เปิดตำนาน 3 กุมารทอง วัดบวร

 

 

ใช้เส้น ใช้สาย เข้าสู่อำนาจ

 

ดูสารรูปแล้ว โหงวเฮ้งรัฐมนโท

 

โดนโห่ก่อนขึ้นเวที หมดศักดิ์ศรีวัดสังฆราช

 

 

 

 

 

พระราชรัตนมงคล

(มนตรี อภิมนฺติโก)

พระราชสารโกศล

(วงศ์ไทย สุภวํโส)

พระเทพศากยวงศ์บัณฑิต

(อนิลมาน ธมฺมสากิโย)

 

 

 

 

วัดบวรนิเวศวิหาร วัดหลักของคณะธรรมยุต และเป็นดุจศูนย์กลางคณะสงฆ์ไทย เพราะเจ้าอาวาสวัดนี้ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช "มากที่สุด" ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา

 

 

 

ปัญหาหนึ่ง ซึ่งเราได้พบเจอกันบ่อยในวงการสงฆ์ นั่นคือ การหยิบยื่นอำนาจในการบริหารการปกครอง รวมทั้งยศถาบรรดาศักดิ์ ให้แก่บริวารว่านเครือของผู้มีอำนาจ ซึ่งเข้าใจว่าตัวเองเมื่อได้เป็นสังฆราช หรือเป็นเจ้าคณะใหญ่แล้ว ก็คือเจ้าของพระศาสนา ดังนั้น จะเอาหมู เอาหมา หรือเอาแมว มาตั้งเป็นเจ้าคุณมีตำแหน่งใดๆ ก็ได้ ให้มียศมีศักดิ์สูงส่งและมีอำนาจทางการปกครองคณะสงฆ์ไทย ทำเหมือนกับว่าพระเณรไทยทั่วประเทศนั้นเป็นขี้ข้า ไม่มีปากมีเสียง เถียงหรือคัดค้านเป็นโดนลงอาญา เหมือนกรณี "ปลดทีละ 7" ที่วัดหลวงพ่อโสธร เป็นผลงานอมตะของ "เจ้าคุณเสนาะ" ผู้ยิ่งใหญ่ มีตัวอย่างมากมาย ทั้งในฝ่ายธรรมยุตและมหานิกาย อาทิเช่น

 

 

"พระครูสมุห์สรศักดิ์-เจี๊ยบ" พระครูฐานานุกรมของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ) ผู้เกรียงไกร ก็สร้างผลงานเน่าเหม็นวัดมหาธาตุในตอนหลวงพ่ออาจได้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สังฆราช พระครูเจี๊ยบถูกจับเพราะทำตราตั้งพระอุปัชฌาย์เถื่อน ถือวิสาสะเอาตราตั้ง "สังฆราช" ของสมเด็จอาจมาปั๊มจำหน่าย อ้างว่าเพื่ออำนวยความสะดวก ใครๆ ก็อยากเป็นพระอุปัชฌาย์วิสามัญ เพราะหากินได้ไม่จำกัดพื้นที่ทั่วไทย เป็นใบเบิกทางชั้นดี นี่ไง ฉ้อฉลระดับก้นกุฏิสังฆราชก็ยังทำกันมาแล้ว

 

 

พอผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชย้ายมาวัดสระเกศ "เจ้าคุณเสนาะ" เด็กก้นกุฏิสมเด็จเกี่ยวก็ผงาด กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในวงการสงฆ์ ครองตำแหน่งนับสิบๆ แต่สุดท้ายกลายเป็น "ผูกคอตาย" แบบสิ้นคิด เออเกือบไปแล้วหนอประเทศไทย เกือบได้คนสิ้นคิดเป็นสังฆราชแล้ว ถ้าเสนาะได้เป็นใหญ่สูงกว่านี้ รับรองว่ามีพระไทยผูกคอตายค่อนประเทศ เพราะตอนเสนาะเป็นใหญ่ ก็เห็นไปกราบไหว้ เรียกพระเดชพระคุณกันล้นกุฏิ เจ้าคุณเสนาะว่าอย่างไรก็เออออห่อหมก เห็นดีเห็นงามตามกันไปหมด เรื่องประจบสอพลอต้องยกให้พระไทย ไม่เป็นสองรองใครในโลก

 

 

ถัดจากนั้น ตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ก็ย้ายไปวัดปากน้ำ "ตุ๊แป๊ะ" ศิษย์ก้นกุฏิสมเด็จช่วงก็รุ่งเรือง ได้เป็นเจ้าคุณชื่อโก้เก๋ "พระมหาศาสนมุนี" โดยไม่มีวุฒิเปรียญ เทียบชั้นธัมมชโย พร้อมกับตำแหน่ง "กรรมการหมู่บ้านศีลห้า" ตอนนั้นพระมากมายทุกสายต่างโก่งคอขันเรียก "ท่านแป๊ะ-บิ๊กแป๊ะ-ป๋าแป๊ะ" แต่ปรากฏว่าพอโดนคดีรถโบราณเข้า ก็ทิ้งผ้าเหลืองหายหน้าไปจนบัดนี้

 

 

