เพิ่มโทษจำคุกพระพรหมสิทธิ

 

จาก 3 ปี เป็น 4 ปี

 

หรือจาก 36 เดือน เป็น 48 ดือน

 

 

 

 

 

 

 

 

พระพรหมสิทธิ : พระพรหมดิลก : พระพรหมเมธี

สามอดีต มส. ที่โดนพิษการเมืองเล่นงาน

 

 

 

 

 

 

อา..อวิชชาปัจจยา สังขารา สังขารปัจจยา ตัณหา ฯลฯ ว่ากันตามสถานการณ์แล้ว หมอดูวัดสระเกศก็ทำนายล่วงหน้าเอาไว้ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมศกนี้ เพราะมีคำพิพากษา "ศาลอุทธรณ์" ออกมา ให้จำคุก "พระพรหมดิลก" หรือเจ้าคุณเอื้อน วัดสามพระยา เป็นเวลา 8 เดือน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น ศาลอุทธรณ์เช่นกัน ได้พิพากษา "ยกฟ้อง" พระพรหมดิลก ในคดีฟอกเงิน แต่กลับมาเอาผิดในข้อหา "สนับสนุนเจ้าพนักงานให้กระทำผิด" พระพรหมสิทธิหรือเจ้าคุณธงชัย อ่านสำนวนของเจ้าคุณเอื้อนแล้ว ก็ปลงอกปลงใจเอาไว้ได้เลย ไม่ตายก็ไม่โต

 

 

 

 

 

 

 

 

 

าโดยรูปคดีแล้ว ก็เห็นๆ กันอยู่ว่า รัฐบาลประยุทธ์ "สั่งดำเนินการขั้นเด็ดขาด" กับอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม พร้อมๆ กันวันเดียว ถึง 3 รูป คือ พระพรหมสิทธิ (ธงชัย) วัดสระเกศ พระพรหมดิลก (เอื้อน) วัดสามพระยา และ พระพรหมเมธี (จำนงค์) วัดสัมพันธวงศ์ และมีตัวประกอบสายบู๊อีกพระหน่อหนึ่ง คือ พุทธะอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย ก็วิ่งเข้าคุกพอเป็นพิธี จากนั้นก็กลับออกมาเดินกร่างต่อไป ขนาดนุ่งขาวห่มขาว ขึ้นนั่งเอ้เต้บนเก้าอี้ให้พระกราบเท้า ก็ยังกล้าทำ รู้ไหมว่าประเทศไทยนี้ ใครใหญ่ ?

 

 

เซียนการศาสนาและการเมือง เขามองทั้งสี่คดีเป็นเรื่องเดียวกัน คือการเมือง ดังคำกล่าวที่ว่า ถ้าไม่เล่นการเมือง การเมืองก็จะเล่นท่าน แต่ถ้าท่านเล่นการเมือง ท่านก็จะจมน้ำครำการเมือง คือถอนตัวไม่ขึ้น ถ้าไม่ตายอยู่ในวงการเมืองก็อาจจะตายเพราะพิษการเมืองดังที่เห็น

 

 

ยิ่งการตีความสถานะของพระสังฆาธิการในรัฐบาลนี้ "เปลี่ยนใหม่" จากเดิมพระสังฆาธิการ "มิใช่เจ้าหน้าที่รัฐ" กลายเป็น "เจ้าหน้าที่รัฐ" ทำงานอะไรผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารการปกครอง หรือแม้แต่เรื่องเงินๆ ทองๆ ก็มีสิทธิ์ "ติดคุก-ผ้าเหลืองหลุด" เหมือนอดีตสามพระพรหมข้างต้น เมื่อท่านเอาผ้าเหลืองไปเล่นการเมือง พอถูกการเมืองเล่น เขาก็เล่นผ้าเหลืองหลุดด้วย เรื่องนี้ไม่มีการรอลงอาญาใดๆ

 

 

