ตั้งสองอธิการบดี มจร.-มมร. เป็นรองเจ้าคณะภาค

 

จากนายพลกลายเป็นนายพัน กินน้ำใต้ศอกของใคร ?

 

ทำได้แค่นี้ก็ "ยุบทิ้ง" เสียเถอะ มหาเถรสมาคม

 

 

อยู่ไปก็ไลฟ์บอย !

 

 

 

 

 

 

มหาเถรสมาคมประชุมนัดล่าสุด

 

สังฆราชลาประชุม ปล่อยให้สมเด็จจุณฑ์คุมเกม

 

ก็เสร็จเรียบร้อยโรงเรียนวัดบวรซีคะ

 

นัดต่อไปอาจจะตั้งอนิลมานเป็นสังฆราชกิตติมศักดิ์

 

 

 

 

อา..สุดจะฮืออากับวาทะล่าสุดในสภาที่ว่า "ถ้าเขาไม่รักก็กลับบ้านเราเถิดครับ เจ้านาย" แต่จะเป็นเจ้าใดนายใดก็คงไม่ต้องบอก ณ  วันนี้ วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2564 ท่ามกลางวิกฤติการณ์ของชาติบ้านเมืองเรื่อง "โดวิด-19" ซึ่งประชาชนคนไทยก็มุ่งหวังว่ารัฐบาลจะสามารถนำประเทศชาติพ้นความเจ็บความตายไปได้ เพราะนี่ไม่ต่างจากสถานการณ์สงคราม ชาติที่เข้มแข็งเท่านั้นที่อยู่รอด และชาติที่จะเข้มแข็งนั้น ก็เพราะมีผู้นำที่เข้มแข็ง ซึ่งความเข้มแข็งในที่นี้ท่านหมายถึง "มีภาวะความเป็นผู้นำ ที่ฉลาด สามารถ และมีวิสัยทัศน์" หากประเทศชาติขาดผู้นำที่เข้มแข็งดังกล่าว ชาติก็จะอ่อนแอ ประเทศก็จะล่มสลาย ล้มละลาย กลายเป็นชาติกระจอกงอกง่อย ด้อยพัฒนา

 

 

ในอีกด้านหนึ่งนั้น ประเทศชาติก็เหมือนผู้คน คือมีชีวิตจิตใจ จึงต้องการอาหารทางใจให้เข้มแข็งเช่นกัน นั่นคือศาสนา และในประเทศไทยเรานี้ ก็ให้ความสำคัญกับศาสนาถึงกับยกขึ้นเป็น "สถาบันหลัก" หนึ่งในสาม คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ดังนั้น ความดำรงคงมั่นและเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา จึงถือว่าเป็นความมั่นคงและรุ่งเรืองของประเทศไทยไปด้วย

 

 

โดยทั้งนี้ ทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์และรัฐบาลไทย ได้เห็นชอบให้มี "องค์กรพิเศษ" สำหรับปกครองดูแลพระภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนา มีงบประมาณถวาย มียศถาบรรดาศักดิ์ให้เป็นเกียรติยศ เรียกว่าให้สิทธิพิเศษมากมาย จนพระไทยรุ่นหลังเข้าใจไปว่า ตัวเองเป็นบุคคลพิเศษ ทำอะไรก็ได้ ขนาดญาติโยมเอาข้าวปลาอาหารและปัจจัยเงินทองมาให้ ก็ยังต้องกราบไหว้ ถ้าเป็นขอทานละก็ใครจะไหว้ใคร แถมเมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็น "เจ้าคุณ" พระไทยก็ถือว่าตัวเองเป็น "เจ้า" เลยสำคัญตัวเองไปกันใหญ่ ทำอะไรก็ไม่ผิด ถึงผิดก็ไม่เคยรับผิด ชั่วชีวิตเคยรับแต่ชอบ

 

 

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นแผนงานนโยบายอะไรต่างๆ รวมทั้งการปฏิบัติในทุกขั้นตอนของ "มหาเถรสมาคม" จึงไม่มีใครกล้าวิพากษ์วิจารณ์ ขนาดผิดพลาดระดับประเทศ เช่นกรณีธรรมกาย ที่ตั้งให้ "มหาสายชล" เข้ามากินตำแหน่ง "เจ้าคณะภาค 1" ก็หามีใครรับผิดชอบอะไรไม่ อ้างเพียงว่า "สมเด็จสมศักดิ์ตายไปแล้ว" ก็แล้วๆ กันไป สายชลพ้นตำแหน่งไปแบบ "ชั่วไม่มี ดีไม่ปรากฏ" ยังคงกินยศ "ชั้นเทพ" ไปจนตาย แต่กิจการพระศาสนาฉิบหายวายป่วงไปหมดแล้ว

 

 

เมื่อมีการตั้ง "สังฆราช" พระองค์ใหม่ และมีมหาเถรสมาคมชุดใหม่ ชุดพระราชทาน เพราะเป็นพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ประหนึ่งคณะรัฐมนตรี แทนระบบเก่าที่เป็นเพียง "บัญชาสมเด็จพระสังฆราช" เท่านั้น ดังนั้น ผู้คนจึงเชื่อว่า ด้วยศักดิ์และสิทธิ์ที่ได้รับพระราชทาน จะทำให้มหาเถรสมาคมชุดใหม่นี้ มีความเข้มแข็ง เอาจริงเอาจังกับงานพระศาสนา โดยเฉพาะ "การแต่งตั้งโยกย้าย" ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารพระศาสนา มหาเถรสมาคมจะได้ใช้ทั้ง "กฎหมาย พระธรรมวินัย และจารีตประเพณีอันดีงาม" มาเป็นสามประสาน สรรหาบุคคลากรเข้ามาช่วยทำงานพระศาสนา ดังที่สมเด็จพระมหารัชมังคลมุนี (เจ้าคุณธงชัย) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ท่านได้ให้โอวาทแก่เจ้าคณะภาค "พระราชทาน" ชุดแรกไปในวันที่ 14 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา

