แก๊งค์สุจินต์สุมหัวด่ามหาเถร

 

สร้างวาทกรรมอันตราย

 

"เป็นผู้นำสงฆ์ แต่ไม่รู้ธรรมะ มีประโยชน์ไหม"

 

หมายถึงใครเอ่ย ในมหาเถรสมาคม

 

หวังว่าคงไม่ใช่ "พระสังฆราช" นะครับ ท่านสมเด็จชิน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อา..มาแล้วฮ่ะ รายการ "ยำใหญ่มหาเถรสมาคม" โดยชมรม "คนผ้าลาย" ทั้งหญิงทั้งชาย ที่อ้างตัวเองว่า "เป็นชาวพุทธพันธุ์แท้" ทั้งที่ไม่เคยบวชและเคยบวช จนเรียนจบ ป.ธ.9 เข้ารับพัดจากในหลวงถึงในวังมาแล้ว พอได้ใส่ผ้าลายก็ออกลาย "หันมาด่าผ้าเหลือง" ว่าโง่งมงาย-ไร้ความรู้ความความเข้าใจในพระธรรมวินัย (โดยเฉพาะวิชาพระอภิธรรมซึ่งเรียนไปจากวัด)

 

 

 

 

 


 

 

 

 

แรกนั้นแก๊งค์นี้ก็เล่นประปรายเป็นรายบุคคล เช่น พระเณรเล่นเกม เรียนทางโลก ถูกถลกผ้าเหลืองแบบตัวต่อตัว ฮือฮาก็ตอนขายมุก "พระอานนท์ไม่ได้เรียนจบด๊อกเตอร์" ซึ่งยังไม่รู้ว่าบัดนี้ นางสุจินต์มาณวิกา ได้เอาปริญญา "ด๊อกเตอร์" ของสองมหาวิทยาลัยสงฆ์ไปคืนหรือยัง หรือจะรอให้ทางมหาวิทยาลัยสงฆ์ "ยึดคืน" ถ้าไม่ยึดก็แสดงว่าสองมหาวิทยาลัยสงฆ์เหล่านี้ กระจอกจริงๆ เขากินบนเรือนขี้บนหลังคา ยังเมตตาดมขี้อยู่อีก

 

 

 

 

 

 

 

 

คำปั่น อักษรวิลัย - จรัญ ภักดีธนากุล

สองอัครสาวกของสุจินต์

 

 

 

 

เป็นเหตุบังเอิญที่คนไทยเขาเรียกว่า "ฝนตกขี้หมูไหล" ให้คนจัญไรได้มารวมตัวกัน นั่นคือ จรัญ ภักดีธนากุล ซึ่งเป็นถึงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผ่านงานด้านกฎหมายมาแบบที่เรียกว่า "หาตัวจับยาก" แต่พอจะเข้ามาทางธรรมบ้าง กลายเป็นคนปัญญาอ่อน พูดจาเอ๋ออ๋า ไม่ฉะฉานเหมือนตอนถือค้อนอยู่บนบัลลังก์ผู้พิพากษา ถ้าประเทศไทยจะมีปัญหาเกี่ยวกับ "รัฐธรรมนูญ" ก็อย่าแปลกใจ เพราะมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ชื่อ "จรัญ" นั่งอยู่ด้วยไง และต่อไป ถ้าปัญหารัฐธรรมนูญจะลามมาถึง "พระพุทธศาสนา" ก็อย่าแปลกใจอีก เพราะ "จรัญ" ได้เข้าไปนั่งเป็นสาวกของ "นางสุจินต์มาณวิกา" ยอมดมตูดนางสุจินต์ถึงกับยกก้น "ท่านอาจารย์พูดถูกกว่าพระ" ทั้งๆ ที่นังคนนี้ไม่เคยบวชและคงไม่มีสิทธิ์บวชในเมืองไทย

 

 

สาเหตุแห่งความหลงใหลก็มิใช่อื่นใด แค่หลงวาทกรรม ที่นังคนนี้ท่องให้ฟัง "คำของพระพุทธองค์-พุทธประสงค์" ซึ่งก็คือ ตีเนียนเป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง ถ้าถึงขั้น "รู้ใจของพระพุทธเจ้า" ก็คงมีภูมิไม่ต่ำไปกว่าพระพุทธเจ้า แต่ในทางพระวินัยท่านถือว่าเป็น "อุตริมนุสสธรรม" ถ้าพระภิกษุอวดอ้างก็ปาราชิก ถ้าไม่ได้บวชพระแล้วอวดอ้าง ก็ต้องเรียกว่า "บ้า" หรือมิจฉาทิฐิ

