สามปีที่รอคอย

 

 

การแต่งตั้งเจ้าคณะภาคชุดใหม่

 

 

ดี หรือ ยี้ กว่าเดิม

 

 

 

 

 

เหลาเหย่ !

 

สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร

 

เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต เจ้าของโควต้า 3 เจ้าคณะภาค

 

 

 

 

 

สามปีที่จากนาง สามปีเต็มๆ กับการรอคอย นับตั้งแต่กลางปี 61 ถึงกลางปี 64 ที่ตำแหน่งเจ้าคณะภาคทั้งสองนิกาย "ว่างลง" มีเพียงรักษาการมานานถึง 3 ปี เป็นประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาที่ต้องบันทึกไว้ว่า ในรัชกาลที่ 10 สถานการณ์พระพุทธศาสนาของประเทศไทย เกิดอะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน และทำไม

 

 

ก่อนจะมีข่าวสมเด็จพระสังฆราช ทรงลงพระนามในพระบัญชาแต่งตั้งเจ้าคณะภาคชุดใหม่ ทั้งธรรมยุตและมหานิกายในวันนี้  ก็มีข่าวใหญ่ในวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมา ในการประชุมมหาเถรสมาคมที่ตำหนักเพ็ชรวัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งนัดนั้น ทั้งสมเด็จพระสังฆราช ทั้งสมเด็จพระวันรัต ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ไม่ได้เข้าประชุม แต่ก็มีมติสำคัญ นั่นคือ กรรมการ มส. ฝ่ายธรรมยุตทั้งหมด ได้ประกาศ "ลาออก" จากตำแหน่งรักษาการเจ้าคณะภาค เพื่อเปิดทางให้มีการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคชุดใหม่ โดยที่ไม่มีการควบเก้าอี้ รวมแล้วพระที่ประกาศสละเก้าอี้มีมากมายถึง 11 รูป/11 ตำแหน่ง เลยทีเดียว

 

 

ข่าวนี้ตีกระทบไปยังอีกฝั่ง คือฝ่ายมหานิกาย ว่าจะมีนโยบายเหมือนกันหรือไม่ แต่วันนี้ก็ชัดเจนแล้วว่า "มหานิกายไม่เล่นด้วย" คือในโผเจ้าคณะภาคมหานิกาย ยังคงมีการ "ควบตำแหน่ง" อยู่มากมาย

 

 

สรุปได้ว่า ฝ่ายธรรมยุตเปลี่ยนผู้เล่นในระดับภาค "ใหม่ทั้งหมด"

 

ขณะที่มหานิกาย ยังคงใช้ชุดเดิม ไม่มีเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่เลย

 

ทั้งสองนิกายมีนโยบาย "ต่างกันสุดขั้ว" คือเก่าทั้งหมด กับใหม่ทั้งชุด

 

ไม่รู้ว่าผลการแข่งขันจะเป็นเช่นไร ไม่ใหม่ก็เก่า ต้องเข้าเส้นชัย งานนี้ไม่มีเสมอ พูดภาษาจีนก็น่าจะเป็น ไม่เจ๊าก็เจ๊ง

 

 

 

 

 

 

 

 

อนิลมาน กุมารทอง ของสมเด็จพระวันรัต

สร้างตำนาน "เจ้าคณะภาคกาเหว่า" ที่บางลำพู

 

 

 

 

ตอนที่มีมติ มส. วันที่ 9 เมษา ออกมานั้น พระสงฆ์ทั่วประเทศก็ตื่นตาตื่นใจ เมื่อได้เห็น "ทีมอาวุโส" ของฝ่ายธรรมยุต ประกาศวางมือจากตำแหน่งภาค เท่ากับเปิดทางให้มีการสรรหาเจ้าคณะภาคชุดใหม่ทั้งหมด ถือเป็นการปฏิวัติวงการสงฆ์ในรอบร้อยปีเลยทีเดียว ความใหม่นี่แหละที่ทำให้ตื่นใจ เพราะใครๆ ก็อยากจะเห็น..ของใหม่ เหมือนไอโฟน 12 จะเอาไปใช้กับสัญญาณ 5G

 

 

แต่ครั้นวันที่ 12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา มีข่าวบัญชาสมเด็จพระสังฆราช แต่งตั้งเจ้าคณะภาคทั่วประเทศไทย พระเณรทั่วไทย เมื่อได้เห็นโผฝ่ายมหานิกายแล้วก็ได้แต่ "เซ็ง" เพราะไม่มีอะไรใหม่ คนใหม่ๆ ที่เข้ามาเป็นเจ้าคณะภาคก็คือคนเก่าๆ ที่ต่อคิวอยู่นานแล้วนั่นเอง แต่พอหันสายตาไปทางธรรมยุตมั่ง ก็ตะลึงกันทั่วหล้า เมื่อพบว่า มีการนำเอานักเล่นจากเมืองนอก เป็นแขกเนปาล เข้ามาเล่นในระดับภาค อีกด้วย ทั้งแปลกทั้งใหม่ เหนือความคาดหมาย

