เปิดเกมสกัด "ธงชัย" ใครสกัดใคร ?

 

ในศึกชิงเจ้าภูเขาทองมูลค่าหมื่นล้าน

 

อลังการงานสร้างที่สุดในประเทศไทย

 

 

 

 

 

 

 

 

บรมบรรพต สุวรรณบรรพต หรือ ภูเขาทอง วัดสระเกศราชวรมหาวิหารนั้น เป็นภูเขาเทียม หรือภูเขาที่คนสร้างขึ้น ตั้งอยู่กลางกรุงเทพมหานคร เริ่มสร้างขึ้นในรัชกาลที่ 3 แต่มาเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 5 และเป็นสิริหามงคลสำหรับประเทศไทย เมื่อทางประเทศอินเดียอันตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษในสมัยนั้น ได้มีการขุดค้นเนินดินโบราณแห่งหนึ่งในตำบลปิประวา ซึ่งอยู่ระหว่างชายแดนอินเดีย-เนปาล พบพระบรมสารีริกธาตุ มีจารึกลานทองเป็นหลักฐานว่าพระบรมญาติศากยวงศ์เป็นผู้บรรจุไว้

 

รัฐบาลอังกฤษในสมัยนั้น เห็นว่าสยามเป็นประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา จึงแจ้งความประสงค์จะมอบพระบรมสารีริกธาตุที่ค้นพบนั้นให้แก่สยาม ซึ่งปัจจุบันก็คือประเทศไทย

 

ครั้นอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้นำขึ้นประดิษฐานไว้บนยอดพระเจดีย์ภูเขาทองวัดสระเกศ ส่งผลให้พระเจดีย์ทองวัดสระเกศเป็นพระเจดีย์สำคัญสูงสุด คือทั้งสูงเพราะสร้างสูงและมีสิ่งที่เป็นศิริมงคลสูงสุดคือพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรจุไว้ เป็นพระบรมสารีริกธาตุเพียงชุดเดียว ที่ประเทศไทยได้รับอย่างเป็นทางการ และมีหลักฐานยืนยันอย่างเป็นสากลมากที่สุด ด้วยเหตุนี้ เมื่อพุทธศาสนิกชนทั่วโลกประสงค์จะบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ก็ต้องมุ่งไปนมัสการยัง "บรมบรรพตภูเขาทอง" วัดสระเกศ

 

 

 

 

 

 

 

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ ป.ธ.9)

 

อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

 

 

 

วัดสระเกศ แต่เดิมนั้นเป็นวัดนอกพระนคร และเป็นป่าช้าของกรุงเทพมาแต่เดิม เมื่อมีคนตายเพราะโรคห่าเยอะ จึงนำศพไปทิ้งที่ป่าช้าวัดสระเกศ ส่งผลให้ฝูงแร้งบินมาจับที่ยอดภูเขาทองจ้องจะกินศพเหล่านั้น และด้วยนิสัยของแร้งจึงแก่งแย่งศพกันพัลวัล เป็นที่มาของหนึ่งในสามอารามดังแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ตามวลีที่ว่า "ยักษ์วัดแจ้ง แร้งวัดสระเกศ เปรตวัดสุทัศน์" แต่ละแห่งก็แรงฤทธิ์ด้วยกันทั้งสิ้น

 

 

วัดสระเกศขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ก็ในสมัย "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์-อยู่ ญาโณทโย ป.ธ.9" ได้รับการสถาปนาขึ้นดำรงตำแหน่ง "สมเด็จพระสังฆราช" พระองค์ที่ 15 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และได้สิ้นพระชนม์ลงในปี พ.ศ.2508 ตำแหน่งเจ้าอาวาสตกอยู่แก่ศิษย์เอกที่ชื่อ "พระมหาเกี่ยว อุปเสโณ ป.ธ.9" ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น "สมเด็จพระพุฒาจารย์" ดำรงตำแหน่งสูงสุดคือ "ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" เป็นเวลายาวนานถึง 9 ปี นับเป็นเวลาที่วัดสระเกศขั้นสู่จุดสูงสุดแห่งคณะสงฆ์ไทย เพราะใครๆ ก็ต้องไป..วัดสระเกศ

 

 

คุณสมบัติสำคัญของสมเด็จเกี่ยวนั้น ท่านเคยเป็นพระเลขานุการในสมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทัย) จึงรู้งานคณะสงฆ์มาก มีประสบการณ์สูง ในบรรดาศิษย์สมเด็จฟื้นวัดสามพระยา ที่เรียกว่า 5 อรหันต์ อันได้แก่ นิยม เกี่ยว พลอย ช้อย ช่วง แม้จะเรียนรุ่นเดียวกัน แถมบางรูปมีอายุพรรษามากกว่าสมเด็จเกี่ยว แต่สมเด็จเกี่ยวก็อาศัยประสบการณ์ความเก๋าที่เคยผ่านสำนักงานสมเด็จพระสังฆราชมาก่อน จึงมีความเจริญก้าวหน้าในยศและตำแหน่งกว่าศิษย์สมเด็จฟื้นในรุ่นเดียวกัน

 

 

 

 

 

 

สามชีวิตในอเมริกา

 

 

 

 

 

พ.ศ.2512 พระหนุ่มจากไทย 3 รูป ได้แก่

 

1. พระธรรมคุณาภรณ์ (เกี่ยว อุปเสโณ ป.ธ.9) วัดสระเกศ

2. พระเทพวรเวที (ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ.9) วัดปากน้ำ

3. พระศรีวิสุทธิโมลี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต ป.ธ.9) วัดพระพิเรนทร์

 

ได้เดินทางทางไกลไปทัศนศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้เวลานานถึง 3 เดือน กินนอนด้วยกัน เจ้าคุณเกี่ยวเป็นพี่ใหญ่ เจ้าคุณช่วงเป็นพี่รอง เจ้าคุณประยุทธ์เป็นน้องเล็ก เมื่อกลับมาจากอเมริกาแล้ว ทุกรูปมีความเจริญก้าวหน้า ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จหมด แต่เมื่อเกิดกรณีธรรมกายขึ้นในปี 2542 ตอนนั้น สมเด็จประยุทธ์ ออกหน้าวิพากษ์ธรรมกายกระทบวัดปากน้ำของสมเด็จช่วงเข้าอย่างจัง ยังดีที่มีสมเด็จเกี่ยวคอยประคองสถานการณ์ไว้ แต่ก็ทำให้กรณีธรรมกายยืดเยื้อยาวนานมาถึงปัจจุบัน

 

 

 

 

 

 

 

ภาพประวัติศาสตร์

สมเด็จประยุทธ์ คารวะศพสมเด็จเกี่ยว

 

 

 

 

แนวทางการบริหารการปกครองของสมเด็จเกี่ยวนั้น ค่อนข้างจะประนีประนอมนุ่มนวล แบบว่าเข้าได้กับทุกฝ่าย วัดสระเกศมีแต่มิตรไม่มีศัตรู ดูได้จาก "กรณีธรรมกาย" ที่เริ่มปะทุในปี 2542 ตอนนั้น พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต ป.ธ.9) วัดพระพิเรนทร์ ได้เขียนหนังสือวิพากษ์คำสอนของสำนักวัดพระธรรมกายอย่างรุนแรง แน่นอนว่าสำนักวัดปากน้ำของสมเด็จช่วงย่อมไม่พอใจ ที่รุ่นน้องมองข้ามพี่ แต่สำนักวัดสระเกศของสมเด็จเกี่ยว ก็เอาทั้งนิ้วโป้งและนิ้วก้อยเกี่ยวทั้งวัดปากน้ำและวัดพระพิเรนทร์ไว้ได้อย่างที่เรียกว่า "เซียนเรียกพี่"

