ดมขี้แขก !

 

 

ตั้งอนิลมานเป็นกรรมการตั้งชื่อโควิดเป็นภาษาบาลี

 

เสนอมหาเถรสมาคมเห็นชอบ

 

 

 

 

 

เจ้าคุณสุทัศน์ ป.ธ.9

พระอนิลมาน ?

น.อ.ทองย้อย ป.ธ.9

 

 

 

 

อา..ต้องถือว่าเป็นรายการ "หอมหวลชวนดม" ในห้องประชุมกรรมการมหาเถรสมาคม นัดตั้งชื่อโคโรน่าไวรัส หรือโควิด-19 ซึ่งทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ของนายณรงค์ ทรงอารมณ์ อันมีที่ปรึกษาเหนือกระหม่อมนามว่า "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ได้เห็นดีเห็นงามให้ตั้งกรรมการขึ้นมา เพื่อพิจารณาหาชื่อของไวรัสตัวนี้ เพื่อใช้ในบทสวดมนต์สำหรับพระภิกษุสามเณร "ทั่วประเทศไทย" คัดกันแบบเนื้อๆ เน้นๆ สุดท้ายก็ได้อัจฉริยะภาษาบาลีจำนวน 3 ท่านด้วยกัน คือ พระธรรมราชานุวัตร (สุทัศน์ วรทสฺสี) รูปนี้เป็น ป.ธ.9 จบสูงสุดสายบาลีในประเทศไทย และปัจจุบันเป็นเจ้าสำนักเรียนบาลีมีสถิติสอบได้สูงสุดของประเทศ อีกท่านเป็นฆราวาสแต่เป็นอดีตนักบวชรุ่นพ่อ คือ อาจารย์ น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย ป.ธ.9 ศิษย์เก่าสำนักวัดมหาธาตุราชบุรี อันโด่งดัง อาจารย์ทองย้อยนอกจากจะชำนาญภาษาบาลีระดับปรมาจารย์แล้ว ก็ยังแต่งกาพย์ โครง ฉันท์ ภาษาไทยได้ระดับครูอีกด้วย การเชิญทั้งท่านสุทัศน์และอาจารย์ทองย้อยมาช่วยงานของมหาเถรสมาคมด้านภาษาบาลี จึงถือว่ามาถูกจังหวะ

 

 

แต่สำหรับ "พระอนิลมาน" นั้น ถามว่า เชิญมาทำไม ? ในเมื่อพระอนิลมานมิได้ศึกษาในสายภาษาบาลีเลย ไม่เคยสอบได้ซักประโยคในบาลีสนามหลวง ทั้งๆ ที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่สมัยเป็นสามเณรอายุ 14 ปี และทั้งๆ ที่เป็นศิษย์เอกของ "สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช" ซึ่งเท่ากับเป็นเจ้าสนามหลวง แต่อนิลมานก็หาได้เจริญรอยตามสมเด็จพระญาณสังวรแต่อย่างใดไม่ ไม่เรียนบาลีแม้แต่ประโยคเดียว ทั้งๆ ที่สมเด็จพระญาณสังวรทรงเรียนบาลีไทยจนได้ ป.ธ.9 แต่ลูกของพระองค์กลับไม่เอาถ่าน ลูกที่ไม่ตามรอยพ่อ จะถือว่าเป็นลูกที่ดีได้อย่างไร

 

 

ประวัติของพระอนิลมานนั้น คร่าวๆ ก็คือ เรียนจบ มมร. (มหามกุฏราชวิทยาลัย) ในระดับปริญญาตรี แล้วไปต่อด้านมานุษยวิทยาที่ประเทศอังกฤษ ทั้งโทและเอก ถึงแม้ว่ามานุษยวิทยานั้น จะมีสาขาภาษาอยู่ด้วย แต่ภาษาบาลีที่ใช้ในหลักสูตรคณะสงฆ์ไทยเรานั้น ถือว่าเป็นหลักสูตรพิเศษที่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงกำหนดหลักสูตรขึ้นมา เรียกว่า บาลีน้อย ย่อส่วนลงมาจากบาลีใหญ่ คือบาลีมูลกัจจายน์ ซึ่งพระไทยเรียนมาแต่สมัยโบราณนับพันปี

 

 

ทีนี้ว่า เมื่อพระอนิลมาน มิได้มีความรู้ด้านภาษาบาลีแบบไทยๆ ที่จะใช้แต่งฉันท์หรือคาถาภาษาบาลี จึงมีคำถามว่า จำเป็นอะไรต้องไปเชิญ "อนิลมาน" มาเป็นกรรมการแต่งคาถาภาษาบาลีในครั้งนี้

 

