักและอยากเป็นเสียเอง" ไปโน่น อยากจะเติบใหญ่ในยศถาบรรดาศักดิ์ ก็ต้องอ่อนน้อมถ่อมตน อยากได้อะไรให้ขอ แต่อย่าด่า ทั้งมหานิกายและธรรมยุตก็ใช้สูตรของการเอาตัวรอดแบบนี้ทั้งสิ้น

 

 

ดังมีคำถามจากครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อพุทธทาส เมื่อถูกพระสายธรรมยุต "ชักชวนให้เปลี่ยนนิกาย" ด้วยการคุยโวโอ้อวดว่าธรรมยุตดีอย่างโน้นดีอย่างนี้ สูงส่งกว่ามหานิกาย นิมนต์มาเป็นธรรมยุตอันบริสุทธิ์ด้วยกันเถิดจะเกิดผล

 

 

ครูบาอาจารย์สายมหานิกาย จึงชี้ไปยังสบงแล้วถามว่า "เป็นธรรมยุตแล้ว ไอ้นั่นยังแข็งอยู่ไหม"

 

 

พระผู้ใหญ่ในสายธรรมยุตก็อ้อมแอ้มตอบว่า "ก็ยังแข็งอยู่"

 

 

พระมหานิกายก็จึงตอบว่า "ถ้างั้นคงไม่ต้องไปเป็นธรรมยุตแล้วล่ะ เพราะเป็นมหานิกายก็แข็งเหมือนกัน" ฮา..

 

 

วันนี้ มีกรณีพระธรรมยุตสายวัดป่า ทำผิดพระวินัยทั้งเกี่ยวกับเงินทองและสตรีเพศ ไม่ต่างไปจากพระมหานิกาย แต่ชาวไทยก็ยังหลับตาข้างเดียว แบบว่าถ้าพระมหานิกายรับเงินทองแล้วผิด แต่พระธรรมยุตรับเงินทองไม่ผิด พระมหานิกายเรียกร้องตำแหน่งและยศถาบรรดาศักดิ์จะถูกสมน้ำหน้า แต่ถ้าเป็นพระธรรมยุตประท้วง กลับนิยมส่งเสริมว่า  "ท่านไม่ยึดติด แต่ยึดมั่น" ทั้งๆ ที่มันก็เรื่องเดียวกัน

 

 

เช่นคราวนี้ มีกรณี "ถอดถอนเจ้าคณะจังหวัดธรรมยุต" ร่วมโผพระมหานิกาย เราจึงได้เห็น "ธรรมยุต" ปลุกระดมทั้งพระทั้งโยม ออกมาปกป้องอำนาจและผลประโยชน์ของตนเอง ถึงกับจะยื่นฟ้องมหาเถรสมาคมต่อศาลปกครองดังกล่าว

 

 

ถ้ามหาเถรสมาคมถูกฟ้องร้อง ผู้ที่เกี่ยวข้องก็จะต้องไปขึ้นศาล เมื่อนั้นจะเหลืออะไร มหาเถรสมาคมจะกลายเป็นเพียง "หุ่นไล่กา" ไร้ราคาในสายตาของพุทธศาสนิกชน จะถึงคราวล่มจมอย่างแท้จริง

 

 

แต่ผลกระทบมิได้จบแค่ตรงนั้นนะสิ เพราะสมัยนี้มีการ "เขียน พรบ.คณะสงฆ์" เสียใหม่ ให้ "สถาบันพระมหากษัตริย์" เข้ามารับผิดชอบต่อการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ "เป็นด่านสุดท้าย" ซึ่งในวรรคสุดท้ายของการแก้ไขกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 ในปี พ.ศ.2563 นั้นระบุว่า

 

 

 

"ความในข้อนี้ ไม่กระทบถึงการที่จะมีพระราชดำริเป็นประการอื่นในทุกกรณี"

 

 

 

ซึ่งข้อนี้มีการวิจารณ์ว่า เท่ากับว่า พระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นสังฆราช บริหารกิจการคณะสงฆ์เสียเอง ส่วนสมเด็จพระสังฆราชก็มีฐานะเท่ากับ "ผู้ช่วยสมเด็จพระสังฆราช" เพราะไม่มีอำนาจอะไรเลย ทุกอย่างขึ้นกับสำนักพระราชวังหมด

 

 