 

 

แขกที่ว่านั้น คือ พระอนิลมาน ธมฺมสากิโย เป็นลูกศิษย์ของสมเด็จพระญาณสังวร อดีตสมเด็จพระสังฆราช ทรงนำมาจากเนปาล ให้บวชและส่งเสียร่ำเรียนจนจบด๊อกเตอร์จากลอนดอน ก่อนจะกลับมาขอเปลี่ยนสัญชาติเป็นไทยในปี พ.ศ.2558 และได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็น "พระเทพศากยวงศ์บัณฑิต" เมื่อเดือนกรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา

 

 

พอเห็นโผเจ้าคณะภาค 6-7 ของธรรมยุต มีชื่อ "พระอนิลมาน" เข้าเช่นนั้น เสียงชะยันโตก็ดังกระหึ่ม นินทากันจ้าละหวั่น ว่าพระไทยตั้ง 3 แสนรูป ไม่มีใครมีความรู้ความสามารถแล้วหรือ ถึงได้ไปเอาพระแขก ซึ่งเพิ่งจะขอเป็นคนไทยได้แค่ 6 ปี ให้เป็นเจ้าเป็นนายปกครองบ้านเมือง เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในแผ่นดินไทย ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนา แต่กลับกลายเป็น "ศูนย์" เพราะไม่มีคนดีแล้ว ถึงได้ไปเอาพระแขกมาปกครอง

 

 

ทางพระเถระผู้พิจารณาให้พระอนิลมานเข้ามาดำรงตำแหน่ง คงจะมองว่า "พระอนิลมานมิใช่แขกอีกต่อไปแล้ว ท่านเปลี่ยนสัญชาติเป็นไทยตั้งหลายปี จึงเป็นพระไทย มิใช่พระแขก" แต่ในความเป็นจริงก็คงจะฝืนความรู้สึกของคนไทยไปไม่ได้หรอก ในพระราชพงศาวดารยังเล่าถึงขนาดว่า พระเจ้าตากสินทรงเป็นจีน ขณะที่พระพุทธยอดฟ้าทรงเป็นไทย ใครๆ ก็รู้ และที่รู้ก็เพราะบรรพบุรุษเล่าขานให้ลูกหลานฟัง

 

 

อย่างไรก็ตาม ต้องถามถึงความเหมาะสมในการตั้ง "พระอนิลมาน" เข้ามากินตำแหน่งเจ้าคณะภาคในครั้งนี้ ว่ามีเหตุผลอะไร ในเมื่อตำแหน่งเจ้าคณะภาค เป็นตำแหน่งทางการปกครอง มิได้มีอำนาจหน้าที่ในการสร้างงานอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษาหรือพัฒนาต่างๆ

 

 

เรื่องเชื้อชาติ ท่านอนิลมานมิได้ผิดที่เป็นชาวเนปาลโดยกำเนิด เพราะคนเราเลือกเกิดไม่ได้ และเมื่อท่านอ้างว่าเป็นเชื้อสายของพระพุทธเจ้า ซึ่งคนไทยเคารพในพระพุทธศาสนา จึงได้รับการอุ้มชูดูแลจากชาวไทย (รวมทั้งราชสำนัก) ให้เข้ามาอยู่อาศัยในวัดบวรนิเวศวิหารพระอารามหลวงอันดับหนึ่งของประเทศไทย แถมยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณเป็นพิเศษอีกด้วย

 

 

พระไทยมากมาย ที่มีความรู้ความสามารถ แต่มิได้มีเชื้อสายพระพุทธเจ้าเช่นพระอนิลมาน ถึงไม่เสียใจก็คงน้อยใจ ที่ไม่ได้ดิบไม่ได้ดีเหมือนท่านอนิลมาน ถึงจะเกิดเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม โบราณว่า เห็นขี้ดีกว่าไส้

 

 