 

 

 

 

 

 

 

แขกดอย - อนิลมาน

 

 

 

แต่ครั้งนั้น กลับกลายเป็นว่า มีการแต่งตั้งอย่างวิปริตผิดประเพณี คือตั้งให้ พระอนิลมาน ชาวเนปาล ซึ่งอ้างว่าเป็นชาติเชื้อเครือเหง้าของพระพุทธเจ้า เข้ามาเป็น "เจ้าคณะภาค 6-7 ธรรมยุต" กับเขาด้วย วันนี้ พระเณรไทยทั่วโลก ต่างเงี่ยหูคอยฟังว่า มหาเถรสมาคมจะดำเนินการเช่นไรกับพระอนิลมาน จะปลด โยกย้าย หรืออนิลมานจะลาออกเอง เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจในสายเลือดแห่งศากยวงศ์อันสูงส่ง ในสายตาของชาวพุทธทั่วโลก หาไม่ก็จะกลายเป็น "ศากยะเลว" และดึงเอาสายเลือดศากยะที่เหลืออยู่ในโลกอันน้อยนิดนี้ สูญพันธุ์ไปเลย ไม่มีใครเคารพนับถืออีกต่อไป เพราะมิใช่สายพันธุ์แห่งความเสียสละอีกแล้ว แต่เป็นสายพันธุ์แห่งความละโมบโลภมาก ต่างจากปฏิปทาของท่านพระอานนท์อย่างสิ้นเชิง

 

 

ดังนั้น อนิลมาน อย่าได้ชะล่าใจว่า คงไม่มีใครติดใจอะไรอีกแล้ว อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ คงจะเล่นข่าวแค่ 2-3 วัน เท่านั้น อีกไม่นานคงจะเหนื่อยไปเอง คนไทยลืมง่าย ฯลฯ คิดอย่างนี้ถือว่าผิดถนัด อย่าง "กรณีธรรมกาย" นั้น เราเกาะติดสนอข่าวนานถึง 16 ปี ไม่มีหยุด อยากจะเป็น "หมา" ในสายตาของพระไทยทั่วโลกก็ลองดูนะ อนิลมาน บอกได้เลยว่า "กูไม่กลัวมึง"

 

 

 

มาอาศัยแผ่นดินไทยอยู่  อย่าสะเออะมาเป็นเจ้าเป็นนาย

มาอย่างศากยะ ก็ควรอยู่อย่างอริยะ อย่าละโมบโลภมาก

ถึงมหาเถรสมาคมจะแต่งตั้ง  แต่พระไทยไม่ยอมรับ

อยากใหญ่ก็ใหญ่ไป แต่อย่ามาเหยียบบ้านกูก็แล้วกัน

 

 

ถ้าท่านเป็นเชื้อสายศากยะวงศ์จริง ก็ต้องแสดงความบริสุทธิ์ให้สมกับเป็นสายเลือดพระพุทธเจ้า อย่าเอาพระพุทธเจ้ามาหลอกชาวไทยเพื่อให้ได้ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" เหมือนวอตอแหลเลย แค่วาทกรรมกระจอกๆ หลอกคนไทยไม่ได้หรอก จะบอกให้

 

 

ดังนั้น ท่านอนิลมาน ยังมีเวลาพิจารณาตัวเอง อย่าให้ขับไล่ มันจะไม่สวย

 

 

 

เรียนจบด๊อกเตอร์ทุนพระราชทานในหลวง ร.9 จะตายเพราะความโลภก็ลองดู

 

 

 

 

อนิลมาน

(พระเทพศากยวงศ์บัณฑิต)

วัดบวรนิเวศวิหาร

เจ้าคุณสมคิด

(พระเทพวัชรเมธี)

วัดราชบพิธ

ตำแหน่ง

รองอธิการบดี มมร.

เป็นเจ้าคณะภาค 6-7

ตำแหน่ง

อธิการบดี มมร.

เป็นรองเจ้าคณะภาค 6-7

 

 

 

ตั้งรองอธิการบดีเป็นเจ้าคณะภาค

และตั้งอธิการบดีเป็นรองเจ้าคณะภาค

ผลงานบัดซบของคณะธรรมยุต

 

 

 

"กินขี้แขก"

 

 

เป็นสำนวนแดกดันพระไทยสมัยก่อนที่ไปอินเดียและเนปาล

ต้องเจอกับภาพอุจาดบาดตา คือแขกขี้ไม่มีส้วม

แถมทิ้งเรี่ยราด เดินไม่ประมาทก็ยังพลาดเข้าเต็มๆ

พระไทยไปอินเดียและเนปาล จึงถูกขนานนามว่า กินขี้แขก

แต่วันนี้ไม่ต้องไปไกลถึงอินเดียและเนปาลแล้ว

มีแขกมาขี้ให้กินถึงกลางกรุงเทพมหานคร

นอนเอ้เต้อยู่ในวัดบวรนิเวศวิหารบางลำพู

สมเด็จพระวันรัตแทบจะฉันอาหารแขกทุกมื้อ

ติดอกติดใจ ถึงกับนำเสนอมหาเถรสมาคมให้..กินขี้แขก

 

 

 

 

มาดูที่ "ผลการลากตั้ง" ของมหาเถรสมาคมครั้งล่าสุด ซึ่งเพิ่งจะประชุมผ่านไปในวันที่ 30 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ปรากฏว่า คณะธรรมยุต โดย..สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร ในฐานะเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย เจ้าเก่า ได้แต่งตั้งให้ "พระเทพวัชรเมธี" หรือเจ้าคุณสมคิด วัดราชบพิธ ศิษย์ก้นกุฏิของสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงฆ์ มมร. ได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง "รองเจ้าคณะภาค 6-7"

 

 

แต่ครั้นมองไปที่  "เจ้าคณะภาค 6-7" ซึ่งจะต้องเป็น "ผู้บังคับบัญชา" ของเจ้าคุณสมคิด ก็ปรากฏว่าเป็น "อนิลมาน" พระแขกดอยชาวเนปาล สังกัดวัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งอนิลมานนั้นยังมีตำแหน่งในมหาวิทยาลัยสงฆ์ มมร. เป็น "รองอธิการบดี ฝ่ายกิจการต่างประเทศ" ความหมายก็คือ เป็นลูกน้องของเจ้าคุณสมคิดนั่นเอง

 

 

หมายความว่าอย่างไร ?

