สวรรค์แตก นิพพานแยก !

 

วงการพระกรรมฐานอีสานร้าวลึก

 

หลังพระป่า 500 ไปชุมนุมกันที่วัดภูค้าว

 

ร้าวลึกถึงพ่อแม่ครูบาอาจารย์

 

 

 

 

 

 

 

ภาพพระสงฆ์ธรรมยุต จำนวน 500 รูป จาก 4 จังหวัด คือ กาฬสินธุ์ สกลนคร อุดรธานี และอำนาจเจริญ เดินทางมาชุมนุมกันโดยนัดหมาย ที่วัดพุทธนิมิต (ภูค้าว) ต.สหัสขันธ์ อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ และลงสังฆามติ ไม่ยอมรับมติมหาเถรสมาคม ที่สั่งถอดถอน "พระเทพสารเมธี-บัวศรี ชุตินฺธโร) เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธรรมยุต) ออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้งให้ "พระครูสุทธิญาณโสภณ-เล็ก สุทฺธิญาโณ" หรือพระครูเล็ก เจ้าอาวาสวัดป่านาขาม เจ้าคณะอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย ให้ข้ามห้วยข้ามเขตมาเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์แทน มติมหาเถรสมาคมดังกล่าวนี้ ออกมาในวันที่ 30 กันยายน 2564 ทั้งนี้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน) เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้แจ้งแก่มหาเถรสมาคมด้วยว่า ผ่านการพิจารณาและมีพระราชดำริจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยสมบูรณ์แล้ว

 

 

 

 

 

 

พระครูเล็ก VS หลวงพ่อบัวศรี

เด็ดขาด กับ เด็ดไม่ขาด

 

(เด็ดบัวต้องเหลือใย บัวศรี ชื่อนี้สำคัญไฉน)

 

 

 

แรกนั้น มีการมองกันว่า กรณีนี้เป็นความขัดแย้งระหว่าง "หลวงพ่อบัวศรี" กับ "พระครูเล็ก" เพียงสองคน การให้กำลังใจก็คงจะเป็นเพียงเรื่องส่วนตัว เหมือนลูกศิษย์กับอาจารย์เท่านั้น ดังนั้น จึงมิใช่เรื่องใหญ่ คงจะสามารถพูดคุยกันได้

 

 

 

 

 

 

 

พระเมือง VS พระจันมี

สองผู้มีบารมีในแดนธรรมแห่งธรรมยุต

 

 

 

 

 

 

แต่ต่อมา ก็ปรากฏว่ามี "ผู้รู้ดี" ส่งข้อมูลมายัง "อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม" ขอให้สอบหาข้อมูลว่าเรื่องนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไร โดยได้ "ชี้มูล" มาด้วยว่า มีปัญหาคาบลูกคาบดอกหลายเรื่อง ทั้งเรื่องพระในเขตการปกครองของหลวงพ่อบัวศรีและพระครูเล็ก มีการเปิดตัวละครตัวใหม่ ที่ชื่อ "พระอาจารย์จันมี" ศิษย์หลวงปู่เพียร วัดป่าหนองกอง อุดรธานี ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงตามหาบัวอีกสายหนึ่ง ได้ข้ามเขตไปสร้างวัดใหญ่ชื่อว่า "วัดป่าแก้งใหม่" ขึ้นในเขตอำเภอสังคมจังหวัดหนองคาย ซึ่งพระครูเล็กเป็นเจ้าคณะผู้ปกครองอยู่ แต่ดูเหมือนว่าพระอาจารย์จันมีจะมีบารมีเหนือกว่า "พระครูเล็ก" จึงเกิดข้อพิพาทขึ้นในการก่อสร้างอาคารในโรงพยาบาลสังคม

 

 

 

 

 

 

 

ศึกศักดิ์ศรี ไม่มีใครยอมใคร

 

 

 

 

