หตุผล 108

 

สำนักพุทธฯ อ้างเหตุผลใหม่

ยังไม่ตั้งเจ้าคณะภาค

เพราะต้องรอธรรมยุตแบ่งเขตปกครองให้เสร็จก่อน

ไม่เสร็จก็ตั้งไม่ได้ ที่ตายก็ตายไป ตัวใครตัวมัน

 

 

 

 

 

 

สิปป์บวร อีกแล้วครับทั่น

 

พูดได้ทุกเรื่องต้อง..สิปป์บวร !

 

 

 

 

อา..ยังจำได้ไหม ถึงใครคนหนึ่ง เอ๊ย ครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 สิปป์บวร เคยออกมาแจ้งข่าวว่า ณ บัดนี้ (บัดนั้น) โผเจ้าคณะภาคทั้งธรรมยุตและมหานิกาย ทั่วประเทศ ซึ่งว่างมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 และมีข่าวจากสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช (สมเด็จชิน) ว่า โผเจ้าคณะภาคผ่านการเห็นชอบจากสำนักพระราชวังแล้ว กำลังอยู่ในระหว่างออกพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช แถมยังมีโผหลุดออกมาสู่สาธารณชนให้เห็นทั้งกระบิ เป็นโผเก่าทั้งชุด (ชุดสมเด็จเกี่ยว-สมเด็จช่วง) เลยถูกรุมถล่มซะยับเยินว่า อ๋อ เนี่ยนะ รัฐบาลทหาร ยึดอำนาจรัฐบาลประชาธิปไตยยิ่งลักษณ์ แก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ ตั้งสมเด็จอัมพรเป็นสังฆราชข้ามสมเด็จช่วง ก็เพื่อเอาสังฆราชเพียงเก้าอี้เดียว ที่เหลือก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน เป็นเพียงเหล้าเก่าในขวดใหม่ ไม่ว่าพระสังฆราชจะเป็นใคร สุดท้ายเจ้าคณะภาคก็พวกเก่า มันน่าเศร้าไหมล่ะ ฯลฯ เจอคลื่นซัดโครมครามจนกระแสตั้งเจ้าคณะภาคจมดิ่งเงียบหลาย สุดท้าย วันที่ 10 ธันวาคม 62 สิปป์บวรจึงออกมาแก้ข่าวว่า "โผกำลังอยู่ในขั้นตอนแต่งตั้ง แต่ที่ต้องล่าช้าเพราะว่าต้องปฏิบัติตามกฎหมายใหม่อย่างเคร่งครัด ฯลฯ"

 

 

ก็ผ่านไปอีกเป็นปีโดยไม่มีการตั้งเจ้าคณะภาค ตกวันที่ 31 สิงหาคม 2563 สิปป์บวร ก็ออกมาให้ข่าวว่า บัดนี้ มหาเถรสมาคม ได้พิจารณารายชื่อเจ้าคณะใหญ่หนกลางเสร็จเรียบร้อยแล้ว สมเด็จพระสังฆราช ได้เสนอไปยังราชเลขานุการในพระองค์ เพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลฝ่าพระบาทแล้ว ซึ่งเป็นอันรู้กันว่า พระเถระที่มหาเถรสมาคมลงมติเห็นชอบให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางนั้น มีเพียงชื่อเดียว คือ พระพรหมบัณฑิต วัดประยุรวงศาวาส ซึ่งเวลานั้นเป็นผู้รักษาการในตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางอีกด้วย

 

 

