ตัดหน้ามหานิกาย

 

 

ธรรมยุตเสนอ "ยก" กรรมการ มส.

 

ขึ้นเป็น "ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค" ยกแผง

มหานิกายมึน รับลูกไม่ถูก ไม่บอกกันก่อน

 

 

 

 

 

 

 

สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร

เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย

 

 

 

อา..พูดจาไม่ออก บอกด้วยสายตา ก็คงเข้าใจดีกว่า พูดออกมาให้เธอรู้ซึ้ง ฯลฯ นาทีนี้ต้องขอบอกว่า "เยี่ยมสุดยอด" สำหรับ "สมเด็จพระวันรัต" นับตั้งแต่ขึ้นเวทีมานานหลายปี มีแต่ฟอร์มเหี่ยวฟอร์มห่วย โดยเฉพาะการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดอุดรนั้น เซียนพระสายอีสาน ส่ายหน้าว่า..ย่อยยับ ถึงขนาดธรรมยุตด้วยกันไม่ยอมรับ มันจะขนาดไหนก็ลองคิดดู

 

 

แต่ว่าวันนี้ (9 เมษายน 2564) แม้จะอยู่ในข่ายต้องสงสัยว่าไปสัมผัสกับ "รัฐมนตรีโควิด" ส่งผลให้ต้องกักตัว แต่ก็กักได้แค่ตัวเท่านั้น ไอเดียความคิดของสมเด็จพระวันรัตท่านยังอัจฉริยะ กดปุ่มในฐานะ "เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต" สั่งล้างบางกรรมการมหาเถรสมาคม "สายธรรมยุต" ทั้งหมด รวม 8 รูป และนอกทำเนียบอีก 3 พระหน่อ รวมแล้วมากมายถึง 11 รูปด้วยกัน ไม่เว้นแม้แต่ "สมเด็จชิน" ผู้มีฉายา "สังฆราชน้อย" เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธ อีกด้วย ให้ทุกรูปสละอำนาจเหลือเพียงตำแหน่งเดียว ไม่ให้ควบเจ้าคณะภาคอีกต่อไป หรือจะเป็นภาคต่อก็ไม่ว่ากัน แต่ต้องลาออกจาก..กรรมการ มส. แหมใครไหนจะเล่นด้วย ภาษาเหนือว่า "ขายสะลี (ฟูก) นอนสาด (เสื่อ)" ใครทำก็บัดซบระดับ "เอ๋อเรียกพี่"

 

 

 

โดยทั้งนี้ ย่อมจะบ่งบอกสัญญาณได้หลายประการ คือ

 

 

1. คณะธรรมยุตปัจจุบัน มีความสามัคคีกันมาก จึงว่าอะไรว่าตามกัน พี่เอาไง น้องเอางั้น สำนวนเก่าที่ว่า "เจ้าอ้ายว่าจะจี่ เจ้ายี่ว่าจะเผา" นั้น สมัยนี้ไม่มีแล้ว มติที่ออกมาจึงเรียบง่ายเหมือนลิงปอกกล้วย เล่นเอามหานิกายพลิกตำราไม่ทัน ไม่นึกว่าจะออกไม้นี้

2. ทะลวงท่อปัญหาการแต่งตั้ง "เจ้าคณะภาค" ทั้ง 2 นิกาย ที่คาราคาซังมา 3 ปีกว่าแล้ว นับแบบโหรที่ใช้ระบบ "อายุย่าง" ก็ตีเป็น 4 ปีได้เต็มๆ เคยมีข่าวว่า "ผ่าน" ทั้ง มส. ทั้งสังฆราช ไปถึงสำนักพระราชวัง แล้วก็เงียบหาย (ไม่ทรงมีพระดำริเห็นชอบ) สุดท้ายสำนักพุทธฯ โดยโฆษกเสียงทอง "สิปป์บวร" ต้องออกมาแถลไถลไปไกลว่า "สาเหตุที่ทำให้การแต่งตั้งเจ้าคณะภาคล่าช้า เพราะต้องรอธรรมยุตแบ่งเขตปกครองให้เสร็จก่อน" เรียกเป็นภาษาวัดว่า "โยนบาปให้ธรรมยุต" ซึ่งมีสมเด็จพระวันรัตเป็นเจ้าคณะใหญ่ เสียหายหลายแสน หาว่าสมเด็จจุณฑ์ไม่เวิร์ค พูดแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน วันนี้ สมเด็จจุณฑ์ เลยเล่นใช้ท่า "บาทาลูบพักตร์" สอนมวยให้ดู ว่าชั้นครูเขาออกอาวุธกันอย่างไร นอนวัดไข้โควิดอยู่ในกุฏิ แต่เสกคาถามหาระรวย เล่นเอาตำแหน่งเจ้าคณะภาคของกรรมการ มส. สายธรรมยุตมากมายถึง 11 พระหน่อ "หลุดพัวะ" กลายเป็นที่ปรึกษาอย่างทั่วหน้า ต่อนี้ไป ข้อครหาจากสำนักพุทธฯ ที่ว่า "เพราะธรรมยุตแบ่งอำนาจกันไม่ลงตัว เลยทำให้การแต่งตั้งเจ้าคณะภาคล่าช้ามา 4 ปี" ไม่มีผลอีกต่อไป ถึงได้ยอมรับว่า "สมเด็จพระวันรัตท่านแสดงฤทธิ์ได้ยอดเยี่ยมก็คราวนี้แหละ" แล้วจะหาว่า "อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ" ชมใครไม่เป็น