 

 

แค่นี้จรัญก็ไม่แจ้ง แต่กลับแพ้ทางนางสุจินต์ หมดลายตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหมด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ล่าสุด จรัญก็สามารถดึงบุคลาการทางด้านกฎหมายให้เข้ามาร่วมทีม "ทำลายพระสงฆ์" ได้อีกคนหนึ่ง หล่อนมีชื่อว่า "จริยา เจียมวิจิตร" มีดีกรีเป็นถึงกรรมการกฤษฎีกา พอขึ้นเวทีปุ๊ป คุณนายจริยา ก็ยกปัญหาทางด้านกฎหมายยิงเข้าตามหาเถรสมาคมทันที พิพากษาว่า "มหาเถรสมาคมไม่ได้ทำสิ่งที่ตัวเองมีหน้าที่ คือรักษาพระธรรมวินัย ฯลฯ" นี่ถ้านังสุจินต์ตายก็คงตาหลับ เพราะได้ทายาทพันธุ์เดียวกันมาแทนแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

พอจริยาเขี่ยลูกปุ๊ป สุจินต์มาณวิกา ก็เตะตามน้ำที่เรียกว่า "วอลเล่ย์บอล" อัดกำแพงวัดราชบพิธอย่างจังว่า "ถ้ามีผู้ไม่รู้ธรรมะ แต่เรียกว่าเถรสมาคม จะมีประโยชน์ไหม ในเมื่อไม่รู้ธรรมะเลย ว่าถูกอย่างไร ผิดอย่างไร ฯลฯ" ซึ่งไม่ทราบว่า พระวัดราชบพิธ ซึ่งเจ้าอาวาสเป็นประธานกรรมการมหาเถรสมาคม และผู้ช่วยเจ้าอาวาส เป็นเลขามหาเถรสมาคม จะได้ยินหรือไม่ และเมื่อได้ยินแล้วจะรู้สึกอย่างไร ?

 

 

 

 

 

 

 

"ท่านที่เข้าใจพระธรรมวินัย ท่านจะกระทำทุกอย่าง ทุกวิถีทาง เพื่อธำรงไว้ซึ่งพระสัทธรรม"

 

 

 

เป็นอีกวาทกรรมหนึ่ง ของอดีตมหา ป.9 นามว่า "ปั่น อักษรวิลัย" ซึ่งสอบได้ในปี พ.ศ.2544 ในนามสำนักเรียนวัดกาญจนสิงหาสน์ กรุงเทพมหานคร

 

 

 

ตอนสอบได้ ป.9 นั่น คำปั่นยังเป็นสามเณร ก็ถือว่าเป็นสามเณรนาคหลวง แต่พอบวชพระที่วัดพระแก้วได้ไม่นาน กิเลสตัณหามันเยอะจนทนไม่ไหว สุดท้าย อดีตเณรนาคหลวงผู้อัจฉริยะก็พ่ายแพ้แก่กิเลส ได้ตัดสินใจ "ลาสิกขา" กลายเป็น "ทิดคำปั่น" ไปในที่สุด ซึ่งการลาสิกขานี้ มีพระบาลีที่ "คำปั่น" เคยท่องจำงูๆ ปลาๆ มาจนติดใจว่า "หีนาย สํวฏฺฏติ" แปลว่า เวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว ซึ่งก็คือ การมีเพศภาวะอัน "ต่ำ" กว่าภิกขุภาวะ อันมีผ้ากาสาวพัสตร์เป็นสัญลักษณ์

 

 