ล่าสุด ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ย้ายไปวัดราชบพิธ "พระราชรัตนดิลก" หรือเจ้าคุณประกอบ ศิษย์ก้นกุฏิสมเด็จพระสังฆราชอัมพรอีกรูปหนึ่ง ก็ผ้าเหลืองร้อน สลัดทิ้งไปในปลายปี 63 แบบไปไม่ลามาไม่ไหว้ เพราะหนีไปสึกไกลถึงนครศรีอยุธยา ดูเหมือนว่าพระวัดราชบพิธจะไม่มีใครสามารถสึกให้ได้ ถึงได้ไถลไปไกลถึงอยุธยา รู้ถึงไหนก็อายไปถึงนั่น จนทุกวันนี้ยังหาสาเหตุไม่พบว่าสึกเพราะอะไร ปิดกันเงียบ ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิด วัดราชบพิธก็ทำมาแล้ว

 

 

ไม่รู้ว่าพระพวกนี้ได้ดิบได้ดีได้อย่างไร เอาคุณสมบัติอะไรมาใช้เป็นเกณฑ์ในการแต่งตั้งให้เป็นใหญ่เป็นโต ที่สำคัญก็คือ ไม่มั่นคงในพระธรรมวินัย เกิดปัญหาอะไรก็ลาสิกขา ถ้าเป็นถึงระดับเลขาคนสนิทสังฆราชยังลาสิกขา แล้วพระเณรทั่วไปล่ะ จะมั่นคงในพระธรรมวินัยได้สักกี่รูป นี่ยังดีที่ไม่ดึงสังฆราชสึกไปด้วย เอวังเลยล่ะประเทศไทย

 

 

หลุดหลัดๆ หลุดเห็นๆ หลุดตำตา พร้อมกับพิธีมอบบัญชาสมเด็จพระสังฆราชไปเมื่อวาน ก็เขาล่ะ "มหาสายชล-พระเทพสุธี" เจ้าคณะภาค 1 วัดชนะสงคราม ผู้มากด้วยอำนาจวาสนาและบารมีมาแต่ชาติปางก่อน ก้าวกระโดดขึ้นมาครองอำนาจในภาค 1 ด้วยคุณสมบัติเหนือระดับอภินิหาร คือเป็นทั้งหลานและศิษย์ก้นกุฏิของ "สมเด็จนิยม" วัดชนะสงคราม ซึ่งครองตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางมาก่อนสมเด็จสมศักดิ์และสมเด็จธงชัย (สมัยนั้นสมเด็จนิยมใหญ่กว่าสมเด็จเกี่ยวและสมเด็จช่วง) ขนาด "เจ้าคุณมีชัย" ผู้มากบารมีแห่งวัดหงส์ ยังต้องยอมเดินตามท่านสายชลหนึ่งก้าว ยอมเป็นรองให้ท่านสายชลใช้ วาสนาของท่านสายชลจึงไม่ธรรมดา ถามท่านมีชัยเจ้าคณะภาค 1 ดูสิ ว่าเคยเป็นลูกน้องใคร ?

 

 

สมัยนั้น ใครจะไปวัดชนะสงครามเข้าหาสมเด็จมหานิยม ก็ต้องผ่าน "ท่านสายชล" ถ้าสายชลไม่ให้ผ่านก็ไม่ได้พบสมเด็จ เป็นแบบเดียวกันนี้ทั่วไทย ทั้งวัดสระเกศ (ผ่านท่านเหนาะ) วัดปากน้ำ (ผ่านบิ๊กแป๊ะ) และพอตำแหน่งภาค 1 ว่าง สายชลจะขอเป็นมั่ง ก็ไม่มีใครกล้าคัดค้าน เพราะติดหนี้บุญคุณท่านสายชลมาก่อน กลัวโดนทวงหนี้ รายชื่อมหาสายชลจึงผ่านมหาเถรสมาคมฉลุย ไม่มีใครค้านแม้แต่รูปเดียว ธรรมยุตก็อ้าง เรื่องของมหานิกาย เราไม่เกี่ยว ถ้าเรื่องของเรา มหานิกายก็ห้ามยุ่ง ส่วนมหานิกายก็พยักหน้าตามกันไป เอาผู้ใหญ่ว่า ถึงคุณสมบัติไม่ครบก็ไม่เป็นไร ผู้ใหญ่เห็นชอบแล้วเป็นใช้ได้ พระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์ไม่มีใครยึดถือ นี่หรือคือมหาเถรสมาคมที่น่ากราบไหว้ เปล่าเปลี่ยวหัวใจแท้คณะสงฆ์ไทย แล้วเป็นไง ผลงานอมตะของมหาสายชล แค่ธรรมกายเรื่องเดียวก็เหลือกินเหลือใช้ ฟาดหัวฟาดหาง เล่นงานสมเด็จช่วงจนร่วงจากสวรรค์ กรรมการ มส. อีกหลายรูป ต้องติดคุกติดตะรางกลับมาห่มผ้าเหลืองไม่ได้ เพราะใคร ? หากมิใช่ผลงานการบริหารการปกครองของ..มหาสายชล องค์รัชทายาทของสมเด็จนิยม

 

 

ถามว่าทางฝั่งธรรมยุตมีไหม โหเพียบ ! เด็กเส้นเด็กสายเดินกันวุ่นวาย โดยเฉพาะในวัดบวรนั้นเหมือนมีโรงงานผลิตกุมารทอง โผล่ออกมาทุกยุคสมัยไม่เคยขาด จากมนตรีมาถึงวงศ์ไทยก็นึกว่าคงจะหมดองค์รัชทายาทแล้ว ที่ไหนได้ "อนิลมาน" อวตารมาจากเนปาล แบกบุญหนักศักดิ์ใหญ่ระดับ "เลือดเนื้อเชื้อไขพระพุทธเจ้า" เข้ามากินทุกสิ่งที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็นทุนการศึกษาหลวง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง เจ้าคุณ 3 ชั้น และล่าสุดก็..เจ้าคณะภาค 6-7 ครองอาณาเขตตั้งแต่แม่น้ำกกถึงแม่น้ำปิง ยิ่งใหญ่น้องๆ สังฆราช ขอนำเสนอ "เด็กเส้นวัดบวร" ดังต่อไปนี้