 

 

นี่แหละคือการ "ล้างไพ่" แถมเป็นไพ่สำรับใหญ่ในประวัติศาสตร์ด้วย คนเล่นเกมนี้จึงถือว่าไม่ธรรมดา และคนธรรมดาก็ไม่กล้าเล่น มันอันตราย

 

 

ถามด้วยว่า ทำไมโผเจ้าคณะภาคของธรรมยุตจึงมาเกี่ยวกับ "มหานิกาย" หมายถึงว่ามีผลต่อกันอย่างไร ?

 

 

คำตอบก็คือว่า อ๋อ คืองี้ แต่ก่อนมา เวลามีตำแหน่งเจ้าคณะภาค "ว่างลง" ก็จะมีการแต่งตั้งแทน "ทันที" เป็นรายตัว ก็ทำกันมานานตั้งแต่ พ.ศ.2505 ปรากฏว่า วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช) ภายใต้การปกครองของคณะรัฐประหาร (คสช) ได้ทำการแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 หลายมาตรา หนึ่งในนั้นก็คือ มาตราที่ 10 ให้แก้ไขเป็นมาตราที่ 20/2 มีข้อความใหม่ว่า "การแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าคณะใหญ่และเจ้าคณะภาค หากมีพระราชดำริเป็นประการใด ให้ดำเนินการไปตามพระราชดำรินั้น" สั้นๆ ง่ายๆ แต่มีความหมายลึกล้ำ ส่งผลให้ตำแหน่งเจ้าคณะภาคที่ว่างลงตั้งแต่นั้นมา "ต้องรอพระบรมราชโองการ" ครั้นรอนานๆ เข้า ก็เลยกลายเป็นว่า เจ้าคณะภาคทุกภาค ทั้งธรรมยุตและมหานิกาย ว่างลงหมดสิ้น และยังไม่มีการแต่งตั้งใหม่มาจนบัดนี้

 

 

ทีนี้ว่า เมื่อว่างลงพร้อมกันหมดแล้ว ก็จึงมีการ "ทำโผบัญชีพร้อมกัน" แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งก็ปรากฏว่า "ไม่ผ่าน" มาสองรอบแล้ว ถ้ารอบสามไม่ผ่านก็อาจจะมีการ "เปลี่ยนกรรมการ มส." ชุดนี้ เพราะไม่มีฝีมือ อยู่ต่อไปก็ไลฟ์บอย

 

 

แต่ก็ดังว่า แม้ว่าจะต้องทำบัญชี "คู่กัน" กับมหานิกาย ฝ่ายธรรมยุตก็มีเจ้าคณะใหญ่แยกไปต่างหาก การทำบัญชีคู่ก็ต่างคนต่างทำ เพียงแต่ให้นำมาเข้า มส. พร้อมๆ กัน เหมือนโผพระราชาคณะในอดีต ที่ต่างฝ่ายต่างก็มีบัญชีของตนเอง แบบแยกนิกาย พอผ่าน มส. แล้ว จึงมีการรวมบัญชี เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ พร้อมๆ กัน ขืนต่างคนต่างทำต่างวาระกัน แล้วมีพระราชดำรัสถามว่า "อีกนิกายหนึ่งอยู่ไหน" แล้วจะตอบยังไง ใครตอบว่า "ขอเดชะ ยังไม่เสร็จ" ก็เสร็จนะซี