อย่างกรณี "พระเทพสุธี" หรือเจ้าคุณสายชล วัดชนะสงคราม ซึ่งหลุดจากตำแหน่งไปหลัดๆ นั้น ถูกวิพากษ์วิจารณ์ตั้งแต่วันแรกที่ได้รับการแต่งตั้ง เพราะเราต้องการพระที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการบริหารการปกครองอย่างที่เรียกว่า "คู่ควรกับตำแหน่งในทุกด้าน" มิใช่แค่ว่า "เป็นเด็กของผู้ใหญ่" เพียงด้านเดียว แม้ว่าท่านมหาสายชลจะเป็นถึง ป.ธ.9 เป็นพระเจ้าคุณ เป็นเลขาสมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม อดีตเจ้าคณะใหญ่หนกลาง มาก่อนก็ตาม ก็ยังถูก "ต่อต้าน" เพราะอายุพรรษายังน้อย ประสบการณ์ก็ยังไม่มี ที่สำคัญ เป็นเพียงพระราชาคณะชั้นสามัญ จะให้มาปกครองภาค 1 อันเอกอุในบรรดา 18 ภาคนั้น มองยังไงก็ไม่เหมาะสม

 

 

 

นั่นเป็นเรื่อง พระไทยตรวจสอบพระไทย

 

 

 

 

แต่วันนี้ กลับมีกรณี "พระแขก" เข้ามาปกครองพระไทย ยิ่งต้องถามถึงความเหมาะสมเพิ่มเติมว่า บ้านนี้เมืองนี้ ไม่มีคนดีมีความรู้ความสามารถแล้วหรือไร ถึงได้ไปเอาแขกต่างด้าวท้าวต่างแดนมาปกครอง รู้ถึงไหนก็อายไปถึงนั่น

 

 

ถามว่าถามใคร ? ก็ถาม "สมเด็จพระวันรัต" วัดบวรนิเวศวิหาร นั่นไง เพราะท่านเป็นเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต แถมพระอนิลมานก็สังกัดวัดบวรนิเวศวิหารด้วย

 

 

ในการบริหารการปกครองพระภิกษุสามเณร "ระดับภาค" นั้น มีเสียงเรียกร้องมานาน ว่ามีการแต่งตั้งแบบ "กินหัวเมือง" คือยึดครองตำแหน่งไว้ในส่วนกลาง เห็นพระต่างจังหวัดเป็นเมืองขึ้น ทั้งๆ ที่จริงแล้ว สมัยนี้ไม่มีพระกรุงเทพ มีแต่พระบ้านนอกที่เข้ามาอาศัยในกรุงเทพ แล้วไม่ยอมกลับบ้านนอก นานไปก็อ้างตัวว่าเป็น "พระกรุงเทพ" แล้วแบกยศศักดิ์ไปให้พระบ้านนอกกราบเท้ากราบตีน

 

 

แต่พอมองดูความรู้ความสามารถ รวมทั้งศีลาจารวัตร ก็พบว่า พระเมืองกรุงก็มิได้เก่งกว่าพระบ้านนอก แถมพระบ้านนอกยังมีศีลบริสุทธิ์กว่าพระในกรุง เพราะอยู่ป่าอยู่เขา มิได้อยู่ในตึกนอนในห้องแอร์ หรืออย่างน้อยก็รักษาศีลเท่ากัน มันจึงเกิดคำถามว่า แล้วจะปล่อยให้มีการใช้ระบบศักดินากินหัวเมืองต่อไปอย่างนี้นะหรือ ?

 

 

นี่แค่พระไทยปกครองพระไทยนะ มันไม่ยุติธรรมเห็นๆ แต่สมเด็จพระวันรัต กลับเล่นพิเรนทร์ เอา "พระแขก" มาปกครอง "พระไทย"

 

 

มันก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร ภาษาอีกสานว่า เบิ๊ดคำสิเว่า !

 

 

ถามว่า ตั้งแต่เกิดมา พระอนิลมานเคยไปหัวเมืองเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง อันเป็นเขตปกครองภาค 6-7 สักกี่ครั้ง มิต้องนับว่าพูดภาษาเมืองเหนือได้กี่คำ แล้วจะมีความเหมาะสมอะไรไปปกครองภาคเหนือ ?

 

 

สมเด็จจุณฑ์ คงจะอ้างว่า ปกครองภาคเหนือไม่จำเป็นต้องพูดเหนือ พระภาคอื่นๆ ปกครองข้ามภาคก็มีเยอะแยก ในบัญชีใหม่นี้ก็มีแทบทุกหน อย่าอคติกับพระอนิลมานท่านซี ได้คนดีมีความรู้ความสามารถไม่ดีหรือ ?

