กรณีพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม)

 

ถูกรัฐบาลทหารจับสึกและดำเนินคดี

ผลสุดท้าย ศาลพิพากษาว่าบริสุทธิ์

 

รัฐบาลจะคืนความเป็นธรรมให้อย่างไร ?

 

 

 

 

 

 

 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ผู้เป็นหัวหน้าสั่งดำเนินคดีกับพระพรหมดิลก

เหมือนจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สั่งดำเนินคดีกับพระพิมลธรรม

วันนี้ เหมือนประวัติศาสตร์หมุนซ้ำรอยเดิม คือทำร้ายผู้บริสุทธิ์

จะคืนความชอบธรรมอย่างไร ?

 

 

 

 

 

 

 

พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ :     อนุชา นาคาศัย    : ณรงค์ ทรงอารมณ์

 

สามผู้มีหน้าที่รับผิดชอบต่อกรณีพระพรหมดิลก

 

 

 

 

 

 

พระพรหมเมธี        :      พระพรหมดิลก      :   พระพรหมสิทธิ

 

สามกรรมการมหาเถรสมาคมผู้ถูกดำเนินคดีในคราวเดียวกัน

เป็นคดีในประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า เงินทอนวัด

 

 

 

24 พฤษภาคม 2561 เวลาเช้าตรู่ ตำรวจสอบสวนกลางและกองปราบปราม ได้สนธิกำลังกันเข้าปิดล้อมและจับกุมเจ้าอาวาสวัดใหญ่ 3 วัด ได้แก่ วัดสระเกศ วัดสามพระยา และวัดสัมพันธวงศ์ อันมี พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) และพระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) เป็นเจ้าอาวาส ตามลำดับ

 

 

ใน 3 รูปเหล่านั้น จับได้เพียงรูปเดียว คือ พระพรหมดิลก วัดสามพระยา ซึ่งครองจีวรยอมเดินขึ้นรถตำรวจพร้อมด้วยพระเลขา ถือว่ายินดีเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วยอาการอันสงบ พระพรหมสิทธิ วัดสระเกศ นั้น ตำรวจหาตัวไม่พบ จนกระทั่งครบ 7 วัน จึงแจ้งความประสงค์เข้ามอบตัวต่อหน้าพระประธานในโบสถ์ ส่วนพระพรหมเมธี วัดสัมพันธวงศ์ นั้น ไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย จึงได้ลี้ภัยไปยังประเทศเยอรมันนี จนป่านนี้ก็ทราบข่าวว่า ได้รับฐานะผู้ลี้ภัยจากรัฐบาลเยอรมันนีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และถือว่าเป็นพระเพียงรูปเดียวที่ไม่ถูกรัฐบาลประยุทธ์จับสึก แม้จะถูกปลดจากทุกตำแหน่งก็ตาม ความเป็นพระก็ยังคงดำรงอยู่ แต่อยู่ในประเทศไทยไม่ได้ กลับมาวันไหนก็ถูกจับกุมดำเนินคดี จึงต้องเลือกเอาว่า จะอยู่อย่างพระในต่างแดน หรืออยู่อย่างอดีตพระในประเทศไทย ดังวลีที่ว่า "อยู่อย่างจงรัก ตายอย่างภักดี" ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นอยู่มากมาย ล่าสุดก็พุทธะอิสระซึ่งเข้าคุกด้วยความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ถึงศาลจะตัดสินว่าผิด แต่ไม่เคยสำนึกผิด ยังคงคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นถูก ใครจะว่าอย่างไรก็ไม่แคร์

 

ในกระบวนการต่อสู้ทางคดีของพระพรหมดิลกนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่า พระพรหมดิลก ซึ่งดำรงตำแหน่งสำคัญมากมายในคณะสงฆ์ไทย อันได้แก่ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดสามพระยาพระอารามหลวง เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ฯลฯ แถมยังเรียนจบ ป.ธ.9 และ Ph.D. จึงน่าจะถือว่ามีดีกรีสูงสุดรูปหนึ่ง ในบรรดากรรมการมหาเถรสมาคมชุดเดียวกัน ด้วยวัยวุฒิและคุณวุฒิดังกล่าว พระพรหมดิลกจึงเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตนเอง และเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ด้วยความหาญกล้าและท้าทาย