ครั้นผ้าเหลืองหลุด ได้นุ่งห่มผ้าลายและลิ้มรสหวานรสเปรี้ยวแล้ว ไอ้ทิดคำปั่น จึงเพิ่งจะเห็น "ความเก่ง ความเคร่ง" ของตน ว่าเก่งกว่า เคร่งกว่า พระสงฆ์สามเณรที่ยังอยู่ในวัด แต่จะกลับไปขึ้นธรรมาสน์เทศน์อีกก็ไม่ได้แล้ว ไม่มีใครยอมรับแล้ว สุดท้ายจึงหันไปขึ้นเวทีของนางสุจินต์มาณวิกา คอยแปลบาลีให้นางสุจินต์ซึ่งไม่มีความรู้ภาษาบาลี ท่องจำแต่อภิธรรมงูๆ ปลาๆ มาเช่นกัน พอได้คำแปลจากไอ้ทิดปั่นแล้ว นางก็แปลงสำนวนด่าพระสงฆ์องค์เณรทั้งแผ่นดิน ไม่เว้นแม้แต่สังฆราช ซึ่งเป็นประธานมหาเถรสมาคม

 

 

ก็เลยเศร้าใจว่า โอ้หนอ ที่บูรพมหากษัตริย์ บูรพาจารย์ ท่านสู้อุตส่าห์สืบนำเอาพระพุทธศาสนา คือพระไตรปิฎก มาจากศรีลังกา แล้วส่งเสริมให้ชาวพุทธรุ่นหลังได้ศึกษาเล่าเรียน เพื่อเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติ แต่กลับกลายเป็นว่า มีลูกทรพีที่ชื่อ "คำปั่น" เรียนรู้แล้ว น่าจะเอาความรู้นั้นมาพัฒนาปรับปรุง "บ้านพ่อบ้านแม่" ร่วมเรียงเคียงไหล่กับพี่ๆ น้องๆ ที่เคยกินข้าวหม้อเดียวกันมา แต่ว่า "คำปั่น" กลับทรยศ ตัวเองปฏิบัติไม่ได้ยังไม่พอ พอออกนอกวัดไปก็หาเลศทำลายวัดวาอาราม ด้วยการไปสนับสนุนนางสุจินต์ ซึ่งไม่เคยบวชเรียน กล่าวร้ายทำลายวัดวาอารามพระสงฆ์องค์เณร ด้วยวาทกรรมดังกล่าว

 

 

ก็ถ้ามึงเก่ง มึงเคร่ง กว่าพระเณรทั่วประเทศ แล้วมึงจะสละผ้าเหลืองไปทำไม ไอ้ปั่น ?

 

 

 

ถ้าแน่จริง มึงก็นั่งกรรมฐานให้ตัวลอยได้ ให้เห็นกับตาสิ รับรองว่าพระเณรไทยทั่วประเทศจะกราบมึงแม้จะอยู่ในผ้าลายก็ตาม

 

 

แต่ถ้าทำไม่ได้ แล้วไปสำรากออกมาเยี่ยงนี้ นี่มันสันดานประเภทไหน ?

 

 

เสียดาย ทำเนียบเณรนาคหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่มีชื่อ "สามเณรคำปั่น" อยู่กับเขาด้วย

 

 

เสียดาย วงการมหาเปรียญ ที่เคยมีสมาชิกชื่อนี้ แต่วันนี้ คนๆ นี้ กลายเป็น "คนเลว" สมชื่อแล้ว

 

 

ความจริงแล้ว การลาสิกขา ถือว่าเป็นการยอมรับใน "ความพ่ายแพ้" ว่าตนเองไม่สามารถจะปฏิบัติตามศีลสิกขาบทของพระภิกษุสงฆ์ได้ จึงขอ "คืนสิกขา" แล้วลดตนเองลงเป็นอุบาสก รักษาเพียงศีลห้า ดังนั้น ผู้ที่ลาสิกขาออกไปจึงมิใช่คนเลวดังสำนวนบาลีที่แปลกัน

 

 

แต่คนที่ทนอยู่เป็นพระไม่ได้ ลาสิกขาออกไป แล้วกลับหลังหันมาด่าพระเณรที่เขายังอยู่ในผ้าเหลืองได้นั่นแหละ ประเภทไอ้ปั่นนี่ คำว่าเลวยังน้อยไป น่าจะเรียกว่า "สารเลว" เสียมากกว่า

 

 