 

 

คำตอบก็คือ วัดบวรนิเวศวิหารหรือคณะธรรมยุต ไม่มีงานอื่นที่เหมาะกับท่านอนิลมานแล้วหรือไร ถึงได้เอามาเป็นเจ้าคณะภาค

 

 

 

 

 

 

 

 

จาก..วงศ์ไทย ถึง..อนิลมาน

 

ผลงานห่วยแตกของสมเด็จพระวันรัต

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สมเด็จจุณฑ์ มอบตราตั้งเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ให้มหาวงศ์ไทย

ถูกพระท้องถิ่นต่อต้าน เลยต้องมามอบให้เอง..กับมือ

 

 

 

ถ้าเท้าความกลับไป ในการแต่งตั้ง "เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์" อุดรธานี ซึ่งมีปัญหาถึงกับพระป่านับร้อยๆ ลงมติว่า "ไม่ยอมรับเจ้าคุณวงศ์ไทย" ให้เป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ แต่สมเด็จพระวันรัตก็ทำพิเรนทร์ ตั้งให้มหาวงศ์ไทยเป็นเจ้าคณะจังหวัดก่อน แล้วค่อยตั้งเป็นเจ้าอาวาสในภายหลัง ทำนอง "ใส่กางเกงนอกก่อนกางเกงใน" และกลัวว่ามหาวงศ์ไทยจะใส่กางเกงไม่เป็น สมเด็จจุณฑ์ท่านเลยต้องเดินทางไปใส่กางเกงให้มหาวงศ์ไทยถึงวัดโพธิสมภรณ์ ปรากฏว่าไม่มีใครกล้าประท้วง พระวัดป่าหดหัวกลัวสมเด็จจุณฑ์หมด ไม่แน่จริงนี่หว่า นึกว่าจะมาประท้วง ที่ไหนได้ กลับไปนั่งชะยันโตรับซองหน้าตาเฉย หมดภูมิอริยะพระกรรมฐานสายพระอาจารย์มั่นไม่เหลือ

 

 

แล้วถามว่าเป็นไง มหาวงศ์ไทยทำอะไรได้บ้างล่ะ ทั้งตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ทั้งตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี เมืองหลวงในภาคอีสานของพระธรรมยุตน่ะ ยิ่งใหญ่หรือกระจอกเมื่ออยู่ในเงื้อมมือ..วงศ์ไทย

 

 

 

 

 

 

 

 

ตั้งอนิลมานไปปกครองเชียงใหม่-เชียงราย

 

เดี๋ยวเจอ วอตอแหล แล้วจะหนาว

 

จะได้รู้ว่าไผเป็นไผ ระหว่างแขกกับวอ ใครตอแหลกว่ากัน

สมัยก่อนมีภาษิตว่า เจอแขกกับงู ให้ตีแขกก่อน

แต่ตอนนี้มีภาษิตใหม่ เจอแขกกับวอ ให้ตีใครก่อน ?

 

 

มันส์พ่ะย่ะค่ะ

 

 

ต่อไป ก็ต้องจับตา "สมเด็จอนิลมาน" ซึ่งเก่งกาจระดับหนุมาน ว่าคงจะสามารถพัฒนาคณะธรรมยุตในภาค 6-7 อันมีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางได้อย่างที่เรียกว่า ลอนดอนต้องอาย เพราะพระอนิลมานท่านผ่านการศึกษาจากอังกฤษ เหมือนอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เชื่อว่าต้องมีความรู้ความสามารถเอกอุ เรื่อง "เชื้อชาติ" นั้นไม่สำคัญ "เชื้อสาย" สำคัญกว่า ท่านอนิลมานมีเชื้อพระพุทธเจ้าเราต้องการมาก ร้อยวันพันปีจึงได้พบเห็น เป็นโชคใหญ่ของประเทศไทยเราแล้ว ที่ได้มหาบุรุษอนิลมานมาอยู่วัดบวร และไม่แน่นา ภายภาคหน้าท่านอาจจะได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบวรควบกับตำแหน่งสังฆราชก็ได้ ใครจะไปรู้

 

 

ก็เอาเถิดครับท่านสมเด็จจุณฑ์ เกิดหนเดียวก็ตายครั้งเดียว จะทำอะไรให้เป็นเกียรติประวัติก็เรื่องของท่าน คนฉลาดระดับท่านไม่มีใครกล้าสอนหรอก ตั้งวงศ์ไทยปกครองพระป่ากรรมฐานก็ทำมาแล้ว ตั้งอนิลมานไปครองหัวเมืองอีกจะเป็นไรไป ใช่บ้านพ่อบ้านแม่ของสมเด็จจุณฑ์ซะเมื่อไหร่

 

 

แต่เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม ของทำนายไว้เลยว่า เอาอนิลมานมาเป็นเจ้าก็เจ๊ากับเจ๊ง อนิลมานมิได้ฉลาดเฉลียวเก่งกาจอะไรนักหรอก แต่เพราะได้ทุนหลวงมากกว่าพระไทยไปเรียนอังกฤษเท่านั้นเอง ดูผลงานใน มมร. ของแกสิ ก็บริหารร่วมกันกับเจ้าคุณสมคิดเป็นรองอธิการบดี แต่ทำไม ความโปร่งใสในด้านคุณธรรมของ มมร. จึงตกต่ำย่ำแย่ ไหนว่ามีเชื้อพระพุทธเจ้ามิใช่หรือ เชื้อพระศาสดามิได้ช่วยเรื่องคุณธรรมอะไรใน มมร. ได้เลยหรือ แล้วจะเอาไปเป็นเจ้าคณะภาค เชื่อหรือว่าคุณธรรมพระธรรมยุตภาคเหนือจะไม่ตกต่ำเหมือน มมร.