 

 

สมเด็จเกี่ยวสามารถ "สะกด" สำนักวัดปากน้ำ ไม่ให้ส่งเสริมวัดพระธรรมกายจนเกินหน้า ขณะเดียวกันก็ "ส่งเสริม" สำนักวัดพระพิเรนทร์ ด้วยการเสนอให้เลื่อนสมณศักดิ์พระธรรมปิฎกขึ้นเป็น "พระพรหมคุณาภรณ์" ในปี 2547

 

 

เมื่อสมเด็จเกี่ยวมรณภาพลงในปี พ.ศ.2556 นั้น งานพระราชทานเพลิงศพ มีสมเด็จช่วง วัดปากน้ำ รับเป็นแม่งานสำคัญ ส่งผลให้งานศพสมเด็จเกี่ยวนั้นยิ่งใหญ่อลังการที่สุดงานหนึ่งในกรุงรัตนโกสินทร์ (ยิ่งใหญ่กว่างานศพสังฆราชหลายพระองค์) และที่สำคัญก็คือ "พระพรหมคุณาภรณ์-ปยุตฺโต" ซึ่งย้ายจากวัดพระพิเรนทร์ไปจำพรรษาที่วัดญาณเวศกวัน นครปฐม ได้เดินทางไปเคารพศพสมเด็จเกี่ยวด้วย ในวงการสงฆ์ถือว่าเป็นภาพประวัติศาสตร์เลยทีเดียว

 

 

มีควันหลงในกรณีธรรมกายด้วยว่า เมื่อแรกได้ทราบถึงการเขียนหนังสือ "กรณีธรรมกาย" ของพระธรรมปิฎก (ประยุทธ์) ในครั้งนั้น สมเด็จเกี่ยวได้พูดเพียงคำเดียวว่า "แมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวันกันเอง" คำๆ นี้ส่งผลให้วัดปากน้ำเงียบ วัดพระพิเรนทร์ก็เงียบ ไม่ต่อปากต่อคำกันอีกเลย ถือว่าสมเด็จเกี่ยวเป็นคัมภีร์ประนีประนอมเล่มสำคัญแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

 

 

 

 

 

 

 

 

เจ้าคุณเสนาะ (พระพรหมสุธี)

อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

 

 

 

ครั้นสิ้นสมเด็จเกี่ยวแล้ว วัดสระเกศก็ผันผวนอย่างแรง เพราะเจ้าคุณเสนาะไม่รักพี่รักน้อง จึงฟ้องร้องต่อคนข้างนอก เล่นกันถึงคุกถึงตะราง และแพ้ภัยตัวเอง ถึงกับทำอัตตวินิบาตมรณภาพไป ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศตกแก่ "พระพรหมสิทธิ-ธงชัย สุขญาโณ" พร้อมกับตำแหน่งสำคัญอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าคณะภาค 10 กรรมการมหาเถรสมาคม และประธานสำนักงานพระธรรมทูตสายต่างประเทศ อันเทียบได้กับรัฐมนตรีต่างประเทศเลยทีเดียว ส่งผลให้เจ้าคุณธงชัย กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลรูปใหม่ในวงการสงฆ์ นักการเมืองพรรคเพื่อไทยเข้าวัดสระเกศอย่างเนืองแน่น เงาราหูเคลื่อนเข้าคลุมวัดสระเกศ ส่งสัญญาณอันตรายถึงกับ..ผ้าเหลืองหลุด อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ได้รับทราบสัญญาณนี้ก่อนเกิดกรณีเงินทอนวัดนานนับปี แต่บอกไปคงไม่มีใครเชื่อ มีแต่คนจะหัวเราะเยาะเสียมากกว่า เลยนิ่งเสียตำลึงทอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สามกรรมการมหาเถรสมาคมที่ถูก คสช. ดำเนินคดีเงินทอนวัด

 

 

 

 

แต่แล้วเหมือนฟ้าผ่าภูเขาทอง เมื่อรัฐบาล คสช. ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ ส่งเจ้าหน้าที่กองปราบเข้าชาร์จจับกุมคุมขังกรรมการมหาเถรสมาคมพร้อมกันถึง 3 รูปด้วยกัน อันได้แก่

 

 

1. พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) วัดสามพระยา เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และกรรมการมหาเถรสมาคม

 

2. พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) วัดสัมพันธวงศ์ กรรมการและโฆษกมหาเถรสมาคม

 

3. พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) วัดสระเกศ เจ้าคณะภาค 10 กรรมการมหาเถรสมาคม และประธานสำนักงานพระธรรมทูตสายต่างประเทศ

 

 

ดีเดย์ในเช้าตรู่วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 ซึ่งคดีความก็ยังยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งสามรูปถูกถอดสมณศักดิ์ลงเป็นพระธรรมดา ก่อนจะถูกบังคับให้สละสมณเพศ โดยอ้างศาลว่าไม่อนุญาตให้ประกันตัว จึงต้องถอดผ้าเหลืองก่อนเข้าที่คุมขัง ส่วนพระพรหมเมธีนั้นได้หลบหนีและลี้ภัยในประเทศเยอรมนีอยู่ที่นั้นจนถึงปัจจุบัน

 

 

การบังคับให้ "สละสมณเพศ" นี่แหละ ที่กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการสงฆ์ขณะนี้ ถูกตีความว่า พระที่ถูกบังคับให้สละสมณเพศ ถือว่าสิ้นสุดความเป็นพระลงหรือไม่ ?

 

 

เรื่องคดีก็คงเป็นเรื่องของคดี ถ้าไม่มีปัจจัยอื่นเข้ามาเสริม โดยเฉพาะก็คือ ผลประโยชน์ในวัดสระเกศภูเขาทอง ซึ่งมีพระบรมสารีริกธาตุ อันสำคัญสูงสุดของประเทศไทย เพราะที่นี่มี "พระบรมสารีริกธาตุ" ของจริงแท้และเป็นสากลที่สุด แน่นอนว่าสำคัญขนาดนี้ ย่อมจะมีผู้คนศรัทธามหาศาล การบริจาคก็ย่อมจะมากมายกินไม่หมด ว่ากันว่าวัดสระเกศมีบัญชีเงินฝากมากมายถึง 100 กว่าบัญชี ที่เห็นใครต่อใครคุยว่าวัดโน้นรวย วัดนี้มีเงิน แต่ถ้าเทียบกับวัดสระเกศแล้วคนละชั้น เพราะวัดนี้มีทั้ง ยศ  ทรัพย์ และอำนาจ สั่งสมมายาวนาน ทั้งดอกทั้งเบี้ยนั้น "พันล้าน" ยังน้อยไป เอาสิบคูณก็ยังไม่แน่ใจว่าจะใช่ ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้นั้นมิใช่ของจริง

 

 

 

 

 

 

 

 

สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช)

เจ้าคณะใหญ่หนกลางสายในวัง

 

 

 

 

