อนิลมาน

 

 

ศากยวงศ์จากเนปาล หรือ แร้งจากหิมาลัย

 

บินมาไกลถึงเมืองไทย กินทุกอย่างที่ขวางหน้า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สอนเรื่องสันโดษ

 

แต่ตัวเองกลับเพิ่มพูนด้วยยศ ทรัพย์ และอำนาจ

 

สันดานเดียวกับ ว.ตอแหล

 

 

 

 

มีเรื่องเล่าในแวดวงพระเณรวัดสุทัศน์เสาชิงช้า เกี่ยวกับอดีตเจ้าอาวาส คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จนฺทสิริ) ซึ่งเป็นชาวพระนครศรีอยุธยา โดยสมเด็จเสงี่ยมนั้น ว่ากันว่าท่านมีบุคลิกเป็นคนโบราณ พูดมึงพูดกูเหมือนหลวงพ่อคูณ แตกต่างจากหลวงพ่อไสว (พระวิสุทธาธิบดี) วัดไตรมิตร ซึ่งเป็นเจ๊ก จึงนิยม "พูดลื้อพูดอั๊ว" มากกว่า

 

 

คราวหนึ่ง สมเด็จเสงี่ยมกำลังนั่งรับแขก ก็มีพระแปลกหน้าเข้ามาหา กราบพลางรายงานตัว (โดยที่ไม่ทันได้ถาม) ว่า "ผมเป็นคนอยุธยาครับ หลวงพ่อ"

 

 

สมเด็จเสงี่ยม ท่านหันมาถามทันทีว่า "อยุธยามี 2 พวก คือพวกดีกับเลว คุณเป็นอยุธยาพันธุ์ไหน" ซึ่งคำว่า "เลว" นั้น บางท่านเล่าเป็นสำนวน "ตัวเงินตัวทอง" ไปโน่น

 

 

ต่อจากนั้นไม่มีใครจำว่าพูดอะไรกันอีกบ้าง

 

 

แต่เป็นจุดแตกต่างระหว่าง "คนอยุธยา" ด้วยกัน ซึ่งหลวงพ่อสมเด็จเสงี่ยมท่านแยกแยะไว้อย่างชัดเจนมานานแสนนาน และกลายเป็นตำนานอมตะทั้งในวัดสุทัศน์และในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 

 

ดังนั้น อย่าได้อ้างอยุธยามั่วๆ ประเดี๋ยวจะโดนนักเลงอยุธยาสวนปลายคาง เหมือนหลวงพ่อสมเด็จเสงี่ยมถามนั่นแหละ ได้เรื่องเชียว !

 

 

 

 

 

 

 

ผม-อนิลมาน เป็นชาวศากยะ

 

 

 

กรณีที่ "พระอนิลมาน" อ้างว่า "ตัวเองเป็นชาวศากยะ" สืบเลือดเนื้อเชื้อไขศากยวงศ์ของสมเด็จพระโคดมพุทธเจ้า พระบรมศาสดาในพระพุทธศาสนา ผ่านทางสายท่านพระอานนท์พุทธอนุชา เมื่อได้มาถึงเมืองไทยแล้ว ก็ได้รับการเคารพยกย่องจากชาวไทย (ที่ไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้า) ได้รับสักการะสัมมานะ คือยกย่องอุปถัมภ์ค้ำชูอย่างหรูหรา ทั้งได้อยู่วัดบวรนิเวศวิหาร พระอารามหลวงอันดับหนึ่งของประเทศไทย ได้รับทุนการศึกษาจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทรงเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้อีกต่างหาก ได้รับทุนจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 ไปศึกษาจนจบปริญญาเอกจากประเทศอังกฤษ ครั้นกลับมาก็มีตำแหน่ง "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง" รองรับ หลังจากนั้นก็ได้รับยศถาบรรดาศักดิ์ ก้าวกระโดดล้ำหน้าพระไทยทั่วประเทศ เป็นชั้นเทพ และล่าสุดก็ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง "เจ้าคณะภาค 6-7" ก็สรุปว่า ยศ ทรัพย์ และอำนาจ ได้ไหลไปหา "พระอนิลมาน" ซึ่งมีคุณสมบัติวิเศษสุด ดังกล่าว อย่างเนืองแน่น มากกว่าพระไทยทั้งประเทศ