แหล่งข่าวระบุว่า พระจันมี ตระหนี่ มีเงินแต่ไม่จ่าย สุดท้าย พระครูเล็ก ต้องเข้าไปช่วยจนตึกเสร็จ แต่ชื่อตึกกลับกลายเป็น "อนาลโยเมตตา" ซึ่งเป็นฉายาของ "พระจันมี" แทน แบบว่าพระจันมีได้หน้า แต่ว่าพระครูเล็กเสียเงิน งานเปิดตึกอนาลโยเมตตาก็คงจะพอมองออกว่า ใครได้เป็นพระเอกพระรองในอำเภอสังคม รู้แต่ว่าในงานนั้น "แจกเหรียญพระอาจารย์จันมี" ผู้ที่ได้รับนำไปลองยิง ปรากฏว่า "ยิงไม่เข้า" เหนียวสุดๆ เซียนพระหนองคายหากันขวักไขว่ ราคาวิ่งพอๆ กับจตุคามในช่วงขาขึ้น

 

 

ต่อมา ปรากฏว่า "ลูกเข้าเท้า" เมื่อมีข่าวฉาวของพระจันมีรายงานมาถึง "พระครูเล็ก" ในฐานะเจ้าคณะอำเภอสังคม พระครูเล็กสั่งสอบแบบ "ตั้งเป้าเอาผิด" และใช้อำนาจอย่างเฉียบขาด "สั่งประหารชีวิตพระอาจารย์จันมี" ว่าไม่มีความเป็นพระแล้ว ด้วยข้อหาปาราชิก (มีสีกา) ข้อหาอื่นๆ ก็กำลังจะตามมา ถ้าพบก็เพิ่มโทษแน่

 

 

 

 

 

 

สองรุมหนึ่ง

 

พระเล็ก : พระจันมี : พระอินทร์ถวาย

เลือกต่างสี กรรมฐานต่างค่าย ตายกันไปข้าง

 

 

 

ใช่แต่เท่านั้น พระครูเล็ก ยังดึงเอา "พระอาจารย์อินทร์ถวาย" ศิษย์สายหลวงตามหาบัว มาร่วมทีม ให้ช่วยเช็คบิล "เช็คบัญชีพระอาจารย์จันมี" ปรากฏว่าได้ผล พระอาจารย์อินทร์ถวาย "นั่งทางในดู" จึงรู้ว่า พระอาจารย์จันมี มีเงินมีทองมหาศาลถึง 500 ล้าน ทั้งเก็บไว้ในบัญชีส่วนตัวหลายบัญชี แถมยังซุกหุ้นไว้ในนามคนใกล้ชิดอีกต่างหาก (ข่าวแบบนี้ พงศ์พร น่าจะตาลุกเป็นมัน)

 

 

นี่เป็นเรื่องธรรมยุตแฉกันเองนะฮะ อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ถูกใช้ให้สอบข่าวก็สอบได้ทำนองนี้แหละ

 

 

เรื่องราวยังยาวไกลไปถึงในรั้วในวัง โดยแรกนั้น พระครูเล็ก ได้รายงาน "ผลการสอบสวนความผิดของพระอาจารย์จันมี" (ไม่ทราบนามผู้ฟ้องร้อง) ไปยังเจ้าคณะจังหวัดหนองคาย ผ่านเจ้าคณะภาค ไปถึงเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ซึ่งก็คือ สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม

 

 

พระเล็กตามเรื่องตั้งแต่เจ้าคณะจังหวัดไปถึงเจ้าคณะใหญ่ ก็ได้รับคำตอบจากเจ้าคณะใหญ่ว่า "เมื่อผู้ใหญ่ตัดสิน (ไม่เอาผิด) แล้ว ก็ขอให้ยุติ ไม่งั้นจะวุ่นวาย" แต่เจ้าคณะใหญ่มิได้บอกว่าวุ่นวายอะไรยังไง แค่วุ่นวายเท่านั้น

 

 