เหตุปัจจัยสำคัญนั้นก็เริ่มมาจาก วันที่ 30 ตุลาคม 2563 "มีพระบรมราชโองการตั้งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง" ซึ่งหวยออกที่กุฏิใหญ่วัดไตรมิตร โดยสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี หรือเจ้าคุณธงชัย ผู้โด่งดังสายพระเกจิ สามารถเสกทีมเลสเตอร์ ให้ได้แชมป์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ สมเด็จธงชัยนอกจากจะสร้างประวัติศาสตร์ด้านการกีฬาระดับโลกแล้ว การแข่งขันในวงการสงฆ์ ท่านก็ยังสามารถเอาชนะ "ศาสตราจารย์ ดร.พระพรหมบัณฑิต ราชบัณฑิต" พิชิตชัยได้ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางไปแบบหักปากกาเซียนพระ เป็นปรากฎการณ์ใหม่ในรอบร้อยปีของคณะสงฆ์ไทย พระที่ไม่เคยผ่านงานการปกครองใดๆ เลยแม้แต่ตำแหน่งเดียวในชีวิต จู่ๆ ก็ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง "เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" อันสูงสุดในบรรดาตำแหน่งทางการปกครองของคณะสงฆ์ไทย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ประสฤษดิ์ เขมงฺกโร)

ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโพธิ์

 

 

 

 

ต่อมา เมื่อตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน (วัดโพธิ์ท่าเตียน) ว่างลง เพราะหลวงพ่อสีนวล (พระธรรมรัตนากร) ได้มรณภาพลงในวันที่ 7 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา และผ่านงานศพไปได้เพียง 20 กว่าวัน ตกวันที่ 30 มีนาคม ศกนี้ ก็มีข่าวจากมหาเถรสมาคมว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริเห็นชอบให้ "สมเด็จพระมหาธีราจารย์" เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ย้ายไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ท่าเตียน พระอารามหลวงเอกอุอันดับหนึ่งของประเทศไทย และตั้งอยู่ใกล้พระบรมมหาราชวังมากที่สุด

 

 

พระวัดโพธิ์นับร้อยๆ ที่นั่งฟังสวดพระอภิธรรมงานศพหลวงพ่อสีนวล ล้วนแต่ไม่มีใครทราบหรือคาดคิดมาก่อน ว่าจะมีกรณีเสือข้ามห้วย เพราะก่อนหน้านั้นเพียง 3 วัน ก็มีพระบรมราชโองการ "เลื่อนสมณศักดิ์" ให้แก่ พระราชธรรมสุนทร (หลวงปู่ทองใบ) รักษาการเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ เป็นพระเทพวชิรโมลี มีความหวังว่าน่าจะได้เป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์อย่างมิต้องสงสัย แต่ก็ต้องหายสงสัย เมื่อได้รับทราบพระบรมราชโองการดังกล่าว

 

 

ฟังข่าวตั้งเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ข้ามห้วยมาจากยานนาวามิทันจบ ก็มีข่าวตามมาอีกว่า "จะมีการตั้งเจ้าอาวาสวัดสระเกศแบบเดียวกัน" ข่าวนี้สั่นสะเทือนภูเขาทองอย่างแรง เพราะถ้ามีพระบรมราชโองการ ทุกอย่างต้องจบทันที ไม่มีใครในปัถพีจะต้านทานได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ในวันที่ 13 เมษายน จึงปรากฏข่าวใหญ่ว่า อดีตพระพรหมสิทธิ หรือเจ้าคุณธงชัย อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ พร้อมด้วยอดีตเจ้าคุณที่ถูกจับกุมดำเนินคดีเงินทอนวัด จำนวนทั้งสิ้น 5 รูป ได้ทำพิธี "คืนสู่ผ้าเหลือง" ในพระอุโบสถวัดสระเกศ มีพระเทพรัตนมุนี หรือเจ้าคุณสุรชัย รักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศ เป็นประธานสงฆ์ ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับข่าวการตั้งสมเด็จธงชัยจากวัดสระเกศมาเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ ซึ่งแม้จะเป็นเพียงข่าวลือ แต่ใครได้ฟังก็เชื่อว่าเป็นไปได้ ดูอย่างวัดโพธิ์สิใครจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง

 

 

 

 

 

 

 

ศึกวันธงชัย รอยร้าวใหม่ในมหานิกาย

 

 

การทำพิธีกลับคืนสู่ผ้าเหลืองของเจ้าคุณธงชัยครั้งนี้ เรียกเป็นภาษาบาลีว่า  อปุพพํ อจริมํ แปลว่า ไม่ก่อนไม่หลัง คือเกิดขึ้นพร้อมๆ กับข่าวเสือข้ามห้วยจากเยาวราชจะมาครองภูเขาทอง นั่นหมายถึงว่า ทางฝ่ายวัดสระเกศ คงจะประเมินสถานการณ์แล้ว เห็นว่าลำพังเจ้าคุณสุรชัย คงจะรักษาอำนาจในวัดสระเกศไว้ไม่ไหว ต้องอาศัยบารมีของอดีตเจ้าคุณธงชัย ซึ่งกว้างขวางในแวดวงนักการเมืองและคฤหบดีระดับแนวหน้าของประเทศ ให้มาเป็นกำแพงกั้น "ธงชัยไตรมิตร" ให้ถอยกลับไป

 

 

 

 

 

 

 

 

แน่นอนว่า ก่อนหน้านั้น ก็มีข่าวว่า เจ้าคุณสุรชัย ก็ไม่ค่อยแฮปปี้กับอดีตพระพรหมสิทธิซักเท่าไหร่ หากจะกลับมาอยู่ในชายคาวัดสระเกศอีก เพราะบารมีของเจ้าคุณธงชัย ซึ่งเป็นทั้งอดีตเจ้าอาวาสและอดีตเจ้านายของตนเองนั้น ครอบงำตัวเจ้าคุณสุรชัยเอง แต่เมื่อเทียบกับการมาของ "ธงชัยไตรมิตร" แล้ว สุรชัยก็คิดได้ว่า "ธงชัยสระเกศดีกว่า" เพราะเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน อีกอย่าง ธงชัยสระเกศก็คนภูเขาทอง จะให้ท่านไปอยู่ไหน นั่นเอง สุรชัยจึงยินยอมอุ้ม "พี่ธงชัย" เข้าโบสถ์อีกครั้ง เป็นการเปิดยุทธการ "กันธงชัย" ไม่ให้อวตารมาจาก..เยาวราช แบ่งเขตชัดเจน ถิ่นใครก็ถิ่นมัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พอกระแสข่าว "ธงชัยคืนผ้าเหลือง" กระจายออกไปเช่นนั้น สองวัดถัดมา ตกวันที่ 15 เมษายน เป็นวันมหาสงกรานต์ ก็ปรากฏว่า นายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม วุฒิสภา ได้โพสต์ลงในเฟสบุ๊คส่วนตัว อัดอดีตพระพรหมสิทธิ (ธงชัย) และพระอดีตเจ้าคุณทั้ง 5 รูป แห่งวัดสระเกศ ที่ทำพิธีคืนสู่ผ้าเหลือง ว่าบังอาจทำผิดพระธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมือง เป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ ว่าถึงขนาดขาดจากความเป็นพระ "ปาราชิก" และต้องติดคุกติดตะรางรอบใหม่ ในข้อหา "แต่งกายเลียนแบบสงฆ์"

 

 

