พระราชภัทรญาณ วัดสุทัศน์ มรณภาพ

 

 

ปิดฉากชีวิตพระผู้มากบทบาททางสงฆ์สองนิกาย

 

 

 

 

 

 

 

พระราชภัทรญาณ หรือหลวงพ่อณรงค์นั้น บรรดาลูกศิษย์หรือผู้ที่ใกล้ชิด สนิทที่จะเรียกนามท่านว่า "หลวงน้า" และถ้าจะให้ถึงก้นกุฏิจริงๆ ก็ต้องเรียกว่า "หลวงน้าพิมล" ซึ่งติดมาจากสมณศักดิ์ที่ "พระครูพิมลสรภาณ" อันเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตสองฝั่ง "สองนิกาย" ของพระราชภัทรญาณ (ณรงค์ เขมาราโม)

 

 

ก็สมณศักดิ์ที่ "พระครูพิมลสรภาณ" นั้น วงการสงฆ์ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะเป็นพระครูฐานานุกรมในสมเด็จพระสังฆราช (อุฏฐายีมหาเถร) วัดมกุฏกษัตริยาราม นั่นหมายถึงว่า เริ่มต้นนั้น หลวงน้าพิมล บวชพระในสังกัดธรรมยุต วัดมกุฏกษัตริยาราม ในสำนักของสมเด็จพระสังฆราชจวน จนกระทั่งทรงโปรดปรานถึงกับตั้งเป็นพระครูฐานาดังกล่าว ร่ำๆ ว่าจะได้เป็นเจ้าคุณในตอนนั้นด้วยซ้ำไป

 

 

หลวงน้าเล่าว่า "ก่อนสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระสังฆราชจวน เหมือนจะมีลางสังหรณ์ จึงกล่าวกับตนเองว่า ข้าว่าเอ็งสนิทกับพวกมหานิกายมากกว่าธรรมยุต เอางี้นะ ถ้าข้าตายไป ให้เอ็งไปบวชใหม่กับพระมหานิกาย แต่มีข้อแม้ว่า ข้าเป็นคนราชบุรี และเป็นเปรียญเก้า เอ็งต้องหาพระอุปัชฌาย์ให้เป็นเหมือนข้า"

 

 

และแล้วเหตุการณ์พลิกผันก็เกิดขึ้น วันที่ 18 ธันวาคม 2514 สมเด็จพระสังฆราชจวน อุฏฺฐายี สิ้นพระชนม์กะทันหันด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ส่งผลให้ชีวิตของพระครูพิมลสรภาณเคว้งคว้างไร้ที่พึ่ง นึกถึงคำสั่งเสียก่อนสิ้นพระชนม์ว่า "ให้เอ็งไปหาอุปัชฌาย์ใหม่" หาแทบพลิกแผ่นดิน "พระเปรียญ 9 ชาวราชบุรี" ที่ทรงระบุไว้นั้น ในแผ่นดินนี้เห็นมีก็แต่รูปเดียว คือ พระราชเมธี (วีระ ภทฺทจารี ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งหลังสุดได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์"

 

 

การบวชของหลวงน้าพิมลจึงมิใช่บวชใหม่ แต่เป็นการ "บวชซ้ำ" เหมือนพระธรรมยุตเปลี่ยนจากมหานิกายโดยผ่านการทำ "ทัฬหีกรรม" นั่นแหละ และสมณศักดิ์ "พระครูพิมลสรภาณ" ก็ยังติดตัวหลวงน้ามาจนถึงวัดสุทัศน์ จนกระทั่งพระครูพิมลสรภาณ ได้รับการตั้งให้เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญในราชทินนามใหม่ที่ "พระพุทธมนต์วราจารย์" เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2553 ราชทินนามเก่าจึงงดใช้

 

 

ใช่แต่เท่านั้น ครั้นได้เป็นเจ้าคุณสามัญได้เพียง 2 ปี หลวงน้าพิมลก็ทำดับเบิ้ลช็อกวงการสงฆ์ ด้วยการ "เลื่อนสมณศักดิ์" ขึ้นเป็น "พระราชภัทรญาณ วิ." เป็นกรณีพิเศษ ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2555 ถ้าไม่แน่จริงทำไม่ได้หรอก อภินิหารดังว่ามานี้ เพราะผู้ที่จะได้เลื่อนพิเศษแบบนี้ (ผ่านสำนักพระราชวังโดยตรง) ต้องมีคุณงามความดีระดับเอกอุเหนือกว่าพระสงฆ์ทั้งปวง หรืออย่างน้อยต้องสอบได้บาลีซัก 18 ประโยค จึงจะทรงโปรดเป็นพิเศษ จากในหลวง ร.9

 

 

นอกจากชีวิต "สองนิกายในผ้าเหลือง" ดังเล่ามา หลวงน้าพิมลยังเป็นคน "สองฝั่งมหาสมุทร" เพราะข้ามน้ำข้ามทะเลมาหาประสบการณ์ถึงสหรัฐอเมริกา ร่วมสร้างวัดทั้งฝ่ายธรรมยุตและมหานิกาย ไม่ว่าจะเป็นวัดพุทธดัลลัส รัฐเท็กซัส วัดธรรมยุตที่ซาคราเมนโต้ และวัดมหานิกายที่ริชมอนต์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อนจะกลับเมืองไทยไปแบบแขวนนวม และรุ่งเรืองขึ้นเป็นถึง "ชั้นราช" ดังกล่าว