 

 

คุณสมบัติสำคัญที่ว่านั้นก็คือ ความเป็นศากยะ เป็นเชื้อพระวงศ์ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะผ่านทางท่านพระอานนท์หรือไม่ก็ตาม ก็ถือได้ว่าเป็นชาวศากยะทั้งสิ้น

แต่การอ้างว่า "เป็นชาวศากยะ" นั้น ดูจะเป็นการ "ตีขลุม ตีกิน หรือตีเนียน" ไปหน่อย ปล่อยไว้นานไป ใครๆ ก็อาจจะเข้าใจว่า "ศากยะดีทุกคน" ดังนั้น จึงควรใช้ "หลักการ" ของหลวงพ่อสมเด็จเสงี่ยม วัดสุทัศน์ ซึ่งแยกชาวอยุธยาไว้ 2 ประเภท ดังกล่าวข้างต้น มาเป็นบรรทัดฐาน

 

 

ถามว่า ในพุทธประวัติและอนุพุทธประวัตินั้น มีชาวศากยะอยู่กี่ประเภท ก็ตอบตามสมเด็จเสงี่ยมว่า "มีทั้งศากยะดีและศากยะเลว"

 

 

พระโคดมพุทธเจ้า พระบรมศาสดาในพระพุทธศาสนา เป็นโมเดลของชาวศากยะที่ประเสริฐ (เหนือกว่าคำว่าดี) นอกนั้นยังมีพระสาวกชาวศากยะดีๆ อีกจำนวนมาก กล่าวได้ว่า มีชาวศากยะดีมากกว่าเลว

 

 

 

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีศากยะเลวๆ เลย ตัวอย่างมีมากมาย อาทิเช่น

 

 

เทวทัตศากยะ พระเทวทัตเป็นชาวศากยะในเมืองเทวทหะ มีพระขนิษฐา (น้องสาว) พระนามว่า "ยโสธรา-พิมพา" ซึ่งได้อภิเษกสมรสกับเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งภายหลังได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเทวทัตจึงเป็นทั้งชาวศากยะ เป็นทั้งพระญาติผู้ใหญ่ ของพระพุทธเจ้า แต่กลับกลายเป็นมารผจญพระพุทธองค์ ถึงกับลงมือสังหารทำอนันตริยกรรม ทำพระโลหิตให้ห้อ (เลือดพระบาทออก) จนพระพุทธองค์อยู่กรุงราชคฤห์ไม่ได้ ต้องย้ายไปประทับที่กรุงสาวัตถี เป็นเวลานานมากที่สุดในพระชนม์ชีพ

 

 

อุปนันทศากยะ เป็นชาวศากยะเช่นกัน เมื่อบวชแล้วมีคุณสมบัติดีเด่น คือเป็นนักเทศน์ฝีปากเอก (พระธรรมกถึก) มีแนวการเทศน์ที่ลึกซึ้งกินใจ เน้นไปทาง "ความเสียสละและสันโดษ" แต่ปรากฏว่าตัวเองกลับมักมาก สอนเขาอย่าง ตัวเองทำอีกอย่าง สะสมกัณฑ์เทศน์เป็นผ้าจีวรพะรุงพะรัง ถึงขนาดมีเกวียนใส่ผ้าไตรเป็นการเฉพาะ

 

 

ติสสะศากยะ รูปนี้มีประวัติเป็นถึง "ลูกผู้พี่" ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเป็นโอรสของพระเจ้าป้าของพระพุทธองค์ ท่านออกบวชเมื่อแก่แล้ว แต่ก็แบกเอายศศักดิ์แห่งศากยะเข้าโบสถ์ด้วย โดยมองว่า พระพุทธเจ้าเป็นชาวศากยะ และอาตมาก็เป็นพระญาติผู้ใหญ่ จึงมีสิทธิ์เหนือใครที่ไม่ใช่ศากยะ ไม่ยอมเคารพนบไหว้ผู้ใด อะไรๆ ก็จะเอาก่อน ไม่พอใจใครก็ไปฟ้องพระพุทธเจ้า แบบว่าเล่นพรรคเล่นพวกสุดๆ พระสงฆ์องค์เณรได้แต่เอือมระอา แต่ก็ทำอะไรแกไม่ได้ เกรงใจพระพุทธองค์ เหมือนพระไทยทั่วประเทศ "เกรงใจ" ในราชสำนัก ที่เลื่อมใส "อนิลมาน" ในบัดนี้นี่แหละ

 

 

ถามตามสมเด็จเสงี่ยมว่า ท่านอนิลมานเป็นศากยะพวกไหน ? ดีหรือเลว ?

