เปิดหนังสือดัง

 

"ธรรมวิจยนานุสาศ"

 

 

ของ..พระอุบาลี สิริจันโท วัดบรมนิวาส

 

บังอาจก้าวล่วงกิจการบ้านเมือง

 

โดนถอด-โดนขัง ร.6 สั่งเอง

 

 

 

 

 

 

ธรรมวิจยานุศาสน์

 

หนังสือดังในยุคสงครามโลกครั้งที่ 1

 

ซึ่งพระนักเทศน์ดังที่สุดในยุคนั้นได้นำมาเทศน์

เป็นเหตุให้ต้องถูกถอดยศและคุมขังนานนับปี

พระดังที่ว่านี้มีศักดิ์ศรีเป็นถึง นักปราชญ์เมืองอุบล

 

 

 

 

 

 

 

พระอุบาลี (จันทร์ สิริจันโท)

 

อดีตเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส

 

ผู้แต่งหนังสือธรรมวิจยานุสาศอันโด่งดังในประวัติศาสตร์

 

 

 

 

 

พระบรมราชโองการรัชกาลที่ 6

 

 ถอดยศ-จำคุก พระเทพโมลี สิริจันโท

 

ทรงระบุสถานะไว้อย่างชัดเจนว่า "พระจัน"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เนื้อหาที่เป็นปัญหา ในหนังสือธรรมวิจยานุสาศ

น่าประหลาดว่า มีเรื่อง "เรือใต้น้ำ-เรือดำน้ำ" ด้วย

เหมือนมุกมหาสมปองเป๊ะเลย

หรือมหาสมปองจะเป็นท่านจันกลับชาติมาเกิด

เลยเล่นมุกอมตะอีกครั้ง แต่ละครั้งก็ดังระเบิด

 

 

 

 

พระสงฆ์ไทยกับการเมือง เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเปราะบาง ทั้งในด้านการวางตัวหรือการแสดงออกต่อสาธารณะ ซึ่งถ้าเป็นพระที่ยังไม่มีดีกรี ก็จะแสดงออกแบบมวยวัด เช่น ขึ้นเวทีไฮปาร์ค ปรากฏตัวตามม็อบ พูดหรือเขียนด่าฝ่ายตรงข้ามโต้งๆ แบบนี้พิจารณาง่าย ไม่ต้องพิเคราะห์พฤติกรรมถึงระดับ "IO" ก็ฟันคอขาดได้เลย เพราะพระพวกนี้ไม่เนียน

แต่ยังมีพระอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นพระที่มีดีกรี มีการศึกษา เช่นเป็นมหา เป็นพระเปรียญบัณฑิต  เวลาจะแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมือง ก็จะเนียน ยิ่งเรียนสูงก็ยิ่งเนียนตามตำรา "เลี่ยงบาลี" คนไม่มีความรู้นั้นทำไม่ได้ พวกนี้จะมีวิธีการนำเอา "ความเห็น" ของตนเอง สอดแทรกเข้าไปใน "คำพระคำเจ้า" หรือพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยกพระธรรมของพระศาสดานำหน้า ที่เหลือก็ "ไส้อั่ว" ล้วนๆ นี่เรียกเป็นภาษาเจียงฮาย แต่ถ้าแถวๆ ขอนแก่นก็คงจะเป็นพวก "หม่ำ" ใส่ตับเข้าไปด้วย

 

 

พระไทยที่เทศน์การเมืองจนเป็นเรื่องโด่งดังในประวัติศาสตร์ ส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะรู้จัก "ท่านกิตติวุฑโฒ" แห่งสำนักจิตตภาวัน อันโด่งดังในสมัย 14 ตุลา แบบว่าใกล้ตัวกว่า โดยท่านกิตติวุฑโฒมีวาทะประจำตำแหน่งว่า "ฆ่าคอมมูนิสต์ไม่บาป" หรือถ้ามายุคนี้เลย ก็ต้องยกรางวัลให้แก่ "ว.วชิรเมธี" แห่งไร่เชิงตะกอน เอ๊ย เชิญตะวัน เจ้าของสำนวนเด็ด "ฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน" ซึ่งภายหลังที่วาทกรรมสองคำนี้หลุดออกมาจากปากของคนในผ้าเหลือง ก็ส่งผลให้เกิดฆาตกรรมกลางเมือง ผู้คนล้มหายตายจากมากมายก่ายกอง ถึงวันนี้ก็ยังสางคดีกันไม่เสร็จ