นี่ยังไม่นับถึง "สถานะพระภิกษุ" ว่าตอนก่อนบวชนั้น อ้างกับพระสงฆ์ในโบสถ์ว่า "นสิ๊ ราชภโต - นตฺถิ ภนฺเต" แปลว่า ข้าพเจ้ามิใช่ข้าราชการ แต่พอบวชเข้ามา กลับหวนไปรับตำแหน่งข้าราชการในผ้าเหลือง (ก่อนบวชห้าม บวชแล้วไม่ห้าม) รวมทั้งเบี้ยหวัดเงินเดือนที่อ้างว่าเป็น "นิตยภัต" กลายเป็นข้าราชการเต็มยศเต็มขั้น ไม่งั้นไม่โดนคดี "เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ" ดังที่เห็นหรอก สึกหรือไม่ก็ค่าเท่ากัน รอศาลสั่งไปทำอะไร ในเมื่อมันผิดทางตั้งแต่ต้นแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

โดนอำนาจปิดปากกันทั้ง มส.

 

เพราะกรรมการ มส. ก็เป็นเจ้าพนักงานรัฐทั้งสิ้น

จะโดนเหมือนสามพรหมวันไหนก็ไม่รู้ นอกจาก..หมอดู

 

 

 

หนทางเดียวที่จะหลบหลีกให้พ้น "ราชภัย" ก็คือ พระสังฆาธิการไทยทั่วประเทศ "พร้อมใจกันลาออก" จากตำแหน่งเจ้าอาวาสและพระสังฆาธิการทุกระดับ ไม่รับตำแหน่งที่มีฐานะเป็น "เจ้าหน้าที่รัฐ" และไม่รับอามิสสินจ้างใดๆ จากรัฐบาล (ยกเว้นสังฆทาน) นั่นจึงจะพ้น "วงจรอุบาทว์" ของพระสงฆ์สาวกของพระโคดมพุทธเจ้า

 

 

หาไม่แล้ว กรณีแบบนี้ก็จะเกิดขึ้นซ้ำๆ ซากๆ ตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ก็มีการ "ปลดสังฆราช" ต่อมาก็มีเรื่อยๆ โดนทุกระดับ ตั้งแต่สมเด็จยันพระครู ดังที่สุดก็กรณี "พระพิมลธรรม"  วัดมหาธาตุ ปี 2505 จนมาถึงคดีเงินทอนวัด ของอดีตสามพระพรหมดังกล่าว ก็ในเมื่อเราเอาคอเข้าพาดเขียง ส่วนรัฐบาลเขามีดาบในมือ จะฟันวันไหนมันก็อยู่ที่เขา เว้นเสียแต่เราจะเอาคอออกจากเขียงให้ไกลถึงจะปลอดภัย

 

 

แต่พูดให้ตายก็ไม่มีใครเชื่อ เพราะเชื่อไหม ในอดีตจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าจะเกิดคดีกับพระสงฆ์ขึ้นซ้ำๆ ซากๆ พอเกิดคดีที ก็มีเสียงพระสงฆ์องค์เณร "บ่นกัน" ทั่วประเทศ ว่าไม่น่าจะเอาผิดพระอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ไม่มีใครออกมารณรงค์ "มิให้พระสงฆ์รับตำแหน่งพระสังฆาธิการและงบประมาณรัฐ" อันเป็นต้นเหตุของหายนะอย่างแท้จริง แถมยัง "เข้าแถว" แย่งกันเป็นเจ้าคณะพระสังฆาธิการอีกต่อไปไม่สิ้นสุด เกิดๆ ตายๆ ในวงจรน้ำเน่าของพระไทย ที่น่าจะเรียกว่า "พรหมชาลสูตรใหม่" ซึ่งสร้างขึ้นในพระพุทธศาสนา แม้ว่าพระพุทธองค์จะทรง "ปฏิเสธ" พรหมชาลสูตรของพราหมณ์มาแล้วก็ตาม แต่วันนี้กลับมี "ข่ายแห่งพรหมในรูปแบบพุทธ" ซึ่งก็เท่ากับปฏิเสธ "วรรณะพราหมณ์" แต่ไม่ปฏิเสธ "วรรณะพุทธ" แถมยังสร้างชนชั้นวรรณะมากกว่าพราหมณ์ซึ่งมีแต่ 4 ชั้น แต่พุทธไทยของเรามีเป็นร้อยๆ ชั้น ตั้งแต่พระครูประทวนถึงระดับสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ใครเหนือกว่าใครก็ดูเอา

 

 