 

 

นี่ไง สาเหตุที่ว่า ทำไมโผเจ้าคณะภาคมหานิกายและธรรมยุต ถึงมาเกี่ยวข้องกันได้

 

 

และเมื่อมีข้อหาจากสำนักพุทธฯ ว่าสาเหตุแห่งความล่าช้า เพราะว่าธรรมยุตแบ่งอำนาจกันไม่เสร็จ วันนี้ สมเด็จพระวันรัต จึงปัดข้อกล่าวหาดังกล่าวทิ้ง โดยการ "โละ" หรือ "ล้างบาง" กรรมการมหาเถรสมาคมสายธรรมยุต มิให้ "ควบเก้าอี้" เป็นทั้งรัฐมนตรีและนายพล คือเป็นทั้งกรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค แต่ต่อนี้ไป ให้เหลือเพียง "กรรมการมหาเถรสมาคม" เพียงตำแหน่งเดียว หรือรักจะเป็นเจ้าคณะภาคก็เลือกเอา เด็ดขาดแฮะ เห็นยิ้มกริ่มเหมือนอาแป๊ะ แต่เวลาเอาจริงแล้ว สมเด็จจุณฑ์ท่านก็เด็ดขาดฉกาจฉกรรจ์

 

 

ภาษาพระเรียกการกระทำแบบนี้ว่า "ยก" ให้เจ้าคณะภาคซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคมอยู่ในเวลานี้ "ขึ้นหิ้ง" เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค เพื่อเปิดทางให้มีการสรรหาเจ้าคณะภาคชุดใหม่ โดยที่กรรมการมหาเถรสมาคม (สายธรรมยุต) จะไม่ควบตำแหน่งอีกต่อไป

 

 

เล่นลักไก่ ไวแบบนี้ ฝ่ายมหานิกายก็งงซีครับ ท่านพระครู !

 

 

เพราะจู่ๆ สมเด็จจุณฑ์ ก็อาศัยกระแสติดโควิดติดเทอร์โบ ส่งเรื่องเข้า มส. แบบเงียบๆ พอเปิดมติออกมาก็ระเบิดเถิดเทิงใส่หน้า "มหานิกาย" ว่ามัวแต่เงื้อง่าไม่กล้าทำอะไร พริบตาเดียวธรรมยุตเขาล้ำหน้าไปไกลแล้ว ยิ่งกว่าเต่าเอาชนะกระต่าย

 

 

แต่ก็ยังมีเซียนพระตั้งข้อสังเกตว่า ลำพังสมเด็จพระวันรัต ไม่น่าจะเล่นท่ายากขนาดนี้ได้ คงต้องมี "ไฟเขียว" มาจากวัดราชบพิธ ของสมเด็จพระสังฆราชด้วย เรื่องจึงผ่านเหมือนยามหลับ

 

 

 



 

 

 

 

จากซ้ายไปขวา

 

1. สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) วัดเทพศิรินทราวาส

2. สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน) วัดราชบพิธ

3. พระธรรมไตรโลกาจารย์ (พูนศักดิ์ วรภทฺทโก) วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม

4. พระพรหมวิสุทธาจารย์ (มนตรี คณิสฺสโก) วัดเครือวัลย์

5. พระธรรมธัชมุนี (อมร ญาโณทโย) วัดปทุมวนาราม

6. พระธรรมบัณฑิต (อภิพล อภิพโล) วัดพระรามเก้ากาญจนาภิเษก

7. พระธรรมปาโมกข์ (สุนทร สุนทราโภ) วัดราชผาติการาม

8. พระธรรมกิตติเมธี (เกษม สญฺญโต) วัดราชาธิวาสวิหาร

 

 

 

ด้านบนนี้ คือกรรมการมหาเถรสมาคมฝ่ายธรรมยุต ซึ่งถูกยกขึ้นหิ้งตามมติมหาเถรสมาคม วันที่ 9 เมษายน ศกนี้

 

 

นี่ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ ให้การดำรงตำแหน่งของพระสังฆาธิการ "ระดับสูง" ไม่ซ้ำซ้อนเหมือนสมัยเก่า ซึ่งถูกครหาว่าหวงอำนาจบ้าง ไม่ทันโลกบ้าง ไม่กระจายอำนาจบ้าง ล่าสุด มส. ก็โดน "คุณนายสุจินต์กับสมุน" สุมหัวกันด่าออนไลน์ว่า "ไม่รู้พระธรรมวินัย" เสียเหลี่ยมกรรมการ มส. หมด

