เปิดเงินทอนวัด ภาค 3

 

จาก..หักเปอร์เซ็นต์ ถึง..หักอำนาจ

 

ผอ.พศ. คนใหม่ ไร้อำนาจ เป็นเพียง ผอ.นอมินี

 

 

 

 



 

 

 

 

คดีทุจริตงบประมาณในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่เรียกว่า "เงินทอนวัด" นั้น สร้างสรรค์โดยรัฐบาลบิ๊กตู่ ซึ่งมี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มี พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ มือสอบสวนจากกรมคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ได้ข้ามห้วยเข้ามานั่งเก้าอี้ "ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ผ่านการประกาศมาตรา 44 ที่มีอำนาจครอบจักรวาล

 

 

และที่ได้ชื่อว่า "คดีเงินทอนวัด" นั้น เพราะผู้ต้องหามีพฤติกรรม "ทอนเงิน" เช่น ได้รับเงินงบประมาณมา 1 ล้านบาท ก็ชักไว้ 4 แสนบาท แล้วส่งเงินที่เหลือ 6 แสนบาท คืนไปให้แก่เจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ ในอัตรา 60/40 หรือ 70/30 เปอร์เซ็นต์ ตามแต่จะตกลงกัน

 

 

ซึ่งในครั้งนั้น รัฐบาล คสช. ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ดำเนินการเฉียบขาด สั่งตำรวจกองปราบยกกำลังเข้าปิดล้อมวัดพระอารามหลวงสำคัญกลางกรุงถึง 3 แห่งด้วยกัน ได้แก่

 

 

1. วัดสามพระยา อันมีพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เป็นเจ้าอาวาส ทั้งยังดำรงตำแหน่งเจ้าคณะกรุงเทพมหานครและกรรมการมหาเถรสมาคมอีกด้วย

 

 

2. วัดสระเกศ อันมีพระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) เป็นเจ้าอาวาส ทั้งยังดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 10 กรรมการมหาเถรสมาคม และประธานสำนักงานพระธรรมทูตสายต่างประเทศ อีกด้วย

 

 

3. วัดสัมพันธวงศาราม อันมีพระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสและปฏิบัติหน้าที่แทนเจ้าอาวาส เพราะเจ้าอาวาสคือสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) นั้นท่านมีวัยสูงถึง 100 ปี จึงต้องมีผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน และพระพรหมเมธีก็มีตำแหน่งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมอีกด้วย

 

 

ทั้งสามรูปดังกล่าวเหล่านี้ ถูกรัฐบาลไทยดำเนินการจับกุมอย่างเฉียบขาด ไม่ให้โอกาสในการปรึกษาหารือใดๆ กับใครเลย ไม่มีหมายเรียกหรือหมายจับตามหลักสากล  จู่ๆ ส่งเจ้าหน้าที่เข้าล้อมวัดจับกันอุกอาจ เหมือนกับว่าพระเหล่านั้นท่านเป็นฆาตกรฆ่าคนตายก็ไม่ปาน

 

 

จนถึงบัดนี้ คดีเงินทอนวัด ผ่านศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มาแล้ว ผลคดีมีทั้งผิดและไม่ผิด ต่างกรรมต่างวาระกัน จะว่าฝ่ายพระถูกก็ไม่ทั้งหมด จะว่าผิดก็ไม่ถนัด ทั้งนี้เป็นแต่เพียงการพิพากษาของศาลอาญา ส่วนศาลสงฆ์นั้นยังไม่เห็นทำงานเลยแม้แต่วันเดียว

ปัญหาทางคดีอาญาก็ยังคงเป็นส่วนของคดีอาญา ยังไม่เข้าสู่กระบวนการอธิกรณ์ทางสงฆ์

 

 

 

 

 

 

 

พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์

 

 

แต่ก็ต้องยกเครดิตให้แก่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. ผู้สร้างตำนาน "เงินทอนวัด" ขึ้นมา และเชื่อว่าชื่อนี้จะยังคงอยู่ในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนายุคใหม่ ไปอีกนาน ทั้งนี้ เมื่อเริ่มทำคดีนั้น พงศ์พร ได้รับการยกย่องว่าเป็นมือปราบตงฉิน เป็นคนซื่อมือสะอาดที่รัฐบาลส่งเข้ามากวาดลานวัดให้สะอาดสะอ้าน

 

 

 

 


 

 

 

 

แต่ครั้นพงศ์พรเกษียณอายุลงในเดือนตุลาคม 2562 ก็เริ่มปรากฏเค้าลางแห่งความกังฉินในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแบบใหม่ นั่นคือ มีการกั๊กอำนาจไว้ที่พงศ์พร ส่วน ผอ.พศ. คนใหม่ ผู้มีนามว่า "ณรงค์ ทรงอารมณ์" นั้น มีอำนาจเพียงนิดหน่อย ก็คงประมาณ 30/70 หรือ 40/60 ประมาณนั้น ทั้งนี้ มีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 275/2562เรื่องแต่งตั้งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ด้านการพระพุทธศาสนา ซึ่งให้อำนาจแก่ที่ปรึกษา (พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์) ครอบจักรวาล แบบว่าสามารถล้วงลูกสำนักพุทธฯได้