แต่แล้วก็มีฟ้าฝ่า 10 ตุลาคม 2563 มีข่าวลือสนั่นวงการสงฆ์ว่า โผเจ้าคณะภาคซึ่งผ่านการพิจารณาของมหาเถรสมาคมและสมเด็จพระสังฆราชไปแล้ว เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 63 นั้น เมื่อไปถึงสำนักพระราชวังแล้ว "ไม่โปรด"  แต่ทรงโปรดให้ "สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี" หรือ เจ้าคุณธงชัยวัดไตรมิตร ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน และสุดท้ายก็เรียบร้อยโรงเรียนวัดสามจีน สมเด็จธงชัยได้เข้ารับพระบัญชา แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2563 ผ่านไปด้วยดี ไม่มีใครกล้าคัดค้านหรือเห็นต่าง เพราะนั่นเป็น..พระบรมราชโองการ

 

 

เวลานั้น พระเณรทั่วประเทศและทั่วโลก ก็มัวแต่สนใจ "เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" ซึ่งพลิกโผอย่างพิลึกพิลั่น กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ กล่าวขานกันไม่รู้จบ ว่าเซียนอยู่รู หมูอยู่ตึก ระดับ "พรหมบัณฑิต-ราชบัณฑิต" เสียทีให้แก่เจ้าคุณธงชัยสายเกจิได้อย่างไร เรื่องราวเล่ากันเป็นปีก็ไม่มีจบ แต่ก็จบลงตรงที่ว่า..มันส์ พ่ะย่ะค่ะ

 

 

ความมันในตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางดังกล่าว กลบกระแส "โผเจ้าคณะภาค" ไปอย่างไร้ร่องรอย แต่ถึงกระนั้น พระเณรก็คาดคิดว่า ในเมื่อได้เจ้าคณะใหญ่ครบทุกหนแล้ว การแต่งตั้งเจ้าคณะภาค อย่างเป็นทางการคงจะตามมาไวๆ ไม่เกินปีใหม่ 2564 หรือสิ้นปี 63 เราน่าจะมีเจ้าคณะภาคชุดใหม่กันแล้ว

 

 

แต่จากเดือนตุลา 63 ก็ลากข้ามมาปี 64 ก็เงียบฉี่ ไม่มีแอ๊คชั่นอะไรออกมา ตกวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา ก็มีข่าวว่า ทางคณะธรรมยุต โดยสมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร ได้ขอปรับเปลี่ยนเขตการปกครองระดับภาคเสียใหม่ ด้วยเหตุผลว่า มีวัดในสังกัดธรรมยุตเพิ่มมากขึ้น จึงต้องปรับปรุงให้ทันสมัย ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอันใด ในเมื่อมันเป็นการปรับในส่วนของธรรมยุต ไม่ได้เกี่ยวกับมหานิกาย จะปรับยังไงก็ไม่เกี่ยวกันอยู่แล้ว แถมการปรับก็ยังคงอยู่ในระดับ 18 ภาคเหมือนเดิม มิได้เพิ่มเติมอะไรใหม่

 

 

แต่แล้ววันนี้ (8 ก.พ. 4) จู่ๆ นายสิปป์บวร กลับออกมาคว้าเอาเรื่องนี้ไปต่อเข้ากับการตั้งเจ้าคณะภาค โดยบอกแก่พระเณรและชาวพุทธทั่วประเทศว่า "สาเหตุที่การแต่งตั้งเจ้าคณะภาคล่าช้ามานานถึง 3 ปีนั้น เพราะต้องรอให้ทางฝ่ายธรรมยุตปรับปรุงเขตการปกครองให้เสร็จเสียก่อน ไม่งั้นไม่เรียบร้อย ฯลฯ" นั่นเท่ากับบอกว่า โผเจ้าคณะภาคต้องเลื่อนแล้วเลื่อนอีกมาเป็นเวลากว่า 3 ปีนั้น ก็เพื่อรอให้ธรรมยุตแบ่งเขตการปกครองครั้งนี้นี่เอง

 

 

โถถังกาละมัง พระสงฆ์องค์เณรและชาวพุทธทั่วโลก เมื่อได้อ่านข่าวก็งงเป็นไก่ตาแตก เหมือนโดนสิปป์บวรแหกตา ว่ามันเกี่ยวอะไรระหว่างการตั้งเจ้าคณะภาคกับการปรับปรุงเขตการปกครองของธรรมยุต โดยเฉพาะที่ "ลากเอา" มหานิกายเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะมันคนละนิกายกัน

 

 

ถามสิปป์บวรว่าใครสอนให้ออกมาพูดเช่นนี้ ?

