SIDE EFFICTS

 

 

 

ผลข้างเคียงไวรัสโควิด-19

 

เข้าวัดสร้อยทองเต็มลำ

 

ส่วนไร่เชิญตะวันลอยลำ

 

 

 

 



 

 

 

ซ้ำเติมรัฐบาล VS ซ้ำเติมประชาชน

 

 

 

 

Side Effects ซึ่งแปลว่า ผลข้างเคียง หรืออาการไม่พึงปรารถนา จากการฉีดวัคซีนโควิด-19 นั้น เป็นสาเหตุสำคัญ ที่หลายคน "ไม่อยากฉีดวัคซีน" เพราะกลัวผลข้างเคียง เช่น เส้นเลือดตีบตัน เป็นต้น ผู้คนมากมาย มีความมุ่งหมายต่างกัน บ้างไม่ฉีดทุกกรณี บ้างขอเลือกฉีดเฉพาะกรณี เช่น ถ้าเป็นวัคซีนที่ตนเองเห็นว่าไม่มีผลข้างเคียง ก็ยินดีฉีด หรือขอฉีดวัคซีนยี่ห้อโน้นยี่ห้อนี้ ซึ่งมีเกียรติคุณว่าดีและไม่มีผลข้างเคียง

 

 

ผลข้างเคียงที่เกิดจากไวรัสโคโรน่า-19 ว่ากันจริงๆ แล้ว กระทบทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุข  การเมือง เศรษฐกิจ หรือแม้แต่..การศาสนา

 

 

การศาสนาในประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างแรง เมื่อมหาเถรสมาคมได้ลงมติว่า "พระมหาสมปอง วัดสร้อยทอง วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม เกี่ยวข้องกับการเมือง" เมื่อดูในรายละเอียดแล้ว พระมหาสมปองวิจารณ์เกี่ยวกับ "วัคซีนโควิด-19" ทำนองเร่งให้รัฐบาลแสวงหามาโดยเร็ว เพื่อช่วยเซฟชีวิตคนไทยให้ปลอดภัย แต่กลับกลายเป็น "การเมือง" ไป เพราะไปกระทบการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีการยก การซื้ออาวุธของกองทัพเช่น เรือดำน้ำ มาตีซะยับว่าไม่มีคุณค่า ซื้อวัคซีนจะช่วยชีวิตคนไทยได้มากกว่า เปรียบเทียบซะจนเห็นเนื้อเห็นหนังเช่นนี้ มีหรือที่รัฐบาลจะนิ่งดูดายอยู่ได้ แค่ยุงกัดยังคัน โดนพระมหาสมปองกัดจะไม่นอนสะดุ้งเป็นตะปูแทงหลังได้ยังไง นั่นไงที่ว่าปัญหาโควิดขวิดวัดวาอารามเข้าอย่างจัง เพราะคนในวัดไม่สังวรระวังในการแสดงออกทางการเมือง

 

 

จึงถือว่าวัคซีนโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อวงการศาสนาของประเทศไทยเข้าอย่างแรง แต่ใช่แค่ "พระมหาสมปอง" เท่านั้น ที่ออกมาพูดเกี่ยวกับสถานการณ์ไวรัสระบาดในประเทศไทย มองไปทางเหนือก็พบว่า "ว.วชิรเมธี" ซึ่งบัดนี้ได้เป็นเจ้าคุณด้วยการตระบัดสัตย์ (ตอแหล) มาแล้ว ก็ออกมาพูดหรือเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในหัวข้อว่า "วิชาเห็นอกเห็นใจผู้อื่น" มีการหยิบยกเอาปฏิกิริยาจากผู้คนมากมาย ที่ไม่พอใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการบริหารสถานการณ์ ต่างกรรมต่างวาระและต่างสถานะ รวมทั้งกลุ่มที่ไม่พอใจถึงกับ "ชวนกันย้ายประเทศ" ทุกหมู่เหล่า เหล่านี้ถูก ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย นำมายำรวมเป็น "กลุ่มไม่พอใจประเทศไทย" ใช้วาทกรรมนิ่มๆ นวลๆ ตีขลุมไปทุกกลุ่มว่า "ต่อให้มีพันปาก ด่ากันพันวัน ก็คงไม่จบสิ้น" แล้วสรุปเป็นสำนวนโอ๋รัฐบาลว่า ควรเห็นอกเห็นใจกัน ดูน่ารักน่าชัง

 

 

นั่นเป็นอุบาย "ตีหัวฝ่ายโน้น ยกย่องฝ่ายนี้" ถ้านำไปเทียบกับ "หลักการของนักเทศน์" ข้อที่ว่า "อตฺตานญฺจ ปรญฺจ อนุปหจฺจ" ซึ่งแปลว่า นักเทศน์ที่ดีนั้น ต้องไม่แสดงธรรมกระทบตนและผู้อื่น คือควรต้องแสดงธรรมไปตามเนื้อหา ไม่ยกตนข่มท่าน ไม่ยกใครไปข่มขี่หรือเสียดสีใคร จึงจะถือว่าเป็นพระนักเทศน์ที่ดี