 

 

 


 

 

 

 

สิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่พระพรหมดิลกนั้น ก็เผยออกมาต่อศาลอาญา โดยพระพรหมดิลกได้นำเอา "เอกสารการอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณ สนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม" ของกองพุทธศาสนศึกษา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งปรากฏว่ามีวัดที่ได้รับเงินอุดหนุนในคราวเดียวกันถึง 10 วัดด้วยกัน แต่กลับปรากฏว่า มีเพียง 2 วัด เท่านั้น ที่ถูกดำเนินคดีฟอกเงิน คือ วัดสามพระยา และวัดสัมพันธวงศ์

 

 

 

 

 

 

 

และผู้ที่ฟ้องร้องต่อเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินคดีนั้น ก็หาใช่ใคร เขาคือ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในเวลานั้น

 

 

นั่นก็เท่ากับว่า คดีนี้มีใบสั่ง !

 

 

สั่งให้เชือดเฉพาะ 3 กรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งมีบทบาท "สนับสนุนลัทธิธรรมกาย" ให้ใหญ่คับฟ้าอย่างออกหน้าออกตา ซึ่งกรณีธรรมกายนั้น เป็นคดีท้าทายความมั่นคงแห่งรัฐ เพราะแม้จะถูกรัฐบาลทหารประกาศ ม.44 ใช้กองกำลังเข้าปิดล้อมนานนับเดือน ก็ยังไม่สามารถจับกุมตัวพระธัมมชโยได้ จวบจนบัดนี้

 

 

นี่คือเงื่อนงำที่ต้องเรียกว่า คดีเงินทอนวัดเป็นคดีการเมือง

 

 

แน่นอนว่า ในทางการเมืองนั้น รัฐบาลทหารย่อมจะได้เปรียบ เพราะมีอาวุธในมือ สามารถจะจับกุมคุมขังใครก็ได้ โดยวิธีการ "ตั้งข้อหา" เอาไว้ก่อน พอผู้ต้องหาถูกจับกุมก็จะถูก "ปลด" จากทุกตำแหน่ง กว่าจะพ้นคดีออกมาได้ไม่ตายก็คางเหลือง เหมือนพระพิมลธรรมในอดีต

 

 

แต่ในทางธรรมนั้น ปรากฏว่า รัฐบาลเผด็จการที่ใช้กำลังกับพระสงฆ์ผู้ไร้อาวุธในมือนั้น พ่ายแพ้อย่างเป็นอมตะ พระพิมลธรรมได้รับการพิพากษาจาก "ศาลทหาร" ว่าบริสุทธิ์ไร้มลทิน แต่ถูกกลั่นแกล้งจากผู้มีอำนาจทั้งทางฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายสงฆ์ เป็นที่น่าสะเทือนใจพุทธศาสนิกชนยิ่งนักว่า นี่หรือเมืองไทย เมืองพุทธ ประกาศตัวว่าเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก แต่แค่ความยุติธรรมกับพระสงฆ์ยังไม่มี แล้วจะเป็นศูนย์กลางพุทธได้อย่างไร ใครจะเชื่อและยอมรับในความเป็นศูนย์กลาง ?

 

 

มาวันนี้ คดีประวัติศาสตร์ของ "พระพรหมดิลก" ก็หมุนซ้ำกับรอยเดิมของพระพิมลธรรมอีก นั่นคือ ศาลฎีกา ได้สั่งให้คดีเงินทอนวัด (ฟอกเงิน) ของพระพรหมดิลก เป็นอันสิ้นสุด หมายถึงว่า เมื่อโจทก์ (อัยการของรัฐ) ไม่ฟ้องร้องต่อ ก็ถือว่าสิ้นสุดในชั้นศาลอุทธรณ์ ซึ่งสั่ง "กลับคำพิพากษา" ของศาลชั้นต้น (ศาลชั้นต้นให้พระพรหมดิลกผิดให้ลงโทษเป็น 2 เท่า รวมจำคุกนาน 6 ปี) แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าวัดสามพระยามีสิทธิ์รับเงินอุดหนุนดังกล่าว พระพรหมดิลกจึงไม่ผิด จึงให้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นเสียทั้งหมด ให้พระพรหมดิลกพ้นผิด เป็นผู้บริสุทธิ์ ไร้มลทิน