 

 

 

 

 

 

มนตรี

 

 

 

1. พระราชรัตนมงคล (มนตรี อภิมนฺติโก น.ธ.เอก ประโยค 1-2) วัดบวรนิเวศวิหาร

 

 

วันที่ 8 ธันวาคม 2546 จู่ๆ ก็มีพระลิขิตสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ส่งถึง พล.ต.ท.อุดม เจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แต่งตั้งให้ "พระราชรัตนมงคล" อายุ 43 พรรษา 23 เรียนจบนักธรรมเอก บาลีประโยค 1-2 (ไม่ทันได้เป็นมหา เพราะมหาต้องได้ประโยค 3 ขึ้นไป) ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม อันเทียบได้กับรัฐมนตรีในทางสงฆ์

 

 

พระบัญชาของสมเด็จพระญาณสังวรฉบับดังกล่าว กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต กระทบทั้งคณะสงฆ์และรัฐบาล เถียงกันวุ่นวายทั้งเรื่องคุณสมบัติของเจ้าคุณมนตรี หรือแม้กระทั่งที่มาของพระลิขิตว่าผิดปรกติ บ้างก็ว่าปลอม แม้ว่าในตอนท้าย ทางพระเทพสารเวที (บุญยนต์ ปุญฺญาคโม) เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้ขอพระลิขิตดังกล่าวคืน ทำให้เรื่องระงับไป แต่ก็กลายเป็นประเด็นให้ "รัฐบาลทักษิณ" ทำการ "พักงานสังฆราช" ตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชแทน ในันที่ 13 มกราคม 2547 (หลังมีพระบัญชาเพียง 1 เดือน) คนเซ็นตั้งก็คือรองนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ "วิษณุ เครืองาม" คุ้นหูบิ๊กตู่เลย

 

 

จากเรื่องตั้งกรรมการ มส. ของสมเด็จพระญาณสังวร ก็บานปลาย พระธรรมยุตสายอีสาน นำโดย..หลวงตามหาบัว วัดป่าบ้านตาด ศิษย์เอกหลวงปู่มั่นอรหันต์แห่งยุคกึ่งพุทธกาล ระดมกำลังได้ถึง 5,000 รูป ไปประชุมที่วัดอโศการามของหลวงพ่อลี ประกาศ "ปรับอาบัติปาราชิกสมเด็จเกี่ยว" ข้อหาแย่งชิงตำแหน่งของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช โถถังกาละมัง ในโลกใบนี้มีการปรับอาบัติแทนกันด้วย (ถ้าข้อหาของหลวงตาบัวใช้ได้ ต่อไป พระรูปไหนโดนปลด มีรูปใหม่ได้รับแต่งตั้งแทน ก็ฟ้องกันสนั่นศาล ข้อหาเดียวกับหลวงตาบัวใช้เล่นงานสมเด็จเกี่ยวนั่นแหละ ขลังนัก เพราะพระสายหลวงปู่มั่นท่านใช้คัมภีร์บุพพสิกขาวัณณนาและมุตโตทัยประสมประสานกัน เคารพยิ่งกว่าพระไตรปิฎก แถมหลวงตาบัวประกาศตัวเป็นอรหันต์ ใครไหนจะกล้าคัดค้าน)

 

 

วัดป่าบ้านตาดของหลวงตาบัว อวดตัวว่าเป็นวัดที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เคร่งครัดที่สุดในประเทศไทย แถมยังได้รับยกย่องจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ยุคพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ให้เป็นวัดต้นแบบในการบริหารจัดการทรัพย์สินหรือบัญชีเงินนั่นแหละ แต่กลับปรากฏว่า เกิดเพลิงไหม้กุฏิเจ้าอาวาส พระอาจารย์สุดใจ ทายาทหลวงตาบัว ถูกไฟคลอกมรณภาพอย่างน่าอนาถกลางวันแสกๆ แถมเจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบด้วยว่า มีการเก็บทองคำไว้บนกุฏิมากมาย นั่นอาจจะเป็นสาเหตุแห่งการตายของเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด สุดท้ายก็ออกลายอ้าง "โควิด" รีบปิดคดี เผาศพกันอย่างเร่งด่วน ก่อนจะประกาศให้ "พระอาจารย์สุดใจเป็นอรหันต์" ไปอีกองค์ ฮา..