 

 

ดังนั้น ไอ้ที่อ้างเป็นโคตรเหง้าศักราชของพระพุทธเจ้านั้น มันมิได้ช่วยอะไรในกิจการพระพุทธศาสนาหรอก ช่วยตัวของอนิลมานให้ยกระดับชีวิตจากคนเนปาลมาเป็นคนไทยได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ทั้งเป็นคนไทย ทั้งเป็นเจ้าคุณ แต่มิได้เป็นอรหันต์ วันนี้สะเออะจะเป็นเจ้าคณะภาคอีกแล้ว โลภมากไม่สิ้นสุดเลย อนิลมานนี่

 

 

หยุดหลอกชาวไทยได้แล้ว ท่านสมเด็จจุณฑ์

 

 

พระลูกเณรหลานชาวไทยของท่านมีอีกมากมายก่ายกอง หันกลับมาดูลูกหลานของตัวเอง อบรมสั่งสอนให้เป็นคนดี ส่งเสริมให้เรียนสูงๆ มันก็จะสามารถสร้างชาติสร้างศาสนาได้ยิ่งใหญ่ โดยไม่ต้องไปเอาเชื้อพระพุทธเจ้ามาจากภพภูมิไหน พระพุทธเจ้าท่านปรินิพพานไปนานแล้ว ยังจะมีลูกมีหลานให้เอามาเป็นเจ้าเป็นนายอีก เผลอๆ จะโดนแขกหลอกแดกนะสิไม่ว่า

 

 

เสียดาย เป็นใหญ่เป็นโตถึงระดับเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร วัดที่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินทรงผนวช มีตำแหน่งเป็นถึงเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต แต่คิดได้แต่เนียะ หากินกับ "เชื้อสาย" ของพระพุทธเจ้า ออกพระกริ่งปวเรศน่าจะศักดิ์สิทธิ์กว่าด้วยซ้ำไป

ก็เพราะพระผู้ใหญ่มีสติปัญญาแค่นี้ไง ประเทศไทยจึงไปไม่ถึงไหน

 

 

ขอโทษครับ เรื่องสำคัญของบ้านเมือง ก็ต้องพูดกันแรงหน่อย จะโกรธก็ไม่ว่ากัน

 

(โกรธอยู่แล้ว เกลียดด้วย ฮึ่ม เรื่องของกู อย่ามายุ่ง)

 

 

 

 

 

 

 

พระเทพรัตนมุนี (เจ้าคุณสุรชัย)      :      พระเทพสุธี (เจ้าคุณสายชล)

 

 

 

 

หันมาทาง "มหานิกาย" บ้าง เป็นนิกายใหญ่ มีสมาชิกถึง 3 แสนรูป มากกว่าธรรมยุตตั้ง 10 เท่า แต่ไม่ได้แตะเก้าอี้สังฆราชมานานถึง 47 ปีแล้ว (นับจากปี พ.ศ.2517) พระมหานิกายไปได้ไกลสุดก็..ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช แบบว่านั่งเฝ้าเก้าอี้ ไม่มีสิทธิ์ขึ้นนั่ง อีก 3 ปีก็เตรียมฉลอง "หม้ายขันหมาก" ครบรอบ 50 ปี ที่เราไม่ได้เป็นสังฆราช

ครั้งนี้ก็เช่นกัน ในการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคชุดใหม่ในรอบ 3 ปีนั้น เห็นได้ชัดว่า ไม่มีตำแหน่งใดที่โดดเด่น มีแต่เรื่องการแย่งภูเขาทองและหลวงพ่อโสธรมาบดบังทัศนียภาพ น่าที่สองสมเด็จผู้ยิ่งใหญ่ในวัดไตรมิตร จะได้คิดปรึกษาหารือกัน ในการวางแผนกอบกู้และพัฒนามหานิกายให้ยิ่งใหญ่สมชื่อ แต่กลับปล่อยปละละเลย ตัวใครตัวมัน วัดใครวัดมัน แล้วมันจะไปกันอย่างไร ในเมื่อโผเจ้าคณะภาคออกมาแบบเบี้ยหัวแตกดังที่เห็น

 

 

 

 

 

 

 

 

