มหาเถรสมาคม ไม่เข้าใจพระธรรมวินัย

 

ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ไม่มีความรู้พระธรรมวินัย

 

ผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ ไม่มีความรู้พระธรรมวินัย

 

 

ปัญหาใหญ่ในคณะสงฆ์ไทยในเวลานี้

 

 

 

 


พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์

ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายกิจการพระพุทธศาสนา

นายณรงค์ ทรงอารมณ์

ผู้อำนวยการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

 


 

 

 

 

 

ข้างต้นนั้น เป็นส่วนหนึ่งของ "มติมหาเถรสมาคม" ครั้งที่ 22/2563 ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2563 ซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะ "เลขาธิการมหาเถรสมาคม" ได้นำมาเผยแพร่ต่อสาธารณชน ปัจจุบันก็ยังสามารถดูได้ทางเว็บไซต์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

 

 

มติที่ว่านี้ ระบุว่า การขาดจากความเป็นพระมี 2 หลัก คือ  หลักพระธรรมวินัย กับ หลักกฎหมาย ซึ่งถือว่าผิด เพราะในความเป็นจริงแล้ว การขาดจากความเป็นพระมีเพียงหลักเดียว คือหลักพระธรรมวินัย หลักกฎหมายอื่นใด ไม่สามารถนำมาวินิจฉัยให้พระภิกษุพ้นจากความเป็นพระได้ หรือแม้แต่จะเอากฎหมายมาใช้ทำพิธีบวชพระก็ทำไม่ได้ การรับรองของรัฐบาลไทยว่า บุคคลใดเป็นพระหรือขาดจากความเป็นพระ ก็ใช้หลักพระธรรมวินัยเป็นหลักวินิจฉัย ไม่สามารถใช้หลักกฎหมายโดยลำพังได้ กฎหมายเป็นแต่เพียง "รับรองหลักพระธรรมวินัย" เท่านั้น ต้องใช้พระธรรมวินัยนำหน้า กฎหมายตามหลัง จะใช้กฎหมายนำหน้าหรือตีความคู่กับพระธรรมวินัยหาได้ไม่ พระธรรมวินัยบัญญัติไว้อย่างไร กฎหมายก็ต้องรับรองไปตามนั้น จะอ้างกฎหมายเป็นพระธรรมวินัยอีกฉบับหนึ่งก็เป็นพระธรรมวินัยเทียม

 

 

เอกสารฉบับนี้ ถูกนำเข้าไปอ่านถวายให้แก่ที่ประชุมมหาเถรสมาคมได้รับฟัง รับทราบ และรับรอง จึงออกเป็นมติมหาเถรสมาคม ในวันที่ 30 กันยายน 2563 ดังกล่าว โดยผู้ที่นำเข้าไปในมหาเถรสมาคมก็คือ นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คนปัจจุบัน และมีข้อสังเกตว่า ข้อความทั้งหมดในเอกสารฉบับนี้ เหมือนกันกับข้อความที่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และปัจจุบันดำรงตำแหน่ง "ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการพระพุทธศาสนา" ได้แถลงแก่สื่อมวลชนในวันที่ 25 กันยายน 2563 ก่อนการประชุมมหาเถรสมาคมเพียง 5 วัน ไม่ผิดเพี้ยน จึงเชื่อได้ว่า นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ได้รับเอาเอกสารจาก พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ เข้าไปอ่านให้มหาเถรสมาคมฟัง เอกสารฉบับนี้จึงมิใช่ความคิดอ่านของนายณรงค์ ทรงอารมณ์ แต่เป็นความเห็นของ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์

 

 

แต่ไม่ว่าจะเป็นของใคร เมื่อเนื้อหาสาระของเอกสารฉบับนี้ "ไม่ตรงตามพระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์" จึงไม่ถือว่าเป็นเอกสารที่ถูกต้อง ทั้งนายณรงค์และ พ.ต.ท.พงศ์พร จึงต้องรับผิดชอบ ต่อการนำเอา "เอกสารเท็จ" ไปรายงานต่อมหาเถรสมาคม

 

 

ใช่แต่เท่านั้น มหาเถรสมาคมเอง เมื่อได้รับฟังและรับทราบ การรายงานผ่านเอกสารดังกล่าวของ นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแล้ว เมื่อเห็นว่าเอกสารดังกล่าว ให้ข้อมูลที่ไม่ตรงตามพระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์ มหาเถรสมาคมก็ควรจะทักท้วง สั่งให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขให้ถูกต้อง หากไม่ยอมแก้ไขให้ถูกต้อง ก็ไม่ควรรับรองให้ออกมาเป็นมติมหาเถรสมาคม ให้สาธารณชนได้รับทราบดังที่เห็น