พุทธไทยในทุกวันนี้ จึงกลายพันธุ์เป็น "พราหมณ์ไทย" ไปแบบไม่รู้ตัว ต่อไปในอนาคต ก็อาจจะมีคนเห็นโทษ แล้วชวนกันออกจาก "พุทธไทย" ซึ่งไม่ต่างจากพราหมณ์ในสมัยพุทธกาล แล้วสร้างสังคมพุทธใหม่ ไม่เอากับพุทธไทยๆ ที่ไม่ต่างจากพราหมณ์ ซึ่งพระโคดมพุทธเจ้า ทรงปฏิเสธและเดินออกจากคอกพราหมณ์มานาน แต่ลูกหลานของพระองค์กลับชวนกันสร้าง "สังคมพราหมณ์" ขึ้นมาใหม่ ไม่ประสีประสาว่า "นั่นเป็นสิ่งที่พ่อของตนเคยปฏิเสธมาก่อนแล้ว" ไม่งั้นพระพุทธศาสนาจะบังเกิดขึ้นไม่ได้ พระสมณโคดมก็จะกลายเป็นแค่ "สาวกพราหมณ์" คนหนึ่ง นั่งดูดวงอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์

เมื่อแก้ปัญหาไม่ถูกจุด แถมพระไทยยังติดกับดักแห่ง "ตัณหา" คืออยากได้ใคร่มีในยศถาบรรดาศักดิ์ พึงพอใจในตำแหน่ง เป็นข้าราชการในผ้าเหลือง เมื่อตั้งได้ เขาก็ปลดได้ เป็นธรรมดา ดังนั้นก็อย่าโทษใครเลย บรรดาพระสมเด็จ กรรมการมหาเถรสมาคม นั่นแหละตัวดี วันๆ คุยกันแต่ว่า ใครจะได้ชั้นไหน ใครจะเป็นอะไร ไม่มีการพูดกันเรื่องของการสละ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" เดินสวนทางพระนิพพานกันทั้งขบวน ขนาดคุณนาย ว. ยังตอแหล กรีดกรายอ้างว่า "เดี๊ยนไม่เอ๊า เดี๊ยนไม่เอา" สุดท้ายก็ "เอา" เข้าจนได้ อ้างว่าผู้ใหญ่บังคับเลยจำยอม กลายเป็น "เจ้าคุณ" ขึ้นวอไปแล้ว แต่ตอแหลแบบนี้รัฐบาลเขาชอบ เพราะตอแหลเพื่อชาติ ตอแหลเพื่อเผด็จการ หรือตอแหลทางการเมือง ก็ย่อมได้รับการปูนบำเหน็จจากการเมือง เป็นเรื่องธรรมดา

 

 

ใครยังอยากจะอยู่ในโลกพุทธแบบไทยต่อไป ก็..ตามสบาย ใดๆ ในโลกล้วน อนิจจัง

 

 

 

 

 

 

 

 

จำเลยที่ 5000 ในกรุงรัตนโกสินทร์

 

 

 

 

ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษ 'อดีตพระพรหมสิทธิ' คุก 48 เดือน คดีโกงงบ พศ. 69 ล้าน รอลงอาญา 2 ปี

 

 

 

23 มี.ค.64 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง คดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) หมายเลขดำ อท.251/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายพนม ศรศิลป์ อายุ 61 ปี อดีต ผอ.พศ., นายชยพล พงษ์สีดา อายุ 65 ปี อดีต รอง ผอ.พศ., นายณรงค์เดช ชัยเนตร อดีต ผอ.กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา, นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี อายุ 51ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา และพระพรหมสิทธิ ธงชัย สุขโข หรือนายธงชัย สุขโข อายุ 65 ปี อดีตพระราชาคณะเจ้าคณะรอง และอดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นจำเลยที่ 1-5

 

 

ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ, ทำ, จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่น โดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 ประกอบมาตรา 83, 86, 91

 

 