 

 

แต่คงไม่มีใครไปสอบสวนคำพูดของ "มหาวอ" เพราะยกยอรัฐบาลซึ่งถืออำนาจบริหารประเทศ สามารถให้คุณให้โทษแก่ใครก็ได้ ขณะที่ "มหาสมปอง" นั้น โดนเต็ม แถมโดนขึ้นศาลสงฆ์ มหาเถรสมาคมฟันธงว่า "ผิด" ถ้าไม่หยุดก็เตรียมเจอโควิดสายพันธุ์ใหม่ได้ ไซด์เอฟเฟคส์ของไวรัสโคโรน่าครั้งนี้นั้น ต่างกันสุดขั้ว

 

 

อีกด้านหนึ่งนั้น ทั้งมหาวอและมหาสมปอง ล้วนแต่ได้รับการยกย่องจากฝ่ายสนับสนุน และโดนด่าจากฝ่ายตรงข้าม (ทางการเมือง) ซึ่งก็คงจะเป็นเรื่อง "สีเหลืองสีแดง" ที่เล่นกันมานานหลายปีแล้วนั่นแหละ สังเกตได้ว่า ฝ่ายมหาสมปอง ก็ได้พรรคฝ่ายค้านและม็อบสามนิ้วเชียร์สนั่นเวที ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางท่าน ถึงกับประกาศ "จะฟ้องมหาเถรสมาคม" ถ้ารังแกมหาสมปอง ทีวีหลายช่องซึ่งเชียร์รัฐบาลก็กระหน่ำซ้ำเติมมหาสมปอง โดยอาศัยมติมหาเถรสมาคมเป็นตัวนำ แต่อีกหลายช่องก็เชียร์สมปองเช่นกัน แถมยำมหาเถรสมาคมอีกด้วย

 

 

ส่วนมหาวอนั้น แม้ว่าทางฝ่ายรัฐบาล คือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะไม่พูดถึง (แอบชมอยู่ในใจ เพราะช่วยแก้ไขสถานการณ์ให้) แต่ก็ถูกดึงเข้าเวทีมวยโดยฝ่ายมหาสมปอง ว่าตะที "วอพูด" ก็การเมืองเหมือนกัน เรื่องเดียวกัน ช่วงเดียวกัน ทำไมมหาเถรสมาคมไม่ลงดาบบ้าง หรือว่าถ้าพูดการเมืองเชียร์รัฐบาลก็ถือว่าถูกต้อง แต่ถ้าไม่เชียร์ก็ถือว่าผิดธรรม เส้นแบ่งระหว่าง "ความผิด-ความถูก" ในทางธรรมนั้น อยู่ตรงไหน ตรงที่พูดหรือไม่พูด หรือว่าอยู่ตรงที่ "พูดถูกใจหรือไม่ถูกใจ" ใครจะให้คำนิยามได้ สุดท้ายก็สรุปลงตรงว่า มหาเถรสมาคมเป็นเบ๊ให้รัฐบาล จะสั่งการให้ทำอะไรก็ได้ ไม่ต่างไปจากร้านอาหารตามสั่ง สั่งผิดๆ ถูกๆ ก็ยินดีทำตาม สารพัดเสียงวิจารณ์มหาเถรสมาคมดังไกลไปทั่วโลก

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนจะแสดงความเห็นอะไรลงไป ก็ควรมีข้อมูลที่รอบด้าน คือต้องอ่านหรือฟัง "คำพูดหรือข้อเขียน" ของทั้งมหาวอและมหาสมปองทั้งสอง ว่าแต่ละฝ่ายพูดหรือเขียนไว้อย่างไร เพื่อจะได้เทียบเคียงให้เห็นอย่างชัดเจน มิเช่นนั้นก็อาจจะใช้ "ความรู้สึก" เข้าไปตัดสิน เหมือนมหาเถรสมาคมโดนยำอยู่ในเวลานี้

 

 

แต่ก็ต้องขอแสดงความเห็นไว้ด้วยว่า เมื่อเทียบเคียงดูแล้ว เห็นได้ชัดเจนว่า

 

 

มหาสมปองนั้น พูดกระทบทางฝ่ายรัฐบาล ว่าบริหารแย่ ไร้วิสัยทัศน์ แถมยังยก "เรือดำน้ำ" ซึ่งเคยเป็นมุกอมตะของพระมหาสมปองมาฉายซ้ำ  เป็นของแสลงในใจของบิ๊กตู่ ทำให้รัฐบาลไทยทนไม่ไหว ต้องทำอะไรเพื่อ "ปิดปาก" พระมหาสมปอง หากยังดื้อก็อาจจะมีรายการ "ดึงผ้าเหลืองออกจากร่าง" เหมือนอดีตพระเจ้าคุณวัดสระเกศและวัดสามพระยา ที่ยังหาสถานะของตนเองไม่เจอจนทุกวันนี้ จะลองดีก็ลองดู สั่งสึกทีละสามวัด บิ๊กตู่ก็ทำมาแล้ว ขอร้องว่า อย่าท้า ไม่แน่จริงยึดอำนาจประเทศไทยไม่ได้หรอก