 

 

แต่ก่อนจะมาถึงปัจจุบันที่เรียกว่า 5G นั้น ย้อนกลับไปอีกตั้ง 100 ปี ในปี พ.ศ.2458 ก็มีพระระดับปรมาจารย์ทั้งด้านการศึกษาและปฏิบัติของคณะสงฆ์ไทยสายธรรมยุต คือ พระเทพโมลี-จัน แห่งวัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร ได้แสดงธรรมกัณฑ์ใหญ่ในมหายุทธสงครามโลกครั้งที่ 1 และได้รับกัณฑ์เทศน์พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 มีปรากฏในราชกิจจานุเบกษา แบบว่าจะปรากฏไปนานอีกนับพันปี นี่จะไม่ให้เรียกว่าเป็นกัณฑ์เทศน์ดังแห่งศตวรรษได้อย่างไร

 

 

ท่านจันนั้น ถือได้ว่าเป็นระดับปรมาจารย์ในภาคอีสานของคณะธรรมยุต เพราะเป็นถึง "พระอาจารย์" ของ "หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต" พระอาจารย์ใหญ่สายวิปัสสนา ซึ่งมีลูกศิษย์ลูกหาระดับอริยะเต็มไปหมด เป็นผู้แต่งตั้งให้ "พระอาจารย์มั่น" มีสมณศักดิ์ที่ "พระครูวินัยธรมั่น" แถมตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ควบตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่

 

 

ใครไม่รู้จัก "พระอุบาลี จันทร์ สิริจันโท" พระผู้ใหญ่ของหลวงปู่มั่น ก็โปรดทราบ และโปรดทราบด้วยว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คณะธรรมยุตสายอีสานและเหนือ ไม่ได้รับความนิยมในยุคเก่า ก็เพราะผลงานของท่านจันนี่เอง ก็ใครบ้างไม่เกรงราชสำนัก เมื่อราชสำนักไทย "ไม่ปลื้ม" กับแนวทางคำสอนของสายท่านจันและท่านมั่น ทำให้งานประกาศศาสนาของคณะธรรมยุตในเชียงใหม่..ไม่คืบหน้า ต้องล่าถอยทั้งท่านจันและท่านมั่น (ทั้งๆ  ที่มีประวัติว่า พระอาจารย์มั่นได้บรรลุธรรมที่เชียงใหม่ ไม่ใช่อุดรธานี) ฝ่ายราชการบ้านเมืองตกลงปลงใจยกหัวเมืองเหนือให้ "สมเด็จปลด" วัดเบญจมบพิตร ซึ่งเป็นเณรนาคหลวงที่ในหลวง ร.5 ทรงโปรดปรานไปครอง ในตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ก่อนที่วัดเบญจฯจะโอนอำนาจให้ "วัดปากน้ำ" ครองหัวเมืองเหนือมาจนถึงปัจจุบัน

 

 

คณะธรรมยุต เพิ่งจะมาเบ่งบานก็สมัย "สมเด็จพระญาณสังวร" วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตนี่เอง ก็ประมาณ 50-60 ปีให้หลัง ซึ่งตีซะว่าในสมัยรัชกาลที่ 9 เป็นยุคที่พระกรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากราชสำนักสูงสุด อย่างล่าสุด หลวงพ่อวิริยังค์ วัดธรรมมงคล ก็ได้รับปูนบำเหน็จเป็นถึง "สมเด็จ" ก่อนจะละสังขารไม่กี่วัน เทียบกับท่านจันโดนถอดยศแถมคุมขัง และพระอาจารย์มั่นได้เป็นเพียง "พระครูวินัยธร" ก็พอจะรำลึกได้ว่า ยุคพ่อแม่ครูบาอาจารย์นั้น ท่านลำบากลำบนเหลือเกิน กว่าจะได้เป็นอริยะ ต่างจากยุคนี้ แค่ไปบวชวัดป่าก็กลายเป็นอริยะแล้ว เพราะเอาจีวรอริยะมาห่ม มิได้สร้างความเป็นอริยะขึ้นภายในตนเอง พูดง่ายๆ ว่า หากินกับชื่อเสียงของครูบาอาจารย์เท่านั้นแหละ