ผู้คนงงว่า ส.ว.วันชัย กินยาอะไร ทำไมดุดันเหลือเกิน มีอะไรกับอดีตเจ้าคุณธงชัยวัดสระเกศหรือเปล่า ไปกินพริกกินขิงที่ไหนมา ถึงได้ออกหน้าออกตาดุดันเผ็ดมันเพียงนั้น มันกงการอะไรของนายวันชัยที่จะต้องออกมาเล่นอย่างรุนแรงเช่นนี้

 

 

แต่ความสงสัยก็หายไปทันที เมื่อมีการเปิด "ปูมโหร" ว่า ส.ว.วันชัยนั้น ก็หาใช่ใครอื่น เป็นเด็กวัดไตรมิตร เรียนจนจบเปรียญที่นั่นก่อนจะลาสิกขา พักหลังมาก็แสดงตัวเป็น "ศิษย์ก้นกุฏิ" ของสมเด็จธงชัย ถึงกับออกมาแก้ข่าวให้แก่สมเด็จธงชัย เมื่อคราวลี้ภัยไปปากช่อง เซียนพระจึงขยับกล้องจากหน้านายวันชัยไปยังกุฏิใหญ่วัดไตรมิตรของสมเด็จธงชัย ว่าเป็นสถานีแม่ที่ส่งสัญญาณชี้เป้าให้วันชัยไปปาหัวพระวัดสระเกศหรือไม่ ใช่หรือเปล่า ?

 

 

พอ ส.ว.วันชัย ไสช้างศึกรุกเข้ามาเช่นนั้น ทางทีมวัดสระเกศก็แตกตื่นอลเวง เห็นว่าคงจะอยู่นิ่งๆ ไม่ได้ ฝ่ายตรงข้ามรุกข้ามครองมหานาคมาแล้ว ประเดี๋ยวคงปีนกำแพงวัดสระเกศขึ้นไป "ปักธงชัย" ได้สำเร็จ ถึงตอนนั้นจะไม่ทันการณ์ อย่างสมเด็จธงชัยนี่ไว้ใจได้ที่ไหน ดูอย่างเจ้าคณะใหญ่หนกลางซี ขนาดสังฆราชส่งชื่อ "เจ้าคุณประยูร" ไปทูลเกล้าถึง 2 รอบ สอบไม่ผ่าน แต่กลับโปรดเกล้าฯให้ "ธงชัย" เป็น เล่นเอาเจ้าคุณประยูรโดนฟ้าผ่าสลบไสลไม่ยอมตื่นถึงทุกวันนี้ นี่หวยจะมาออกที่ภูเขาทองอีก สุรชัยได้ฟัง "โปรไฟล์" ของท่านธงชัยไตรมิตรแล้วหนาวเข้าไส้ กินไม่ได้นอนไม่หลับ ถึงกับต้องปรึกษาหมอดู ซึ่งโหรประจำสำนักภูเขาทองอ่านดวงเมืองว่า "ยังไม่ถึงกับแตก แค่แยก" แต่จะให้สู้กับผู้ที่ชื่อธงชัยนั้น เวลานี้ไม่มีใครดวงแรงเท่า ขืนสู้ไปก็มีแต่ตายกับตาย แต่ยังมีกลเม็ดสุดท้ายในวิชาโหร ซึ่งเรียกว่า "ภาคพิธีกรรม" ต้องแก้กรรม นำเอากระบวนการนี้มาพิเคราะห์ จนเจาะดวงสมเด็จธงชัยได้ว่า "ถ้าจะป้องกันธงชัย ก็ต้องใช้ธงชัย ใช้ธงอื่นไม่ได้" เพราะแม้ไม่มีใครเอาชนะธงชัยได้ แต่ธงชัยก็เอาชนะธงชัยไม่ได้เช่นกัน

 

 

 

กลยุทธ์ "ธงชัยกันธงชัย" จึงอุบัติขึ้น ณ บัดนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อาจารย์ปู่ ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต

 

 

 

 

ทีมวัดสระเกศยังพิเคราะห์ต่อไปว่า ลำพังธงชัยไตรมิตรก็ยังพอพิชิตได้ แต่ถ้าธงชัยไปอิง มส. ก็จะลำบาก ดังนั้น จึงต้องดำเนินการ "โดดเดี่ยวธงชัย" ไม่ให้ผู้ใหญ่คือพระสังฆราชเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ต้องอาศัยผู้มีบารมีในทางสงฆ์ไปกราบทูลสังฆราชคิดว่าน่าจะพอขอกันได้ โชคดีอีกที่มีผู้ใหญ่ในทางสงฆ์ที่มิใช่สงฆ์อยู่ในสังกัดวัดสระเกศด้วย จึงพร้อมใจกันไปเชิญ "อาจารย์ปู่-ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ" ปรมาจารย์แห่งมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) อดีตมหาเปรียญ 9 อดีตเจ้าคุณพระกวีวรญาณ สำนักวัดสระเกศ และอดีตปิยมิตรของสมเด็จเกี่ยวอดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ให้มาช่วยเสกเป่าคาถาป้องกันภูเขาทอง เหมือนบทบาทของพระมหานาคในสมัยอยุธยา

 

 

อาจารย์ปู่จำนงค์ก็ใจดีเหลือหลาย เห็นหน้าพระลูกพระหลานแล้วก็สงสาร จึงส่งสาร์นไปทูลถวาย "สมเด็จพระสังฆราช" ขอทรงโปรดมีพระเมตตาวินิจฉัยในทางเป็นคุณแก่อดีตเจ้าคุณธงชัยและคณะ ผู้ใหญ่ระดับนี้ขอร้องมา สมเด็จพระสังฆราชหรือจะไม่ทรงพระเมตตา

 

 

จึงปรากฏว่า วันที่ 20 เมษายน ที่ผ่านมา สมเด็จพระสังฆราช ทรงงดประชุมมหาเถรสมาคม สมเด็จพระวันรัต ก็ต้องกักตัวดูอาการว่าติดโควิดหรือไม่ แม้จะอยู่วัดบวรก็ไม่สามารถลงประชุมที่ตำหนักเพ็ชรภายในวัดได้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดราชบพิธ ในฐานะเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช จึงเป็นผู้ดำเนินการประชุมมหาเถรสมาคมนัดนั้น

 

 

 

 

 

 

 

ฝ่ายสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ของ "ณรงค์-พงศ์พร" ซึ่งจ้องเล่นงานเจ้าคุณธงชัยก็ไม่รอช้า รีบชิงจังหวะโยนลูกเข้า มส. เล่นในช่วงที่สมเด็จพระสังฆราชไม่อยู่นี่แหละ แม้ว่าในตอนตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรานั้น ฝ่ายพงศ์พรนี่เองที่ตีข่าวว่า "สมเด็จพระสังฆราชมิได้เป็นประธานประชุม มส. มติตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราจึงมิชอบ ขอให้สังฆราชทรงวินิจฉัยใหม่" คือหาว่าเขาลักไก่ แต่พอสมเด็จพระสังฆราชทรงรับรองการประชุมนัดนั้นว่าถูกต้อง วันนี้พงศ์พรจึงเอาบ้าง สอนให้ณรงค์ทำการลักไก่ไม่ต่างจาก "ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง" สันดานดีที่หนึ่งเลย มือปราบกังฉินคนนี้ นี่ต้องถามว่า สมัยนายพงศ์พรเป็น ผอ.สำนักพุทธฯ อดีตเจ้าคุณธงชัยวัดสระเกศไปทำอะไรให้แกโกรธแค้นแน่นใน ถึงได้จองเวรตามล้างตามเช็ดไม่หยุดหย่อนจนบัดนี้ ไอ้ที่อ้างว่า "ผมทำตามหน้าที่" นั้น ไม่มีใครในโลกเขาเชื่อ เพราะที่เห็นๆ ล้วนแต่เป็นการทำ "เกินหน้าที่" ทั้งสิ้น พฤติกรรมแบบนี้ เนติบริกร "วิษณุ เครืองาม" เคยนิยามเอาไว้ว่า "เหาะเหินเกินลงกา" ถ้าไม่หันหลังกลับมาก็เตรียมตัว..ลงทะเล