 

 

 

 


 

 

 

 

กรรมการ มส. ฝ่ายมหานิกาย ที่ยังคงมีตำแหน่งเป็นเจ้าคณะภาค (ควบ)

 

 

จากซ้ายไปขวา

 

1. พระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) วัดปากน้ำ

2. พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร) วัดปทุมคงคา

3. พระวิสุทธาธิบดี (เชิด จิตฺตคุตฺโต) วัดสุทัศนเทพวราราม

4. พระธรรมปริยัติโมลี (อาทร อินฺทปญฺโญ) วัดบพิตรพิมุข

5. พระธรรมรัตนดิลก (สมเกียรติ โกวิโท) วัดอรุณราชวราราม

 

 

 

กลับกัน ในฝ่ายของ "มหานิกาย" ภายหลังจาก "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์" หรือสมเด็จช่วง ร่วงจากตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ก็ตกอยู่ในสภาพ "หัวขาด" ไม่มีผู้นำที่มีบารมีเหมือนสมเด็จวัดปากน้ำ ถึงแม้ปัจจุบัน สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดยานนาวา จะเป็นที่รับทราบกันว่า เป็นที่โปรดปรานของราชสำนัก แต่ก็เพิ่งจะเป็นสมเด็จทีหลัง คืออ่อนอาวุโส จึงไม่กล้าจะถวายคำแนะนำผู้อาวุโสกว่าได้ เพราะในวงการพระนั้น เรื่องอาวุโสถือเป็นเรื่องสำคัญ ตามหลักการ "ทิฐิพระ มานะกษัตริย์" ดังนั้น ฝ่ายมหานิกายจึงแทบจะ "ต่างคนต่างอยู่" เหมือนแพแตก ยิ่งอดีตกรรมการ มส. หลายรูป ยังต้องคดี ไม่มีโอกาสกลับมาครองผ้าเหลือง พระที่เหลือจะทำอะไรก็ต้องระมัดระวัง แบบว่าเอาตัวรอดเป็นยอดดี

 

 

สิ่งเหล่านี้ เป็นสาเหตุให้ฝ่ายมหานิกาย ไม่มีการตัดสินใจร่วมเป็นหนึ่งเดียว เหมือนคณะธรรมยุต ดังนั้น เมื่อธรรมยุตเล่นเกมเร็ว ชิงเสนอ "ยกกรรมการ มส. ธรรมยุต ขึ้นเป็นที่ปรึกษา" มหานิกายก็ได้แต่งง ทำอะไรไม่ถูก เหมือนโดนล็อกดาวน์

 

 

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เมื่อธรรมยุต "เดินนำ" จะกี่ก้าวก็ตาม มหานิกายจะยืนเท่ห์อยู่กับที่ไม่ได้แล้ว เพราะขามันติดกัน จากข้อครหาที่ว่า "ธรรมยุตแบ่งอำนาจกันยังไม่เสร็จ" ก็จะสวิงกลับมาหามหานิกายว่า "ยังแบ่งอำนาจกันไม่เสร็จ" รู้ถึงไหนก็อายถึงนั่น

 

 

ดังนั้น เชื่อว่า ภายในวันสองวันนี้ ต้องมีการเคลื่อนไหว ของพระมหาเถระฝ่ายมหานิกาย (เพื่อให้ทันการประชุมครั้งหน้า วันที่ 20 เมษา) ดำเนินการตามแบบที่คณะธรรมยุตได้ทำไปแล้ว คือ "ยกกรรมการมหาเถรสมาคมที่ยังคงมีตำแหน่งภาค ให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค โดยทั่วหน้า" แบบว่ายินยอมพร้อมใจกันสละอำนาจ แม้ว่าจะไม่ค่อยเต็มใจก็ตาม ใครอิดออดก็อาจถูกสอยจากตำแหน่ง มส. ไปเลยก็เป็นได้ สมัยนี้ไม่มีปรานีรอลงอาญาอีกต่อไปแล้ว ไม่เชื่อก็ลองดู

 

 

ถามว่า ทำไม ฝ่ายธรรมยุต ถึงได้ชิงออกมติดังนี้มาก่อน เอาไว้ทำพร้อมๆ กันเลยทีเดียวไม่ได้หรือ มันต่างกันอย่างไร ?