พระเทพปริยัติมุนี (เจ้าคุณมีชัย)      :      พระเทพสุธี (เจ้าคุณสุทัศน์)

 

 

 

 

ดูกันที่ "ภาค 1" อันเอกอุ มีชื่อ "เจ้าคุณมีชัย" วัดหงส์รัตนาราม บางกอกใหญ่ เข้ามาเสียบแทนเจ้านายเก่า คือเจ้าคุณสายชล วัดชนะสงคราม เด็กปั้นของสมเด็จนิยมและสมเด็จสมศักดิ์ ดันกันจนขาบวม สุดท้ายมหานิกายเละเทะ ธรรมกายคายพิษ ส่งผลร้ายแรงถึงกับ "สมเด็จช่วง" ร่วงจากวิมาน ที่เหลือก็โดนคดีเงินทอนวัดละคดีสองคดี ท่านมหาสายชลคนดีที่หนึ่งในสายตาพระผู้ใหญ่ สมัยสมเด็จเกี่ยวเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สังฆราช ได้ทำการ "สนองคุณ" อย่างทั่วหน้า เชื่อไหมว่า วันนี้ ไม่มีชื่อมหาสายชลบนตำแหน่ง "ภาค 1" อันเอกอุ ไม่มีใครเห็นอกเห็นใจ มีแต่สมน้ำหน้า คนกิเลสหนาอย่างมหาสายชล รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีสติปัญญาจะบริหารปกครองคณะสงฆ์ภาค 1 โดยเฉพาะวัดพระธรรมกายได้ แต่ก็ยังดันทุรังอยากเป็นใหญ่ ไม่ยอมลาออกให้คนอื่นเข้ามาทำหน้าที่ ลากลู่ถูกังกิจการพระพุทธศาสนา ถึงขนาดทางรัฐบาลใช้ ม.44 ปิดล้อมวัดพระธรรมกาย มหาสายชลมุดหัวหายหน้าหายตาไปตายไหนก็ไม่รู้ ังนั้น ไปเสียได้ก็ดีนะ มหาสายชล ขอให้เป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรต่อกันและกันเลย

 

 

เจ้าคุณมีชัย ได้เป็น "ภาค 1" เพราะสายในวัง + สายทหาร เพราะเดิมนั้น เล่ากันว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงเลื่อมใสในพระมหารูปหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นยังอยู่ที่วัดอรุณราชวราราม ต่อมาพระมหารูปนั้นได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนาราม ส่งผลให้ตำรวจทหารขึ้นวัดหงส์กันเพียบ ทั้งบิ๊กแป๊ะบิ๊กแดง รวมทั้งบิ๊กตู่ ก็ว่ากันว่าเคยไปไหว้ "เจ้าคุณมีชัย" หลังสุด "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ก็เหหัวเรือไปวัดหงส์อีก เก้าอี้ภาค 1 จึงเป็นของท่านมีชัยอย่างไม่ต้องออกแรง

 

 

แต่ถึงยังไง ท่านมีชัยก็เคยเป็น "รองภาค 1" ทำงานร่วมกับท่านสายชล ในกรณีธรรมกายมาก่อนหน้า ตอนนั้นไม่ได้เป็นหัว จึงไม่ต้องรับผิดชอบ ก็ไม่ว่ากัน แต่ต่อนี้ไปท่านได้เป็นหัวแล้ว จะคอยดูว่ามีชัยเหมือนชื่อไหม หาไม่ก็ระวังให้ดี โดนตีตายแน่ มีชัยก็มีชัยเถอะ จะหาว่าไม่เตือน

 

 

จากภาค 1 ก็เติม 0  เป็นภาค 10 มีอุบลราชธานีและอีสานใต้เป็นเขตปกครอง หวยงวดนี้ออกที่ "วัดโมลีโลกยาราม" หรือวัดท้ายตลาด ของท่านสุทัศน์ หรือพระธรรมราชานุวัตร ผู้มีผลงานด้านบาลียอดเยี่ยมที่สุด เพราะสำนักเรียนแห่งนี้มีสถิติสอบบาลีได้มากที่สุดในประเทศไทย ไม่ปูนบำเหน็จเจ้าคุณสุทัศน์แล้วจะให้ใคร

 

 

ใช่แค่เรื่องบาลีเท่านั้น อ่านข่าวแล้วจะพบว่า ในรั้วในวัง ก็นิยมชมชอบท่านสุทัศน์เช่นกัน จึงได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ไวเหมือนขึ้นบันไดเลื่อน อายุแค่ 49 ได้เป็นชั้นธรรม จ่อขึ้นรองสมเด็จในอีกไม่ช้า ดังนั้น ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 10 ถือว่าจิ๊บๆ พระผู้ใหญ่เปิดไฟเขียวตลอดทาง ถ้าเข้าวังได้ก็พวกเดียวกัน พวกที่เข้าไม่ได้ก็ยังอยากจะเป็นพวกด้วยเลย