 

มหาเปรียญบัณฑิตในประเทศไทยเรา ตั้งแต่ตั้งกรุงเทพมหานครผ่านมานานถึง 200 กว่าปีมาแล้ว ไม่มีนักปราชญ์ราชบัณฑิตผู้มีความรู้ความสามารถอีกแล้วหรือ หรืออย่างน้อย สองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ คือเจ้าคุณสมจินต์และเจ้าคุณสมคิด ทั้งคู่ก็เป็นมหาเปรียญ แต่ทำไมไม่ได้รับเชิญ หรือแม้แต่ "พระพรหมโมลี-สุชาติ" แม่กองบาลีสนามหลวง ซึ่งเป็นเณรนาคหลวง ปี 19 สอบได้ ป.ธ.9 ตั้งแต่เป็นเณร เรียกว่าเณรอัจฉริยะ เวลานี้ท่านก็เป็นเหมือนรัฐมนตรีกระทรวงภาษาบาลี แต่ทำไมไม่ได้รับเชิญ

 

 

ตอบตามหลักการอันสูงสุดก็เห็นจะเป็นว่า อ๋อ ก็เพราะท่านพระอนิลมานเป็นชาวศากยะ เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ท่านจึงรู้ภาษาพระพุทธเจ้า มากกว่าชาวพุทธไทยที่เป็นเพียงแค่..สาวก พวกเราชาวไทยพุทธ จึงต้องเชิดชูทายาทในราชวงศ์ศากยะให้สูงสุดเท่าที่จะกระทำได้ เป็นเกียรติประวัติสูงสุดสำหรับชาติไทย

 

 

ดังนั้น เมื่อเรามีเลือดเนื้อเชื้อไขของพระพุทธเจ้าอยู่ด้วยเช่นนี้ ก็จำเป็นต้องเชิญท่านอนิลมานมาเป็นกรรมการแต่งภาษาบาลี เพื่อมิให้ผิดเพี้ยนไปจากภาษาของพระพุทธเจ้า ก็ดูสิ ขนาดอ้างว่าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพระพุทธเจ้า ชาวพุทธไทยยังโง่ เอ๊ย ยังเชื่อเลยว่าเป็นเรื่องจริง แม้ว่าปฏิปทาของอนิลมานจะต่างกันท่านพระอานนท์ราวฟ้ากับเหวก็ตาม แล้วกะอีแค่ให้อนิลมานแต่งคาถาภาษาบาลีจะมีอะไรขัดข้อง ถี่ก็ลอดตาช้าง ห่างก็ลอดตาเล็น เป็นเรื่องปกติของสังคมไทยที่ใช้ศรัทธามากกว่าปัญญา

 

 

แต่อย่าถามนะว่า แล้วสมัยสมเด็จพระญาณสังวรเป็นพระสังฆราชยาวนานหลายสิบปีมานั้น ทำไมไม่ตั้งอนิลมานเป็นกรรมการภาษาบาลีด้วย ?

 

 

คำตอบก็อาจจะเป็นอีกว่า สมเด็จพระญาณสังวร สิ้นพระชนม์ไปแล้ว คงตอบแทนพระองค์ไม่ได้ หรือสมัยนั้นยังไม่มีโควิด แล้วจะตั้งอนิลมานเป็นกรรมการได้อย่างไร จริงหรือนายณรงค์ ?

 

 

ตามนี้แหละ จึงเห็นได้ว่า บัดนี้ มีขบวนการ "ขุนอนิลมาน" ให้เป็นใหญ่ในสังฆมณฑล ทั้งตั้งเป็นเจ้าคุณ เป็นเจ้าคณะภาค และเป็นกรรมการของมหาเถรสมาคม จะได้สร้างงานให้พระเณรทั่วไทยได้ใช้เป็นแบบเรียน และเมื่อนั้น อนิลมาน ก็จะกลายเป็น "ครูใหญ่" ของประเทศไทย ในระดับ..ราชบัณฑิต

 

 

เสียดายนิดเดียว ที่มหาเถรสมาคมยังไม่ยอมตั้งอนิลมานให้เป็น..แม่กองบาลีสนามหลวง ซึ่งควรอย่างยิ่ง เพราะถ้าได้อนิลมานมาเป็นแม่กองบาลี ก็จะทำให้การศึกษาภาษาบาลีของคณะสงฆ์ไทย "เป็นการศึกษาภาษาของพระพุทธเจ้า" อย่างแท้จริง

 

 

และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ก็ขอกราบอาราธนา "สมเด็จพระสังฆราช อัมพรมหาเถร" ได้ทรงแสดงสปิริต "ลาออก" จากตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช เพื่อเปิดทางให้ "สมเด็จพระอนิลมาน" ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งแทน ทั้งนี้ เพื่อให้กิจการพระพุทธศาสนาของชาติไทยเรา ได้พัฒนาไปสู่จุดสูงสุด คือร่วมเป็นชนชาติศากยะ ประหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงตั้งพระทัยอยากเป็นพระญาติกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงของเจ้าหญิงจากศากยะมาอภิเษกสมรส และสุดท้ายก็กลายเป็น "ลูกทรพี" ฆ่าล้างโคตรศากยะ จนสูญพันธุ์ไปจากโลก

 

 

อนิลมาน จะเป็นอภิชาติบุตร สร้างชาติไทยให้เป็นศากยะวงศ์อันสูงส่ง หรือจะเป็นลูกทรพีที่ฆ่าล้างโคตรศากยวงศ์จนสูญสิ้น เหมือนพระเจ้าวิฑูฑภะ รับรองว่า ไม่เกิน 10 จากนี้ไป เป็นได้เห็นดำเห็นแดง

 

 

วันก่อน ใช้สำนวน "กินขี้แขก" ไปแล้ว วันนี้ เห็นนายณรงค์อุ้มอนิลมานเข้ามหาเถรสมาคม และมหาเถรสมาคมก็นิยมชมชอบอนิลมาน ชื่นชมผลงานของอนิลมาน สั่งการให้พระภิกษุสามเณรทั่วไทยใช้บทสวดของอนิลมาน นี่ก็เท่ากับทั้ง พศ. ทั้ง มส. ชวนกัน "ดมขี้แขก" เป็นเรื่องแปลกๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

 

 

 

 

 

 

 

 

มหาเถรสมาคม มีมติเห็นชอบให้การใช้ชื่อ "โรคโควิด" เป็นภาษาบาลีว่า "โควิโท"

 

 

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แฟนเพจ ข่าวสารงานพระพุทธศาสนา ได้เผยแพร่เอกสารมติมหาเถรสมาคม สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม เรื่อง การใช้ชื่อ "โรคโควิด" เป็นภาษาบาลี

 

 

โดยมีข้อความระบุว่า ในการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 12/2564 เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 เลขาธิการมหาเถรสมาคมเสนอว่า ตามที่มหาเถรสมาคมได้มีมติครั้งที่พิเศษ 4/2564 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 เห็นชอบให้เจริญพระพุทธมนต์ บทรัตนสูตร เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ประชาชน และความเป็นสิริมงคลต่อประเทศ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 นั้น

 

 

ในการเจริญพระพุทธมนต์ ได้มีการนำบทคาถาไล่โควิด มาเป็นบทเจริญพระพุทธมนต์ดังกล่าว เพื่อให้การใช้ศัพท์ "โรคโควิด" ในบทเจริญพระพุทธมนต์ให้ถูกต้องตามหลักภาษาบาลี และเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศไทย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นควรนำเสนอมหาเถรสมาคมเพื่อโปรดพิจารณา

 

 

ในการพิจารณาการใช้ศัพท์คำว่า "โควิด" เป็นภาษาบาลี สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้อาราธนาพระภิกษุ และเชิญบุคคลเข้าร่วมถวายความเห็นประกอบการพิจารณา ดังนี้

 

 

 

1. พระธรรมราชานุวัตร วัดโมลีโลกยาราม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

 

2. พระเทพศากยวงศ์บัณฑิต วัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

 

3. นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย ผู้แทนสำนักพระราชวัง

 

ที่ประชุมได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง สรุปความว่า คำว่า "โรคโควิด" หรือ "โควิด" เป็นศัพท์เฉพาะ (อสาธารณนาม) ซึ่งเป็นอักษรย่อที่มาจากภาษาอังกฤษว่า "COVID' หรือ Corona Virus Disease เมื่อนำมาเขียนเป็นภาษาบาลี ต้องปริวรรตอักษรเป็นอักษรโรมันที่ใช้เขียนภาษาบาลี และเป็นภาษาบาลีสากล

 

 

โดยเปรียบเทียบกับ ภาษาอังกฤษ เปรียบเทียบกับตัวสะกดในแม่กดในภาษาไทย และเปรียบเทียบกับประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2563 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา หน้า 1 เล่มที่ 137 ตอนพิเศษ 48 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 ว่า "โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โรคโควิด-19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19)

 

 

ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติให้ใช้ศัพท์ว่า "โควิโท" เป็นชื่อ โรคโควิด เป็นภาษาบาลี และ (อสาธารณนาม)

 

 

ข่าว : เดลินิวส์ : 4 มิถุนายน 2564

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264