ตอนที่กฎหมายข้อนี้ออกมา ไม่ปรากฏว่าจะมีชาวพุทธหน้าไหนคัดค้าน บางรูปมีสาวกไม่มาก บารมีไม่กว้างขวาง ถูกถอดถูกถอนโดยไม่ทราบสาเหตุ ก็เงียบก้มหน้าก้มตารับเคราะห์รับกรรมไป โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็น "พระมหานิกาย" ซึ่งเป็นนิกายพระบ้าน จะออกมาร้องไห้เหมือนเจ้าคุณบุญศรี ก็จะมีคนสมน้ำหน้าว่า "บวชมาทำไม ยึดติดอะไรกับตำแหน่งและยศถาบรรดาศักดิ์ อยากได้ใคร่มี แบบนี้ก็บวชเสียผ้าเหลืองเสียเปล่า ฯลฯ" ขืนเถียงไปก็ไม่ชนะ เพราะเขาเห็นว่า พระมหานิกายแค่บวชตามประเพณี

 

 

แต่ครั้นวันนี้ มีกรณีเหมือนกันเกิดขึ้นกับ "พระธรรมยุต" ซึ่งชาวไทยส่วนใหญ่จะเชื่อว่า "พระนิกายนี้บวชด้วยความเสียสละมากกว่ามหานิกาย" โดยเฉพาะสายวัดป่าพระกรรมฐานของหลวงปู่มั่น จะได้รับความเชื่อมั่นศรัทธา เคารพนับถือเป็นถึง "พ่อแม่ครูบาอาจารย์" ที่สำคัญก็คือ "เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน" ก็ทรงมีพระราชศรัทธา ทรงยกย่องพระสายวัดป่าอย่างสูงยิ่ง ทรงเข้าวัดป่ามากกว่าวัดบ้าน

 

 

การทรงเข้าวัดป่ามากกว่าวัดบ้านนั้น แต่ไหนแต่ไรมาถือว่าเป็นการส่งเสริมพระพุทธศาสนาในระดับสูงยิ่ง คือถวายความอุปถัมภ์พระปฏิบัติสุปฏิปันโน เพื่อให้พระสงฆ์องค์เณรทั่วไปได้เอาเป็นแบบอย่างในการบวช แต่ ณ วันนี้ เมื่อมีศิษย์สายพระปฏิบัติเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการปกครอง ก็จึงเกิดปัญหาว่าด้วย..ศรัทธาและอำนาจ

 

 

คือพระสายปกครองในมหาเถรสมาคม เห็นว่า ไม่ว่าวัดบ้านวัดป่า เมื่อเข้ามาดำรงตำแหน่งพระสังฆาธิการแล้ว ถือเป็นพระสังฆาธิการเสมอกัน ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของมหาเถรสมาคม จะสั่งปลดสั่งย้ายยังไงก็อยู่ที่ มส. จะขัดขืนหาได้ไม่ เพราะอำนาจบาตรใหญ่อยู่ที่ มส. พระไทยทุกสายจึงใฝ่ฝันอยากเป็นกรรมการ มส. กันเหลือเกิน จะว่า มส. คือ "เจ้าพ่อ" แห่งวงการสงฆ์ไทย ตัวจริงเสียงจริง ก็คงว่าได้

 

 

ขณะที่พระสายวัดป่า ซึ่งมีพ่อแม่ครูบาอาจารย์เป็นถึงระดับ "อรหันต์" มีศิษย์หาศรัทธาอย่างล้นหลาม ออกเหรียญให้บูชาราคาแพงกว่าทองคำ พระสายวัดป่าที่ว่านี้ อยู่ในตำแหน่งนานไปก็ไม่ยึดติด แต่ยึดมั่น แบบว่าตำแหน่งข้าใครอย่าแหยม แม้แต่มหาเถรสมาคมก็เถอะ พวกเราไม่กลัว เพราะเราเข้าวังไปฟ้องพระเจ้าอยู่หัวได้ไม่ต้องผ่านสังฆราช แถมยังมีศรัทธาสาธุชนอย่างแน่นแฟ้น พร้อมสละชีพเพื่อพ่อแม่ครูบาอาจารย์ได้ เหมือน..ธรรมกาย ซึ่งมองทางไหนก็อันตราย นี่เป็นพลังแห่งศรัทธาอันยิ่งใหญ่สามารถนำมา "ต่อต้าน" อำนาจได้ ถ้าใช้เป็น

 

 

ธรรมกาย สามารถต้านทาน ม.44 ได้ฉันใด ธรรมยุต ก็เชื่อว่าจะสามารถต่อต้าน "คำสั่ง มส." ได้ฉันนั้น