 

 

และพงศ์พรก็ไม่ผิดหวัง แม้ว่าสังฆราชจะไม่อยู่ แต่สังฆราชฝ่ายมหานิกาย คือสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี หรือสมเด็จธงชัย วัดไตรมิตร ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ซึ่งพอได้รับบอลมาจากสมเด็จชินเลขาสังฆราชเข้าเท่านั้น ก็ฟันคอ "อดีตเจ้าคุณธงชัย" จนขาดกระเด็นว่า "ผิดชัวร์" เรียกเป็นภาษาเพชฌฆาตว่า..ดาบเดียว หมัดเดียว หรือโป้งเดียว !

 

 

ถามว่า สมเด็จสนิท วัดไตรมิตร อยู่ไหน ทำไมไม่ยับยั้งสมเด็จธงชัย ว่าอย่าใจเร็ว เพราะพูดไปแล้วมันจะเอาคืนไม่ได้ ถ้าคืนก็..เสียคน

 

 

คำตอบก็มีว่า วันนั้น สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตร เจ้านายสายตรงของสมเด็จธงชัย ก็มิได้เข้าประชุม มส. เช่นกัน มันจะบังเอิญอะไรขนาดนั้น ทั้งสังฆราช ทั้งหลวงพ่อใหญ่วัดไตรมิตร ติดธุระหมด งดประชุมมหาเถรสมาคมจนตำหนักเพ็ชรโหรงเหรง แต่เร่าร้อน

 

 

เร่าร้อนเพราะความเร่งร้อนของสำนักพุทธฯ ที่ต้องการให้มหาเถรสมาคม "ลงดาบ" อดีตเจ้าคุณธงชัย ภายในวันนี้ (ตั้งไมค์ไว้รอแถลงข่าวแล้ว ภาษานางแบบว่าแก้ผ้ารอ อุ๊ย น่าเกลียด)

 

 

เร่าร้อนเพราะ ความเร่งร้อนปากไวของ "สมเด็จธงชัย" ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ได้ใช้อำนาจเป็นครั้งแรก ทุบโต๊ะดังปังว่า "อดีตเจ้าคุณธงชัยและคณะทำผิดกฎหมายและพระธรรมวินัย" ไม่รอกฤษฎีกาหรือตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สมเด็จธงชัยตั้งตัวเป็นประธานศาลฎีกาเสียเอง สะใจโก๋เลยล่ะฮ่ะ แต่ว่ากรรมการ มส. ที่เหลือ เห็นแล้วลนลานหลบกันวูบวาบ กลัวโดนลูกหลง เจ้าคุณพิมพ์ถึงกับตาลอย เพราะเห็นภาพว่า ต่อไปนี้ คำว่า "พี่ๆ น้องๆ" ของวัดสระเกศกับวัดไตรมิตร ปิดบัญชีไปเรียบร้อยแล้ว มันจบแล้วครับเจ้านาย

 

 

 

 

 

 

 

 

ครั้นพอเสร็จการประชุม มส. นัดนั้น สำนักพุทธฯ ก็รีบตั้งโต๊ะแถลงข่าว "ฟันธงชัย" ในทันที ทำนองว่า มีมติ มส. วินิจฉัยเด็ดขาด กรณีเจ้าคุณธงชัย ไม่สามารถกลับมาครองผ้าเหลืองได้อีกต่อไป ราวกับว่าศาลฎีกาได้ตัดสินเป็นที่สิ้นสุดแล้ว อดีตเจ้าคุณธงชัยและคณะ ผิดทุกประตู ดูแล้วรอดยาก

 

 

 

นั่นเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นติดๆ กัน แทบว่ากะพริบตาไม่ทัน เพราะเล่นกันเร็วเหลือเกิน ทั้งฝ่ายวัดสระเกศ ฝ่ายวัดไตรมิตร-สำนักพุทธฯ ดูไปแล้วก็เหมือนสองรุมหนึ่ง จึงรุกฆาตฝ่ายวัดสระเกศให้ถอยร่นชนกำแพงภูเขาทอง ขนาดพระรองคือเจ้าคุณสุรชัย ก็ยังไม่วายโดนข้อหา "ให้การสนับสนุนผู้ทำผิด" มีสิทธิ์หลุดจากทุกตำแหน่งอีกด้วย จากท่าทีแรกกะจะแซะเฉพาะอดีตเจ้าคุณธงชัยและอีก 5 เจ้าคุณเท่านั้น ก็กลายเป็นมวยหมู่สู้กันทั้งภูเขาทอง คลื่นยักษ์สะท้อนกลับใส่หน้าสมเด็จธงชัย ให้ต้องทำใจลำบากว่า บัดนี้ พระวัดสระเกศทั้งวัด เขาไม่ยินดีต้อนรับ "ธงชัย" แล้ว แจ๋วจริงๆ พริบตาเดียว ไพ่ในมือที่ได้เปรียบเห็นๆ กลายเป็นไพ่ตาย ป๊อกเด้ง อีแบบนี้ก็เสียชื่อเสียเหลี่ยม "เจ้าคณะใหญ่พระราชทาน" หมด เล่นไม่สมศักดิ์ศรีเลย บอลตกชั้นนั้นยังพอทำใจได้ แต่เกจิตกชั้นนั้นมันเสียหายมากมายนัก

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อเทียบวัดสระเกศกับวัดโพธิ์แล้ว เซียนพระชี้ว่ามีข้อแตกต่างกันมากมาย อาทิเช่น

 

 

 

วัดโพธิ์นั้น ท่านเจ้าอาวาสมรณภาพ ภายในวัดยังไม่มีพระผู้ใหญ่ในระดับที่บารมีถึง จึงเหมาะสมที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดให้ย้ายสมเด็จพระมหาธีราจารย์มาจากวัดยานนาวา มาประดับวัดโพธิ์ให้สูงเด่นสมกับเป็นพระอารามหลวงเอกอุแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ กรณีวัดโพธิ์นี้ไม่มีเสียงคัดค้านจากฝ่ายไหน ใครๆ ก็เห็นเหมาะสมทั้งสิ้น เรียกเป็นพระภาษาพระว่า ด้วยประการทั้งปวง

 

 

แต่สำหรับวัดสระเกศแล้ว เจ้าอาวาสเขายังไม่ตาย แต่ถูกทำให้ตายทั้งเป็น ฆ่าไม่พอ ยังจะปล้นทรัพย์สินของเขาอีก ถึงตายจริงๆ วิญญาณก็คงอาฆาตข้ามภพข้ามชาติกันเลย

และทีนี้มาดูวิธีการหรือพฤติกรรมกันมั่ง

 