พระครูเล็กครั้นได้รับคำตอบจากเจ้าคณะใหญ่อันเป็นผู้บริหาร "สูงสุด" ของฝ่ายธรรมยุตเช่นนั้นก็ไม่พอใจ จึงตัดสินใจ "ทำเรื่องฟ้องร้องไปยังสำนักพระราชวัง" แต่จะเข้าไปเองหรือมีคนเข้าไปแทนก็ไม่ทราบ ข่าวระบุแต่เพียงว่า "อาจารย์เล็ก ศิษย์หลวงปู่เหรียญ พึ่งคณะสงฆ์ไม่ได้ หอบเรื่องเข้าวัง จะต้องจัดการอาจารย์จันมีให้ได้"

 

 

ซึ่งตรงนี้ อาจจะเป็นเหตุให้ "พระครูเล็ก" ได้รับพระราชดำริให้ไปดำรงตำแหน่ง "เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์" แทนเจ้าคุณบัวศรี ทั้งนี้ มีเงื่อนงำว่าด้วยคดีพระอาจารย์จันมีนั่นแหละ โดยพระครูเล็กสืบทราบว่า ผู้ที่อุ้มชูดูแลพระอาจารย์จันมีเอาไว้บนตัก ไม่ยอมลงโทษตามที่ "พระครูเล็ก-เจ้าคณะอำเภอสังคม" สอบสวนอธิกรณ์จนเสร็จสิ้นตามกระบวนการยุติธรรมไปแล้วนั้น ก็หาใครอื่น แต่คือ พระเทพสารเมธี (บัวศรี) ซึ่งนอกจากจะมีตำแหน่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์แล้ว ก็ยังได้รับแต่งตั้งให้เป็น "ผู้รักษาการในตำแหน่งเจ้าคณะภาค 8 ฝ่ายธรรมยุต" ซึ่งมีอำนาจปกครองเขตจังหวัดหนองคาย อันเป็นต้นสังกัดของพระเล็กด้วย

 

 

หวยออกมาเบอร์นี้ ชี้ได้ว่า ถ้าพระครูเล็กได้เป็นเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ก็จะกินหางเข้ามาดูแลจังหวัดหนองคาย แทนหลวงพ่อบัวศรีซึ่งถูกปลดไป เมื่อนั้น คดีพระอาจารย์จันมี ก็จะถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง

 

 

สรุปว่า ไม่ว่าจะเป็นคดี "หลวงปู่เมือง-พระโพธิญาณมุนี"  วัดป่ามัชฌิมาวาส จังหวัดกาฬสินธุ์ หรือคดี "พระอาจารย์จันมี อนาลโย" วัดป่าแก้งใหม่ จังหวัดหนองคาย ล้วนแต่อยู่ในความดูแลของ "พระเทพสารเมธี-บัวศรี" ทั้งสิ้น จึงดิ้นไม่หลุด เพราะท่านเป็นทั้งเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์และรักษาการเจ้าคณะภาค 8 (ธรรมยุต) มีอำนาจปกครองดูแลจังหวัดหนองคายด้วย พระเล็กเด็ดปีกหลวงพ่อบัวศรีได้ ก็จะกลายเป็น "พญาอินทรีย์" แห่งอีสานเหนือไปในบัดดล แต่เชื่อไหมว่าใครจะยอม จะเป็นพญาอินทรีย์หรือปุ๋ยอินทรีย์ก็อย่ากะพริบตา

 

 

 

 

 

 

พระเล็ก ารวะ หลวงปู่เมือง ซึ่งก็มีเรื่อง..ผู้หญิง

 

 

 

 