 

 

กรณีเทียบได้กับความเคลื่อนไหวของเจ้าคณะจังหวัดทั้ง 3 รูป 2 นิกาย อันได้แก่

 

 

 

 

ฝ่ายมหานิกาย

ฝ่ายธรรมยุต

พระธรรมรัตนาภรณ์

(สมศักดิ์ โชตินฺธโร)

เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี (ม)

พระเทพสารเมธี

(บัวศรี ชุตินฺธโร)

เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ)

พระราชปริยัติสุนทร

(อมรภิรักษ์ ปสนฺโน)

เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา (ม)

 

 

 

 

ในฝ่ายมหานิกายนั้น พระราชปริยัติสุนทร (อมรภิรักษ์ ปสนฺโน) เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา นิ่งเงียบ ไม่มีเสียงอะไรเลย เพราะคงรู้ดีว่าขืนสู้ไปก็เจ็บตัวเสียเปล่า สู้ยอมๆ ไปเถอะ รอโอกาสเปิดก็คงได้กลับมาใหม่ (หรืออาจจะมีอ็อฟชั่นอะไร ที่ตกลงกันไว้ก่อนยอมให้ถอดถอน) ในขณะที่ พระธรรมรัตนาภรณ์ (สมศักดิ์ โชตินฺธโร) เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ถึงจะมีการระดมพลเป็นพระสังฆาธิการ "ทุกระดับ" มาชุมนุมล้นวัด ล่าลายเซ็นได้ทันตาเห็น แต่สุดท้ายก็ไปยื่นแค่..เจ้าคณะภาค 1 วัดหงส์รัตนาราม ไม่มีใครไปยื่นฎีกาในวังเลย ยื่นแล้วก็ถือว่าจบ ทำนองส่งเดช ได้ไม่ได้ก็ไม่กล้าคาดหวัง เจ้าคุณเปี๊ยก ถึงกับต่อรองผ่านสื่อว่า "ถ้าได้รับแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัด ก็ค่อยยังชั่ว ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย" เห็นไหม ทางลงของมหานิกายง่ายนิดเดียว ทั้งที่มีพระที่ถูกถอดถอนมากกว่าธรรมยุตถึง 2 ต่อ 1

 

 

ขณะที่ "ฝ่ายธรรมยุต" นั้น ยื่นฎีกาเข้าไปในวัง หลังจากนั้นยังอาจหาญ ประกาศ "ขออำนาจพระเทพสารเมธี-บัวศรี ชุตินฺธโร" เตรียมฟ้อง "มส.-พศ." ต่อศาลปกครองทันที ถ้าหากว่าไม่ได้รับคำตอบที่น่าพอใจ แถมยังทะลุฟ้าไปถึงขั้นว่า "พร้อมจะคว่ำบาตร มส." ขอออกจากการปกครองของมหาเถรสมาคม ทำนองคืนบัตรประชาชน ไม่ขอขึ้นต่อรัฐบาลไทย ฉันใดก็ฉันนั้น

 

 

ทั้งๆ ที่เป็นกรณีเดียวกัน ถูกถอดถอนในคราวเดียวกันแท้ๆ แต่พฤติกรรมต่างกันไกล

วันนี้ รัฐบาลไทยก็ดี มหาเถรสมาคมก็ดี สำนักพระราชวังก็ดี ย่อมจะพิจารณาเห็นแล้วว่า ระหว่างมหานิกายกับธรรมยุต นิกายไหนปกครองง่ายกว่ากัน

 

 

มหาเถรสมาคม คงต้องพิจารณาแล้วว่า การปล่อยให้ "เจ้าคณะหลายระดับ" ดำรงตำแหน่งจนถึงอายุ 80 ปี จึงค่อยเกษียณนั้น อันตราย จะโยกจะย้ายจะเปลี่ยนแปลงก็มีปัญหา ทางออกก็คือ ต้องแก้ไขกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 นี้อีกครั้ง "ให้พระสังฆาธิการทุกระดับ ดำรงตำแหน่งเทอมละ 4 ปี และอาจได้รับการแต่งตั้งให้กลับมาดำรงตำแหน่งได้อีก" แค่นี้ ก็จะสามารถ "ปิดช่อง" แห่งการพิจารณาถอดถอนพระสังฆาธิการได้ ไม่มีใครประท้วงว่า "ปลดผมทำไม ทำแบบนี้เหมือนประหารผมเลย" อีกต่อไป