 

 

ถ้าดี, ก็ขอถามว่า ศากยะที่ดีนั้น ควรมีศีลาจารวัตรเช่นใด ต้องมียศ ทรัพย์ และอำนาจ ในเมืองไทยหรือไม่ ?

 

 

ยิ่งท่านอนิลมานอ้างว่า "สืบเชื้อศากยะมาทางสายท่านพระอานนท์" แม้ว่าเราจะไม่สามารถเช็ค "ดีเอ็นเอ" ของพระอนิลมานเทียบกับท่านพระอานนท์ได้ก็ตาม (เพราะไม่มีดีเอ็นเอของพระอานนท์หลงเหลือในโลก มีแต่คำกล่าวอ้าง) แต่ก็ยังมีดีเอ็นเออีกประเภทหนึ่ง ซึ่งสำคัญกว่าสายเลือด นั่นก็คือ ปฏิปทา ของท่านพระอานนท์ มีปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ในพระไตรปิฎกอย่างชัดเจน สามารถนำมาเป็นตัวชี้วัดมาตรฐานความเป็น "ศากยะ" สายพระอานนท์ได้ดีที่สุด ตามหลักการที่ว่า "น ชจฺจา วสโล โหติ น โหติ พฺราหฺมโณ กมฺมุนา วสโล โหติ กมฺมุนา โหติ พฺราหฺมโณ" ซึ่งสรุปความได้ว่า จะเป็นคนดีหรือเลวก็เพราะการกระทำ หาใช่เพราะชาติกำเนิดแต่อย่างใดไม่

 

 

ทั้งนี้ ก่อนเข้ารับตำแหน่ง "พระพุทธอุปัฏฐาก" ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ท่านพระอานนท์ ได้ทูลขอพร 8 ประการ แต่เป็น "ข้อห้าม" ถึง 4 ข้อด้วยกัน ได้แก่

 

 

1. ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า อย่าได้ประทานผ้าจีวรอันประณีตแก่ข้าพระองค์ (ไม่รับผ้าดี)

 

2. ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า อย่าได้ประทานอาหารบิณฑบาตอันประณีตแก่ข้าพระองค์ (ไม่รับอาหารดีๆ)

 

3. ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า อย่าได้อนุญาตให้ข้าพระองค์อยู่ร่วมในพระคันธกุฎีเดียวกัน (ไม่อยู่ในที่พักดีๆ)

 

4. ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า อย่าได้พาข้าพระองค์ไปในที่นิมนต์ (ไม่ไปงานเดียวกับพระพุทธเจ้า)

 

 

ท่านพระอานนท์ "ทูลขอพร" ก่อนจะรับตำแหน่งเป็นข้อแม้และข้อห้ามไว้ดังนี้

 

 

การเข้ามารับตำแหน่ง "พระพุทธอุปัฎฐาก" เป็นทั้งพระเลขา ทั้งผู้ดูแลส่วนพระองค์ จนตลอดชีพนั้น ท่านพระอานนท์ไม่ได้อะไรที่เป็นลาภสักการะเลย

 

 

นี่เป็นโมเดลของพระเลขา ซึ่งในประเทศไทยยังไม่เคยมีใครขอแบบพระอานนท์เลย มีแต่รับเงินรับงานก่อนเจ้านายด้วยซ้ำ

 

 

พระอานนท์ท่านเกรงคำครหาว่า "รับตำแหน่งเพราะเห็นแก่อามิสสินจ้าง" จึงต้องตั้งกติกาไว้ป้องกันในภายหน้า ถือได้ว่าเป็นพรอันประเสริฐ ที่มิได้ขอเพื่อเอา แต่เป็นการขอเพื่อ..ไม่เอา

 

 

เมื่อท่านพระอนิลมาน อ้างว่ามีเชื้อสายท่านพระอานนท์ แต่กลับมีประวัติ "สวนทาง" กับท่านพระอานนท์โดยสิ้นเชิง คือเอาทั้งทุน ทั้งตำแหน่ง ทั้งยศศักดิ์ และล่าสุดก็รับตำแหน่ง..เจ้าคณะภาค 6-7

 

 

นี่ถามว่า มีเชื้อศากยะของพระอานนท์จริงหรือ หรือว่าเป็นแต่เพียงเลศอ้าง ?