แต่ก่อนจะไปใช้อำนาจทางการปกครอง "ถอดถอน" หลวงพ่อบัวศรี ออกจากเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อแก้ปัญหาในจังหวัดหนองคาย โดยเฉพาะเขตอำเภอสังคม ที่ "เสือเหลืองสองตัว" ไม่ยอมสังคมกันนั้น ก็มีรายการ "โป๊ะแตก" เมื่อมีภาพปรากฏออกมาเช่นกันว่า "ฝ่ายพระครูเล็กก็ไม่ธรรมดา เพราะเชิดชูหลวงปู่เมืองเป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ไปมาหาสู่อยู่บ่อย ขนาดมีสีกาฟ้องร้องเป็นตัวเป็นคนก็หาสนใจจะสอบสวนไม่ หลับหูหลับตากราบไหว้ ไม่รังเกียจเดียดฉันท์ ตะทีพระอาจารย์จันมีนั้นเอาเป็นเอาตาย เพราะไปเหยียบเท้าไม่ก้มหัวให้เท่านั้น มีภาพยืนยันด้วย ความยุติธรรมจึงเป็นเพียงเลสอ้างเพื่อหาความชอบธรรมเท่านั้น" พูดง่ายๆ ว่า ไม่มีใครดีกว่าใคร ไม่ว่าพระครูเล็กหรือหลวงพ่อบัวศรี

 

 

กรณี "ปลดหลวงพ่อบัวศรี" และ "ปูนบำเหน็จพระครูเล็ก" จากสำนักพระราชวังนั้น จึงมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง "ไขว้กัน" อย่างแยบยล เช่นนี้ ยิ่งกว่ารายการ เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว แต่คราวนี้จะสะเทือนไปถึงสวรรค์นิพพานกันเลยทีเดียว

 

 

 

 

 

 

หลวงปู่เหรียญ : หลวงปู่เทสก์ : หลวงตามหาบัว

สามศิษย์ผู้ใหญ่ในพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ปรมาจารย์พระกรรมฐาน

 

 

 

 

 

 

 

พระเล็ก : พระจันมี : พระอินทร์ถวาย

 

 

 

 

ต้องสืบประวัติกันซักหน่อยว่า ตัวละครสำคัญระดับ "ดาราหน้าฉาก" กันในวันนี้ มีที่มาที่ไปอย่างไร จะได้เห็น "เส้นทางอริยะ" ของพระป่ากรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น ซึ่งกำลังมุ่งมั่นเอาเป็นเอาตายในตำแหน่ง "เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์" ถึงกับปลุกม็อบกันในปัจจุบัน ดังที่เห็นและเป็นไป

 

 

เริ่มที่ "พระครูเล็ก" หรือพระครูสุทธิญาณโสภณ เป็นศิษย์สายหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ วัดป่าอรัญญบรรพต จังหวัดหนองคาย จึงถือว่าเป็นเจ้าถิ่นหรือคนในพื้นที่อย่างแท้จริง ตำแหน่งล่าสุดก่อนจะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง "เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์" นั้น ท่านพระครูเล็กมีตำแหน่งเป็น "เจ้าคณะอำเภอสังคม" จังหวัดหนองคาย ก็ถือว่าโตตามสายงาน ปกครองอำเภอสังคมเรื่อยมา ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรถ้าไปช้าๆ

 

 