 

 

 

 

 

 

สมเด็จพระมหาผ่อง สะมาเลิก ประธานองค์การสงฆ์ลาว

ผู้สามารถรวมนิกายสงฆ์ลาวให้เป็นหนึ่งเดียว

 

 

 

 

ใช่แต่ทางด้านการวิปัสสนาเท่านั้น ที่ท่านจันทร์เป็นเอตทัคคะ แต่ในด้านการบริหารการปกครองท่านจันทร์ก็อยู่ในขั้นเอกอุ เพราะเป็นผู้นำเอา "คณะธรรมยุต" เข้าไปหยั่งรากฐานลงในนครจัมปาศักดิ์ ส่งผลให้คณะธรรมยุตเบ่งบานในหัวเมืองลาวเป็นเวลาเกินครึ่งศตวรรษ (60 ปี นับจากปี 2458-2518) แล้วก็ถูก "พระมหาผ่อง สะมาเลิก" ศิษย์เก่าวัดชนะสงครามบางลำพู สหายของ "พระมหาเจริญ" วัดบวรนิเวศวิหาร ทำการ "ล้างหน้าไพ่" ให้พระสงฆ์ลาวซึ่งแตกเป็น "มหานิกาย-ธรรมยุต" ให้กลับเป็นนิกายแห่งชาติลาว ในปี พ.ศ.2518 ทุกวันนี้ลาวไม่มีพระมหานิกายหรือธรรมยุต มีแต่พระลาวเท่านั้น นับเป็นความมหัศจรรย์ในรอบพันปี ที่สามารถรวมนิกายกันได้โดยความสมานฉันท์

 

 

 

 

 

 

 

พระมหาเจริญ (สมเด็จพระญาณสังวร) วัดบวรนิเวศวิหาร

ผู้ต่อต้านการรวมนิกายสงฆ์ตามบทเฉพาะกาลใน พรบ.คณะสงฆ์ 2484

 

 

 

 

ขณะที่ "พระมหาเจริญ" แห่งวัดบวรนิเวศวิหารนั้น ในปี พ.ศ.2490 ได้ร่วมกับ "สุชีพ ปุญญานุภาพ" ปรมาจารย์แห่ง มมร. พร้อมกับคณะธรรมยุต ชูสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) วัดเทพศิรินทร์ และสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (จวน อุฏฺฐายี) วัดมกุฏกษัตริยาราม เป็นหัวหน้า ทำบัญชีหางว่า "คัดค้านการรวมนิกาย" ตามบทเฉพาะกาลใน พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2484 โดยขณะนั้น สมเด็จกรมหลวงวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหาร ฝ่ายธรรมยุต เป็นสังฆราช

 

 

ก็ปรากฏว่า สำเร็จ บทเฉพาะกาลถูกดอง วัดประชาธิปไตย-บางเขน ล้มเหลว ถูกธรรมยุตยึด เปลี่ยนชื่อเป็น "วัดพระศรีมหาธาตุ" ตกปี พ.ศ.2505 รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ทำการฉีก พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2484 ของคณะราษฎรทิ้ง แล้วเขียน พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ขึ้นใช้แทน และใช้มานานจนกระทั่งปัจจุบัน (แก้ไขโดยบิ๊กตู่)

 

 

การล้ม พรบ.2484 ก็เท่ากับ "ล้มการรวมนิกาย" ส่งผลให้คณะสงฆ์ไทยยังคงมีมหานิกายและธรรมยุติกนิกาย เป็นฝักเป็นฝ่ายมาจนปัจจุบัน

 

 

ซึ่งต้องยกให้เป็นผลงานการสร้างของ "พระมหาเจริญ" เพื่อนของ "พระมหาผ่อง" สองหนุ่มสองมุมแห่งบางลำพู

