อ้าแขนรอ !

 

เพชรวรรตเปิดประตูรัฐสภารอม็อบเมืองปทุม

แถมกวักมือเรียกทีมแปดริ้วเข้าขบวน

จ่อชง กมธ.ศาสนา สอบมหาเถรสมาคม

 

มะรุมมะตุ้ม !

 

 

 

 

 

 

 

นายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล

 

รองประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร

 

 

 

 

 

อา..เห็นไหมล่ะครับท่านกรรมการ มส. ว่าถ้าเอาการวัดเข้าสภา ก็เท่ากับว่า "เป็นเรื่องการเมือง" ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะการเมืองยุ่งได้ทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่..ศาสนา

 

 

แต่ที่นี้ยังมีปัญหาว่า "ใครยุ่ง" ตอบตามหลักฐานก็คงต้องบอกว่า "ยุ่งทั้งสองฝ่าย" ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล

 

 

คือแรกนั้น เมื่อรัฐบาลเผด็จการทหาร (คสช.) ได้ยึดอำนาจจากรัฐบาลทักษิณ (ทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ทำ) ก็เริ่มกวาดล้างฐานอำนาจเก่า ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายก็คือ "พระสงฆ์" ที่นิยมประชาธิปไตย ไม่นิยมเผด็จการ จึงประมาณได้ว่า พระมหานิกายอันเป็นประชากรส่วนใหญ่นั้น นิยมประชาธิปไตย ส่วนพระธรรมยุตอันเป็นเสียงข้างน้อยนั้น นิยมเผด็จการ เป้าหมายใหญ่ๆ ถูกแยกออกมาไว้เช่นนี้ก่อน

 

 

ครั้นพอโฟกัสเข้าไปในมหานิกายก็พบว่า มหานิกายก็แบ่งออกเป็นหลายก๊กหลายเหล่า บ้างนิยมเจ้า บ้างนิยมทหาร บ้างนิยมเผด็จการ บ้างนิยมประชาธิปไตย แต่ส่วนใหญ่เป็นนิกายนกแล อะไรก็ได้ ขอเพียงให้ได้รับการอุปถัมภ์อย่างสุขสบาย เท่านั้นก็พอ

 

 

แต่ที่น่ากลัวก็คือ "ธรรมกาย" ซึ่งเป็นวัดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แถมยังเป็นแกนนำของมหานิกาย มีสายสัมพันธ์อันดีกับชาวเขาเผ่า "แม้ว" ในเชียงใหม่ เคยจัดงานใหญ่ให้แม้ว แถมแม้วและน้องสาวก็เข้าวัดใหญ่ในคลองสามด้วย

 

 

แรกนั้นก็จะตีตรง "คลองสาม" แต่ก็พบว่า บิ๊กบราเธอร์แห่งคลองสาม (ธัมมชโย-ทัตตชีโว) ในเวลานั้น ผู้นำสำคัญอยู่ที่ภูเขาทองและปากน้ำภาษีเจริญ จึงต้องดำเนินการ ริดรอนกิ่งก้านในระดับยอดก่อน "สมเด็จเกี่ยว-สมเด็จช่วง" จึงตกเป็นเป้าหมายกำจัดให้พ้นจากอำนาจในเบื้องสูงของคณะสงฆ์ไทยให้จงได้

 

 

ก่อนที่ "พงศพร" จะถูกส่งตรงจากดีเอสไอไปยึดครองสำนักพุทธฯ จนสร้างคดีเงินทอนวัดอันลือลั่นโลกได้นั้น ทีมงานสาม ป. ได้ส่ง "ไพบูลย์" ซึ่งไม่กล้าบวช แต่อยากจะออกกฎหมายคุมพระเณร ให้เข้าไปเป็น "ประธานกรรมาธิการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์พระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ" ในปี พ.ศ.2558 ซึ่งผลงานของสภาปฏิรูปก็คือ การออกข่าวทำลายวงการสงฆ์ อ้างว่าพระรับเงินทองผิดพระธรรมวินัย ต้องออกกฎหมายห้ามมิให้พระเณรรับเงินทองและของมีค่า และต่อมาก็สามารถแก้ พรบ.คณะสงฆ์ถึง 2 ครั้ง

 

 

ครั้งที่ 1 ในปี 2560 แก้ไขหมวดพระสังฆราช สกัดฝ่ายมหานิกายไม่ให้ขึ้นเป็นใหญ่ในวงการสงฆ์สำเร็จ

 

 