 

 

เห็นไหมว่าน้ำผึ้งหยดเดียวนั้นเป็นเช่นไร มันเริ่มต้นจาก "ในกุฏิ" ของสมเด็จพระญาณสังวร ตั้งเด็กล้างกระโถนเป็นรัฐมนตรี นี่ก็คือผลร้ายของการใช้อำนาจ "ตั้งใครก็ได้ที่ฉันถูกใจ" ให้เข้ามากินบ้านเมือง มองเห็นบ้านเมืองเป็นเหมือนธุรกิจส่วนตัว มีอำนาจก็หน้ามืดตามัวเพราะคนกลัวอำนาจ

 

 

ถึงทุกวันนี้ก็ไม่มีใครเสนอชื่อ "พระราชรัตนมงคล" เข้ามาเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมอีกเลย ก็สมเด็จพระญาณสังวรสิ้นพระชนม์ไปแล้ว เจ้าคุณมนตรีก็ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมอีกต่อไป เป็นงั้นไป เหมือนหมดหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ เชื่อไหมว่า ตอนนั้น เจ้าคุณมนตรีอ้างว่า "ตนเองเป็นพระอุปัฏฐาก ดูแลสมเด็จพระสังฆราช มาตั้งแต่ตนเองยังเป็นเณร สมเด็จพระสังฆราชทรงโปรดปราน จึงตั้งให้เป็นกรรมการ มส." อ๋อ มีด้วยล่ะ คุณสมบัติกรรมการ มส. ข้อที่ว่า "เป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระสังฆราช" แม้ว่าอายุพรรษา วิทยฐานะ หรือคุณสมบัติอื่นใดจะไม่มีก็ตาม อย่างไรก็ตามในปี พ.ศ.2546 มหาเถรสมาคมก็เกือบจะมีกรรมการชื่อว่า "พระราชรัตนมงคล" มาแล้ว ถ้าไม่กินแห้วเสียก่อน นั่นขนาดสมเด็จพระญาณสังวรที่ว่าเที่ยงธรรมที่สุดแล้วนา ยังมีรายการ "ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น" ให้เห็นจนได้ เสียดายมนตรี คนดีที่หนึ่งเลย นี่แหละหนา "ค่าของคน อยู่ที่คนของใคร"

 

 

 

 

 

 

 

วงศ์ไทย

 

 

 

2. พระราชสารโกศล (วงศ์ไทย สุภวํโส น.ธ.เอก ป.ธ.4) วัดบวรนิเวศวิหาร

 

 

วันที่ 14 ธันวาคม 2559 พระอุดมญาณโมลี หรือหลวงปู่จันทร์ศรี เจ้าอาวาสวัดอุดมสมภรณ์ อุดรธานี ละสังขาร ได้รับการพระราชทานเพลิงศพไปในวันที่ 16 พฤษภาคม 2560 พอเสร็จงานศพ ก็ปรากฏข่าวว่า พระป่าจำนวนหลายร้อย นำโดยพระอาจารย์อินทร์ถวาย เจ้าอาวาสวัดป่านาคำน้อย อำเภอนายูง อุดรธานี ได้ประชุมกันและลงมติ "ไม่เอาเจ้าคุณวงศ์ไทยเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์" เป็นเรื่องใหญ่ในรอบร้อยปี นับตั้งแต่มีธรรมยุตขึ้นมาบนโลกใบนี้

 

 

โดยทางฝ่ายนี้ได้อ้างว่า หลวงพ่อสิงห์ (พระเทพมงคลนายก) ซึ่งเป็นรุ่นครูบาอาจารย์ของเจ้าคุณวงศ์ไทยยังอยู่ และมีสุขภาพดี ทั้งยังคงดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดอุดรธานีอีกด้วย ยังไงก็ต้องถวายตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์แก่หลวงพ่อสิงห์ตามอาวุโส ซึ่งมตินี้ขัดแย้งกับ "คำสั่ง" ของเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย คือสมเด็จพระวันรัต (จุณฑ์ พฺรหฺมคุตฺโต) วัดบวรนิเวศวิหาร ที่ต้องการส่งคนในสังกัด คือเจ้าคุณวงศ์ไทย ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ แม้ว่าทางเจ้าคณะภาค 8 ฝ่ายธรรมยุต (พระธรรมเจติยาจารย์) วัดศรีมหาธาตุบางเขน จะเสนอชื่อหลวงพ่อสิงห์ขึ้นมา แต่ก็ถูกสมเด็จพระวันรัตใช้อำนาจเจ้าคณะใหญ่วีโต้ (ตามหลักการของสังฆราชปลดที่ว่า บัญชาของผู้ใหญ่ย่อมระงับคำสั่งของผู้น้อยกว่าเสมอ คณะสงฆ์ไทยไม่มีหลักจริยธรรม มีแต่หลักการว่าใครใหญ่ย่อมถูกเสมอ) โดยสมเด็จพระวันรัต ได้เขียนเป็นบัญชาสำทับกลับไปว่า "พระเทพมงคลนายก สุขภาพไม่อำนวย ควรยกเป็นที่ปรึกษา พระสุทธิสารเมธี (วงศ์ไทย) เป็นผู้รักษาการอยู่แล้ว และเป็นผู้ช่วยพระเทพมงคลนายกได้อย่างดี ทำไมไม่พิจารณาเสนอ"

 

 

"ทำไมไม่พิจารณาเสนอ" เป็นสำนวนระดับที่เรียกว่า เท้าช้างเหยียบปากนก จบไหม ก็มิดอิ่มสิ่มสิคะ ไม่มีใครกล้าเถียงผู้ใหญ่ ไม่มีใครกล้าเงยหน้าสู้ "อำนาจ" อันสูงส่ง ของสมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร พระป่ากลัวกันหำหด 300 เสียง ของพระอาจารย์อินทร์ถวาย กลายเป็นซีโร่

 

 