 

 

พระมหาผ่องนั้น ภายหลังลาจากวัดชนะสงครามกลับอีสานบ้านเกิด (อุบลราชธานี) และได้ย้ายข้ามโขงไปอยู่ในประเทศลาวตามภูมิลำเนาของมารดาบิดา และต่อมาได้เจริญเติบโตจนกระทั่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด คือ สมเด็จพระสังฆราช แห่งราชอาณาจักรลาว เช่นกัน

 

 

เป็นดาวคนละดวง ของสหายต่างวัด วัดชนะสงครามกับวัดบวรนิเวศวิหาร

 

 

นั่นก็คือประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา

 

 

กลับมาที่ "ท่านจัน" หรือพระเทพโมลี ซึ่งภายหลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ และโปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็น "พระอุบาลี" ครองสมณศักดิ์นี้จนมรณภาพในปี พ.ศ.2475

 

 

ข้อหาที่ท่านจันถูกทำโทษนั้น ระบุชัดเจนในราชกิจจานุเบกษา ว่าคือ "แสดงโวหารอันไม่ชอบด้วยทำนองคลองธรรม เอื้อมเข้ามาถึงการแผ่นดิน ฯลฯ" แปลให้ง่ายก็คือว่า ยุ่งการเมือง !

 

 

และข้อหานี้ก็เป็นพระอาญาที่เป็นพระบัญชาของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งทรงมีพระประสงค์จะส่งทหารสยาม (ไทย) ไปร่วมรบในมหาสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่เมื่อได้ทรงอ่านหนังสือธรรมวิจยานุสาศดังกล่าว ก็ทรงพระพิโรธ โปรดมีพระบัญชาถึง สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ให้ปลดและกักขังพระจันไว้ "จนกว่าจะเข็ดหลาบ" (ยังไม่มีใครถามว่า ก่อนจะเอาตัวพระจันเข้าคุกที่วัดบวรนิเวศในสมัย ร.6 นั้น มีการให้ลาสิกขาก่อน เหมือนพระถูกจับเข้าคุกในสมัยนี้ หรือไม่)

 

 

เรื่องพระสงฆ์ยุ่งการเมือง จึงเป็นเรื่องที่ทางการบ้านเมืองให้ความสำคัญมาก แน่นอนว่า รัฐบาลทุกประเทศ เมื่อให้การอุปถัมภ์ศาสนาใดๆ ก็ตาม ก็ย่อมจะมุ่งหวังว่าศาสนานั้นๆ จะช่วยเกื้อกูลต่อรัฐ ในการบริหารปกครองบ้านเมือง หรืออย่างน้อยก็ควรวางเฉยในบางเรื่อง มิเช่นนั้นก็อาจจะขัดแย้งกัน ดังเรื่องพระจันเป็นตัวอย่าง

 

 

 

 

 

 

 

ส่วนเรื่องพระไทยยุคใหม่ไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่ว่าจะเป็น เจ้าคุณพิพิธ วัดสุทัศน์ มหาวอ ไร่เชิญตะวัน มหาสมปอง มหาไพรวัลย์ วัดสร้อยทอง เหล่านี้ ถือว่ายังมีบทบาท ไม่สามารถสรุปได้ว่าบั้นปลายชีวิตจะเป็นเช่นไร เพราะในโลกใบนี้ไม่มีอะไรแน่นอน บางท่านอาจจะได้ดีในเบื้องต้น แต่เบื้องปลายแล้วล้มละลาย ขณะที่บางท่านเบื้องต้นอาจจะเคราะห์ร้าย แต่เบื้องปลายกลายเป็นดี ก็มีในโลกคือละครใบนี้

 

 

ดังในภาพสุดท้ายนี้ ที่ "พระธัมมชโย" อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เคยได้รับความเคารพบูชาจากราชสำนักอย่างสูงยิ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถรักษาพระราชศรัทธาให้มั่นคงได้ ต้องถูกถอดและดำเนินคดี หลบลี้หนีหายไปหลายปี จะเพราะสาเหตุอะไร ถ้ามิใช่..ยุ่งการเมือง

 

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 12 พฤษภาคม 2564

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264