ครั้งที่ 2 ในปี 2561 แก้ไขหมวดมหาเถรสมาคม ยกอำนาจการแต่งตั้งกรรมการ มส. ให้เป็นของสำนักพระราชวัง ต่อจากนั้นก็สั่ง มส. ให้แก้ไขกฎมหาเถรสมาคม เท่ากับทำกฎหมายลูกให้กับ พรบ.ฉบับนี้ มีผลให้เกิดการปฏิรูปวงการสงฆ์ตั้งแต่ระดับยอดถึงรากหญ้า พระสังฆาธิการตั้งแต่ สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระราชาคณะ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะหน เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าอาวาสพระอารามหลวง ทั้งสิ้นทั้งปวงทั่วประเทศไทย ถูกรวบอำนาจไปไว้ที่ "สำนักพระราชวัง" ทั้งสิ้น ด้วยเล็งผลเลิศว่า ถ้าใช้อำนาจพระมหากษัตริย์สั่งการแล้ว ทุกอย่างก็จะจบ ใครขืนต่อต้านก็จะเจอ ม.112 ต้องถูกประหารสถานเดียว รับรองว่าปัญหาพระพุทธศาสนาจะราบคาบไปตลอดกาล

 

 

หลังจากนั้น รัฐบาลประยุทธ์ ก็อาศัยสำนักพระราชวัง ออกคำสั่ง "ปกครองพระ" เรื่อยมา โดยมหาเถรสมาคมกลายเป็นเพียง "สภาตรายาง" โด่งดังที่สุดก็กรณี "ตั้งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง" มหาเถรสมาคมลงมติเสนอขึ้นไปให้สำนักพระราชวังพิจารณาถึง 2 ครั้ง แต่ถูกดองเงียบ แล้วจู่ๆ ก็มีพระบัญชาลงมาว่า "โปรดให้พระรูปอื่นดำรงตำแหน่งแทน" รวมทั้งการแต่งตั้งพระราชาคณะในทุกระดับ ก็จะเป็นการโปรดเกล้าฯ โดยตรง มิได้ผ่านมหาเถรสมาคมเลย  พระสงฆ์ไทยในทุกสายจึงเริ่มจับทางถูกว่า ถ้าจะหาความเจริญก้าวหน้าในทางยศถาบรรดาศักดิ์แล้ว ก็ต้องหาทาง "เข้าวัง" ให้ได้ เพราะเจ้าคณะผู้ปกครองไม่สามารถช่วยได้แล้ว

 

 

ทั้งการพระราชทานสมณศักดิ์และการแต่งตั้งโยกย้ายพระสังฆาธิการ จึงต้องผ่านสำนักพระราชวังเพียงด่านเดียวเป็นเด็ดขาด ขนาดว่าผ่านมหาเถรสมาคมไปแล้ว แต่ถ้าไม่ผ่านสำนักพระราชวังก็ไม่มีผล มหาเถรสมาคมกลายเป็นเสือกระดาษ จนสุดท้ายมหาเถรสมาคมก็กลายพันธุ์ "อ้างสำนักพระราชวัง" บ้าง เพื่อให้คำสั่งหรือมติของตนดูศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา จึงมาถึงมติมหาเถรสมาคมครั้งประวัติศาสตร์ "ปลดฟ้าผ่า 3 เจ้าคณะจังหวัดใหญ่" ในวันโลกาวินาศ 30 ตุลาคม ศกนี้ ที่ผ่านมา

 

 

 

 

 

 

 

ทั้งหมดนี้ ถือว่าเป็น "ผลงานการแสดง" ของรัฐบาลทหาร คสช. มาจนเปลี่ยนชื่อคณะ 3 ช่า เป็น "พลังประชารัฐ" ในปัจจุบัน

 

 

ครั้นเกิดปัญหาศาสนาในรัฐบาล คสช. และพลังประชารัฐ ก็เปิดโอกาสให้ "พรรคเพื่อไทย" ของ..ทักษิณ ชินวัตร ได้เข้ามาต่อกรกับรัฐบาลประยุทธ์ โดยต่างฝ่ายต่างก็ถือชายจีวรพระคนละมุม ดึงกันไปดึงกันมา จนพระเวียนหัว ไม่รู้จะไปทางไหน สุดท้ายก็แตกเป็นก๊กเป็นเหล่า พวกหัวเก่าก็ยังคงยึดมั่นในจารีตนิยม พวกหัวใหม่ก็ไปเข้าม็อบสามนิ้ว ส่วนพวกหัวปานกลางก็วางตัวเป็นกลาง อยู่ฝ่ายไหนก็ได้

 

 

แต่สุดท้ายแล้ว ต้องมองให้ถึงรากเหง้าว่า พระพุทธศาสนาของไทยเรานั้น ได้รับการก่อตั้งและอุปถัมภ์โดยสถาบันพระมหากษัตริย์ และทรงเชิดชูขึ้นเป็นสถานบันของชาติคู่กัน จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังไม่สามารถตัดขาดกันได้ เพราะความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของไทยเรา การจะแยกขาดจากสถาบันหรือการเมือง จึงเป็นเรื่องที่อันตราย แต่การนำเอาองค์กรสงฆ์เข้าไปรับใช้อำนาจรัฐอย่างเกินพอดีก็มีปัญหา คือว่าย่อมจะกระทบต่อพระธรรมวินัยอันเป็นแก่แกนของพระพุทธศาสนา การวางตัวให้เหมาะสม มีปฏิสัมพันธ์อย่างพอดี ต่อทางการเมืองหรือแม้แต่สถาบัน จึงเป็นสำคัญที่ต้องนำมากำหนดเป็นทิศทางของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย อันหมายถึงบทบาทของพระสงฆ์ไทยเรานั่นเอง