 

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ถึงจะมีพระบรมราชโองการผ่านมหาเถรสมาคมอย่างถูกต้องเป็นทางการทุกอย่าง แต่ท่านก็ยังประนีประนอมอ่อนน้อมถ่อมตน ขอเข้าคารวะ "หลวงปู่ทองใบ" รักษาการเจ้าอาวาส แบบฝากเนื้อฝากตัว ในหลวงท่านให้กระผมมาช่วย ไม่ได้มาปกครองใคร ที่พักหลับนอนก็ขอแค่ "กุฏิเล็กๆ ที่ไหนก็ได้ พอมีที่ว่างให้กระผมได้พักพาอาศัย ไม่ต้องจัดอะไรให้เอิกเกริกไป นะ ของ่ายๆ" พูดไปด้วยยกมือไหว้ไปด้วย หลวงปู่ทองใบยิ่งทั้งรักทั้งเอ็นดูเหมือนต้องมนต์สาริกาลิ้นทอง หลวงปู่ทองใบจึงรีบสั่งทั้งเจ้าคุณเทียบและเจ้าคุณสุรพลให้เปิด "ตำหนักสมเด็จ" ที่ปิดไว้เป็นร้อยปีนั้น ถวายเจ้าอาวาสองค์ใหม่ "ทุกอย่างถวายเป็นของพระเดชพระคุณ ขาดเหลือสิ่งใดขอให้บอก ทุกรูปทุกองค์ยินดีรับใช้ ขออยู่ภายใต้บารมีของพระคุณท่าน" เรียกเป็นภาษานักมวยว่า "เอามือเข้าไปก่อน" จึงได้รับประณมกรต้อนรับ

 

 

แต่สำหรับสมเด็จธงชัยไตรมิตรแล้ว อะไรก็ยังไม่มี มีแต่ข่าวโคมลอย กลับรีบแสดงพฤติกรรมโผงผางทั้งผ่าน "วันชัย" หรือแม้แต่ท่านธงชัยเองก็เล่นเพลงเดียวกัน เป็นร็อคแอนด์โรล ทั้งเต้นทั้งเขย่า กระโชกโฮกฮาก ทะลึ่งตึงตัง นักฟังเพลงรุ่นเก่ารุ่นสุนทราภรณ์ได้แต่ส่ายหน้าว่า ฟังไม่ได้ ดูไม่ได้ และรับไม่ได้ เซียนมวยบอกว่า "ถ้าเอาเท้าแหย่เข้าไป ก็จะได้บาทากลับมา"

 

 

ถามว่า ใครเล่นเป็นกว่าใคร ในยุทธการพระอารามหลวง ?

 

 

 

 

 

 

 

หลวงพ่อไสว วัดไตรมิตร  กับ สมเด็จเกี่ยว วัดสระเกศ

 

 

 

 

ย้อนหลังกลับไปในสมัยที่ "พระวิสุทธาธิบดี-ไสว ฐิตวีโร" ยังครองวัดไตรมิตร และดำรงตำแหน่งสำคัญในคณะสงฆ์ไทย ซึ่งท่านก็เป็นทั้งเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เสียดายว่าไปไม่ถึงดวงดาว ไม่ทันได้เป็นสมเด็จ ทั้งๆ ที่ว่างแล้ว รอเพียงถึงวันพ่อแห่งชาติเท่านั้นก็ไม่ทัน

 

 

เล่ากันในหมู่ลูกศิษย์วัดไตรมิตรว่า สมัยหลวงพ่อไสวเป็นเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรนั้น มีพระมหาหนุ่มจากวัดสระเกศ นามว่า พระมหาเกี่ยว ได้มาขอฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อไสว ซึ่งท่านก็เมตตาสอนสั่ง ภายหลังเมื่อพระมหาเกี่ยวได้เป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศ สายสัมพันธ์ระหว่างวัดสระเกศกับวัดไตรมิตรจึงแนบแน่นเป็นวัดพี่วัดน้อง แม้หลวงพ่อไสวจะสิ้นไปแล้ว เจ้าคุณสนิทได้ครองวัดไตรมิตรแทน สมเด็จเกี่ยวท่านก็เมตตาเจ้าคุณสนิท ทั้งอุ้มชูดูแล ให้ความไว้วางใจ มีงานสำคัญๆ อะไรก็มอบให้ "วัดไตรมิตร" ทำแทน ยศศักดิ์อัครฐานของพระวัดไตรมิตรจึงพุ่งพรวด แม้ในวัดจะมีพระเพียงน้อย แต่ยศถาบรรดาศักดิ์แทบล้นวัด และมากกว่าทุกวัดในประเทศไทย เพราะได้รับความเอื้ออาทรจากวัดสระเกศเป็นสำคัญ

 

 

เมื่อสมเด็จเกี่ยวสิ้นไปนั้น ตำแหน่งสำคัญๆ ได้ผ่องถ่ายมายังวัดไตรมิตร อาทิเช่น เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก อันเป็นของสมเด็จเกี่ยวมาแต่เดิม ก็ตกแก่สมเด็จสนิทวัดไตรมิตร หรือแม้แต่สมณศักดิ์ที่ "สมเด็จพระพุฒาจารย์" ของสมเด็จเกี่ยว ปัจจุบันก็ตกอยู่แก่ "สมเด็จสนิท" วัดไตรมิตรๆ กับวัดสระเกศ จึงสนิทแนบแน่นมายาวนานเช่นนี้

 

 

และทีนี้ว่า เมื่อสายสัมพันธ์อันดีมีอยู่เห็นๆ เช่นนี้ จึงมีคำถามจากทุกภาคส่วนว่า "เกิดอะไรขึ้น คุณวันชัยและสมเด็จธงชัย ซึ่งเป็นสายวัดไตรมิตร จึงแสดงท่าทีไม่เป็นมิตรกับเจ้าคุณธงชัยและคณะสงฆ์วัดสระเกศ อย่างรุนแรงเช่นนั้น"

 

 

สำนักข่าวเยาวราชกระซิบผ่านรายการ "เรื่องเศร้าเช้านี้" มีความเห็นว่า ฮ่ะๆ ก็ไม่มีอะไร สมเด็จธงชัย ท่านอยากไปอยู่ดูแลภูเขาทอง ก็แค่นั้นเอง เรื่องอื่นไม่มีอะไร แต่ใครอย่าขวางทางก็แล้วกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพข้างต้นนี้ ก็บ่งชี้ว่า ธงชัยไตรมิตรกับธงชัยภูเขาทองนั้น ใช่คนอื่นไกล ก็กากี่นั้งกันมานมนานกาเล แทบว่าจะไปมาหาสู่กันได้ตลอดเวลา ไม่ต้องหิวก็มาได้ เซเว่นอีเลฟเว่นยังชิดซ้าย กุฏิเจ้าคุณธงชัยวัดสระเกศเคยรับแขกในยามวิกาลออกบ่อย แต่ไม่มีมูลฝอยหมาก็ไม่ขี้ เซียนพระชี้ว่า "อะไรที่ทำให้เปลี่ยนไป" ธงชัยสระเกศนั้นเคยยิ่งใหญ่ แต่ปัจจุบันไม่เหลืออะไรแม้แต่ผ้าเหลือง ส่วนธงชัยไตรมิตรซึ่งมีฐานะต่ำกว่ามาแต่เดิมนั้น ปัจจุบันท่านยิ่งใหญ่ เหมือนมือใหม่หัดขับ จึงอาจจะลืมตัวเองไปว่าเคยเป็นใครมาก่อน