 

 

ถ้ามิใช่เชื้อสายพระอานนท์จริง พฤติกรรมของพระอนิลมานวันนี้ ก็คงมิใช่ศากยะที่ดี แต่อาจจะเป็น "อีแร้งหิมาลัย" ไปแทน

 

 

แน่นอนว่า มาตรว่า สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร จะโปรดปรานท่านอนิลมานเพียงใด จึงสนับสนุนให้มียศถาบรรดาศักดิ์และตำแหน่งมากมาย เพราะในความเป็น "เชื้อสายศากยะ" ที่ท่านอนิลมานนำมาอ้างนั้น ชาวไทยทั่วประเทศ ล้วนแต่เลื่อมใส ประหนึ่งได้หน่อเนื้อเชื้อไขของพระบรมศาสดามาเป็นเนื้อนาบุญ

 

 

แต่การเป็นเนื้อนาบุญอันเป็นต้นแบบนั้น ควรเป็นเช่นไร ระหว่างความละโมบโลภมาก รับเอายศ ทรัพย์ อำนาจ ไม่มีจำกัด เหมือนพระอุปนันทศากยะ กับความสันโดษเจียมเนื้อเจียมตัว ตั้งข้อห้ามกีดกันตนเองจากลาภสักการะ เหมือนท่านพระอานนท์ คนเรียนจบด๊อกเตอร์ระดับอนิลมานอ่านหนังสือไม่ออกหรือไร ว่าต้องทำตัวอย่างไร ?

 

 

จึงขอนำเอา "คำนิยาม" ของสมเด็จพระพุฒาจารย์-เสงี่ยม วัดสุทัศนเทพวราราม เสาชิงช้า มาเป็นคำปุจฉาต่อ ท่านพระเทพศากยวงศ์บัณฑิต (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) ผู้มีเชื้อสายศากยะอันบริสุทธิ์หลงเหลือเพียงกลุ่มเดียวในโลกว่า

 

 

ท่านอนิลมานเป็นศากยะสายพันธุ์ไหน ในระหว่างสายเทวทัตกับสายพระอานนท์

 

 

หรือพูดแบบหลวงพ่อสมเด็จเสงี่ยมก็คือว่า เป็นศากยะดีหรือศากยะเลว

 

 

ถ้าเป็นศากยะดี ก็ควรต้อง "ลาออก" จากตำแหน่งต่างๆ ที่มีอยู่และกำลังจะได้รับ ตามปฏิปทาของท่านพระอานนท์

 

 

เพราะถ้าหากยังฝืนรับและครอบครองไว้ ก็แสดงว่ามิใช่ศากยะที่ดี แน่นอน

 

 

อย่าให้เชื้อสายศากยะที่เหลือเพียงน้อยนิดนั้นกลายเป็นพันธุ์ไม่พึงประสงค์เลย

 

 

 

มีบทสนทนาของพระวัดสุทัศน์อีกด้วยว่า

 

หลังจากทราบว่า มีบัญชาพระสังฆราชตั้ง "อนิลมาน" เป็นเจ้าคณะภาคแล้ว หลวงตาแดงกับหลวงตาดำก็นั่งคุยกัน โดยหลวงตาดำเพื่อนหลวงตาแดง ได้พูดขึ้นว่า

 

 

"ไหมล่ะ กูว่าแล้ว

พระไทยมั่วแต่กัด เอ๊ย ทะเลาะกัน

แขกเลยคาบไปแดกหมด หมดกัน"

 

 

หลวงตาแดง ได้แต่ทำตาแดงๆ เหมือนนกกะปูดตาแดง น้ำแห้งก็ตาย

 

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 19 พฤษภาคม 2564

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264