ปิดคดีเงินทอนวัด

 

เปิดคะแนนรวมของการแข่งขันมาราธอน

 

ชนะแต่แพ้ แพ้แต่ชนะ

 

 

 

 

 

 

 

เจ้าคุณเอื้อน : เจ้าคุณธงชัย

 

สองอดีตกรรมการมหาเถรสมาคมที่ถูกมหาเถรสมาคมเชือด

ไม่ยอมให้แม้แต่จะกลับมาห่มผ้าเหลือง

ในทางสงฆ์ชี้ว่า นี่คือการประหารชีวิต

 

 

 

 

 


 

 

 

 

นับเป็นการลงดาบ "ซ้ำๆ" ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตั้งแต่ "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ออกแถลงการณ์ด้วยตัวเอง ตอบโต้ต่อการที่ "อดีตเจ้าคุณเอื้อน-พระพรหมดิลก" วัดสามพระยา ออกคุกมาก็ทำพิธี "คืนสู่ผ้าเหลือง" อย่างเอิกเกริก เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา ระบุชัดว่า "กลับมาห่มผ้าเหลืองไม่ได้ ขืนห่มก็จะเจอข้อหาแต่งกายเลียนแบบสงฆ์"

 

 

ตามด้วย อดีตเจ้าคุณธงชัย-พระพรหมสิทธิ วัดสระเกศ ซึ่งแม้จะได้รับประกันตัวออกมาตั้งนาน และมีคำพิพากษา "ล่าสุด" ไปตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2564 แต่เจ้าคุณธงชัยรอฤกษ์งามยามดี กระทั่งวันที่ 13 เมษายน สงกรานต์ที่ผ่านมา จึงได้ทำพิธี "คืนสู่ผ้าเหลือง" อย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางพระสงฆ์เถรานุเถระและพุทธศาสนิกชนอย่างมากมาย ทำพิธีที่บริเวณพระอุโบสถวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เหมือนอดีตเจ้าคุณเอื้อน

 

 

และครั้งหลังนี้ ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยนายณรงค์ ทรงอารมณ์ ซึ่งกำกับบทบาทโดย "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" เจ้าเก่า ก็รีบนำเอาเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 20 เมษายน ซึ่งทางสำนักพุทธได้อ้างว่า "มหาเถรสมาคมลงมติเด็ดขาด อดีตพระพรหมสิทธิหมดสิทธิ์ห่มผ้าเหลือง เพราะถือว่าได้ขาดจากความเป็นพระไปแล้ว" และอีก 10 วัน ถัดมา ในวันที่ 30 เมษายน ทางสำนักพุทธฯ ก็นำเรื่องเข้ามหาเถรสมาคมอีกรอบ ซึ่งทางมหาเถรสมาคมคงจะแค่ "รับฟัง" ตามธรรมเนียมของพระสงฆ์เหมือนลงอุโบสถ หากว่าพระสงฆ์นิ่งเงียบ ก็ถือว่าผ่าน งานนี้ สำนักพุทธฯ จึงตีข่าวว่า "มหาเถรสมาคมรับรองมติที่ประชุมครั้งก่อน ซึ่งวินิจฉัยว่าอดีตเจ้าคุณธงชัยไม่สามารถกลับมาห่มผ้าเหลืองได้"

 

 

 

นั่นจึงถือว่า คดีสิ้นสุดแล้ว จะอุทธรณ์หรือฎีกาอีกไม่ได้แล้ว

 

ละครฉากสุดท้ายในมหกรรมเงินทอนวัด ได้รูดม่านลงแล้ว

 

 

 

ซึ่งถ้ามองโดยรูปการณ์ทั้งสองทางแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า

 

ทางอดีตเจ้าคุณเอื้อนและเจ้าคุณธงชัย พร้อมด้วยพระบริวาร ได้ทำพิธีคืนสู่ผ้าเหลือง "เหมือนกันเป๊ะ" คือทำพิธีในบริเวณพระอุโบสถ และมีพระสงฆ์รวมทั้งพุทธศาสนิกชนที่ยังเคารพรักศรัทธาเข้าร่วมพิธี มีการถ่ายรูปและถ่ายวิดีโอเป็นข่าวอย่างเอิกเกริก

 

 

ส่วนทางสำนักพุทธฯ ก็อ้างกฎหมายมาตราเดียวกัน ทั้งกรณีเจ้าคุณเอื้อนและเจ้าคุณธงชัย โดยใช้ "ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร" เป็นสถานที่ประทับตรา ที่นิยมเรียกว่า "สภาตรายาง"

 

 

อย่าลืมว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นผู้โจทย์ฟ้องอดีตกรรมการมหาเถรสมาคมทั้งหมด แม้จะอ้างว่าเป็นหน่วยงานรัฐที่ต้องดำเนินการตามหน้าที่ ดังนี้ก็ตาม แต่ก็ย่อมจะหนีไม่พ้นฐานะ "โจทก์" ของ "จำเลย"

 

 

ถ้าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นทั้งโจทก์และศาลสงฆ์ ก็เข้าทำนอง "ชงเองกินเอง" คือเดินเรื่องฟ้องร้องเอง เมื่อศาลอาญาพิพากษาว่าผิดแล้ว จึงนำเอาคำพิพากษานั้นมาทำการ "ชงซ้ำ" นำเข้าวินิจฉัยในมหาเถรสมาคม โดยมีคำวินิจฉัยให้เสร็จ เล่นคนเดียวทั้งสองสนาม คือศาลอาญาและศาลสงฆ์ ถ้าขืนแพ้แม้แต่แต้มเดียว ก็รับรองว่าถูกแฟนคลับโห่ไล่ออกนอกสนามแน่นอน