 

 

นี่ถ้าเป็นการสอบธรรมศึกษาวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรมแล้ว ขอบอกว่า สำนักพุทธฯสอบตก เพราะเชื่อมกระทู้ไม่สนิท ผิดฝาผิดตัว เดี๋ยวพูดเรื่องแกะ เดี๋ยวพูดเรื่องแพะ เดี๋ยวบอกว่าลา ต้องไล่ไปเรียนใหม่ให้สอบซ้ำชั้น ไม่งั้นจะกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะไป เชื่อถือไม่ได้

 

 

ดูสิว่า ถ้ากลับไปฟัง "เหตุผล" ของสิปป์บวรก่อนหน้านี้ ก็ยิ่งเหมือน "ไปไหนมาสามวาสองศอก" เดี๋ยวบอก "ต้องปฏิบัติโดยเคร่งครัด" เดี๋ยวบอก "ต้องรอให้ธรรมยุตแบ่งเขตเจ้าคณะภาค" เปลี่ยนเหตุผลไปเรื่อยๆ พรุ่งนี้ก็อาจจะอ้างใหม่ว่า "ต้องรอให้มหาสายชลตายเสียก่อน" จึงค่อยตั้งเจ้าคณะภาคได้ เพราะมหาสายชลเป็นรัชทายาทของสมเด็จนิยม อดีตเจ้าคณะใหญ่หนกลาง หรือไม่ก็ต้องเป็น "พ่อ" ของบิ๊กตู่ จึงไม่มีใครกล้าปลด

 

 

ผลงานของมหาสายชลนั้น "ค้ำคอ" สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ถึงขั้นจะปั้นให้เป็นสังฆราชองค์ต่อไป ว่าด้วยเรื่อง "ธัมมชโย" ถึงกับรัฐบาลทหาร คสช. ต้องใช้ ม.44 เข้าปิดล้อมวัดพระธรรมกายนานนับเดือน เพื่อตามล่าพระธัมมชโย จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้ตัว แบบว่าหน้าแตกยับเยิน ขณะที่ "มหาสายชล-เจ้าคณะภาคหนึ่ง" นั้น ล่องหนไปพร้อมๆ กับธัมมชโย ไม่มีบทบาทในการทำงานใดๆ ในตำแหน่งเข้าคณะภาคหนึ่งเลย แต่กรณีธัมมชโยนั้น ถูกนำมาเล่นงาน "สมเด็จช่วง" ไม่ให้ขึ้นเป็นพระสังฆราช แปลง่ายๆว่า ปลดสมเด็จช่วง แต่ไม่ปลดมหาสายชล ผู้คนเลยงงว่า พวกคุณเล่นตลกอะไร ?

นี่ไงที่ใครเขาว่า อยู่เปล่าๆ ไม่ทำอะไร ชั่วไม่มี ดีไม่ปรากฏ ก็จะได้ดีในบั้นปลาย ใครขืนออกหน้าทำงานให้แก่ประเทศชาติพระศาสนา ก็จะกลายเป็นหมาตัวหนึ่ง สู้พวกอีแอบไม่ได้ สังคมสงฆ์ไทยจึงกลายเป็นสังคมขันที มีแต่พวกหลังม่าน คอยค่อนแคะนินทา เวลามีปัญหาก็มุดหัว แต่พอมีตำแหน่งก็แย่งกัน

 

 