การมาของมหาวงศ์ไทยนั้น ก็เริ่มในงานศพหลวงปู่จันทร์ศรีนั่นเอง โดยทางวัดบวรได้อ้างว่า "ส่งมหาวงศ์ไทยไปช่วยงานศพ" แต่ไม่ช่วยเปล่า ยังส่ง "พระพรหมมุนี-สุชิน อคฺคชิโน" เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช จากวัดราชบพิธ ให้ไปตั้งเจ้าคุณวงศ์ไทยเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์กลางงานศพด้วย (ตั้งหลังหลวงปู่จันทร์ศรีมรณภาพได้เพียง 3 วัน) แสดงว่ามีแผนจะดันเจ้าคุณวงศ์ไทยขึ้นเป็นใหญ่ แต่ยังไม่บอก รอหวยออกทีเดียวเลย จะได้เหมาทั้งร้าน จะเหมาหรือจะเผาก็ต้องรอดู

 

 

เจ้าคุณวงศ์ไทยนั้น ว่ากันว่าเดิมเป็นเด็กอุดรธานี เข้ามาศึกษาในสำนักวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นศิษย์สมเด็จพระวันรัต (จุณฑ์) เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตและเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ทำงานคุ้นเคยกับพระพรหมมุนี (สมเด็จพระมหามุนีวงศ์-สมเด็จชิน) เลขาสังฆราชวัดราชบพิธ ในสำนักงานแม่กองธรรม จนเติบใหญ่ได้เป็นเจ้าคุณ เลยมีความคิดจะส่งเจ้าคุณวงศ์ไทยกลับไปช่วยงานที่บ้านเกิด พอดีเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ว่าง ก็เลยวางแผนเสียบ แต่เสียบผิดจังหวะ น่าจะเสียบข้างหน้าก็ไปเสียบข้างหลัง (สงสัยสมเด็จจุณฑ์จะชำนาญด้านหลัง)

 

 

ทั้งนี้ เพราะมหาวงศ์ไทยอายุพรรษายังเด็ก แถมไม่ใช่สายพระป่ากรรมฐาน อุดรธานีนั้นเป็นเมืองหลวงของสายหลวงปู่มั่น การจะมากินตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด จึงต้องมีบารมีธรรมสูงส่ง ระดับที่พระกรรมฐานยอมรับ แต่พอได้ยินชื่อ "มหาวงศ์ไทยเด็กวานซืน" เข้าเท่านั้น พระอุดรก็กรรมฐานแตก ยกกำลังกันมาลงคะแนนโหวต "ไม่เอาวงศ์ไทย" ตบหน้าสมเด็จพระวันรัตผู้ยิ่งใหญ่ แต่สุดท้ายก็สู้อุบายของสมเด็จพระวันรัตไม่ได้ โดยท่านได้ตั้งให้เจ้าคุณวงศ์ไทยขึ้นเป็นเจ้าคณะจังหวัดอุดรธานีก่อน แล้วจึงตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ในภายหลัง ทำนอง "นุ่งกางเกงนอกก่อนกางเกงใน" โดยสมเด็จพระวันรัตสู้อุตส่าห์เดินทางไปมอบตราตั้งเจ้าอาวาสให้มหาวงศ์ไทยกับมือ ก็พิลึกกึกกือไปอีกแบบ แต่เจ้าคุณวงศ์ไทยท่านก็เส้นใหญ่ เอ๊ย มีบุญมากจริงๆ เพราะมีถึง 2 สมเด็จ ไปมอบตราตั้ง ทั้งรักษาการและเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ตอนตายนี่เขียนประวัติสวยหรูเชียวล่ะ

 

 

ก่อนหน้านี้ก็มีกรณี "เปลี่ยนสีจีวร" โดยสมเด็จพระวันรัต เจ้าเก่า ออกประกาศให้พระธรรมยุต "ทั่วประเทศ" เปลี่ยนสีจีวรเป็นสีพระราชนิยม ปรากฏว่าพระวัดป่าพากันต่อต้านไม่เห็นด้วย สุดท้ายนโยบายนี้ก็เป็นหมัน สมเด็จพระวันรัตหน้าแตกจนเย็บไม่ติด เล่นกับใครไม่เล่น เล่นกับพระป่า

 

 

กรณีของวงศ์ไทย ชี้ให้เห็นว่า เป็นการก้าวกระโดด โตผิดธรรมชาติ เป็นต้นไม้เสียบตา น่าจะส่งไปอยู่ในพื้นที่ซัก 5 ปี 10 ปี ให้เป็นที่คุ้นเคย พอพระในท้องถิ่นยอมรับ จะตั้งให้เป็นอะไรก็ง่าย แต่นี่เล่นใช้อำนาจบาตรใหญ่ โยนลูกจากเมืองกรุงเข้าป่า โกลาหลกันยกใหญ่ เรื่องง่ายๆ ก็เลยกลายเป็นยาก เป็นการพิสูจน์ฝีมือสมเด็จพระวันรัต ว่าระดับเจ้าคณะใหญ่ ยังกินไม่ง่าย ขนาดหนุนกันทุกสาย ทั้งวัดบวรและวัดราชบพิธ ก็ยังผิดคิว

 

 

 

 

 

 

อนิลมาน

 

 

3. พระเทพศากยวงศ์บัณฑิต (อนิลมาน ธมฺมสากิโย น.ธ.เอก Ph.D) วัดบวรนิเวศวิหาร

องค์นี้เป็นพระแขก มีถิ่นกำเนิดในประเทศเนปาล อ้างว่าตัวเองมีเชื้อสายของพระโคดมพุทธเจ้า เป็นศากยวงศ์ที่หลงเหลือเป็นกลุ่มสุดท้ายในโลก สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร เดินทางไปเนปาลและได้สามเณรอนิลมานมาเลี้ยง ตั้งแต่อายุ 14 ปี ส่งเสียร่ำเรียนจนจบด๊อกเตอร์จากอังกฤษ กลับมาก็ตั้งให้เป็นเจ้าคุณ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร พระอารามหลวง ต่อจากนั้นก็ขอเปลี่ยนสัญชาติเป็นไทย และล่าสุด ก็ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ "ข้ามขั้น" จากเจ้าคุณชั้นสามัญที่ "พระศากยวงศ์วิสุทธิ์" ขึ้นเป็น..พระเทพศากยวงศ์บัณฑิต มีตำแหน่งเป็นรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มมร. อีกต่างหาก