 

 

อ๋อก็หมายความว่า เดิมมานั้น อนิลมานเป็นลูกน้องของสมคิดเขา แต่วันนี้ สมคิดกลายเป็นลูกน้องของอนิลมาน โดยสลับตำแหน่งกัน ดังนี้

 

 

"สมคิด" เป็นเจ้านายของ "อนิลมาน" ในมหาวิทยาลัยสงฆ์ มมร. แต่เป็นลูกน้องของอนิลมานในสำนักงานเจ้าคุณภาค 6-7

 

 

"อนิลมาน" เป็นเจ้านายของ "สมคิด" ในสำนักงานเจ้าคณะภาค 6-7 แต่เป็นลูกน้องของ "สมคิด" ในสำนักงานอธิการบดี มมร.

 

 

สุดแต่ว่าจะอยู่ที่ไหน ถ้าอยู่ใน มมร. ก็สมคิดเป็นเจ้านาย แต่ถ้าไปที่สำนักงานเจ้าคณะภาค 6-7 วัดบวรนิเวศวิหาร สมคิดก็เป็นลูกน้องของอนิลมาน ตลกไหมล่ะครับท่านผู้ชม

ถามว่าในโลกใบนี้มีอะไรบัดซบไปกว่านี้ไหม ?

 

 

 

เดี๋ยวเป็นเจ้านาย เดี๋ยวเป็นลูกน้อง เดี๋ยวสั่ง เดี๋ยวรับคำสั่ง

 

 

 

ทั้งสมคิดและอนิลมานคงจะงงว่า ตกลงกูเป็นอะไร กูเป็นนายมึง หรือมึงเป็นนายกู หรือใครใหญ่กว่าใคร ถ้ายังไม่หายสงสัย ก็ให้อนิลมานดึงแขนสมคิดเข้าห้องน้ำ เปิดสบงดูให้แน่ใจว่า "ของใครใหญ่" จะได้ไม่ต้องเถียงกันให้อายชาวบ้าน นะ อายกันสองคนก็คงพอ

 

 

จะบอกว่า คณะธรรมยุต ภายใต้การคุมบังเหียนของสมเด็จพระสังฆราชอัมพร วัดราชบพิธ และมีสมเด็จจุณฑ์เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย ได้นำเอาคณะธรรมยุตไปไกลลิบลิ่ว ไม่สวรรค์วิมานก็นรกหุบเหวระดับอเวจีแน่นอน

 

 

ลำพังเอา "อนิลมาน" มานั่งบนหัวพระไทยทั่วประเทศ ก็อัปรีย์แล้ว นี่เอาสมคิดไปมุดหัวใต้สบงอนิลมานอีก สมพระเกียรติศิษย์สังฆราชเลยเชียวล่ะ

 

 

แต่พระวัดราชบพิธท่านคงจะไม่ถือยศถือศักดิ์หรอก ขนาดเงินทองท่านยังไม่จับ แล้วจะจับยศศักดิ์ไว้เพื่ออะไร ดังนั้น เป็นอะไรก็ไม่สำคัญ สำคัญตรงที่ว่า "ไม่ได้เป็น" นี่ละซิ

 

 

 

 

 

 

 

 

เจ้าคุณสมจินต์ ธิการบดี มจร.

 

เจ้าคุณเทียบ คณะบดีคณะพุทธศาสตร์ มจร.

 

ได้เป็นรองเจ้าคณะภาค 5 พร้อมกัน

 

 

 

 

ดูโผเจ้าคณะภาคธรรมยุต ว่ามึนแล้ว หันมาทางมหานิกายก็โอละพ่อ เมื่อมีชื่อ "พระเทพวัชรบัณฑิต - ศ.ดร.พระมหาสมจินต์" วัดปากน้ำ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. ผู้ยิ่งใหญ่ มีบริวารว่านเครือมากมายมหาศาล ระดับแม่ทัพใหญ่ของประเทศไทย เพราะในยุคของ "พระพรหมบัณฑิต-ประยูร" ที่ผ่านมานั้น ได้สร้างสรรค์และขยายงานของ มจร. ไว้อย่างมั่นคงและกว้างขวาง ระดับ "ใหญ่ที่สุด" ในประเทศไทย และก้าวไกลถึงระดับ "อินเตอร์" และด้วยฐานะอันยิ่งยงนั้น เมื่อพระพรหมบัณฑิตตัดสินใจ "วางมือ" จากอธิการบดี แล้วให้ "เจ้าคุณสมจินต์" เข้ามาถือบังเหียนแทน แม้ว่าแต่ไหนแต่ไรมานั้น สำนักวัดปากน้ำ ไม่สนับสนุนกิจการ มจร. สักเท่าใด ดูได้จากตำแหน่งและสมณศักดิ์ของเจ้าคุณสมจินต์เอง ที่อยู่แถวหลังในวัดปากน้ำ เดินตามก้น "มหานิกร" ชาวสุพรรณ มานานโข แต่พอได้เก้าอี้อธิการบดี มจร. มานั่งก้นไม่ทันร้อน "ชั้นเทพ" ก็ลอยลงมาจากนภากาศ ขนาดสมเด็จวัดปากน้ำก็ยังไม่รู้ว่าเจ้าคุณสมจินต์จะได้เป็นชั้นเทพ

 

 