ก็ไม่รู้ว่าพ่อแม่ครูอาจารย์มันสอนสั่งไว้อย่างไร ทำไมมันกลายพันธุ์ไปเยี่ยงนี้

ต่อไปนี้ วงการบาลี ก็อาจจะต้องมีการ "คัดคน" ดูนิสัยสันดานว่าซื่อสัตย์ซื่อตรงหรือเปล่า ประเภท "ไอ้ปั่น" คนนี้ อย่าเอามาเลี้ยง อย่าเอามาให้เรียน เปลืองข้าวสุกเสียเปล่าเลี้ยงหมายังดีกว่าเลี้ยงไอ้ปั่น

 

 

นางสุจินต์ จะมีมิจฉาทิฐิต่อพระสงฆ์องค์เณรอย่างไร นั่นไม่แปลก รวมทั้งนายจรัญ และนางจริยา นั่นด้วย เพราะคนเหล่านี้เป็นคนนอก ย่อมจะมองวัดวาอารามมาจากข้างนอก

แต่สำหรับ "ไอ้ทิดปั่น" คนนี้ มันเป็นคนในที่เหลวไหล ดังนั้น มันต้องพูดกันแรงหน่อย จะตัดญาติขาดมิตรก็ไม่แคร์ เพราะมึงกินข้าววัดมาจนโต ตอนบวชนั่นมึงก็ไม่รู้จักสวรรค์นิพพานอะไรกับเขาหรอก ที่เรียนบาลีจนจบ ป.9 แถมได้เป็นเณรนาคหลวงด้วยนั้น ก็ไม่ได้มุ่งสวรรค์นิพพานอะไร

 

 

มันก็เรียนเอาขั้นเอายศกันทั้งสิ้น

 

 

มึงจึงไม่ได้ดีหรือวิเศษไปกว่าใคร ?

 

 

แน่นอนว่า การศึกษาจากตำรับตำราทุกประเภท ถือว่าเป็นการศึกษาวิชาการ ที่เรียกว่า ภาคปริยัติ และการปริยัติก็เป็นรากฐานของการปฏิบัติอย่างสำคัญ เพราะไม่งั้น เกิดไปนั่งหลับตาแล้วเห็นอะไรขึ้นมา ก็จะเข้าใจว่าเป็นพระนิพพาน แถมยังจะประกาศตัวเอง "เป็นศาสดา" อีกต่างหาก ดูอย่างปัญหาธรรมกายที่ร้ายแรงอยู่ทุกวันนี้ไง มิใช่เพราะไม่ให้ความสำคัญแก่ปริยัติดอกหรือ ?

 

 

การจะปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรมหรือไม่นั้น มันขึ้นกับ "วาสนา" ของแต่ละผู้คน บางคนได้บรรลุธรรมก่อนบวช บางคนบวชแล้วจึงได้บรรลุ บางคนบวชก็ไม่ได้บรรลุ สึกก็ไม่ได้บรรลุ เรื่องเหล่านี้มีมาแต่สมัยพุทธกาล ศีลสิกขาบทจำนวนพันๆ ข้อ ก็บัญญัติขึ้นในสมัยพุทธกาล ความเคร่ง-ความหย่อนยาน จึงมีมาแต่สมัยพระพุทธเจ้า ถ้าจะว่าพระสงฆ์องค์เณรไทยสมัยนี้ "หย่อนยาน" ก็หย่อนยานมาแต่สมัยพุทธเจ้าแล้ว ไม่งั้นจะมีพระพุทธบัญญัติเป็นศีลทั้งของพระภิกษุ ภิกษุณี สามเณร สามเณรี นับพันๆ ข้อได้อย่างไร

 

 

ที่มันค้างคาใจกว่าคือว่า เวลานี้ พวกมึง นุ่งผ้าลาย สุมหัวกันอยู่ในมูลนิธิของนังสุจินต์ วันๆ เอาแต่นินทาด่าพระ จะออกกฎหมายบังคับพระให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ คิดหรือว่าจะทำสำเร็จด้วยวิธีการดังกล่าว

 

 

สุจินต์เรียนถึงอภิธรรม จรัญก็เป็นถึงตุลาการรัฐธรรมนูญ จริยาก็เป็นถึงกฤษฎีกา แถมไอ้ปั่นก็เป็นถึงเณรนาคหลวง ไม่น่าโง่ถึงขนาดจะแก้ไขปัญหาพระพุทธศาสนาด้วยวิธีการโง่ๆ ดังที่เห็น

 

 

ถ้าทำได้ พวกคุณก็เก่งกว่าพระพุทธเจ้า ?