 

 

ปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายพระสังฆาธิการไทย ที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในเวลานี้ ก็มิใช่เรื่องใหม่ ในอดีตก็เคยมีปัญหา ปัจจุบันปัญหากำลังเกิด อนาคตก็เชื่อว่าปัญหาจะเกิดขึ้นอีก ไม่มีวันหมดไป เราควรศึกษาปัญหาในอดีต แก้ไขในปัจจุบัน และวางแผนต่อในอนาคต เชื่อว่าน่าจะพอหาทางออกได้ เพราะสุดท้าย ก็ไทยเหมือนกัน

 

 

 

 

 

 

รอง กมธ.ศาสนาฯ สภาฯ เผย พร้อมตรวจสอบปมสอดไส้ปลด 3 เจ้าคณะจังหวัด รวมทั้งตั้งซ้อนที่นครศรีธรรมราช

 

 

วันที่ 4 ต.ค. 64 นายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล รองประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงกรณีการประชุมมหาเถรสมาคม ที่มีการอ้างถึงการปลดและการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัด 3 รูป นั้น มีประชาชนได้ร้องเรียนมายังตนว่า อาจมีการสอดไส้ในการปลดและการตั้งใหม่หรือไม่ ? ซึ่งตนได้รับฟังเหตุผลถึงการร้องเรียนซึ่งมีส่วนที่รับฟังขึ้นว่า อาจมีกลุ่มบุคคลที่จ้องทำลายพุทธศาสนาเพราะมีการทำงานกันอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่การแก้กฎหมาย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับที่ 4 พ.ศ.2561 มีการวิ่งเต้นภายในอย่างมีนัย มีการจับกุมพระมหาเถระระดับมหาเถรสมาคม จำนวน 3 รูป ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวงการพระพุทธศาสนาบ้านเรา จับแล้วไปดำเนินคดี ศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ ตัดสินไม่มีความผิด ตอนนี้เหมือนติดคุกฟรี ถูกจับสึกโดยที่ยังไม่ทราบสาเหตุ ขบวนการมันผิดเพี้ยนไปหมด  คราวนี้มาอีกปลดเจ้าคณะจังหวัด 3 รูป ผิดขั้นตอนตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์  ซ้ำภาคใต้จังหวัดนครศรีธรรมราช เหมือนคนจดทะเบียนสมรสซ้อน ตั้งคนใหม่ ดยที่คนเก่ายังไม่ถูกถอดถอน  สถานการณ์แบบนี้ชาวพุทธต้องออกมามีส่วนร่วมให้มากยิ่งขึ้น เพราะหากเป็นแบบนี้ต่อไป ปล่อยให้มหาเถรสมาคมทำแบบนี้ต่อไป จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงใน 4 ประการคือ

 

1. เป็นการเร่งให้พระพุทธศาสนาในไทยพังเร็วขึ้น

2. ไม่สนับสนุนพระดีคนดีคนมีความรู้ให้ทำงาน

3. ไม่ยึดถือกฎระเบียบกฎคณะสงฆ์ ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี

4. เป็นการแยกพุทธศาสนาที่เป็นหนึ่งในสามเสาหลักคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้ล้มลง  หากสถาบันสงฆ์ล้มลง วุ่นวายแบบนี้สถาบันหลักของชาติ ไม่รอดแน่

 

นายเพชรวรรต กล่าวเพิ่มเติมอีกกว่า การแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดอย่างมีนัย ส่อถึงความไม่ชอบธรรม นี้จะเป็นจุดให้เกิดความแตกแยกในวงการสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนที่เริ่มมีการเคลื่อนไหว ตั้งแต่จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ระดมประชาชนเข้าชื่อกัน 1 แสนชื่อเพื่อทูลเกล้าฯ และต่อจากนี้จะเห็นมีการเคลื่อนไหวจากจังหวัดปทุมธานี และเร็วๆ นี้อาจจะเป็นจังหวัดฉะเชิงเทรา รวมถึงการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดซ้อนที่นครศรีธรรมราช

 

"ทั้งนี้หากมีการสอดไส้เพื่อแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดจริง ตนก็พร้อมเสนอให้คณะกรรมาธิการเข้าไปตรวจสอบซึ่งอาจต้องเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพูดคุย หากจำเป็นอาจต้องเข้าพบกรรมการมหาเถรสมาคม เพื่อสอบถามความจริงที่เกิดขึ้น หากมหาเถรสมาคมสร้างปัญหาให้ชาวพุทธเคลือบแคลงสงสัยอยู่เรื่อยแบบนี้ จะนำมาซึ่งวิกฤติศรัทธาในหมู่ชาวพุทธขยายออกไปมาก พุทธศาสนาเรามันละล่มสลายเอาได้.."

 

 

 

ที่มา : TheBuddh : 4 ตุลาคม 2564

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264