 

 

แต่เมื่อมหาเถรสมาคม ได้ปล่อยให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นำเอาเอกสารดังกล่าวเข้าไปอ่านรายงานในที่ประชุมมหาเถรสมาคม และออกประกาศเป็นมติมหาเถรสมาคมโดยสมบูรณ์แล้ว ก็เท่ากับว่า มหาเถรสมาคม ได้รับรองความผิดของเอกสารนั้นด้วย มติมหาเถรสมาคมครั้งดังกล่าว จึงผิดกฎหมายและละเมิดพระธรรมวินัยอย่างชัดเจน

 

 

นั่นหมายถึงว่า มหาเถรสมาคมเอง ก็ไม่มีความเข้าใจ ในทางพระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์ หาไม่คงไม่มีข้อความอันผิดพระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์เหล่านี้ อยู่ในมติมหาเถรสมาคมครั้งนี้ได้ ถ้ารู้แล้วยังฝืนทำ ก็เท่ากับมหาเถรสมาคมจงใจละเมิดกฎหมายและพระธรรมวินัย ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้

 

 

จะเป็นที่น่าเศร้าใจเพียงใด ที่พระภิกษุสามเณรและพุทธศาสนาชนชาวไทยทั้งประเทศ ได้รับทราบว่า มหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการพระพุทธศาสนา ไม่มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์ ทั้งๆ ที่เป็นผู้ถือกฎหมายและมีอำนาจบังคับบัญชาพระภิกษุสามเณรให้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์ นอกจากจะไม่มีความรู้แล้ว ก็ยังทำผิดพระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์เสียเอง หาไม่คงไม่กล้าออกมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 22/2563 ออกมา

 

 

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ มีผลผูกพันถึงพระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์ ซึ่งถูกวินิจฉัยโดยมหาเถรสมาคมว่า "การขาดจากความเป็นพระมี 2 หลัก คือหลักพระธรรมวินัยและหลักกฎหมาย" ถือได้ว่าเป็นการสร้างพระธรรมวินัยเทียมขึ้นมาใหม่ ในสมัยที่ สมเด็จพระสังฆราช อัมพรมหาเถร วัดราชบพิธ ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคม และในสมัยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

 

 

หากไม่แก้ไขมติมหาเถรสมาคมดังกล่าวนี้ ย่อมจะถูกบันทึกเป็นประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในอีกหน้าหนึ่ง ว่ามหาเถรสมาคมและรัฐบาลไทยในปี พ.ศ.2563 ได้ออกมติมหาเถรสมาคม มาบังคับใช้กับพระภิกษุสามเณร ขัดกับหลักพระธรรมวินัย

 

 

และเมื่อมีเจ้าหน้าที่รัฐอ้าง "หลักกฎหมาย" ในการบังคับให้พระภิกษุสามเณร "สละสมณเพศ" ก็ต้องถือว่า "รัฐบาลไทย" ได้กลายเป็นผู้ทำลายพระพุทธศาสนา ไปโดยปริยาย เพราะมิได้ใช้หลักพระธรรมวินัยอีกต่อไปแล้ว อ้างแค่หลักกฎหมายก็ใช้บังคับพระให้สิ้นสมณเพศได้แล้ว พระธรรมวินัยก็ไร้ความหมายทันที

 

 

การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาของรัฐบาลไทย อันมีประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ เคารพนับถือพระพุทธศาสนา ย่อมจะไม่สมความมุ่งหมาย เพราะไร้ความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์ดังกล่าว

 

 

มหาเถรสมาคมก็ตาม รัฐบาลไทยก็ตาม ต้องสังวรระวังในการออกความเห็นและคำสั่ง อันเกี่ยวข้องกับพระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์ แม้หากทราบว่าสิ่งที่มหาเถรสมาคมและรัฐบาลได้กระทำไปนั้น "ผิดหลักพระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์" ก็ต้องรีบแก้ไขให้ถูกต้อง อย่าปล่อยให้เป็นมรดกบาปทำร้ายทำลายประเทศชาติศาสนาอีกต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

เอกสารฉบับสมบูรณ์

 

 

 



 

 

 

ที่มา : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 24 เมษายน 2564

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264