สรุปว่า ตำแหน่งเจ้าคณะภาคทั้ง 2 นิกาย ทั่วประเทศไทย ว่างลงตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 ถึงปัจจุบันก็นับได้นานถึง 3 ปี 4 เดือน แล้ว ยังไม่มีการแต่งตั้งใหม่ มีแต่รักษาการ จนหลายรักษาการก็มรณภาพลงไปแล้วด้วย

 

 

และพระเณรทั่วไทยนั้น เวลานี้ไม่มีใครสนใจในตำแหน่งเหล่านี้แล้ว จะตั้งหรือไม่ตั้ง จะตั้งช้าตั้งไวหรือยุบทิ้งไป ก็ไม่มีใครติดใจ เพราะผ่านมา 3 ปีกว่า ก็ยังอยู่กันมาได้ ไม่มีใครตายเพราะไม่มีเจ้าคณะภาค ถึงจะไม่ตั้งสังฆราชก็คงไม่มีใครติดใจเช่นกัน ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองจะเอายังไงก็ตามสบาย เพราะพระเณรนั้นเป็นเพียง "ผู้อาศัย" เขาจะตั้งใครมาปกครองก็ไม่เคยบอกกันเลย อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็สึก ง่ายจะตายพระไทย พระศาสนาไม่ใช่ของเราคนเดียว

 

 

แต่ที่น่าสนใจก็คือว่า ถ้าปล่อยปละละเลยไว้ไม่ยอมตั้ง ก็จะเสียขนบธรรมเนียมของบ้านเมือง อันเป็นหลักการทางการปกครอง จะส่งผลเสียหายไปถึงเกียรติประวัติของผู้บริหารราชการแผ่นดิน ว่าผิดพลาดบกพร่อง ไม่ต้องตามโบราณราชประเพณี ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ให้ลูกหลานได้อ่านเล่น พวกท่านเป็นผู้มีอำนาจ ถ้าไม่ทำหน้าที่ก็เหมือนกำลังเขียนประวัติตัวเองให้ประชาชน..ไม่ไว้วางใจ

 

 

สำนักพุทธฯ คงจะมองว่า พระเณรทั้งประเทศไทยนั้นไม่ประสีประสาทางการเมือง จึงจะอ้างมั่วๆ ซั่วๆ อย่างไรก็ได้ ซึ่งก็คงจะจริง เพราะก็ไม่เห็นว่าจะมีใครในประเทศไทยออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้ ซึ่งมีข้อผิดสังเกตอยู่โต้งๆ ในคำพูดของสิปป์บวรในเรื่องเดียวกันตลอดมานั่นเองว่า คำก่อนกับคำหลัง ไม่ตรงกัน เหตุผลใหม่กับเหตุผลเก่าไม่เข้ากัน เป็นคนละเรื่อง เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนไม่มีหลักการ

 

 

ถ้าเป็นนักการเมืองพูดแบบนี้ ก็คงอนุโลมให้ผ่านไปได้ (เพราะนักการเมืองเชื่อไม่ได้อยู่แล้ว) แต่นี่ นายสิปป์บวร เป็นข้าราชการในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่ในการสนองงานคณะสงฆ์ เป็นองค์กรทางศีลธรรม จะต้องมีเหตุผลที่สาธารณชนฟังว่าน่าเชื่อถือ มิใช่นึกอยากจะพูดอะไรก็พูด อยากจะอ้างอะไรก็อ้าง มันเสียหายถึงพระพุทธศาสนา นะฮะ คุณณรงค์

 

 

 

 

 

 

 

ใช่หรือครับท่าน มันไม่น่าจะเข้ากันนะผมว่า..กากับหงส์

 

 

 

 

 

แจงเหตุ มส. ยังไม่พิจารณาตั้งเจ้าคณะภาค

 

สิปป์บวร แก้วงาม โฆษกสำนักพุทธฯ ยันที่ประชุมมหาเถรสมาคมยังไม่ได้พิจารณาแต่งตั้งเจ้าคณะภาค ชี้ต้องรอการแบ่งเขตปกครองระดับภาคใหม่ ของคณะธรรมยุต ให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ

 

นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะโฆษก พศ. เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคว่า เนื่องจากที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ได้มติเห็นชอบ ให้มีการแบ่งเขตการปกครองระดับภาคของคณะธรรมยุตใหม่ โดยมติดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้เมื่อมีการประกาศลงในแถลงการณ์คณะสงฆ์แล้ว จากนั้นกระบวนการต่อไป จึงจะเป็นหน้าที่ของเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตพิจารณาแต่งตั้งเจ้าคณะภาค ตามเขตปกครองระดับภาคที่มีการแบ่งใหม่ ดังนั้น จึงต้องรอการแบ่งเขตการปกครองระดับภาคใหม่ของคณะธรรมยุต ให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการก่อน ทางคณะธรรมยุตจึงจะสามารถดำเนินการแต่งตั้งเจ้าคณะภาค ตามการแบ่งเขตปกครองระดับภาคใหม่ได้

 

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า การแต่งตั้งเจ้าคณะภาค ทั้งฝ่ายมหานิกายและธรรมยุต ได้ผ่านการพิจารณาของ มส. ไปแล้วนั้น ยืนยันว่า มส. ยังไม่มีการพิจารณาในเรื่องเจ้าคณะภาคแต่อย่างใด เพราะต้องรอการดำเนินการในส่วนของคณะธรรมยุตให้แล้วเสร็จก่อน จากนั้นจึงจะมีการดำเนินการพิจารณาเสนอเข้า มส.ในคราวเดียวกันทั้งการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคของฝ่ายมหานิกาย และฝ่ายธรรมยุต ซึ่งอำนาจในการแต่งตั้งเจ้าคณะภาค เป็นของเจ้าคณะใหญ่ในแต่ละหนในการพิจารณา ก่อนที่จะเสนอเข้าสู่ มส.

 

นายสิปป์บวร กล่าวต่อไปว่า สำหรับการแบ่งเขตปกครองคณะสงฆ์ระดับภาคใหม่ของคณะธรรมยุตนั้น เฉพาะภาค 1-2-3 และ 12-13  ภาค 4-5-6-7 และภาค 16-17-18  โดยมีเขตการปกครองดังนี้

 

1. ภาค 1 กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ภาค 2 พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สระบุรี และภาค 3 ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท อุทัยธานี ให้รวมเป็นเขตปกครองภาคเดียวกัน เรียกว่า "ภาค 1-2-3 (ธรรมยุต)"

 

2. ภาค 4 นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ และภาค พิษณุโลก สุโขทัย ตาก อุตรดิตถ์ ให้รวมเป็นเขตปกครองภาคเดียวกัน เรียกว่า "ภาค 4-5 (ธรรมยุต)"

 

3. ภาค ลำปาง พะเยา เชียงราย แพร่ น่าน และภาค 7 เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน ให้รวมเป็นเขตปกครองภาคเดียวกัน เรียกว่า "ภาค 6-7 (ธรรมยุต)"

 

4. ภาค 12 ปราจีนบุรี สระแก้ว นครนายก ฉะเชิงเทรา และภาค 13 ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ให้รวมเป็นเขตปกครองภาคเดียวกัน เรียกว่า "ภาค 12-13 (ธรรมยุต)"

 

5. ภาค 16 นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร ให้รวมเป็นเขตปกครองภาคเดียวกัน เรียกว่า "ภาค 16 (ธรรมยุต)"

 

6. ภาค 17 ภูเก็ต ตรัง พังงา กระบี่ ระนอง และภาค 18 สงขลา พัทลุง สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ให้รวมเป็นเขตปกครองภาคเดียวกัน เรียกว่า "ภาค 17-18 (ธรรมยุต)"

 

 

 

ข่าว : เดลินิวส์

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 8 กุมภาพันธ์ 2564

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264