 

 

แล้วก็มาถึงเลขปริศนา เพราะว่ายังไม่มีชื่อในบัญชีเจ้าคณะภาคชุดล่าสุด หลุดออกนอกวงจรไปแบบโดดเดี่ยวเหมือนดาวหางหลุดวงโคจร ดาวที่ว่านี้คือ ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 ของอดีตเจ้าคุณเสนาะ วัดสระเกศ และล่าสุดนั้น เจ้าคุณสุรชัย รักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ก็ได้รักษาการเจ้าคณะภาค 12 ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ยังมีชื่อท่านสุรชัย ในตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 มาก่อนจะถึงสงกรานต์

 

 

ครั้นถึงสงกรานต์ วันที่ 13 เมษายน ที่ผ่านมา ปรากฏว่าวัดสระเกศมีงานใหญ่ ต้อนรับอดีตพระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม อดีตเจ้าคณะภาค 10 และอดีตประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ จัดงาน "คืนสู่สมณเพศ" กลางพระอุโบสถวัดสระเกศ มีพระเถรานุเถระไปร่วมงานคับคั่ง ทั้งนี้มี "พระเทพรัตนมุนี-สุรชัย" รักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศ และรักษาการเจ้าคณะภาค 12 เป็นหัวหน้าทำการต้อนรับกลับสู่ผ้าเหลือง

 

 

อีก 7 วันต่อมา เป็นวันที่ 20 เมษา เกิดพายุฝนคึกคะนองก่อตัวขึ้นทางบางลำพู ดูทิศทางว่ามุ่งหน้าไปทางภูเขาทองวัดสระเกศ เมื่อมีประกาศจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่า มหาเถรสมาคม ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ ว่าการที่อดีตพระพรหมสิทธิพร้อมด้วยพระอีก 5 รูป ทำพิธีกลับคืนสู่ผ้าเหลืองในบริเวณโบสถ์วัดสระเกศนั้น ผิดกฎหมาย ไม่สามารถทำได้

 

 

แถมท้ายด้วยว่า "อีกทั้งยังปรากฏภาพของ พระเทพรัตนมุนี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ นั่งเป็นประธานสงฆ์ในพิธีดังกล่าวด้วย ซึ่งเหมือนเป็นการส่งเสริมสนับสนุน จึงอาจเข้าข่ายความผิดละเมิดจริยาพระสังฆาธิการด้วย"

 

 

เจ้าคุณสุรชัย ได้ข่าวแล้วหนาวสะท้านกลางเมษา อีก 10 วันต่อมา เป็นวันที่ 30 เมษายน ก็มีข่าวเพิ่มเติมว่า พระเทพรัตนมุนี ได้ขอลาออกจากตำแหน่งรองประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เหมือนเกิดอาเพศขึ้นในวัดสระเกศ หรือไม่ก็โควิดเข้า อกสั่นขวัญแขวน ถึงขนาดต้องประกาศปิดวันนาน 1 เดือน และอาจจะเลื่อนเปิดไปเรื่อยๆ ถ้าฝนยังไม่ซาฟ้ายังไม่ใส

 

 

เซียนพระจ้องมองต่อไปว่า ในโผเจ้าคณะภาคชุดใหม่ ซึ่งร่ำๆ ว่าจะคลอดออกมาในอีกไม่ช้า ก็เมื่อวานนี้แหละ จะมีชื่อ "เจ้าคุณสุรชัย" ติดโผเก่ากับเขาไหม ถ้าติดก็คงจะเป็นเรื่องมหัศจรรย์ แต่นับตั้งแต่ตำแหน่งรองประธานพระธรรมทูตหลุด แรงต่อรองของเจ้าคุณสุรชัยก็ไม่เหลือแล้ว 100 เอา 1 ยังไม่มีใครเล่น หุ้นวัดสระเกศวันนี้ไม่มีราคาแล้ว

 

 

และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึง ตกวันที่ 12 พฤษภาคม ข่าวรายงานว่า สมเด็จพระสังฆราช ทรงลงพระนามในพระบัญชาแต่งตั้งเจ้าคณะภาคทั้งสองนิกายเรียบร้อยแล้ว ทางเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ ก็มีหนังสือนิมนต์พระที่มีชื่อเข้ารับตราตั้งในแต่ละหนต่อไป

 

 

แต่ครั้นมองไปใน "หนตะวันออก" ซึ่งภาค 12 ของเจ้าคุณสุรชัยอยู่ในหนนั้น กลับปรากฏว่า ไม่มีรายชื่อเจ้าคณะภาค 12 ในชุดใหม่นี้ด้วย หายไปทั้งภาค ทั้งท่านสุรชัย ในขณะที่เจ้าคณะภาคหนอื่นๆ นั้นเขามากันครบ เอ๊ะมันยังไง ?