 

 

หลวงน้าเล่าด้วยว่า เมื่อตอนบวชพระใหม่ๆ เคยไปกราบท่านเจ้าคุณนร วัดเทพศิรินทร์ ท่านเมตตาถึงกับจับมือดูลายมือ แล้วพยากรณ์ว่า "อย่าเพิ่งสึกนะเอ็ง อยู่ไปเรื่อยๆ รับรองได้เป็นเจ้าคุณ" แถมยังคว้าเอาขันน้ำ จ้วงเอาน้ำมนต์ จับปากของหลวงน้าพิมล "กรอกน้ำมนต์" ลงไปอย่างที่เรียกว่า "กินน้ำมนต์" เข้าไปเต็มท้อง จะบอกว่า หลวงน้าพิมลได้รับการ "เสกให้กินน้ำมนต์" จากท่านเจ้าคุณนรเป็นคนแรกคนเดียวเลยก็ว่าได้ เพราะคงไม่มีใครได้รับความเมตตาเป็นพิเศษแบบนี้จากท่านเจ้าคุณนร ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่า "เป็นพระอรหันต์กลางกรุง"

 

 

สิ่งเหล่านี้ทำให้หลวงน้าพิมลเป็นคน "ไม่ตาย" คือตายยาก แบบว่าร่ำๆ จะตายหลายที แต่ก็ไม่ตายซักกะที รอดมาได้หวุดหวิด มีชีวิตพลิกผัน เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ จนใครๆ ก็งงว่า ได้เจ้าคุณมาอย่างไร เพราะไม่มีคุณสมบัติอะไรจะได้เป็น แต่ก็เป็นไปแล้ว จึงถือว่า หลวงน้าพิมลเป็นบุคคล..ไม่ธรรมดา แม้ว่าจะไม่ได้เป็นสมเด็จ แต่บทบาทแล้วไม่อายพระสมเด็จรูปไหนเลย ชีวิตของหลวงน้า เกิดมาจึงถือว่า คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม เพราะได้บำเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านอย่างสมศักดิ์ศรีแล้ว

 

 

ถ้าพูดถึงคุณวิเศษอื่นใดแล้ว เท่าที่สังเกตเห็นก็เห็นว่า หลวงน้าพิมลคงจะไม่มี เพราะท่านก็มีชีวิตที่ธรรมดาเหมือนหลวงตารูปหนึ่ง ถ้าจะมีดีก็คงเป็นข้อที่ว่า "ท่านเป็นคนเลี้ยงคน" คือมีลูกศิษย์ลูกหามาก ข้าวปลาอาหาร รวมทั้งจตุปัจจัยไทยทานที่ท่านได้มานั้น ล้วนแต่นำมาเลี้ยงดูลูกศิษย์ลูกหา ทั้งส่งเสียให้ร่ำเรียนจนจบกันไปมากมายหลายรุ่น แบบว่าเลี้ยงจนตายก็ไม่หมด เพราะรับอยู่เรื่อยๆ

 

 

ทั้งประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแบบแปลกพิกล ของหลวงน้าพิมล ทั้งอุปนิสัยที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ส่งผลให้ท่านเป็นบุคลพิเศษ ไม่ต่างไปจากแมวเก้าชีวิต มองดูด้านนอกเหมือนไม่มีคุณสมบัติอะไร เป็นเพียงหลวงตาแก่ๆ คนหนึ่ง แต่เบื้องหลังของหลวงน้าพิมลคนนี้ มีดีไม่ด้อยไปกว่าพระสมเด็จหลายรูปในเมืองไทย

 

 

ข่าวรายงานว่า พระราชภัทรญาณ เดินทางไปร่วมงานวันเกิดครูบาแสงหล้า วัดพระธาตุสายเมือง ท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า (ติดกับแม่สาย) เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ที่ผ่านมา และได้ถึงแก่มรณภาพอย่างกะทันหันด้วยโรคลม ณ เวลา 22.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) สิริอายุ 82 ปี พรรษา 56 ศิษยานุศิษย์เชิญสรีรสังขารพระราชภัทรญาณกลับสู่วัดสุทัศน์ เพื่อบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายต่อไป

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม ในฐานะที่ได้รับความเมตตาจาก "หลวงน้าพิมล" ไปมาหาสู่เหมือนลูกหลาน และเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังอย่างเป็นกันเองเรื่อยมา แม้ว่าจะไม่มีโอกาสไปกราบคารวะในวันสุดท้าย ก็ขอกราบไหว้ขอน้อมคารวะผ่านเว็บไซต์แห่งนี้ ขอกราบขอขมาอภัยที่ได้ล่วงเกิน พูดเล่นพูดจริง จะด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตาม และขอหลวงน้าไปดี มีพระนิพพานเป็นเบื้องหน้าโน้น เทอญ ฯ

 

 

 

 

 


 

 

 

ที่มา : วัดสุทัศนเทพวราราม : 21 ธันวาคม 2562

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264