แต่ว่าต่อมาก็เกิดมีดาวดวงใหม่เข้ามาจุติร่วมเรือนหรือร่วมลัคนา นั่นคือการมาของ "พระอาจารย์จันมี อนาลโย" ศิษย์หลวงปู่เพียร วิริโย วัดป่าหนองกอง จังหวัดอุดรธานี ได้ข้ามห้วยเข้ามาสร้างอาณาจักรขึ้นในเขตอำเภอสังคม ภายใต้การปกครองของ "พระครูเล็ก" แต่การมาของพระจันมีนั้น มาแบบเหนือเมฆ อยู่ไม่ทันไรก็มีบารมีค้ำฟ้า แบบว่ามาทีหลังดังกว่า เห็นได้จากโครงการสร้าง "อาคารอนาลโยเมตตา" ในโรงพยาบาลสังคม ซึ่งมีการนำเอา "ฉายา" ของพระอาจารย์จันมีมาเป็นอนุสรณ์ ขณะที่พระครูเล็กเจ้าคณะอำเภอนั้นไม่มีชื่อกับเขา ถึงแม้พระครูเล็กจะอ้างว่า "เป็นผู้บริจาครายใหญ่" ก็ตาม ก็เป็นแต่เพียงคำสมอ้าง เพราะหลักฐานยังไม่ปรากฏ ขณะที่หลักฐานอีกด้านหนึ่งนั้น ก็ระบุว่า "พระอาจารย์จันมี มีเงินมหาศาลประมาณการถึง 500 ล้าน" ถ้าไม่เป็นการใส่ความ ก็ต้องถือว่าท่านจันมีไม่ธรรมดา เงินมหาศาลเพียงนี้ ถ้าไม่มีบารมีระดับ "อริยะ" แล้ว ก็ไม่แคล้วต้องเป็นพ่อค้ายาบ้าเท่านั้น เพราะอำเภอสังคมนั้นเป็นเพียงอำเภอเล็กๆ ชายแดนไทยลาว อยู่ห่างจากตัวเมืองหนองคายออกไกล ลำพังหนองคายก็เป็น "ทางผ่าน" เป็นประประตูเข้าสู่ลาวแล้ว อำเภอสังคมยิ่งมิต้องพูดถึงว่าแทบจะไม่มีใครผ่านเลย แล้วจะเอาเงินทองมาจากไหน ถ้ามิใช่พระอริยเจ้าก็ต้องเป็นเจ้าพ่อ การมาของพระอาจารย์จันมี กลายเป็นการ "ทับที่" ทับบารมีของพระครูเล็ก ซึ่งก็มี "ครูบาอาจารย์ในสายกรรมฐาน" เช่นกัน ดังคำศรีปราชญ์ เราก็ศิษย์มีอาจารย์ หนึ่งบ้าง ..

 

 

พระครูเล็ก คงจะเห็นว่า ถ้าอยู่เพียงลำพังคงจะสู้บารมีของพระจันมีไม่ไหว จึงได้ไปหาผู้มีบารมีเหนือกว่ามาช่วยหนุนดวง สุดท้ายก็โชคดีได้ "พระอาจารย์อินทร์ถวาย สนฺตุสฺสโก" วัดป่านาคำน้อย อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี มาเป็นพี่เลี้ยง ซึ่งพระอาจารย์อินทร์ถวายนั้น เคยมีกรณีพิพาทกับ "เจ้าคุณวงศ์ไทย" สมัยที่ได้รับการขุนจากสมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร ให้อวตารจากในกรุงเข้ามากินตำแหน่ง "เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์" ทับที่หลวงพ่อคำสิงห์ (พระเทพมงคลนายก) ซึ่งเป็นพระผู้ใหญ่ในวัดโพธิสมภรณ์อยู่ก่อนแล้ว แถมหลวงพ่อคำสิงห์ยังดำรงตำแหน่ง "เจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี" อยู่ก่อนหน้านั้นด้วย โดยคราวนั้น พระอาจารย์อินทร์ถวาย ได้จัดม็อบพระต่อต้านการมาของมหาวงศ์ไทย แต่ด้วยการดันของทั้งสมเด็จพระวันรัตและสมเด็จชิน (เลขาสังฆราช) ก็ทำให้เจ้าคุณวงศ์ไทย "เข้าป้าย" ได้ทั้งตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี ควบเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ก่อนจะได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น "พระราชสารโกศล" ส่วนอาจารย์อินทร์ถวายไปเอาดีทางการก่อสร้าง รับเป็นประธานโครงการสร้าง "พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์พระธรรมวิสุทธิมงคล-หลวงตามหาบัว ญาณสมปนฺโน" บนพื้นที่กว่า 200 ไร่ งบประมาณอีกมหาศาล ประมาณว่าหลายร้อยล้าน ทั้งนี้ โครงการนี้มี ทูลกระหม่อมสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี (เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์) ทรงเป็นประธาน

 

 

เส้นสายใยโยงในการ "เข้าวัง" ของพระครูเล็ก จึงถือว่าไม่ธรรมดา แต่ก่อนมาก็มีข่าวด้วยว่า หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ พระอาจารย์ของพระครูเล็กนั้น ท่านได้รับความเคารพศรัทธาจาก "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช" มาก ถึงกับทรงโปรดให้สร้างกุฏิถวายเพื่อพำนักในเขตพระราชวัง แต่เขาก็เล่ากันอย่างเงียบๆ ในวงพระกรรมฐาน ไม่มีการยืนถ่ายรูปโชว์เหมือนพระคม เส้นทางการเข้าวังของพระครูเล็กจึงถือว่ามีหลากหลายคอนเน็คชั่น ทั้งในอดีตและปัจจุบัน