 

 

คือสามารถประกาศตัวเป็น "ศาสดา" เหมือนนายกุศล หมีเทศ ที่นุ่งผ้าขาว ประกาศตัวเองเป็นพระอาริยเมตไตรยไปแล้วนั่นแหละ

 

 

 

 

 

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อฟัง "อนัตตาลัดชุ่ย" ของนังสุจินต์

 

 

 

 

แต่ความจริงแล้ว ในสังคมสงฆ์ไทย ก็ยังมีพระที่มีสติปัญญาฉลาดสามารถ ตามพระพุทธประสงค์ที่ว่า "สามารถปรับปวาทที่เกิดขึ้นได้" หมายถึงว่า สามารถตอบโต้คำกล่าวร้ายต่อพระพุทธศาสนาและพระสงฆ์องค์เณรได้ เช่น พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัศน์ ป.ธ.9 วัดชนะสงคราม หรือ ท่านหลวงปู่พุทธสาวก ซึ่งได้ออกมา "ปรับปวาท" ของนังสุจินต์ว่าเป็นประเภท "อนัตตาลัดชุ่ย" เป็นความเห็นผิด ซึ่งก็คือ มิจฉาทิฐิ

 

 

เป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไข

 

 

มิใช่ปล่อยไป จนมอมเมาเยาวชนให้หลงไป จะร้ายแรงกว่าธรรมกาย

 

 

เสียดายว่า บุคคลากรดีๆ มีความรู้ความสามารถในทางพระศาสนานั้น กลับไม่ได้รับการยกย่องจากมหาเถรสมาคมและราชสำนัก ที่ตั้งๆ กันรายวัน ก็ไม่เห็นจะออกมา "ต่อสู้" เพื่อพระพุทธศาสนาและวงการสงฆ์ แม้แต่กรรมการมหาเถรสมาคมเอง วันนี้ ถูกนางสุจินต์ "สุมหัว" ตั้งวงด่าตั้งแต่เณรยันสังฆราช ก็หามีใครออกมาปกป้องด้วยวิธีอันชาญฉลาดแต่อย่างใดไม่ ที่ออกมาก็ล้วนแต่เป็นพระ "นอกทำเนียบ" ดังที่เห็น

 

 

มันก็คงจะเป็นเวรกรรมของพระศาสนา ดังคำกล่าวที่ว่า "หรือว่าสถาบันจะหมดบุญ"

 

 

อย่าลืมด้วยว่า แม้ว่า "จรัญ-จริยา" จะไม่มีความรู้ทางพระพุทธศาสนา แต่เขามีอำนาจในทางกฎหมาย สามารถจะผลักดันให้รัฐบาลออกกฎหมายมาปกครองสงฆ์ได้ เพราะในโลกยุคปัจจุบัน พระเณรเรามิได้มีเฉพาะพระธรรมวินัยเท่านั้นที่กำกับบังคับอยู่ แต่ยังมีกฎหมายอีกมากมาย ซึ่งบางอย่างก็อันตราย ถึงกับจะทำให้พระเณรสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย

 

 

ต้องคิดหาทางแก้ไขทั้งภายในและภายนอก

 

 

ภายในก็คือ องค์กรสงฆ์ ควรจะมีการปฏิรูปอย่างเป็นจริงเป็นจัง ส่วนภายนอกนั้น ก็ต้องมีผู้คอยแก้ไขข้อมูลข่าวสารให้แก่วงการสงฆ์ มิใช่ปล่อยให้มีผู้กล่าวร้ายอยู่ฝ่ายเดียวจนลุกลามบานปลาย ดังที่เห็น เพราะข้อมูลข่าวสารเพียงด้านเดียว ถือว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องในทางสารสนเทศ ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากระบบศาล ถ้าท่านไม่โต้แย้งด้วยข้อมูลและเหตุผลอันชอบธรรม ก็เท่ากับยอมรับ..โดยสมัครใจ

 

 

หาไม่ พระพุทธศาสนาในประเทศไทย ก็นับวัน..อันตรธาน

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 4 เมษายน 2564

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264