 

 

เส้นทางเดินแบบก้าวกระโดด "ข้ามหัวพระไทย" นับแสนๆ องค์ ของพระอนิลมานนั้น มีหลายครั้งหลายหน แต่ก็ไม่มีใครคิดว่าวันหนึ่งข้างหน้าคือวันนี้แหละ พระอนิลมาน จะได้เป็นผู้ปกครองระดับ "เจ้าคณะภาค" สูงส่งกว่าเจ้าคณะจังหวัดของเจ้าคุณวงศ์ไทย ซึ่งทุกวันนี้ดูทีจะเปิดเพลง "คนไทยหรือเปล่า" ให้ดังไกลไปถึงบางลำพู

 

 

ในวันที่ 12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา มีข่าวจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า สมเด็จพระสังฆราช ได้ทรงลงพระนามในพระบัญชาแต่งตั้งเจ้าคณะภาค ทั้งธรรมยุตและมหานิกายแล้ว หนึ่งในนั้นได้แก่ พระเทพศากยวงศ์บัณฑิต (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) วัดบวรนิเวศวิหาร ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะภาค 6-7 (ควบสองภาค) ปกครองคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน และลำปาง รวมทั้งสิ้น 8 จังหวัด แบบว่าภาคเหนือตอนบนตกเป็นเขตปกครองของพระอนิลมานชาวเนปาล

 

 

พุทธทาสภิกขุ ได้เคยเปรียบเทียบเอาไว้ว่า "พระพุทธรูปบังพระพุทธเจ้า คัมภีร์บังพระธรรม ลูกชาวบ้านบังพระสงฆ์" นั่นท่านกล่าวเอาไว้นานแล้ว คงราวๆ ก่อน พ.ศ.2500 แต่ยุคนี้ ยุค 5G ก็ต้องมีอะไรใหม่กว่าเก่า จึงน่าจะเป็นว่า "พระอนิลมานบังพระพุทธเจ้า" เพราะถูกปั่นกระแสจนเชื่อว่า "พระอนิลมานคือหน่อเนื้อเชื้อไขของพระพุทธเจ้า ผ่านทางสายพระอานนท์ ประเทศไทยถือว่าโชคดีที่มีเชื้อสายพระพุทธเจ้ามาเป็นศาสนทายาทที่วัดบวรนิเวศวิหาร ดังนั้น จึงควรยกย่องท่านพระอนิลมานให้สมกับเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขศากยวงศ์" เสียงสาธุดังลั่นตลาดบางลำพู คล้ายเสียงสาธุที่ได้ยินตอน "เณรคำ" ตอแหลผ่านไมค์ว่า "ตนเองเป็นเพื่อนกับพระอินทร์" นั่นแหละ บางคนหมดไปเป็นสิบๆ ล้าน อยากทำบุญกับอรหันต์ แต่วันนี้อรหันต์ยังหาง่ายกว่าเชื้อสายพระพุทธเจ้า เรามีที่วัดบวรนิเวศวิหารบางลำพู มาดูเร็วๆ หน้าตาพระพุทธเจ้าเป็นยังไง ใครไม่เคยเห็นก็มาดู จะได้ไม่ต้องเถียงกัน

 

 

 

 

 

 

 

Face of Lord Buddha

 

 

เชื่อว่าจะเป็นโมเดลพระพุทธรูปวัดบวรนิเวศรุ่นต่อไป

 

 

 

 

และขอแจ้งข่าวไปยัง "อาจารย์สันติ พิเชฐชัยกุล" ซึ่งมีโครงการ "ตามหาพระพักตร์พระพุทธเจ้า" ต้องเดินทางไปไกลถึงอินเดียเนปาลผ่านศรีลังกาพม่าไทย ว่าเสียเงินทองเปล่าๆ ก็หน่อเนื้อเชื้อไขของพระพุทธเจ้าอยู่บางลำพูนี่ไง ไปอินเดียทำไมให้เสียเวลา

 

 

อยากเห็นหน้าพระพุทธเจ้าก็ดูหน้า "อนิลมาน" ซี

 

อยากฟังเสียงพระพุทธเจ้าก็ฟังเสียง "อนิลมาน" ซี

 

อยากทำบุญกับพระพุทธเจ้าก็ทำบุญกับ "อนิลมาน" ซี

 

อยากมีพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาก็ตั้ง "อนิลมาน" เป็นสังฆราชซี

 

 

ตั้งเป็นเจ้าคณะภาคน่ะกระจอกไป ไม่สมศักดิ์ศรีเชื้อสายพระพุทธเจ้าเลย

 

เดี๋ยวอนิลมานน้อยใจหนีกลับไปเนปาล จะร้องไห้กันทั่วประเทศไทย

 

 

นี่เห็นไหม คำว่า "อนิลมาน" ตอบได้ทุกโจทย์ทุกคำถามที่ต้องการในตลาดพระพุทธศาสนาแบบไทยๆ สายมู

 

 

เอ๊า ! ไม่เชื่ออีก

 