ในความเป็นผู้บริหารการศึกษา "ระดับประเทศและอินเตอร์" นั้น ตำแหน่งอธิการบดี มจร. ถือว่าเป็น "นัมเบอร์วัน" ของประเทศไทย อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นแม่กองธรรม แม่กองบาลี หรืออธิการบดี มมร. ก็ใหญ่สู้เก้าอี้อธิการบดี มจร. ของเจ้าคุณสมจินต์ไม่ได้

 

 

แต่ก็ไม่รู้ว่ามีปมด้อยอะไร เจ้าคุณสมจินต์ ถึงได้เอาเก้าอี้อธิการบดี มจร. ไปซ้อนใต้เก้าอี้แม่กองบาลีของเจ้าคุณสุชาติ ซึ่งยังอยากจะมาแจมกับ มจร. ในตำแหน่งที่ปรึกษาเลย

 

 

นั่นก็ดูประหลาดแล้ว ที่เห็นอธิการบดี มจร. ผู้ยิ่งใหญ่ ไปเป็นเบ๊ให้แก่เจ้าคุณสุชาติ แม่กองบาลีสนามหลวง ฝรั่งมังค่าที่อยู่ในแวดวงการศึกษา ได้เห็นบทบาทของเจ้าคุณสมจินต์ก็ถึงกับงงว่า ตกลงยูเป็นอะไร ใหญ่หรือเล็ก สวมกางเกงตัวใหญ่ระดับอธิการบดีก็มีสง่าราศีดีอยู่แล้ว แล้วนี่นุ่งกางเกงในไว้ข้างนอกโชว์อะไร ?

 

 

 

 

 

 

 

แฟชั่นยอดฮิตของอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย

 

 

 

 

แต่วันนี้ เมื่อมีมติมหาเถรสมาคมออกมา ก็พบว่าบทบาทของเจ้าคุณสมจินต์ "เบี่ยงเบน" ยิ่งกว่าโควิดกลายพันธุ์ เพราะท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็น "รองเจ้าคณะภาค 5" ของเจ้าคุณสุชาติ แม่กองบาลีสนามหลวง อีกด้วย

 

 

ก็เลยกลายเป็นว่า เจ้าคุณสมจินต์ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึง "อธิการบดี" มหาวิทยาลัยสงฆ์ ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ใหญ่ขนาดพระเณรที่จบ ป.9 ในสายเจ้าคุณสุชาติ ยังต้องมาขอเรียนต่อ คือต่อยอด กลับลดตัวเองไปรับตำแหน่ง "เลขานุการแม่กองบาลี" ยังไม่พอ ยังขอเป็น "รองเจ้าคณะภาค 5" ของเจ้าคุณสุชาติอีก

 

 

 

ลดสองขั้นเลย

 

 

 

เลยอยากจะถามว่า ท่านสมจินต์ ไม่ลาออกจากอธิการบดี มจร. ไปเลยล่ะ อยากจะเป็นลูกน้องเจ้าคุณสุชาติเป็นนักเป็นหนาน่ะ เป็นทาสมาแต่ชาติก่อนหรือไร

 

 

นับดูตำแหน่งของ "พระเทพวัชรบัณฑิต" กันนะฮะ ว่าท่านเป็นอัจฉริยะระดับ "วัชรบัณฑิต" จริงหรือไม่อย่างไร

 

 

1. เป็นอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) มีนิสิตนักศึกษาและผู้ใต้บังคับบัญชา "มากที่สุด" ในประเทศไทย และในระดับอินเตอร์นั้น เขาให้ความสำคัญกับตำแหน่งนี้ "มากกว่า" ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชด้วยซ้ำไป ดูแต่ในปัจจุบันนั้น บรรดาพระธรรมทูตที่ปฏิบัติศาสนกิจอยู่ทุกทวีปทั่วโลกนั้น เป็นอดีตนิสิตของ มจร. เสียเป็นส่วนใหญ่ อธิการบดี มจร. เดินทางไปประเทศใด มีพระธรรมทูตรู้จักและต้อนรับมากกว่าสังฆราช ลำพังในประเทศไทยก็ใหญ่กว่าเจ้าคณะหนและเจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศ

 

 

2. เป็นเลขานุการแม่กองบาลีสนามหลวง รับใช้พระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) วัดปากน้ำ เพียงรูปเดียว เพราะตำแหน่งนี้ไม่มีงานอะไรมาก นอกจากการออกข้อสอบ/ตรวจข้อสอบ ปีละ 2 ครั้ง ต่างกับงานในมหาวิทยาลัยที่ต้องบริหารจัดการตลอดทั้งปี ตำแหน่งนี้ ถึงแม้จะเป็นการสนองคุณเจ้าคุณสุชาติที่ให้โอกาส แต่ถึงกระนั้น เมื่อได้เป็นอธิการบดี มจร. แล้ว ก็ควรจะลาออก เพื่อมุ่งมั่นทำงานใหญ่ให้สำเร็จ เป็นเกียรติยศแก่วัดปากน้ำ แต่เจ้าคุณสมจินต์หาได้คิดและทำเช่นนั้นไม่ ยังคงยึดตำแหน่งเอาไว้ ก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร

 

 

3. เป็นรองเจ้าคณะภาค 5 ของพระพรหมโมลี (สุชาติ) เจ้าเก่า หมายถึงว่า นอกจากจะรับใช้ในตำแหน่งเลขานุการแม่กองบาลีที่วัดปากน้ำมาหลายปีแล้ว วันนี้ เจ้าคุณสมจินต์ อธิการบดี มจร. ผู้ฉลาดปราดเปรื่องระดับ "วัชรบัณฑิต" ได้ผันตัวเองลงไปเป็น "รองภาค" รับใช้ในสำนักงานของเจ้าคุณสุชาติอีกต่างหากด้วย

 

 

ถามว่า เป็นอธิการบดี มจร. แล้วไปรับตำแหน่ง "รองภาค" มันสูงขึ้นหรือต่ำลง ?