เชื่อไหมว่า ไอเดียนี้มีมานานแล้ว แต่ที่แก้ไขไม่ได้ ก็เพราะกรรมการมหาเถรสมาคมนั่นเอง ที่ควบหลายตำแหน่ง แถมยัง..ไม่อยากเสียอำนาจ ตามตำรา อ้อยเข้าปากช้าง ง้างออกยาก

 

 

 

 

 

 

 

ชาวพุทธเมืองน้ำดำปูเสื่อรอฟัง 'มส.-พศ.' ชี้แจงคำสั่งปลดเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์

 

 

คนเมืองน้ำดำปูเสื่อรอฟัง มส.-สำนักพุทธฯ มาชี้แจง กรณีมีคำสั่งถอดถอนเจ้าคณะจังหวัด 3 รูป แต่หากมาเพียงชี้แจง แต่ตอบข้อซักถามทางกฎหมายไม่ได้ โดยไม่ได้รับความเป็นธรรม พุทธศาสนิกชนพร้อมคว่ำบาตร พร้อมกราบขออำนาจจาก "เจ้าคุณบัวศรี" ฟ้องกรรมการมหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนา

 

 

ความคืบหน้ากรณีมหาเถรสมาคม (มส.) มีคำสั่งแต่งตั้งพระสังฆาธิการ และถอดถอนเจ้าคณะจังหวัด 3 รูป โดยปรากฏทางสื่อโชเชียล เมื่อวันที่ 30 ก.ย.64 ที่ผ่านมา ซึ่งหนึ่งในนั้นมี พระเทพสารเมธี หรือเจ้าคุณบัวศรี เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) ผลดังกล่าวทำให้คณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์(ธ) และญาติธรรมเคลื่อนไหวมีมติคัดค้านทันที เพราะมองว่าไม่เป็นธรรม และมีการล่ารายชื่อหนึ่งแสนเพื่อถวายฎีกา และส่งหนังสือถึงคณะกรรมาธิการศาสนาและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ตรวจสอบความเป็นธรรมนั้น

 

วันนี้ (8 ต.ค.64) ที่วัดประชานิยม เขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ พุทธศาสนิกชนยังคงเดินทางมาปฏิบัติธรรมตามปกติ มีการถวายภัตตาหารเช้า สวดมนต์ ขณะที่ในการลงชื่อคัดค้านมติมหาเถรสมาคม (มติ มส.) รวมถึงระบบออนไลน์ ยังคงมีผู้เดินทางมาลงรายมือชื่อพร้อมบัตรประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยอดลงชื่อวันนี้สูงขึ้นใกล้แตะ 130,000 คน แม้ว่าจะมีกลุ่มญาติธรรมได้ไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการศาสนาและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร และถวายฎีกาไปตั้งแต่เมื่อวานนี้ (7ต.ค.64)

 

นายสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า การลงชื่อคัดค้านและมีการนำเสนอไปยังคณะ กมธ.ศาสนาและวัฒนธรรมนั้น มีความมั่นใจว่า คณะกรรมาธิการศาสนาและวัฒนธรรมฯจะให้ความเป็นธรรม คงต้องมีการสอบสวนหาที่มาที่ไปให้ได้ว่า สาเหตุปัญหาของการถอดถอนนี้เป็นอย่างไร เพื่อให้ลูกศิษย์ได้รับรู้ว่ามีข้อเท็จจริงขนาดไหน หรือหากไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอ ชาวกาฬสินธุ์คงไม่ยอม เพราะชาวกาฬสินธุ์มีความมั่นใจในคุณงามความดีและปฏิปทาของท่านเจ้าคุณบัวศรี เพราะท่านเป็นพระที่มีวินัย มีเมตตาตลอดมา จึงขอถามว่า กรรมการเถรสมาคมกำลังทำอะไรอยู่ เพราะเหตุนี้ได้สร้างความเสียใจอย่างมากต่อชาวพุทธกาฬสินธุ์

 

 

อย่างไรก็ตาม ส่วนความเคลื่อนไหวในกลุ่มลูกศิษย์ของเจ้าคุณบัวศรี ทราบว่า คณะศิษยานุศิษย์ได้ติดตามข่าวอย่างต่อเนื่อง และสื่อทุกช่องทุกฉบับ ได้รายงานเกาะติด มีการพูดถึงปัญหา มีการให้ข่าวสาเหตุการถอดถอนไปต่างๆ นานา โดยเฉพาะอ้างว่า เจ้าคุณบัวศรี ละเว้นการลงโทษพระผู้ใหญ่รูปหนึ่ง ที่เสพเมถุนกับสีกาเมื่อหลายปีก่อน