 

 

แต่การที่พระครูเล็ก ดึงอาจารย์อินทร์ถวาย ให้เข้าร่วมขบวนการ "ตรวจสอบ" พระอาจารย์จันมีที่อำเภอสังคมนั้น มิทราบว่าใช้อำนาจอะไร และเหมาะสมหรือไม่ ? แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม งานนี้ชี้ได้ว่า พระครูเล็กและพระอาจารย์อินทร์ถวาย ได้กลายเป็นฝักฝ่ายต่อพระอาจารย์จันมีไปแล้ว

 

 

ครั้นเมื่อพระครูเล็กรายงานผลการสอบอธิกรณ์ "พระอาจารย์จันมี" ขึ้นไปตามลำดับการบังคับบัญชา (เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค) เห็นเงียบไปผิดสังเกต ด้วยความที่ถือดีว่ามีเส้นใหญ่ จึงไปถาม "สมเด็จพระวันรัต" วัดบวรนิเวศวิหาร ในฐานะเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต เป็นผู้ปกครองสูงสุดในสายธรรมยุตทั้งปวง ก็ได้ความกระจ่างว่า "เรื่องทั้งหมดติดอยู่ที่เจ้าคณะภาค 8" คือพระเทพสารเมธี (บัวศรี) วัดประชานิยม ซึ่งเป็นทั้งเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์และรักษาการเจ้าคณะภาค 8 ดูแลจังหวัดหนองคายด้วยนั่นเอง

 

 

เรื่องราว "เล็กๆ" ในอำเภอสังคมของพระครูเล็ก ได้ขยายวงข้ามเขตจังหวัดและภาคในการปกครองคณะสงฆ์ ด้วยประการฉะนี้

 

 

และทีนี้ก็มีกระแสข่าวว่า พระครูเล็ก เห็นว่า พระผู้ใหญ่ ทั้งเจ้าคณะภาคและเจ้าคณะใหญ่ไม่เด็ดขาด จึงอาจหาญถึงกับ "หอบเรื่องเข้าวัง" ตามสำนวนที่ได้รับมา ส่งผลให้ต่อมา ในวันที่ 30 กันยายน 2564 มีพระราชดำริผ่านมหาเถรสมาคมโปรดให้

 

 

1. ถอดถอน ที่เรียกว่า ปลดฟ้าผ่า พระเทพสารเมธี (บัวศรี ชุตินฺธโร) วัดประชานิยม อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ให้พ้นจากตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์

 

 

2. แต่งตั้ง พระครูสุทธิญาณโสภณ (เล็ก สุทฺธิญาโณ) วัดป่านาขาม อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย ให้ข้ามห้วยไปดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (แทนหลวงพ่อบัวศรี)

 

 

ที่ได้รับทราบข่าวปลด น้ำตาก็ท่วมเมืองน้ำดำทันที มีม็อบทั้งพระทั้งโยมออกมา "ต่อต้าน" มติมหาเถรสมาคม และต่อต้านการข้ามห้วยมาดำรงตำแหน่งของ "พระครูเล็ก" ร้อนไปถึงในรั้วในวัง เพราะประกาศว่าจะยื่นถวายฎีกาในหลวงด้วย

 

 

 

 

 

 