 

 

คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ว่านี้ ส่งผลให้ "พงศ์พร" กลายเป็น "นนทกนิ้วเพชร" สามารถเอานิ้วชี้ไปที่ไหนก็ได้ในประเทศไทย โดยเฉพาะก็คือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้กลายเป็นหน่วยงานภายใต้อิทธิพลของพงศ์พร

 

 

และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้แหละ ที่ก่อให้เกิด ผอ.พศ. นอมินี

 

 

มีคนมากมายได้เริ่มตั้งคำถามว่า ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติคนปัจจุบัน ถูกครอบงำโดยใคร หรือเป็นนอมินีของใครหรือเปล่า ? เพราะเขาเห็นอำนาจหน้าที่แล้ว ผอ.พศ. คนปัจจุบัน แทบไม่ต่างไปจากภารโรง กวาดๆ ถูๆ ไปวันๆ งานใหญ่นั้นก็ต้องรอให้ "พงศ์พร" บัญชาการ เงินงบประมาณสำนักพุทธฯก็ถูกตัดเกลี้ยง อำนาก็ไม่เหลือ แล้วจะให้ทำงานอย่างไร นายณรงค์ถึงกับนำลูกน้องคือข้าราชการสำนักพุทธฯ ไปลงแรงปลูกฟักแฟงแตงกวาเป็นอาหารเสริมเลี้ยงครอบครัว เป็นตัวอย่างว่า ถ้าจะทำงานเกี่ยวกับศาสนาและศีลธรรม ก็ต้องกินกันอย่างนี้ อยู่กันแบบนี้ จึงจะเป็นคนดีในสังคมไทย

 

 

เมื่อรัฐบาลไทย ได้สั่งดำเนินคดีกับข้าราชการสำนักพุทธฯระดับสูง และพระเถระกรรมการมหาเถรสมาคม ในคดีเงินทอนวัด ซึ่งมีพฤติกรรม "ทอนเงิน" แบบว่า "จ่ายให้ไม่หมด" วัดได้เงินเพียงนิดเดียว เงินที่เหลือก็ส่งคืนให้เจ้าหน้าที่โกงไป เหมือนชักหัวคิวอะไรประมาณนั้น นั่นรัฐบาลมองว่าผิด

 

 

แต่เมื่อรัฐบาลไทยได้แต่งตั้ง "ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" คนใหม่ แทนคนเก่าที่เกษียณอายุราชการไป นายกรัฐมนตรีกลับมีคำสั่ง "แต่งตั้งอดีต ผอ.พศ. เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการพระพุทธศาสนา มีอำนาจมากกว่า ผอ.พศ. คนใหม่" ก็คงไม่ต่างไปจากกรณีเงินทอนวัด เพียงแต่คำสั่งนี้ไม่มีการทอนเงิน แต่มีการ "ทอนอำนาจ" แทน

 

 

ให้อำนาจแก่ นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผอ.พศ.คนใหม่ เพียงนิดเดียว

 

 

ที่เหลือส่งคืนให้แก่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ อดีต ผอ.พศ. และปัจจุบันเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

 

 

ถามว่าไม่ผิดกฎหมายและศีลธรรมดอกหรือ ?

 

 

โกงเงินกับโกงอำนาจนั้น อย่างไหนผิดมากกว่ากัน ?

 

 

เงินทอนวัดในสำนักพุทธฯนั้น กลายพันธุ์เป็นทอนอำนาจ เป็นการยึดอำนาจสำนักพุทธฯไว้อย่างถาวร

 

 

แน่นอนว่าไม่ว่ารัฐบาลไหน ก็ต้องควบคุมหน่วยงานรัฐไว้ในอำนาจ เพียงแต่กรณีเช่นนี้มิเคยเกิดขึ้นในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมาก่อน เพียงแต่นำมาเปรียบเทียบกับกรณีเงินทอนวัดเท่านั้น

 

 

ถ้าเงินทอนวัดคือผลประโยชน์ ทอนอำนาจสำนักพุทธฯ ก็คือผลประโยชน์ด้วย

 

 

ดังนั้น ผู้ที่ไม่มีตำแหน่งหน้าที่ในสำนักพุทธ แต่เบียดบังเอาผลประโยชน์ในสำนักพุทธไป ก็คงมิใช่สุจริตชน และถึงแม้ นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผอ.พศ. จะออกประกาศ "เจตจำนงสุจริต" ก็ตาม ด้วยความมั่นใจว่าตนเองไม่มีผลประโยชน์อะไรมากมาย ได้เพียงนิดๆ หน่อยๆ ตามฐานะเท่านั้น แต่การยินยอมหรือสมยอม ให้มีการ "ทอนอำนาจ" เกิดขึ้นในสำนักพุทธฯยุคนี้ ด้วยหวังเพียง "ขอเป็นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกับเขาคนหนึ่ง ถึงจะไม่มีอำนาจเต็มก็ไม่เป็นไร" แบบนี้จะเรียกว่าสุจริตใจหรือไม่ ?

 

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 22 เมษายน 2564

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264