 

 

แต่จะโทษ "สมเด็จธงชัย" ฝ่ายเดียวก็กระไร เพราะอดีตเจ้าคุณธงชัยนั้น ก็ไหวตัวทัน และออกตัวก่อน ประกาศตัวเอง "คืนผ้าเหลือง" เอิกเกริก เย้ยฟ้าท้าดิน เหมือนไม่ให้เกียรติ "สมเด็จธงชัย" ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนกลางเลย ถ้างานนั้นส่งเสียงกระซิบมาแบบว่าปรึกษาก่อน ปฏิกิริยาของสมเด็จธงชัยก็คงจะเปลี่ยนไป ไม่รุนแรง หรือจะโทรไปแล้วก็ไม่ทราบ สายอาจจะไม่ว่าง เพราะถ้าว่างก็อาจจะต้องลำบากใจ ดังพุทธภาษิตที่ว่า ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของผู้ขอ แต่ถ้าขอแล้วไม่ให้ ผู้ให้ก็ไม่เป็นที่รักของผู้ขอ แค่ไม่เป็นที่รักก็พอทำเนา แต่ถ้ารำเลิกบุญคุณกันขึ้นมาก็จะเสียหน้าไปใหญ่ วงการนี้ไม่มีใครดีกว่าใคร มันรู้ไส้รู้พุงกันหมดแหละ อย่าสำคัญตัวผิดไป อะไรที่เลี่ยงหลบได้ก็ต้องหลบ ถ้าฉลาดและเล่นเป็น

 

 

สรุปว่า สองธงชัยไม่คุยกัน มันเลยเกิดภาวะทางใจ จากมิตรเก่ากลายเป็นศัตรู ดูเอาเถิดว่า อะไรที่ทำให้เปลี่ยนไป ก็แปลกนะ สมัยก่อนน่ะ สัพเพเหระ ร้อยเรื่องร้อยราว เข้าโต๊ะดื่มกินพูดคุยกันเป็นว่าเล่น แต่พอได้เป็นใหญ่เป็นโตแล้ว กลับคุยกันไม่รู้เรื่อง ถือยศถือศักดิ์ ก้มหัวให้ใครไม่เป็น ดังโบราณภาษิตว่า ทิฐิพระ มานะกษัตริย์ บ้านเมืองจะพังก็เพราะแบบนี้แหละ

 

 

 

 

 

 

ธงชัย VS ธงชัย

 

ฝ่ายหนึ่งรุก ฝ่ายหนึ่งรับ ใครสกัดใคร ?

 

แต่การแสดงออกแบบ "ฟันฉับ" ของสมเด็จธงชัยนั้น ก็น่าจะติดมาจากอุปนิสัยที่เคยเป็น "เกจิ" มานาน ไม่เคยผ่านงานปกครอง ก็เลยไม่ถนัดแนวทางการบริหารการปกครองที่เรียกว่า "รัฐประสาสนศาสตร์" เอาดาบไปให้สมเด็จธงชัย ท่านก็ฟันคอขาดซีคะ รออะไร ต่อไปมิใช่แค่ต้องระมัดระวังเท่านั้น แต่ต้องมีทีมที่ปรึกษาเวลาเกิดปัญหาจะได้มีตัวช่วย ทำงานเก่งคนเดียว เดี๋ยวก็ตายกลางสนามรบเหมือนขงเบ้งหรอก

 

 

มองอีกมุมว่า หรือว่าสมเด็จธงชัย ท่านไม่อยากไปอยู่ภูเขาทอง จึงแสร้งแสดงออกมาด้วยท่าทีเกรี้ยวกราดเช่นนั้น เป้าหมายก็เพื่อให้เกิด "แรงต้าน" จะได้เป็นข้ออ้าง "ไม่ไป" แต่ใครจะเชื่อ

 

 

 

 

 

 

เจ้าคุณพิมพ์ วัดปทุมคงคา

รู้ทุกปัญหาวัดสระเกศ แต่..พูดไม่ได้

 

 

 

เรื่องนี้เซียนพระชี้ว่า ผู้ที่รู้ดีอีกท่านหนึ่งก็เห็นจะเป็น "เจ้าคุณพิมพ์-พระพรหมเสนาบดี" วัดปทุมคงคา ซึ่งเป็นพระที่เข้าออกวัดสระเกศกับวัดไตรมิตรได้บ่อยที่สุด ไม่มีอะไรในวัดสองแห่งนี้ที่เจ้าคุณพิมพ์ไม่รู้ แต่รู้แล้วจะพูดหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเจ้าคุณพิมพ์นั้นท่านท่องคาถามหาระรวยของ "บิ๊กจ็อด-พ่อบิ๊กแดง" ที่ว่า..ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน ดังนั้น จะได้ฟังจากปากของเจ้าคุณพิมพ์ก็คงจะยาก ดูอย่างกรณีเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราสิ เจ้าคุณพิมพ์ท่านหวังดี โทรไปคุยดีๆ กับหลวงตาประยงค์ กลับถูกอัดเสียงประจานผ่านสื่อ หาว่าเจ้าคุณพิมพ์ข่มขู่คุกคามลามปามไปหมด ภาพลักษณ์อันสดใสของเจ้าคุณพิมพ์เสียหายย่อยยับ นับจากนั้นเลยไม่อยากยุ่งเรื่องของใคร เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง แถมได้กระดูกแขวนคอ ก็เอวัง

 

 

เจ้าคุณพิมพ์ ยังเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมที่เข้าประชุมในนัด "ฟันธงชัย" วันนั้นด้วย จึงถือว่าอยู่ในเหตุการณ์จริงในชั้นริงไซด์ ทางวัดสระเกศถ้าต้องการรู้บรรยากาศการประชุมมหาเถรอย่างชัดเจนแจ่มชัดทุกมุมมองเหมือนไปม่อนแจ่ม ก็ต้องต่อสายคุยกับ..เจ้าคุณพิมพ์ เจ้าคุณพิมพ์จึงเป็นคีย์แมนสำคัญในปัญหาระหว่าง "สองธงชัย" ใครอยากรู้ก็ไปถามได้ที่ "กุฏิสมเด็จ" วัดปทุมคงคา แต่เห็นว่าช่วงนี้กุฏิปิดป้องกันโควิด ออกไปไหนก็ต้องใส่หน้ากาก อยากคุยไกล้ๆ ก็ทำไม่ได้ ต้องรักษาระยะห่างที่เรียกว่า โซเชียล ดิสแทนซิ่ง

 

 

"แต่สมเด็จธงชัยก็ไม่จำเป็นต้องพูดแรงถึงขนาดนั้นนี่" เซียนพระสายภูเขาทองตั้งข้อสังเกต ซึ่งก็น่าฟัง เพราะตามหลักแล้ว แม้ว่ามหาเถรสมาคมจะมอบให้เจ้าคณะใหญ่เป็นผู้ดูแล แต่เจ้าคณะใหญ่ในอดีตท่านจะไม่วินิจฉัยเอง โดยจะตั้งกรรมการสอบเพื่อซื้อเวลา หรือไม่ก็เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ชี้แจง ดูอย่างกรณีเจ้าคุณเสนาะถูกฟ้องร้องเป็นไร สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ถึงกับเรียกไปสั่งกำชับว่า "เงียบไว้ เดี๋ยวดีเอง" แต่แบบสมเด็จธงชัยนี่ไม่เหมือนเก่า หรือจะเพราะมิใช่คนอยุธยากรุงเก่าเหมือนกันจึงไม่รักกัน ทำนอง "เลือดต่างสี กะหรี่ต่างซ่อง" ขออภัยที่ต้องใช้สำนวนนี้