 

เมื่อศาลฎีกาสั่งให้คดีสิ้นสุด จึงเท่ากับว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นคำพิพากษาของศาลฎีกา ไปด้วย

 

 

คดีความของพระพรหมดิลก จึงสิ้นสุดลงในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 และไม่มีทางจะรื้อฟื้นได้อีกเลย ตลอดกาล

 

 

แต่..ถึงแม้ว่าคดีของพระพรหมดิลกจะสิ้นสุดลงไปแล้วก็ตาม เรื่องราวก็เหมือนเพิ่งจะ..เริ่มต้น เมื่อมีเสียงสะท้อนไปทั่ววงการสงฆ์และพุทธศาสนิกชนทั้งประเทศว่า "เมื่อศาลตัดสินว่าพระพรหมดิลกท่านไม่ผิด แล้วรัฐบาลซึ่งเป็นผู้สั่งดำเนินคดี จะคืนความเป็นธรรมให้แก่ท่านอย่างไร" ไม่ว่าจะเป็นการคืนสู่สมณเพศอย่างไร้มลทิน ที่เรียกว่า "คืนผ้าเหลือง" ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสามพระยา และตำแหน่งทางการปกครองสงฆ์ คือเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ซึ่งถูกรัฐบาลทหารปล้นชิงไป รวมทั้งสมณศักดิ์ที่ "พระพรหมดิลก" ที่ถูกถอดออกไปด้วย

 

 

แน่นอนว่า การยอมรับผิดและคืนความเป็นธรรมให้แก่อดีตพระพรหมดิลกนั้น รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมี พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ด้านกิจการพระพุทธศาสนา จะยอมน้อมรับความผิดพลาด และคืนความเป็นธรรมให้แก่ท่านพระพรหมดิลก ย่อมจะเป็นการยากอย่างยิ่ง และยังไม่เคยมีรัฐบาลใดทำมาก่อนด้วย

 

กรณีพระพิมลธรรมนั้น เกิดในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่ได้รับการ "ขอขมาและคืนสมณศักดิ์ให้" ในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งเป็นภายหลังจากเกิดคดีความนานถึง 13 ปี และจอมพลสฤษดิ์ก็ตายเป็นผีไปก่อนหน้านั้นนานแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

15 พฤษภาคม 2518

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี

กราบขอขอมาอภัยต่ออดีตพระพิมลธรรม วัดมหาธาตุฯ

แทนรัฐบาลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

 

 

 

 

 


 

 

 

6 มิถุนายน 2518

ดร.นิพนธ์ ศศิธร รมว.กระทรวงศึกษาธิการ

อัญเชิญพัดยศ "พระพิมลธรรม" ถวายคืนแด่..พระอาจ อาสโภ

 

 

 

ถามว่า กรณีพระพรหมดิลก จะจบลงอย่างไร แน่นอนว่า คงมิใช่แค่ "สิ้นสุดคดีความ" ซึ่งเป็นเรื่องทางโลกหรือเป็นคดีโลก แต่คดีธรรมกำลังเริ่มต้น พุทธศาสนิกชนชาวไทยต่างเพ่งมองไปยัง "รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา" ว่าจะหาทางลงอย่างไร ให้สมกับคำว่า "จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด"

 

 

รัฐบาลนี้จะมีการ "ขอขมา" และ "คืนความเป็นธรรม" ให้แก่อดีตพระพรหมดิลกหรือไม่ ?

 

 

ถ้ารัฐบาลไทยเป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชาวพุทธ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ประกาศว่า "ตนเองเป็นชาวพุทธเต็มร้อย" รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็คงไม่นิ่งนอนใจที่จะกระทำการแก้ไขในสิ่งผิดพลาดไป และคงไม่ปล่อยให้เรื้อรังไปจนกระทั่ง "ตัวเองตาย" กลายเป็น "ผู้ร้าย" ในประวัติศาสตร์ศาสนา เหมือนจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหารในอดีต

 

 

ถูกชาวพุทธตราหน้าว่า "เป็นคนบาป" ไปชั่วลูกชั่วหลาน

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

1 มีนาคม 2564

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264