 

แต่ว่าปัญญาชนได้ฟังก็หัวร่อ ว่าอ้อ นี่ชาวพุทธไทย "ปัญญาไว" ถึงกับต้องไปขุดเอาสายโลหิตของพระพุทธเจ้ามากราบไหว้กันแล้วหรือ ไหว้พระพุทธรูป ไว้พระบรมสารีริกธาตุ ไหว้เจ้าไหว้นาง สารพัดไหว้  ยังไม่พอ ยังต้องไหว้ "หน่อเนื้อเชื้อพระพุทธเจ้า" กับเขาด้วย ก็ไหนล่ะ พระไตรปิฎกซึ่งบันทึกว่า โย โว อานนฺท ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถาติ แปลว่า ดูก่อนอานนท์ พระธรรมและพระวินัยอันใด ที่เราแสดงและบัญญัติไว้แล้วแก่ท่านทั้งหลาย พระธรรมและพระวินัยนั้น จักเป็นพระศาสดา (ตัวแทนเรา) ของท่านทั้งหลาย เมื่อเราสิ้นไปแล้ว

 

 

แต่ทำไมชาวพุทธไทย ยังเชื่อและหันไปใช้ "เลือดเนื้อเชื้อไข" ของศากยวงศ์ มาเป็นศาสดาอยู่อีก แสดงว่าแต่ก่อนมาเนิ่นนานนั้น ชาวไทยเรามาผิดทาง เพิ่งจะตาสว่างก็ตอนได้ "อนิลมาน" มาอยู่วัดบวรนิเวศวิหารนี่แหละ ของจริง

 

 

หาไม่แล้ว ถามว่า พระอนิลมาน ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะภาค ด้วยสาเหตุอันใด ?

 

 

ต่อไป คงต้องทำการสังคายนาพระไตรปิฎก ยกพระอนิลมานขึ้นเป็นประธาน แล้วเปลี่ยนข้อความเสียใหม่ ให้เป็น โย โว อานนฺท ญาตโก จ อนิลมาโล จ เทสิโต ปญฺญตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถาติ แปลว่า ดูก่อนอานนท์ พระญาติชาวศากยะและพระอนิลมาลใด ที่เราแสดงและบัญญัติ (แต่งตั้ง) ไว้แล้ว แก่ท่านทั้งหลาย พระญาติชาวศากยะและพระอนิลมาลนั้น จักเป็นพระศาสดา (ตัวแทนเรา) ของท่านทั้งหลาย เมื่อเราสิ้นไปแล้ว

 

 

ดังที่เคยกล่าวเอาไว้แล้วว่า เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ มิได้มีอคติกับท่านพระอนิลมาน เพราะการจะเกิดเป็นศากยะหรือไม่ เป็นชาวเนปาลหรือไทย ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะใครก็เลือกเกิดไม่ได้ แต่ถามว่า ทำไมต้องอ้างเอาความเป็น "เชื้อสายศากยะ" มาเป็นเครื่องให้ได้รับยศ ทรัพย์ และอำนาจ ในคณะสงฆ์ไทย

 

 

พระไทย คนไทย นั้นใจกว้าง ยินดีต้อนรับทุกผู้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนต่ำต้อยด้อยศักดิ์ ขาดตกบกพร่องอย่างไร ถ้าเห็นว่าประเทศไทยดีก็ยินดีต้อนรับ แต่การต้อนรับ "แขก" นั้น ก็ย่อมจะแตกต่างจากการต้อนรับ "ญาติพี่น้อง" อย่างแน่นอน

 

 

เมื่อพระอนิลมาน มีสัญชาติเป็นชาวเนปาลโดยกำเนิด แล้วเดินทางมาศึกษาในประเทศไทย จนสุดท้ายได้ตัดสินใจ "ทิ้งสัญชาติเนปาล" ขอเปลี่ยนสัญชาติเป็นไทย เมื่อ 6 ปีก่อน ก็ถือว่าเป็นไทยแปลง มิใช่ไทยแท้ ดังนั้น การจะขึ้นดำรงตำแหน่งทางการปกครองสงฆ์ไทย ซึ่งต้องได้รับการยอมรับจากพระสงฆ์ไทยในทุกระดับ จึงต้องพิจารณาว่าเหมาะสมหรือไม่

 

 

เปรียบเทียบได้กับ การตั้งเจ้าคุณวงศ์ไทย พระไทยแท้ๆ จากวัดบวรนิเวศวิหาร ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานี ทำไมถูกต่อต้านจากพระกรรมฐานในท้องถิ่น ก็ตอบได้ว่า เพราะต้องได้รับการยอมรับในคุณสมบัติเฉพาะถิ่น ด้วยนั่นเอง แม้ว่าถ้าดูในคุณสมบัติส่วนตัวทั่วไปแล้ว เจ้าคุณวงศ์ไทย ก็มิได้ขาดตกบกพร่องอะไร มากกว่าอีกหลายรูปด้วยซ้ำไป แต่การจะไปกินหัวเมืองอุดรธานี อันเป็นเมืองหลวงของพระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่นนั้น สำคัญนัก จะใช้คุณสมบัติพื้นๆ ดังที่วัดบวรนิเวศวิหารใช้ในภาคกลางนั้น หาเพียงพอไม่ นั่นไงทำไมท่านวงศ์ไทยถึงถูกต่อต้านจากพระอุดรธานี

 

 

นั่นยังแค่พระไทยตรวจสอบพระไทย

 

 