 

 

ธงชัยไตรมิตร เป็นชาวอำเภอพานทองชลบุรี เลือดน้ำเค็มเต็มร้อย  เป็นนักผจญภัยในวงการสงฆ์ตัวยง กว่าจะมาถึงวันนี้ก็มีประวัติโชกโชน ดังทำนองเพลงของ "ชาตรี ศรีชล" ที่ว่า..พี่ยากจนจากชลบุรี ขอน้องปรานี สงสารพี่หน่อย ฯลฯ

 

 

ขณะที่ ธงชัยสระเกศนั้น เป็นชาวพุทธบาทสระบุรี มีเลือดนักเลงเต็มร้อยเช่นกัน ยิ่งเมื่อมาครองภูเขาทอง ก็เล่นเอานักเลงภูเขาทองเรียกพี่ ขนาด "พี่เหนาะ" นักเลงโตแห่งอยุธยา บวกกับเจ้าพ่อแปดริ้วก็ยังเอาไม่อยู่ ต้องลี้ภัยไปปรโลก เล่นกับธงชัยไม่ระวังให้ดีก็มีโอกาสเป็น..เสนาะสอง

 

 

 

 

 

 

 

สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตร

พระผู้ใหญ่ของสมเด็จธงชัย

 

 

 

ทางสายกลางที่พอจะออกตัวได้นั้นมีอยู่ โดยท่านชี้ว่า หลวงพ่อใหญ่วัดไตรมิตร คือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท) คือตัวกลางชั้นดี ที่จะประสาน "สองธงชัย" ให้หาทางออกได้ โดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครสูญเสีย เพราะบอกแล้วไง วัดพี่วัดน้องกัน ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่องก็คงไม่มีใครพูดด้วยแล้ว จริงมะ

 

 

 

 

 

 

 

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง)

วัดปากน้ำภาษีเจริญ

 

พระมหาเถระอาวุโสสูงสุดในฝ่ายมหานิกาย

อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

 

 

 

 

แต่ก็ดังข่าวระบุไว้ว่า ถ้าเคลียร์ไม่ลงตัว ก็เกรงว่าจะเกิดศึกใหญ่ลามไปทั้งประเทศไทย เพราะเรื่องนี้จะไปถึง "ผู้ใหญ่" อีกท่านหนึ่ง คือ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ) วัดปากน้ำ อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งปัจจุบัน หลวงพ่อใหญ่วัดปากน้ำ ถือว่ามีอาวุโสสูงสุดในคณะสงฆ์ไทย เป็นพระมหาเถระที่ฝ่ายมหานิกายให้ความเคารพมากที่สุด

 

 

พระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย "ทั้งแผ่นดิน" รวมทั้งวัดไตรมิตรเอง ก็ล้วนแต่เคยเข้าวัดปากน้ำ ที่สำคัญก็คือว่า หลวงพ่อช่วงนั้น ท่านเมตตาอดีตเจ้าคุณธงชัยมาก รักเหมือนลูกเหมือนหลานเลย

 

 

ดังนั้น ถ้าเรื่องนี้ถึงวัดปากน้ำแล้ว ก็คงดูออกว่าจะลงเอยอย่างไร เผลอๆ หลวงพ่อใหญ่วัดไตรมิตร อาจจะถูกนิมนต์ไปคุยที่วัดปากน้ำก็เป็นได้ ไม่เกรงใจก็ต้องเกรง เห็นไหมว่า ปัญหานี้ ทีแรกนั้นจำกัดเพียงกุฏิใหญ่ของสมเด็จธงชัยเท่านั้น แต่ถ้าคุมไม่อยู่ ก็จะกลายเป็นปัญหาของ "วัดไตรมิตร" ไปทันที ทีนี้ละ หลวงพ่อใหญ่วัดไตรมิตรก็คงนั่งไม่ติด

 

 

นี่ยังไม่นับกรณีที่ "วัดสระเกศมีมิ่งขวัญประจำวัด" เสมือนเทพธิดาคอยปกปักรักษาอีกต่างหาก แต่กรณีนี้เซียนพระ "ไม่มีความเห็น" เพราะเป็นของสูง

 

คำถามสุดท้ายก็คือว่า ทะเลาะกันแล้วได้อะไร ?

 

หากไม่ระงับให้ดี กรณีนี้อาจจะส่งผลให้มหานิกายแตกกันอย่างรุนแรง แล้วใครที่ได้ประโยชน์ ?

 

ดูอย่างหลวงตาเมืองกาฬสินธุ์สิ ถูกสีกาฟ้องร้องมานานหลายปี มีวีดีโอโชว์ไปทั่วโลก ป่านนี้ยังไม่มีเจ้าคณะธรรมยุตรูปไหนไปจับสึก ล่าสุดยังอ้างว่า "ติดโควิด ไม่สามารถสอบสวนได้" หมอปลาฟังแล้วขำกลิ้งเลย พระอะไรตอแหลชิปหาย

 

แล้วทำไมไม่อ้างแบบธรรมยุตบ้างล่ะว่า..มหานิกายก็ติดโควิด

 

เซียนพระวางกล้องแล้วมองว่า ทั้งสองธงชัย ต่างเดินเกม "สกัดกั้น" กันทั้งคู่ ดูได้จาก

 

ธงชัย-สระเกศ วางหมากสกัด ธงชัย-ไตรมิตร มิให้ข้ามห้วยมาครองภูเขาทอง

ธงชัย-ไตรมิตร ก็วางแผนสะกด ธงชัย-สระเกศ มิให้กลับเข้ามาครองภูเขาทองอีกครั้ง

 

 

 

ต่างฝ่ายต่างก็มีแผน แต่คะแนนยกนี้ ธงชัยสระเกศนำโด่ง เพราะถูกธงชัยไตรมิตรรุกราน เซียนพระฟันธงว่า คนไทยมีนิสัยขี้สงสารและชอบมวยรอง ธงชัยไตรมิตรอย่าชะล่าใจรุกรานระรานเขาก่อน ถึงตอนสิ้นอำนาจวาสนาลงวันใด จะทำใจลำบาก แต่ก็ดังว่า ใหญ่ซะขนาดนี้ โตซะขนาดนี้ ระดับที่เรียกว่า "ใหญ่คับฟ้า" เพราะฟ้าประทานให้ ใครไหนในปัถพีจะมีปัญญา "ไปเตือน" ท่านสมเด็จธงชัยผู้ยิ่งใหญ่ได้ สอนธงชัยก็เท่ากับสอนสังฆราช ใครทำก็..บังอาจมาก

 

 

คาถามหานิยมของสมเด็จเกี่ยวบทว่า "แมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวันกันเอง" จะยังคงขลังหรือไม่ ต้องรอชมตอนต่อไป หนังเรื่องใหญ่ก็ย่อมยาวเป็นธรรมดา ถึงปีหน้าก็อาจจะยัง..ไม่จบ

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 25 เมษายน 2564

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264