นั่นเป็นเพียง "ปรากฏการณ์ผิวน้ำ" ที่เห็นผ่านสื่อ แต่ที่ลึกลงไปกว่านั้นก็ดังที่ลำดับมาว่า การมาชุมนุมโดยนัดหมาย ของพระธรรมยุตใน 4 จังหวัด คือ กาฬสินธุ์ สกลนคร อุดรธานี และอำนาจเจริญ จำนวนมากมายถึง 500 รูป เพื่อให้กำลังใจแก่หลวงพ่อบัวศรีที่ถูกถอดถอนออกไปนั้น จะเห็นได้ว่า ไม่มีพระจากจังหวัด "หนองคาย" ไปร่วมด้วยเลยขณะเดียวกัน ก็ปรากฏว่า มีพระจาก "อุดรธานี สกลนคร และกาฬสินธุ์" ไปร่วมอย่างมากมาย

 

 

และถ้าดูตามแผนที่ก็จะพบว่า "อุดรธานีและสกลนคร" นั้น กั้นกลางระหว่าง "กาฬสินธุ์และหนองคาย" ทำนองเป็นรัฐกันชน

 

 

การที่พระสงฆ์ในจังหวัดสกลนครและอุดรธานี ไม่ขึ้นเหนือไปแสดงความยินดีกับพระครูเล็ก แต่กลับชวนกัน "ลงใต้" ไปแสดงความเสียใจกับเจ้าคุณบัวศรี แถมยังลงมติ "ต่อต้านพระครูเล็ก" ไม่ให้เดินทางผ่านอุดร-สกลนคร ไปรับตำแหน่งเจาคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ทำให้ "เขตแดนพระกรรมฐานอีสาน" ซึ่งเคยเป็นผืนแผ่นเดียวกันมาเนิ่นนานนับร้อยปี ตั้งแต่สมัย "พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทัตตมหาเถร" ต้องมีอัน "ขาดกัน" ในวันนี้

 

นี่คือ เรื่องเศร้าเช้านี้ !

 

 

 

 

 

 

 

เจ้าคุณวงศ์ไทย : พระครูเล็ก : เจ้าคุณพรมมา

 

 

ยังมีข้อสงสัยว่า เหตุใด พระธรรมยุตจากอุดร-สกลนคร ถึงได้ไปรวมพลกันที่วัดพุทธนิมิต (ภูค้าว) กาฬสินธุ์ ให้กำลังใจหลวงพ่อบัวศรี ไม่มีความเป็นกลางทางการเมืองเรื่องอำนาจในจังหวัดกาฬสินธุ์ เหมือนที่เคยวางอุเบกขาสมัยเกิดปัญหาในวัดโพธิสมภรณ์อุดรธานี

 

 

คำตอบก็มีว่า นี่แหละๆ ผลพวงจากวัดโพธิสมภรณ์

 

 

ก็ดังที่ทราบว่า เมื่อครั้ง จัดงานพระราชทานเพลิงศพ "พระอุดมญาณโมลี-หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป" เจ้าอาวาสวัดอุดมสมภรณ์ อุดรธานี ในปี พ.ศ.2559 นั้น มีการส่งเด็กปั้นจากบางลำพู คือ เจ้าคุณวงศ์ไทย (พระสุทธิสารเมธี) ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ทั้งข้ามห้วยและข้ามหัวหลวงพ่อสิงห์เจ้าคณะจังหวัดในเวลานั้นด้วย โดยผู้นำในการต่อต้านครั้งนั้น ก็คือ พระอาจารย์อินทร์ถวาย วัดป่านาคำน้อย ซึ่งปัจจุบันได้ผันตัวเองไปเป็น "พระพี่เลี้ยง" ของพระครูเล็ก ในเขตจังหวัดหนองคาย ด้วยนั่นเอง

 

 

ทีนี้ เมื่อพระอินทร์ถวาย หนุนพระครูเล็ก ให้ข้ามห้วยจากหนองคายเข้ามาดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ "ข้ามหัว" หลวงพ่อบัวศรี ซึ่งมีอายุโสกว่าในทุกด้าน ก็เข้าทาง "ท่านวงศ์ไทย" จะได้เอาคืน "อินทร์ถวาย" กลับไปบ้างว่า ไหนว่าการแต่งตั้งแบบข้ามห้วยข้ามเขตและข้ามอาวุโสเป็นการขัดหลักธรรมวินัยไง แล้วทำไมตาอินไปหนุนพระครูเล็กให้เป็นเสียเอง เข้าตำราว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง

 

 

งานนี้ เจ้าคุณวงศ์ไทย ตั้งใจผูกปมปัญหาธรรมะให้ "ตาอิน" เป็นคนตอบ แต่ว่า "อินไหน" ก็ไปถามท่านวงศ์ไทยเด็กปั้นสมเด็จพระวันรัตเอาเอง

 

 

งานนี้ จึงเท่ากับ ธรรมยุต 2 สาย อันได้แก่ สายอุดรและหนองคาย เปิดศึกกันเอง โดยมี "กาฬสินธุ์" เป็นสนามประลองกำลัง ใครชนะก็เอาไปเลย "อีสานเหนือ" จดริมโขง

 

 

ส่วนสาย "สกลนคร" ของพระราชวิสุทธินายก (พรมมา จตฺตาภโย) เจ้าคุณพรมมา ท่านเป็นพระสายวัดบ้าน เรียนจบเปรียญและ มมร. เคยมาจำพรรษาที่วัดภูริทัตวนาราม รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ถือว่ามาทางเดียวกับเจ้าคุณวงศ์ไทย เข้าทางนี้ได้ ก็เข้าทางโน้นไม่ได้ ง่ายๆ จึงตามพระอุดรไปกาฬสินธุ์ดังที่เห็น

 

 

และดังที่เท้าความไปตั้งแต่เริ่มต้นว่า บรรดาพระป่าธรรมยุตในภาคอีสานทั้งหมดในปัจจุบันนี้ ล้วนแต่มีพ่อแม่ครูบาอาจารย์ เป็นลูกศิษย์ลูกหา สืบสายธารศรัทธามากว่าชั่วอายุคนแล้ว บัดนี้ พ่อแม่ครูบาอาจารย์เหล่านั้นได้ละสังขารไปแล้ว เหลือแต่ลูกหลานได้สืบปณิธานต่อไป

 

 

แต่ไม่ทันไร ลูกหลานของพ่อแม่ครูอาจารย์เหล่านั้น ก็หันมาทะเลาะกัน ว่าด้วยอำนาจและเงินตรา สรุปว่าคือผลประโยชน์ ซึ่งไม่เข้าใครออกใคร ไม่ว่าสีอะไร ส่งผลให้เส้นทางธรรม "ธรรมยุต" ในภาคอีสานเหนือต้องร้าวราน ปล่อยไว้นานก็อาจจะถึงกับ "ขาดสะบั้น" เพราะถึงขั้น "ก่อม็อบ" ต่อต้านกันแล้ว จะเหลืออะไร

 

ทั้งสายหลวงตาบัวในอุดรธานี ก็เร่งสร้างผลงาน "พันล้าน" ประดับไว้ในโลกา สายพระครูเล็กก็เร่งช่วยเหลือสังคมซึ่งก็หนีไม่พ้น "เงินทอง" ของอนามาส

 

เมื่อเกิดอธิกรณ์กับ "หลวงตาเมือง" กาฬสินธุ์ และ "พระจันมี" หนองคาย จึงกลายเป็น "คดีอิทธิพล" เพราะแต่ละรูปแต่ละองค์นั้น ร่ำรวยมหาศาล พระครูเล็กก็ไม่ต่างกัน ทำบุญแต่ละทีวงเงินเป็นสิบล้าน ลำพังเจ้าคณะจังหวัดไม่มีกำลังจะจัดการได้ ไม่ต่างไปจาก "จังหวัดดอกบัว" ที่ถูกเด็ดหัวในคราวเดียวกัน

 

 

จะแก้ปัญหาอย่างไร คงไม่มีใคร "สอนสังฆราช" ได้ แต่เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม ก็ได้นำเสนอ "ข้อมูล" เท่าที่เห็นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว

 

 

 

จะทำอย่างไรก็สุดแต่ใจของผู้มีอำนาจ เอวัง ภันเต !

 

 

 

 

 

 

ะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 7 ตุลาคม 2564

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264