 

 

และ..พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ คือผู้กำกับและผู้จัดการในงานนี้

 

 

นี่ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง ของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ใครเกิดมาทันรู้ทันเห็น ก็ต้องถือว่าโชคดี เพราะคดีแบบนี้ ร้อยวันพันปีถึงจะมีขึ้น

 

 

ดังนั้น ไม่ว่าฝ่ายไหนที่เข้าไปเกี่ยวข้องใน "มหกรรมเงินทอนวัด" ก็ต้องถือว่าเป็นนักเล่นเกมครั้งประวัติศาสตร์ ไม่ว่าคุณจะแพ้หรือชนะ ก็เล่นในสนามเดียวกัน เกมเดียวกัน ผลแพ้หรือชนะ เป็นแต่เพียง "ปลายทาง" ของสนามแข่ง

 

 

 

 

 

 

 

 

กงเงินวัด โกงเงินรัฐ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โกงอำนาจ โกงคะแนนพระ

 

 

 

 

 

แต่เชื่อหรือไม่ ในงานนี้ มีทั้งผู้แพ้และชนะ

 

 

ฝ่ายรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ของ "ณรงค์-พงศ์พร" ซึ่งระดมกำลังไล่ทุบไล่ถองอดีตพระมากมายไปถึงต่างประเทศ แล้วโชว์มือตัวเองว่าคือผู้ชนะ แต่กลับได้รับเสียงโห่ฮาป่ากระหึ่มสนามว่า "โกง"

 

 

ขณะที่อดีตพระกรรมการมหาเถรสมาคม แรกนั้นเหมือนเพลี่ยงพล้ำ ถูกอีกฝ่ายป้ายสีว่าโกงเงินวัดอย่างนี้ๆ มีแม้กระทั่งเรื่องสตรีเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเข้าทางสังคมไทยที่เชื่อข่าวร้ายมากกว่าข่าวดี แต่พอไปถึงศาลอาญาแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ศาลสั่งปล่อยตัว และกับอดีตเจ้าคุณธงชัยนั้น ศาลถึงกับออกความเห็นว่า "การจับกุมพระสงฆ์มาขังไว้ ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติศาสนา เห็นควรให้ท่านกลับออกไปบำเพ็ญตนเป็นประโยชน์ต่อไป" เหมือนตบหน้ารัฐบาลไทยให้เจ็บอาย

 

 

แต่รัฐบาลโดยสำนักพุทธฯ มิได้เล่นแค่คดีเดียว แต่เล่นเป็นชุด ชกหน้าไม่โดนก็ชกท้อง ชกท้องไม่เข้าก็ชกเป้า แล้วสุดท้ายไม่ว่าเจ้าคุณเอื้อนและเจ้าคุณธงชัยก็..ไปไม่รอด โดนพิพากษาว่าผิด ในข้อหาสนับสนุนเจ้าหน้าที่ให้ทำความผิดไปโน่น

 

 

ข้อหาปลายแถวนี่แหละ ที่ถูกนำมาเป็น "เชือกรัดคอ" เจ้าคุณเอื้อนและเจ้าคุณธงชัย ให้ดิ้นไม่หลุด

 

 

เล่นเลยเถิดแบบนี้ น่าจะเป็นมลทินติดตัวอดีตเจ้าคุณเหล่านั้นให้กระดำกระด่าง แต่ที่ไหนได้ กลับกลายเป็นแผ่นเงินแผ่นทอง เพราะพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่มองเห็นว่า

 

 

 

"พระถูกรัฐบาลรังแก รัฐบาลไทยทำร้ายพระสงฆ์"

 

 

รัฐบาลไทย ชนะคะแนนบนเวที แต่ไม่ชนะใจคนดู ขณะที่อดีตเจ้าคุณเอื้อนและเจ้าคุณธงชัย แพ้คะแนนบนเวที แต่ชนะใจคนดู

 

 

มีคนดูอีกมากมาย ประกาศว่า ถึงแม้ว่ารัฐบาลบิ๊กตู่ จะสั่งห้ามมิให้อดีตเจ้าคุณเอื้อนและเจ้าคุณธงชัย กลับมาห่มผ้าเหลือง ก็ไม่เป็นไร เพราะความเป็นพระมิได้อยู่ที่ผ้าเหลือง ดังนั้น ไม่ว่าท่านจะห่มผ้าสีอะไร พวกเราก็จะยังให้ความอุปถัมภ์ตลอดไป ไม่หมดศรัทธา แถมจะศรัทธาเพิ่มยิ่งขึ้น เพราะเห็นใจที่ถูกรัฐบาลรังแก เหมือนคดีครูบาศรีวิไชยนักบุญแห่งลานนาไทย ซึ่งเดิมก็เป็นแค่ "พระบ้านนอก" แต่พอถูกรัฐบาลไทยสมัยนั้นรังแก จากเด็กบ้านนอกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ค่าตัวพุ่งสูงลิ่ว ออกเหรียญราคาเป็นแสนเป็นล้าน ทุกวันนี้กลายเป็น "โมเดล" ของพระที่ถูกรังแก

 

 

แบบนี้ ถามว่าใครแพ้ ?

 

 

หรือจะเป็นสูตรสำเร็จที่ว่า ถ้าใช้กำลังกับคนที่อ่อนแอกว่า จะไม่มีทางชนะ ไม่ว่ายุคไหน

 

 

ภาษิตไทยโบราณว่า

 

"แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร"

 

ใครเป็นพระ ใครเป็นมาร ก็ดูได้จากผลแพ้และชนะ

 

 

 

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 3 พฤษภาคม 2564

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264