 

 

และมันจำเป็นอะไรต้องไปเป็น "รองภาค" สำหรับคนระดับ "อธิการบดี มจร." ผู้มีอำนาจและบารมีมากที่สุดในประเทศไทย เป็นใหญ่อยู่ใน มจร. มันยังไม่พอกินหรือ ถึงได้กระเสือกระสนไปเป็นรองภาคกับมหานิกรอีก

 

 

ถ้าจะใช้สูตรเก่าที่ว่า "ตำแหน่งทางการปกครองสำคัญ เป็นบันไดไต่เต้าขึ้นสู่กรรมการมหาเถรสมาคม และสมณศักดิ์ชั้นสูง คือ รองสมเด็จ และสมเด็จ" จะรับตำแหน่งก็คงไม่ว่ากัน แต่ว่าวันนี้ สมการทางการเมืองเรื่องคณะสงฆ์ไทยนั้น เปลี่ยนไปหมดแล้ว การได้สมณศักดิ์ "ชั้นเทพ" มาแบบฟ้าประทานนั้น ก็มิได้เกี่ยวกับตำแหน่งเจ้าคณะภาค/รองภาค หรือกรรมการ มส. แต่อย่างใด แต่ได้เพราะเป็นอธิการบดี มจร. เท่านั้น

 

 

แล้วถามว่า จะไปรับตำแหน่งรองภาคไปทำไม เป็นรองภาคแล้วจะได้อะไร หรือจะทำอะไรได้ แถมถ้าทำอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็จะเบียดบังเวลาในการบริหารกิจการ มจร. ให้ลดน้อยถอยลงโดยอัตโนมัติ สุดท้าย เจ้าคุณสมจินต์ก็จะสาละวนอยู่กับการย้ายก้นไปบนเก้าอี้ "อธิการบดี-เลขาแม่กองบาลี-รองเจ้าคณะภาค" สับสนปนเป จนเอาดีทางไหนไม่ได้แม้แต่ทางเดียว

 

 

และความเป็น "วัชรบัณฑิต" ก็จะกลายเป็น "เพชรในตม" ไร้แสงสดใสในที่สุด

 

 

 

 

 

 

 

 

เจ้าคุณเทียบ กับโอบามา และฮิลลารี คลินตัน

 

 

 

 

ใช่เพียงแค่นั้นนะ มองไปดูข้างๆ ของพระเทพวัชรบัณฑิต ก็พบสิ่งผิดปกติอีกแห่งหนึ่ง นั่นคือชื่อของ "พระราชปริยัติมุนี" ชื่อนี้ฟังดูไม่คุ้น แต่ถ้าบอกว่า "เจ้าคุณเทียบ-วัดโพธิ์" ก็โอ้โหกันทั้งประเทศ เพราะเจ้าคุณเทียบท่านเป็น "อัครราชทูต" ในสมัยท่านประธานาธิบดี บารัค โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา เดินทางมาเยือนประเทศไทย ในปี พ.ศ.2555 ตั้งแต่นั้นมา ชื่อชั้นของเจ้าคุณเทียบ ก็เทียบกับอัครราชทูต ระดับอินเตอร์

 

 

แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้น เจ้าคุณเทียบท่านมีตำแหน่งเป็น "คณะบดีคณะพุทธศาสตร์ มจร." ซึ่งมีพระเทพวัชรบัณฑิต (สมจินต์) เป็นอธิการบดี คือเป็นเจ้านาย เป็นผู้บังคับบัญชาอยู่

 

 

ที่มันดูแปลกๆ ก็คือว่า ในโผรองภาคครั้งล่าสุดนี้ มีชื่อเจ้าคุณเทียบได้รับแต่งตั้งเป็น "รองเจ้าคณะภาค 5" คู่กับเจ้าคุณสมจินต์ อธิการบดี มจร. ด้วย

 

 

มองมุมหนึ่งก็จะเห็นว่า ภาค 5 ของเจ้าคุณสุชาติพระพรหมโมลีนั้น ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดา 18 ภาค และอาจจะครบเครื่องกว่า "เจ้าคณะใหญ่" ทุกหนในประเทศไทย เพราะทั้งตำแหน่งแม่กองบาลีสนามหลวงและตำแหน่งอธิการบดี มจร. รองอธิการบดี มจร. มารวมอยู่ที่ภาค 5 แห่งนี้ที่เดียว

 

 

ทีนี้ว่า เมื่ออธิการบดี มจร. มาเป็นรองภาค 5 รองอธิการบดี มจร. นับสิบๆ รูป ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ก็จะเป็น "ผู้ช่วยเจ้าคณะภาค 5" โดยพฤตินัย เพราะเจ้านายใหญ่เขามาเป็น "รองภาค 5" เห็นอะไรไหม ว่าแม่น้ำสายไหนใหญ่และลึกอย่างไร

 

 

แต่แม้ว่า "เจ้าคุณเทียบ" จะเป็นลูกน้องของเจ้าคุณสมจินต์ใน มจร. ก็อย่าลืมว่า ปัจจุบันนั้น เจ้าคุณเทียบสังกัด "วัดโพธิ์ท่าเตียน" ซึ่งเพิ่งจะได้เจ้าอาวาสรูปใหม่ คือ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ผู้มากบารมี เข้าวังเป็นงานหลัก ถนนทุกสายจึงแทบจะวิ่งไป "วัดโพธิ์" ถ้าไม่ติดโควิด

 

 

ทีนี้ว่า ด้วยบารมีของสมเด็จวัดโพธิ์ ย่อมจะส่งผลให้ "เจ้าคุณสุชาติ-เจ้าคณะภาค 5" แม้ว่าจะอยู่วัดปากน้ำ ก็ต้องเกรงใจ อยากเข้าใกล้สมเด็จวัดโพธิ์ แต่จะไปทำไมให้เหนื่อย ในเมื่อมีสายสัมพันธ์วัดโพธิ์อยู่ใกล้ตัว นั่นคือ ท่านเจ้าคุณเทียบ รองเจ้าคณะภาค 5

 

 