 

 

ส่วนมหาวอนั้น พูดจากระทบทางฝ่ายประชาชน คนที่เดือดร้อนเพราะการบริหารของรัฐบาล อีกด้านก็ยกย่องฝ่ายรัฐบาล (รวมทั้งบุคคลากรของรัฐ) ว่าทำงานหนักหนาน่าเห็นใจ ไม่ควรตำหนิติเตียนใดๆ ในสถานการณ์เช่นนี้ วาทะวาทีเช่นนี้ ดูดีกว่ามหาสมปอง แต่มองให้ลึกก็จะเห็นว่า "มหาวอก็ฉวยโอกาสตีกินทางการเมือง" บิ๊กตู่เห็นวอแล้วก็ทั้งรักทั้งเอ็นดู มิเสียทีที่ให้เจ้าคุณ ถึงจะตอแหลว่า "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ ไม่คู่ควรแก่สมณะ" ต่อสาธารณะไปแล้วก็ตาม แต่คนไทยลืมง่าย ยิ่งได้เป็นเจ้าคุณก็ยิ่งตอแหลเนียนขึ้น ก็สวมหมวกเสริมความงาม หัวล้านก็กลายเป็นยอดมงกุฎ แต่ระดับวอนี่ต้องยกย่องให้เป็นถึง "18 มงกุฎ" ถึงจะสมราคา

 

 

สรุปว่า ทั้งมหาสมปองและมหาวอ ต่างพูดจากซ้ำเติมกันไปคนละทาง คนหนึ่งซ้ำเติมรัฐบาล อีกคนซ้ำเติมประชาชน ผลก็คือ สร้างความแตกแยกให้แก่คนในชาติทั้งคู่

 

 

และถ้านำคำพูดหรือข้อเขียนของทั้งสองมาเทียบในหลักนักเทศน์ดูแล้ว ก็จะเห็นอีกว่า "ฝ่าฝืน" หลักนักเทศน์ข้อที่ห้าข้างต้นนั้นเหมือนกัน เพียงแต่ "ฝ่า" คนละจุด แหกไปคนละทาง คนหนึ่งไปทางซ้าย อีกคนไปทางขวา หรือด่ากันคนละลีลา ซึ่งแต่ละคนก็มีแฟนคลับเป็นกองเชียร์ เพราะนิยมชมชอบลีลามาตั้งนาน ชอบแบบนี้ก็เชียร์แบบนี้ จึงไม่มีการลงคะแนนว่าใครแพ้และชนะ กลายเป็นปัญหาโลกแตกไปเลย

 

 

โดยทั้งนี้ ถ้าหากใช้หลักการที่ "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์-ปยุตฺโต" ท่านเมตตาชี้แนะไว้ ก็คือว่า การกล่าวโทษฝ่ายตรงข้ามว่าผิดข้อนี้ ขณะที่ตนเองก็ทำผิดอีกข้อหนึ่งนั้น ไม่สามารถหาข้อยุติได้ เปรียบเหมือนมีเส้นคดอยู่ 2 เส้น เส้นหนึ่งคดน้อย อีกเส้นคดมาก หรือคดคนละด้าน จะอ้างว่าเส้นคดมากนั้นคด เส้นคดน้อยไม่คด หรือเส้นคดทางซ้ายไม่คด แต่เส้นคนทางขวานั้นคด แบบนี้ก็ตีกันตาย การจะตัดสินว่าเส้นใดคดหรือไม่นั้นจึงจะใช้ "เส้นคดที่แตกต่างกัน" มาวัดไม่ได้ผล แต่จะให้เป็นธรรมก็ต้องใช้ "ไม้บรรทัด" ซึ่งตรง มาวัด ผลออกมาว่าเส้นไหนคดก็ว่าไปตามนั้น ไม่มีเส้นซ้ายเส้นขวา ไม่มีเส้นฉันเส้นเธอ หรือเส้นเหลืองเส้นแดง แบบนี้จึงจะ "ยุติ" ได้โดยธรรม ซึ่งก็คือ..ยุติธรรม นั่นเอง

 

 

เมืองไทยปัจจุบัน นอกจากการเมืองจะหาไม้บรรทัดไม่มีแล้ว การศาสนาก็แทบจะหาไม่เจอ เพราะ..ไม่มีไม้บรรทัด

 

 

 

 

 

 

 

ธรรมเดลิเวอรี่ แต่..ส่งผิดที่ ของพระมหาสมปอง

จาก..หัวหน้าพระวิทยากร กลายเป็น..หัวหมู่ทะลวงฟัน

 

 

 

 

 

 

 

"โอกาสทอง"

 

วิธีการนั่งในใจบิ๊กตู่ ของ ว.วชิรเมธี

 

 

 


 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 10 พฤษภาคม 2564

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264