 

 

ดร.กฤตชญา วิเชียรเพริศ ลูกศิษย์พระเทพสารเมธี กล่าวว่า การนำเสนอข่าวถือเป็นสิ่งที่ดีงาม เพราะต้องตีแผ่เปิดเผยความจริง แต่ต้องให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ส่วนในกรณีปัญหาพระผู้ใหญ่ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ และมีการกล่าวหาเจ้าคุณบัวศรี ซึ่งเป็นเจ้าคณะจังหวัด ไม่สืบสวนลงโทษนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะเท่าที่ทราบปัญหาเกิดขึ้นในช่วงปี 2559 คณะสังฆาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์(ธ) มีการตั้งอธิกรณ์สืบสวนความจริง และทราบว่ามีการฟ้องคดี ซึ่งในส่วนของสีกาก็ได้รับความเป็นธรรมทางศาลไปแล้ว ในส่วนของวินัยสงฆ์ มีการทำเอกสารแจ้งไปยังสำนักพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง แต่เพราะเป็นพระผู้ใหญ่ จึงต้องดำเนินการตามอธิกรณ์ของ พ.ร.บ.สงฆ์ และเมื่อช่วงต้นปี ก็มีกระบวนการอธิกรณ์ และมีการนำเสนอข่าวโดยสื่อมวลชน แต่เนื่องจากสถานการณ์โควิด รวมไปถึงมีการเข้าพรรษาจึงทำให้ดูเหมือนว่าทางเจ้าคุณบัวศรีไม่ได้ดำเนินการอย่างใด

 

 

"กรณีนี้ หากมติมหาเถรสมาคม หรือสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ ใช้เป็นข้อกล่าวหานั้น ควรอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความเป็นธรรม เพราะชัดเจนว่า การถอดถอนยังไม่มีการตั้งอธิกรณ์มาตรวจสอบข้อเท็จจริง ต่อเจ้าคุณบัวศรี ไม่เปิดโอกาสให้มีการพิสูจน์ คนกาฬสินธุ์ จึงมองว่า ไม่มีความเป็นธรรมต่อเจ้าคุณบัวศรีและคนกาฬสินธุ์ที่นับถือท่าน ยังถือเป็นการทำลายความศรัทธาต่อศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธ ซึ่งขณะนี้ทราบว่า มีการติดต่อมาอย่างไม่เป็นทางการ จากฝ่ายมหาเถรสมาคม หรือแม้แต่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า จะเดินทางมาชี้แจงต่อชาวกาฬสินธุ์ ว่ามีมติถอดถอนเจ้าคุณบัวศรีด้วยสาเหตุอะไร เราทุกคนพร้อมที่จะรับฟังและจับเขาคุยกันพร้อมปูเสื่อต้อนรับอย่างดี แต่หากมาเพียงชี้แจ งแต่ตอบข้อซักถามทางกฎหมายไม่ได้ โดยไม่ได้รับความเป็นธรรม พุทธศาสนิกชนก็คงจะคว่ำบาตรต่อไป" ดร.กฤตชญา กล่าว

 

 

ดร.กฤตชญา กล่าวต่อว่า กระบวนการทวงความเป็นธรรมเกิดขึ้นในกลุ่มญาติธรรมคนกาฬสินธุ์ เพราะนอกจากเป็นการทำลายพระที่มีปฏิปทาแล้ว ยังถือเป็นการทำลายชื่อเสียงคนกาฬสินธุ์ การมีกฎบ้าน กฎหมายก็เพื่อกำกับดูแลให้สังคมมีระเบียบ มีความถูกต้องอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข และในเมื่อมี พ.ร.บ.สงฆ์ฯ ก็ต้องให้ความเป็นธรรมด้วย ซึ่งขณะนี้ คณะศิษยานุศิษย์ กำลังพูดคุยกันว่า จะเข้าไปขอกราบเจ้าคุณบัวศรี ให้มอบอำนาจ เพื่อดำเนินการฟ้องศาลปกครองและศาลคดีทุจริต กับกรรมการมหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาต่อไป 

 

 

 

ที่มา : แนวหน้า : 8 ตุลาคม 2564

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264