 

 

จากเรื่องเจ้าคุณสุรชัย "หลุด" จากตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 เซียนพระก็มองข้ามช็อตไปไกลถึงว่า "ถ้าว่ายังไม่มีชื่อเจ้าคณะภาค 12 ขณะที่ภาคอื่นๆ เขามีพร้อม ก็แสดงว่ายังหาตัวเจ้าคณะภาค 12 ไม่เจอ" จะด้วยเหตุฉุกละหุกหรือยังต่อรองกันไม่เสร็จก็ไม่รู้ล่ะ รู้แต่ว่าตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 นั้นยิ่งใหญ่ เพราะมีวัดหลวงพ่อโสธรอยู่ในเขตปกครอง ใครได้ครองก็เหมือนมีสมบัติพันล้านไว้เชยชม (บางท่านบอกว่า รายชื่อเจ้าคณะภาค 12 ถูกสำนักพุทธมณฑลตัดชื่อออกกะทันหัน เลยยังไม่ทันพิจารณา แต่ข่าวหลายกระแสก็ยืนยันว่าท่านสุรชัยลาออกก่อน ก็ฟังหูไว้หู)

 

 

ถ้าใช้สูตรเดียวกับภาค 1 คือเลื่อนรองขึ้นเป็นภาค ในภาค 12 ก็มีรองอยู่แล้ว คือเจ้าคุณสุรพล (พระราชเวที) วัดพระเชตุพนหรือวัดโพธิ์ ซึ่งเพิ่งจะได้เจ้าอาวาสรูปใหม่ คือสมเด็จพระมหาธีราจารย์ จากวัดยานนาวา มีกำหนดการจะย้ายไปครองตำแหน่งในวันที่ 23 พฤษภาคม ศกนี้

 

 

ถ้าใช้หลักการอันนี้ เจ้าคุณสุรพล ก็น่าจะมีชื่อเป็นเจ้าคณะภาค 12 และบัญชีเจ้าคณะภาคครั้งนี้ก็คงจะไม่ขาดภาค 12 ไปดังที่เห็น แต่ที่ไม่เห็นเจ้าคณะภาค 12 อยู่รวมกับเขาก็เดาได้ว่า ทางหลวงพ่อใหญ่วัดไตรมิตร (สมเด็จพระพุฒาจารย์-สนิท) ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออกซึ่งมีอำนาจชี้ขาด ท่านยังไม่ว่างพิจารณา กำลังหาข้อมูลอยู่ อาจจะกำลังติดต่อพระลาว พระพม่า หรือพระศรีลังกา ซึ่งมีเชื้อสายพระพุทธเจ้า เข้ามาดำรงตำแหน่งภาค 12 เหมือนธรรมยุตก็เป็นได้  ทั้งๆ  ที่ทางฝั่งวัดโพธิ์นั้น อยากให้พิจารณาไวๆ ใจจะขาด แต่ก็กินกันไม่ลง ค้างเติ่งกลางกระดานหมากรุก ภาษาเซียนเรียกว่า เข้าตาอับ

 

 

น่าหนักใจตรงที่ว่า ต้องนำเอารายชื่อเจ้าคณะภาค 12 ขึ้นไปทูลถวายสมเด็จพระสังฆราชทรงพิจารณา และต่อไปยังสำนักพระราชวังเป็นด่านสุดท้ายด้วย ดังนั้น จึงต้องดูให้ดี อย่าให้มีเอ้ออ้า กรณีเจ้าคณะใหญ่หนกลางก็เคยพลาดมาแล้ว หวังว่าประวัติศาสตร์คงไม่ซ้ำร้อย

 

 

เชื่อหรือไม่ว่า แรงดันในภาค 12 นั้น ส่งผลกระทบถึงเบื้องสูง คือ "สำนักงานสมเด็จพระสังฆราช" และ "สำนักพระราชวัง" ที่ต้องทรงพิจารณาบัญชีเจ้าคณะภาคแบบ "ตกหล่น" ขาดภาค 12 ไปเพียงรูปเดียว

 

แน่นอน ต้องมีพระปุจจาถามว่า "ภาค 12 ขาดไปไหน ทำไมไม่มีภาค 12"

 

ไม่รู้ว่าทางผู้นำบัญชีไปทูลเกล้าฯจะตอบอย่างไร ?

 

ตอบดีก็ดีไป ตอบไม่ถูกพระทัยก็..ตัวใครตัวมัน

 

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 14 พฤษภาคม 2564

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264