การณ์เป็นเช่นนี้ ชี้ได้เลยว่า ท่านสุชาติ เจ้าคณะภาค 5 จะมอบหมายงานสำคัญให้ท่านเจ้าคุณเทียบ รองภาควัดโพธิ์ "มากกว่า" เจ้าคุณสมจินต์ อธิการบดี มจร. จากวัดเดียวกัน

 

 

นั่นหมายถึงว่า ในตำแหน่ง "รองภาค 5" ที่ได้รับแต่งตั้งคู่กับเจ้าคุณเทียบนั้น เจ้าคุณสมจินต์ถึงจะมีตำแหน่งเป็น "รองหนึ่ง" แต่บทบาทจะรั้งท้าย กลายเป็น "รองบ๊วย" หรือแทบไม่มีบทบาทอะไรเลย เพราะเจ้านายคือเจ้าคุณสุชาติพระพรหมโมลี ก็ยังมีดีกรีอ่อนกว่าเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ของเจ้าคุณเทียบ

 

 

เห็นไหมว่า อำนาจในวงการสงฆ์มัน "ไขว้กัน" ดูที่ตำแหน่งเพียงแห่งเดียวนั้นยังไม่ชัดเจน ต้องดูบริบทอื่นๆ ประกอบด้วย

 

 

อย่างไรก็ตาม การเอาทั้ง "อธิการ" และ "รองอธิการ" มจร. ไปห้อยไว้ในภาค 5 ของเจ้าคุณสุชาตินั้น ถามว่า มหาเถรสมาคมมุ่งหวังอะไร ?

 

 

ถ้ามุ่งหวังผลงาน ก็เห็นๆ กันอยู่ว่า ตำแหน่งภาค 5 นั้น ปกครองจังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก อุตรดิตถ์ และตาก มีศูนย์กลางอยู่ที่ "พิษณุโลก" ซึ่งก็คือพระพุทธชินราช แม้ว่าจะใหญ่ แต่ก็ระดับปานกลาง ยังไม่ถึงระดับภาค 1-7-12 อีกทั้งงานในระดับภาคยุคนี้นั้น จะฉายเดี่ยวไม่ได้เลย ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้นโยบายของมหาเถรสมาคม การเอาทั้งอธิการและคณะบดีคณะพุทธศาสตร์ มจร. ไปกองไว้ในภาค 5 จึงถือว่าไม่สมเหตุสมผล รังแต่จะเป็นการบอนไซให้เจ้าคุณสมจินต์ง่อยเปลี้ยเสียแขนเสียมากกว่า

 

 

คนระดับอธิการบดี มจร. ซึ่งบริหารงบประมาณปีละพันล้าน บริวารว่านเครือนับพันนับหมื่น เรียกว่าบทบาทมากกว่าพระสังฆราช แต่กลับให้เป็นแค่ "รองภาค 5" ถามว่าไม่กระจอกไปหรือ ?

 

 

ถ้าแต่งตั้งกันแบบไม่ดูค่า "เหรียญห้าเหรียญบาท" เช่นนี้ วงการสงฆ์ก็คงไม่ต่างจากวงการเมืองเรื่องตัณหา ประเดี๋ยวก็เป็นนายกรัฐมนตรี โผล่อีกทีมาเป็นรองนายก เจออีกครั้งกลายเป็นฝ่ายค้าน สุดท้ายกลายเป็นนักการเมืองกากๆ ให้รุ่นลูกรุ่นหลานถอนหงอกเล่น เป็นวงจรน้ำเน่า  อุบาทว์ชั่วชาติ เพราะขาดสิ่งเดียว นั่นคือ สปิริต คือความรู้จักอิ่มรู้จักพอ วางตนให้สมฐานะ อิ่มก็ต้องลุก ลาแล้วต้องไป มิใช่อิ่มก็ไม่ยอมลุก ลาแล้วยังไม่ยอมกลับ วนๆ เวียนๆ จนเจ้าของบ้านเขารำคาญพาลขับไล่ ต่อไปก็ไม่มีใครเชิญมาบ้านอีก คนไร้มารยาท

 

 

ที่พูดนี้ไม่ได้ดูถูกภาค 5 แต่เทียบค่าจากบทบาทของอดีตอธิการบดี มจร. คือ พระพรหมบัณฑิต เมื่อไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง "เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" ท่านก็วางมือ เพราะถือว่ามาสูงระดับอินทรีย์แล้ว จะลงไปคลุกดินคลุกฝุ่นอยู่กับนกกระจอกก็ผิดวิสัย เจ้าคุณสมจินต์ ซึ่งเป็นอธิการบดี มจร. จึงควรต้องมีศักดิ์ศรีบ้างว่า ถ้าจะให้ผมเป็น ก็ต้องระดับภาค ไม่งั้นผมไม่รับ มันจึงจะพอฟังว่ามีแรงต่อรองกับเขาบ้าง แต่การยอมรับเป็นรองภาค 5 ดังที่เห็น ก็เท่ากับเป็นการตอกย้ำหลักการบริหารภายในวัดปากน้ำ ที่ต้องให้ความสำคัญกับพระภาคกลางมากกว่าพระสายอีสาน ซึ่งในสมัยหลวงพ่ออาจวัดมหาธาตุนั้น พระภาคกลางนิยมเรียกพระอีสานว่า "พระลาว" เป็นการเหยียดเชื้อชาติของคนชาติเดียวกัน แต่นั่นยังพื้นๆ ยังมีสำนวนเด็ดกว่านั้น พระลาวๆ ในวัดมหาธาตุเขาจำกันแม่น กับสำนวน "ไอ้ลาวตาขาว" ใครพูดกับใคร ถามสิริดูสิครับ

 

 