คดีนี้อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2561 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างวันที่ 29 ต.ค. 2558 - 22 ก.ค. 2559 พวกจำเลย ได้เบียดบังเอาเงินงบประมาณ ของสำนักงาน พศ.ประจำปี 2559 จำนวน 69,700,000 บาท (จากวงเงินงบประมาณประจำปี 2559 จำนวน 5,360,188,000 บาท) ไปเป็นประโยชน์ของตน โดยใช้วัดเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดรับโอนเงิน ด้วยการให้วัด โดยเจ้าอาวาส เสนอโครงการเพื่อรับเงินสนับสนุนที่เบียดบังมาจากที่ได้มีการพิจารณาอนุมัติโครงการเงินอุดหนุนในโครงการอบรมคุณธรรมจริยธรรม จำนวน 37,200,000 บาท และโครงการศูนย์กลางเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา จำนวน 32,500,000 บาท ซึ่งวัดสระเกศฯ ได้รับอนุมัติเงินไปเพียงวัดเดียว โดยเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2561 พ.ต.ท.พงศพร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ.ได้แจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งมีการส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนตามกฎหมาย ซึ่งมีคำขอท้ายฟ้อง ขอศาลให้มีคำสั่งจำเลยที่ 1-5 ร่วมกันคืนเงินหรือใช้เงินจำนวน 69,700,000 บาท คืนแก่สำนักงาน พศ. ผู้เสียหาย

 

 

ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาลงโทษ จำเลยที่ 1 จำคุก 2 ปี 12 เดือน, จำเลยที่ 2-4 จำคุกคนละ 3 ปี 18 เดือน ส่วนจำเลยที่ 5 ให้จำคุก 36 เดือน ปรับ 27,000 บาท แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 5 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกนั้นให้รอการลงโทษ (รอลงอาญา) ไว้มีกำหนด 2 ปี ต่อมาอัยการโจทก์และจำเลยที่ 5 ยื่นอุทธรณ์

 

 

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2-4 มีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ตามฟ้องข้อ 2.3 อีกกระทงหนึ่ง จำคุกจำเลยที่ 2-4 คนละ 2 ปี โดยลดโทษให้จำเลยที่ 2-4 คนละหนึ่งในสี่ คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 2-4 มีกำหนดคนละ 4 ปี 24 เดือน

 

 

จำเลยที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ตามฟ้องข้อ 2.3 อีกกระทงหนึ่ง จำคุกมีกำหนด 1 ปี 4 เดือนและปรับ 12,000 บาท โดยลดโทษให้หนึ่งในสี่ จึงจำคุกจำเลยที่ 5 เป็น 12 เดือน ปรับ 9,000 บาท เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 5 ทั้งสิ้น 48 เดือน ปรับ 36,000 บาท ซึ่งนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

 

 

โดยส่วนของจำเลยที่ 5 นั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 5 มานั้น ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่ศาลอุทธรณ์ฯ มีคำพิพากษาแก้โทษจำเลยที่ 5 ให้จำคุก 48 เดือน ปรับ 36,000 บาท โดยระบุว่านอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เท่ากับว่าโทษจำคุกดังกล่าวยังคงให้เป็นไปตามคำพิพากษาชั้นต้น คือให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี

 

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับคดีนี้หากคู่ความจะยื่นฎีกา ก็จะต้องเป็นการขออนุญาตฎีกา ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 โดยมาตรา 42 กำหนดว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้เป็นที่สุด หากคู่ความประสงค์จะฎีกาต้องปฏิบัติตามมาตรา 44 ที่กำหนดให้ผู้ฎีกาต้องยื่นคำร้องแสดงเหตุที่ศาลฎีกาควรรับฎีกาไว้พิจารณาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาด้วย

 

 

ซึ่งเหตุที่ศาลฎีกาจะพิจารณาอนุญาตให้ฎีกาได้ ระบุไว้ใน มาตรา 46 คือต้องเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยซึ่งรวมถึงปัญหาดังต่อไปนี้ (1) ปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ

 

(2) เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญขัดกันหรือขัดกับแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกา

 

(3) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้วินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญซึ่งยังไม่มีแนวคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกามาก่อน

 

(4) เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบขัดกับคำพิพากษา หรือคำสั่งอันถึงที่สุดของศาลอื่น

 

(5) เมื่อจำเลยต้องคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ให้ประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต

 

(6) เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้วอาจมีผลเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

 

(7) ปัญหาสำคัญอื่นตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกา

 

 

 

 

ข่าว : ไทยโพสต์ : 24 มีนาคม 2564

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264