แต่ในวันนี้ มีรายการ พระไทยแท้ ตรวจสอบพระไทยเทียม

 

 

เป็นเรื่องที่ไม่ควรจะปล่อยให้ผ่านไป เพราะตำแหน่งเจ้าคณะภาคนั้น ถือว่าเป็นตำแหน่งทางการปกครองระดับสูงเกือบสุด เป็นรองก็แค่เจ้าคณะใหญ่ (หน) เท่านั้น ถ้าวันนี้ ไม่มีการตรวจสอบคุณสมบัติโดยละเอียด และเปรียบเทียบกับพระไทยอีกนับแสนๆ รูป ก็ย่อมจะเป็นการสร้างประเพณีใหม่ ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อกิจการพระศาสนาในระยะยาว

 

 

มองอีกด้าน คุณสมบัติส่วนตัวของพระอนิลมานนั้น ถือว่าดีทีเดียว แต่ท่านชำนาญทางการศึกษา และมีตำแหน่งในมหาวิทยาลัย มมร. ของคณะธรรมยุตอยู่ก่อนแล้ว ควรที่จะสนับสนุนท่านไปในทางนั้น จะได้รับความยกย่องอย่างกว้างขวางเลยทีเดียว ยิ่งถ้าหากว่าตั้งให้ "พระเทพวัชรเมธี-สมคิด จินฺตามโย" อธิการบดี มมร. วัดราชบพิธ ซึ่งเป็นชาวลำปาง ได้ขึ้นไปดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 6-7 ส่วนท่านอนิลมานนั้นให้สลับมาดำรงตำแหน่งอธิการบดี มมร. ก็จะดูลงตัวกว่า แต่แปลกว่าทำไม่คณะธรรมยุตไม่ทำ กลับไปทำแบบผิดฝาผิดตัว มองยังไงก็ไม่สวย

 

 

วันนี้ คณะธรรมยุตได้เจ้าคณะภาคสายพันธุ์ใหม่ พันธุ์กาเหว่า อ้างเป็นชาวเนปาลมาฟักตัวที่เมืองไทย นานไปก็เปลี่ยนสัญชาติเป็นไทย ไม่เท่าไหร่ก็ได้เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ แถมตำแหน่งเจ้าคณะภาค 6-7 อีกหน่อยก็คงได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ควบเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย ซึ่งแต่เดิมนั้นมาจากมอญให้กลายพันธุ์เป็นสายเนปาล และอาจจะไปไกลถึง..สมเด็จพระสังฆราช ก็เป็นได้ทั้งนั้น

 

 

จะเห็นขี้ดีกว่าไส้ จะเห็นลูกเขาดีกว่าลูกเรา หรือจะเข้าตำรา "เอาลูกเขามาเลี้ยง เอาเหมี้ยงเขามาอม" ก็คงต้องรอชมกันต่อไป ว่าทางคณะธรรมยุต จะพิจารณาอย่างไร กับกาเหว่าสายพันธุ์ใหม่ พันธุ์เนปาล ซึ่งนำเชื้อเข้ามาโดย..พระอนิลมาน

 

 

เมื่อวาน สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย) วัดไตรมิตร เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ท่านได้ให้โอวาทแก่เจ้าคณะภาคชุดใหม่ (ชุดเดียวกับอนิลมาน) โดยอ้างถึง สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส อดีตเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร และอดีตสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ซึ่งได้ให้โอวาทไว้ว่า

 

 

"ภิกษุสงฆ์ แม้มีพระวินัยเป็นกฎหมายสำหรับตัวอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว ก็ยังจะต้องอยู่ในใต้อำนาจแห่งกฎหมายฝ่ายอาณาจักรอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งตราไว้เฉพาะหรือเพื่อคนทั่วไป และยังคงอนุวัตรจารีตของบ้านเมือง อันไม่ขัดต่อกฎหมายสองประเภทนั้นอีก สรุปความว่า ภิกษุสงฆ์มีกฎหมาย อันพึงฟังอยู่ 3 ประเภท คือ กฎหมายแผ่นดิน พระวินัย และจารีต"

 

 

ซึ่งคำว่า "จารีต" ก็หมายถึง จารีตประเพณี ที่คณะสงฆ์ไทยเคยปฏิบัติมาอย่างยาวนานนั่นเอง ซึ่งเรื่องนี้มีความหมายกว้างใหญ่มาก ใช่แค่ "เหมาะสม" เท่านั้น แต่ต้อง "เหมาะควร" ด้วย ถ้าตรงกันข้ามก็คือ "นอกรีต"

 

 

พระภิกษุสามเณรทั่วไทย เมื่อได้ฟังโอวาทของสมเด็จธงชัยท่านแล้ว ก็หันหน้าไปทางวัดบวรนิเวศวิหารบางลำพู ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส พลางส่ายหน้าบอกว่า

 

 

"นโยบายของธรรมยุต ที่มหานิกายลอกเอาไปใช้ในวัดไตรมิตรน่ะ เป็นของเก่า ฝ่ายธรรมยุตวัดบวรนิเวศวิหารเขาไม่เอาแล้ว เขาใช้เพียงกฎหมายและพระวินัย ส่วนจารีตประเพณีอันดีงามอะไรนั้น เขาไม่สนใจแล้ว ดูอนิลมานเป็นตัวอย่าง มองยังไงก็มองไม่ออกว่าเป็นไทย จารีตประเพณีที่อ้างนั้น มันไม่มีอยู่จริง" ก็เอวัง

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 15 พฤษภาคม 2564

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264