ความด้อยในถิ่นกำเนิดที่ติดตัวมาแต่เดิม และถูกปลูกฝังในวัดปากน้ำมาอย่างยาวนานนั้น อาจจะทำให้เจ้าคุณสมจินต์ ชาวบุรีรัมย์ ตระหนักว่า "ตัวเองต่ำต้อย" กว่าพระภาคกลาง โดยเฉพาะก็คือ สายสุพรรณ ดังนั้น จึงยอมสุพรรณไปเสียทุกทาง ถ้าเป็นเช่นนั้นก็คงต้องปลงแล้วล่ะ เพราะถือว่าเป็นการสมยอมด้วยอุปนิสัย การศึกษาหรือการพัฒนาอื่นใดยังช่วยไม่ได้ จะป่วยกล่าวไปใย ถามมหานิกร รองภาค 7 ชาวสุพรรณ ดูสิ เห็นชื่อสมจินต์เป็นรองภาค 5 แล้ว มันน่าหัวเราะ 555 นึกว่าเป็นพญาอินทรีย์ ที่ไหนได้ กลายเป็นพญาแร้ง แค่รองภาคห้าก็ติดกับดักแห่งตัณหา ไม่น่าเล้ย..สมจินต์

 

 

 

 

 

 

 

สองอธิการบดี ผู้กินน้ำใต้ศอก

 

บทบาทระดับโลก

 

แต่มีฐานะกระจอกในสังคมสงฆ์ไทย

 

 

 

 

คราวนี้ มาเทียบฐานะระหว่าง "สองอธิการบดี มจร-มมร" ดูบ้าง

 

อธิการบดี มจร. คือ พระเทพวัชรบัณฑิต (สมจินต์) วัดปากน้ำ ยอมตัวลงเป็นเบ๊ให้เจ้านายเก่า คือเจ้าคุณสุชาติพระพรหมโมลี ซึ่งก็รับใช้มาตั้งแต่ในสำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวงแล้วล่ะ มองมุมนี้ก็แทบไม่มีปัญหา ถ้าไม่ติดที่เก้าอี้ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นั่นคือ อธิการบดี มจร. ซึ่งทรงอิทธิพลสูงสุดกว่าสังฆราช การยอมลดฐานะลงเป็นเพียง "รองภาค 5" จึงถือว่าเสียศักดิ์ศรี ไม่มีกำไร แม้จะเป็นการยอมรับใช้เจ้านายเก่าก็ตาม

 

 

แต่มองไปที่ "อธิการบดี มมร." ของเจ้าคุณสมคิด วัดราชบพิธ ดูบ้าง ก็จะเห็นว่า เจ้าคุณสมคิด (พระเทพวัชรเมธี) เป็นเจ้านายของอนิลมานมาแต่เดิม แต่วันนี้ สมคิดกลับยอมลดตัวเองลงเป็น "ลูกน้อง" ของอนิลมาน ซึ่งเป็นลูกน้องใน มจร. แถมสมคิดยังเป็นถึงศิษย์กุ้นกุฏิสมเด็จพระสังฆราช แน่นอนว่าทั้งสถานะวัดและตำแหน่งเดิม ย่อมจะสูงกว่าอนิลมาน ดังนั้น การยอมรับตำแหน่ง "รองภาค 6-7" เป็นลูกน้องของอนิลมานในครั้งนี้ สมคิดขาดทุนป่นปี้ ไม่มีศักดิ์ศรีอธิการบดี มมร. และศิษย์เอกสังฆราชเลย เผลอๆ จะเสียชาติเกิดเอาด้วยซี

 

 

ยกเว้นเหตุผลพิเศษเพียงหนึ่งเดียว คือ เชื่อว่า อนิลมาน เป็นเชื้อสายศากยะของพระพุทธเจ้า จริงๆ จึงยอมได้ทุกอย่าง

 

 

สรุปว่า ทั้งสมจินต์และสมคิด ล้วนติดกับดักแห่ง "เชื้อสาย" สมจินต์ติดเชื้อสายสุพรรณ ขณะที่สมคิดเชื้อสายศากยะ เป็นโควิดคนละสายพันธุ์ แต่อันตรายพอกัน เสียดายว่าทำไมรัฐบาลไทยไม่ฉีดวัคซีนกันโควิดสองสายพันธุ์นี้ให้แก่พระไทย ปล่อยให้ติดเชื้อกันทั่วประเทศไทยได้ไง

 

 

เชื่อว่า ถ้าเป็นชาวสุพรรณบุรีในวัดปากน้ำ และเป็นชาวศากยะในวัดบวรนิเวศวิหาร ก็เป็นเชื้อสายอันบริสุทธิ์ยิ่งกว่าสายอื่นๆ ทุกจังหวัด ทั้งสมจินต์และสมคิด ซึ่งมีเชื้อสายต่ำต้อยกว่า ควรที่จะเทิดทูนบูชา ประหนึ่งว่าสองสายนั้นเป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ เพราะแม้แต่สมเด็จพระสังฆราชวัดราชบพิธ ก็ทรงเห็นชอบด้วย จึงให้ผ่านมหาเถรสมาคมได้ สมเด็จวัดปากน้ำ วัดบวรนิเวศวิหาร หรือที่ไหนๆ ก็คงเห็นเช่นนั้น จึงไม่มีใครทักท้วงอะไร ในเมื่อได้เห็นโผภาคและรองภาค เข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคมถึง 2 ครั้ง 2 คราว

 

 

ชาวไทยเมื่อได้รับทราบ "หลักการและเหตุผล" ของมหาเถรสมาคม ในการตั้ง "พระอนิลมาน" ชาวเนปาล ข้ามชั้นเป็นเจ้าคณะภาค 6-7 แถมซ้ำ ยังเข็นเอา "ศิษย์เอกสังฆราช" วัดราชบพิธ ให้ไปเป็นลูกน้องคอยรับใช้อนิลมานอีก ก็ควรภูมิใจว่า ชาติไทยเรานี้มีโชคดียิ่ง ที่ได้หน่อเนื้อเชื้อไขของพระพุทธเจ้าชาวศากยะมาสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา ที่เคยคิดกันว่า พระพุทธศาสนาเวลานี้มีแต่ความเสื่อมถอยนั้น ก็ต้องเปลี่ยนความคิดมาเป็นความดีใจ ความภูมิใจ ว่าพระพุทธศาสนาในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 10 นั้น เจริญรุ่งเรืองกว่าทุกยุคสมัยในรอบ 2500 ปีที่ผ่านมา เพราะไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยว่า จะมีประเทศเขตใดได้หน่อเนื้อเชื้อศากยะ (บรมพุทธางกูร) มาเป็นผู้นำ เหมือนเราได้ "แขกดอย-อนิลมาน" มาเป็นที่สักการบูชาอยู่ในบัดนี้