 

 

ก็ขอตอบว่า โอ..ต่างกันเยอะเลยครับท่าน ถ้าทำการตั้งเจ้าคณะภาคก่อน แล้วค่อยตั้งอดีตเจ้าคณะภาคที่ไม่มีชื่อในภายหลัง แบบนี้เขาเรียกว่า "ปลด" แต่ถ้าตั้งเป็นที่ปรึกษาก่อนแล้วค่อยตั้งภาคในภายหลัง แบบนี้เขาเรียกว่า "ยก" ครับ "ยก" กับ "ปลด" มันต่างกันลิบลับ การตั้งหรือยกให้เป็นที่ปรึกษาก่อน จึงถือเป็นการ "ถวายเกียรติ" แก่อดีตเจ้าคณะภาค ซึ่งเป็นถึงกรรมการมหาเถรสมาคม จะต้องลงมติรับรองบัญชีเจ้าคณะภาคดังกล่าวอีกด้วย นี่แหละที่เรียกว่า บัวไม่ช้ำ น้ำไม่ขุ่น ขนาดโดนปลดเห็นๆ ก็ยังยิ้ม เข้าตำรา น้ำร้อนปลาเป็น น้ำเย็นปลาตาย เสร็จโรงเรียนวัดบวรไปอีกหนึ่งเล่ม

 

 

นี่คือข่าวใหญ่ เป็นปรากฏการณ์สำคัญในวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมา แม้ว่า สมเด็จพระสังฆราช จะทรงงดประชุม แม้ว่า สมเด็จพระวันรัต เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต และเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าของตำหนักเพ็ชร ซึ่งเป็นสถานที่ประชุม จะลาประชุม เพราะต้องกักตัวนาน 14 วัน ตามหลักการของแพทย์ เพราะไปงานทำบุญที่มีรัฐมนตรีติดโควิดเป็นเจ้าภาพ แต่วาระการประชุมของฝ่ายธรรมยุตในวันนี้ เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญที่สุดในรอบ 60 ปี นับตั้งแต่มี พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 เป็นต้นมา

 

 

9 เมษา วันธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา

 

 

ส่งผลกระทบมหานิกายอย่างรุนแรงเกิน 9 ริกเตอร์ และจะส่งผลต่อระเบียบการดำรงตำแหน่งกรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค ทั้งสองนิกาย ไปพร้อมกัน

นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป คณะสงฆ์ไทยจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

แต่จะเป็นอย่างไรก็ขอโปรด..รอชม

 

 

 

 

 

 

 

มส.ตั้ง 11 ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาคธรรมยุต

 

 

ที่ประชุมมหาเถรสมาคม(มส.) มีมติเห็นชอบตามที่ สมเด็จพระวันรัต ปฏิบัติหน้าที่แทนเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตเสนอ

 

เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่พระตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะโฆษก พศ. แถลงผลการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ว่า มส.เห็นชอบแต่งตั้งพระสังฆาธิการให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาคคณะธรรมยุต ตามที่สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร กรรมการ มส. ปฏิบัติหน้าที่แทนเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต เสนอจำนวน 11 รูป ดังนี้

 

 

1. สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดเทพศิรินทราวาส ให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 1-2-3 และ 12-13 (ธรรมยุต)

 

 2. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 4-5-6-7 (ธรรมยุต)

 

3. พระพรหมวิสุทธาจารย์ วัดเครือวัลย์ ให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 11 (ธรรมยุต)

 

4. พระธรรมไตรโลกาจารย์ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 1-2-3 และ 12-13 (ธรรมยุต)

 

5. พระธรรมธัชมุนี วัดปทุมวนาราม ให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 10 (ธรรมยุต)

 

6. พระธรรมบัณฑิต วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 14-15 (ธรรมยุต)

 

7. พระธรรมปาโมกข์ วัดราชผาติการาม ให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 16-17-18 (ธรรมยุต)

 

8. พระธรรมกิตติเมธี วัดราชาธิวาสวิหาร ให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 16-17-18 (ธรรมยุต)

 

9. พระเทพวรคุณ วัดบรมนิวาส ให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 8 (ธรรมยุต)

 

10. พระเทพปัญญามุนี วัดอาวุธวิกสิตาราม ให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 10 (ธรรมยุต) และ

 

11. พระเทพวินยายาภรณ์ วัดพระมหาธาตุ จ.นครศรีธรรมราช ให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 16-17-18 (ธรรมยุต)

 

 

 

ข่าว : เดลินิวส์ : 10 เมษายน 2564

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264