 

 

ด้วยความเชื่อเช่นนี้ ก็ชี้ได้ว่า อนาคตอีกไม่ไกล ประเทศไทย คณะสงฆ์ไทย จะได้สมเด็จพระสังฆราช ผู้มีเชื้อสายศากยะวงศ์ อย่างแน่แท้

 

 

และเมื่อนั้น พระไทยทั้งประเทศ ก็จะขอลาออก จากคณะสงฆ์ไทย ให้อนิลมานเป็นสังฆราช ปกครองวัดบวรนิเวศวิหาร แต่เพียงลำพัง

 

 

 

วิปุลฺลํ ปปฺโปตุ พุทฺธสาสนํ   พระพุทธศาสนาจงเจริญ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มหาเถรฯตั้งรองเจ้าคณะภาคธรรมยุต-หนเหนือ

 

 

ที่ประชุมมหาเถรสมาคม(มส.) มีมติเห็นชอบตั้งรองเจ้าคณะภาคคณะสงฆ์ธรรมยุต และหนเหนือ ดัน "เจ้าคุณเทียบ" วัดโพธิ์ ขึ้นรองเจ้าคณะภาค 5

 

 

เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ที่พระตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร มีการประชุมมหาเถรสมาคม(มส.) โดยภายหลังการประชุม นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ในฐานะโฆษก พศ. แถลงผลการประชุม มส. ว่า มส. มีมติแต่งตั้งรองเจ้าคณะภาค ฝ่ายคณะสงฆ์ธรรมยุต ดังนี้

 

 

1. พระราชบัณฑิต (สุดใจ ปสิทฺธิโก) วัดธาตุทอง เป็นรองเจ้าคณะภาค 1-2-3 (ธรรมยุต)

2. พระราชปริยัติบัณฑิต (ถนอม ปณฺฑิโต) วัดสนธิกรประชาราม จ.เพชรบูรณ์ เป็นรองเจ้าคณะภาค 4-5 (ธรรมยุต)

 

3. พระเทพวัชรเมธี (สมคิด จินฺตามโย) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นรองเจ้าคณะภาค 6-7 (ธรรมยุต)

 

4. พระราชธรรมกวี (วราวุฒิ วรวุฑฺโฒ) วัดสัมมาชัญญาวาส เป็นรองเจ้าคณะภาค 8 (ธรรมยุต)

5. พระอมรโมลี (สุภาพ สุภาโว) วัดปทุมวนาราม เป็นรองเจ้าคณะภาค 9 (ธรรมยุต)

6. พระอมรมุนี (ชูชาติ โชติธมฺโม) วัดนรนาถสุนทริการาม เป็นรองเจ้าคณะภาค 10 (ธรรมยุต)

7. พระศรีปริยัติมงคล (นิยม กิตฺติเมธี) วัดลำผักชี เป็นรองเจ้าคณะภาค 11 (ธรรมยุต)

11. พระศรีกิตติเมธี (รุ่งโรจน์ ฐิตโรจโน) วัดเทพนิมิตร จ.ฉะเชิงเทรา เป็นรองเจ้าคณะภาค 12-13 (ธรรมยุต)

12. พระศรีมงคลเมธี (วิชาญ กลฺยาณธมฺโม) วัดจันทน์กะพ้อ จ.ปทุมธานี

13. พระศรีวิสุทธิญาณ (เนรมิต ธมฺมวีโร) วัดราชาธิวาส เป็นรองเจ้าคณะภาค 16 (ธรรมยุต) 

14. พระราชวินยาภรณ์ (เปลี่ยน โชตฺยาวตฺโต) วัดบุรณศิริมาตยาราม เป็นรองเจ้าคณะภาค 17-18 (ธรรมยุต)

 

 

 

นายสิปป์บวร กล่าวต่อไปว่า มส. ยังเห็นชอบแต่งตั้งรองเจ้าคณะภาค ฝ่ายคณะสงฆ์มหานิกาย ในเขตปกครองคณะสงฆ์หนเหนือ ดังนี้

 

พระเทพมุนี (ประชัน ฐิตปญฺโญ) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และพระเทพปัญญาภรณ์ (ริด ริตเวที) วัดตากฟ้า จ.นครสวรรค์ เป็นรองเจ้าคณะภาค 4

 

พระเทพวัชรบัณฑิต (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และพระราชปริยัติมุนี (เทียบ สิริญาโณ) หรือ เจ้าคุณเทียบ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เป็นรองเจ้าคณะภาค 5

 

พระราชปัญญาภรณ์ (สิงห์คำ ชยวํโส) วัดนางชี และพระอุดมบัณฑิต (สมศักดิ์ สุทฺธิญาณเมธี) วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม  เป็นรองเจ้าคณะภาค 6

 

พระธรรมเสนาบดี (ธงชัย สุวณฺณสิริ) วัดพระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ และพระราชวิสุทธิเวที (นิกร มโนกโร) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นรองเจ้าคณะภาค 7

 

ส่วนการแต่งตั้งรองเจ้าคณะภาค ของเขตปกครองคณะสงฆ์หนกลาง ตะวันออก และใต้นั้น  เจ้าคณะใหญ่แต่ละหน จะมีการทยอยพิจารณาเพื่อเสนอเข้าที่ประชุม มส. ต่อไป

 

 

 

 

 

ข่าว : เดลินิวส์ : 1 มิถุนายน 2564

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264