คำสั่งยังไม่เสร็จ !

สำนักพุทธชี้แจงเหตุผลล่าช้า

ตั้งเจ้าคณะภาค-เจ้าคณะหน

 

 

 

อา..สาเหตุแห่งความล่าช้านั้น ก็น่าจะมาจาก "ตัวบุคคลบางตำแหน่ง" ที่เปิดโผออกมาแล้ว พระสงฆ์สามเณรและพุทธศาสนิกชน "ร้องยี้" กันทั้งเมือง ตั้งคำถามกันกระหึ่มว่า ไหนว่าจะปฏิรูปพระพุทธศาสนา ไหนว่าจะใช้ระบบ "คุณธรรม" ในการแต่งตั้งโยกย้ายพระสังฆาธิการ เพื่อเป็นผู้ขับเคลื่อนในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ซึ่งถูกตั้งข้อหาว่า "เสื่อมเสีย" จนรัฐบาลทหารถึงกับทำการ "ฉีกกฎหมายคณะสงฆ์" โอนอำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายไปให้แก่ "สำนักพระราชวัง" เพื่อป้องกันการวิ่งเต้นเส้นสายเหมือนในอดีต ซึ่งชาวไทยทั่วหล้าก็ตั้งหน้าตั้งตารอคอยว่า "เจ้าคณะหน-เจ้าคณะภาค ชุดใหม่" คงจะไม่เหมือนเดิม

 

 

แต่ที่ไหนได้ เมื่อเปิดโผ "เจ้าคณะหน-เจ้าคณะภาค ชุดใหม่" เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา กลับปรากฏว่า เป็นชุดเก่าทั้งดุ้น ไม่มีอะไรใหม่เลย !

 

 

จึงเกิดคำถามว่า ไหนว่าของเก่าเขาไม่ดี จึงฉีกของเก่าทิ้ง แล้วอาสาทำใหม่ แต่ทำไมของใหม่ก็เหมือนของเก่า เพราะเอาของเก่ากลับมาใช้ใหม่ ถ้าเป็นเช่นนั้น คำอ้างที่ว่า "ของเก่าแย่" ก็ต้องไม่จริง

 

 

แต่ถ้าของเก่า "เขาดีอยู่แล้ว" จึงเอาเขากลับมาใช้เหมือนเดิมอีก แล้วจะไปเปลี่ยนแปลงเพื่ออะไร เพราะเปลี่ยนก็คือไม่เปลี่ยน เมื่อไม่เปลี่ยนผู้เล่น แต่เปลี่ยนแค่กติกาเล็กๆ น้อยๆ คิดหรือว่าจะปฏิรูปพระพุทธศาสนาได้ ?

 

 

แน่นอนว่า ผู้มีอำนาจคงจะเชื่อว่า ถ้าหากโอนอำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายพระสังฆาธิการไปให้แก่ราชสำนักดูแล ก็คงไม่มีใครกล้าวิจารณ์  เพราะมีกฎหมายหมิ่นป้องกันไว้อยู่ แต่ผู้มีอำนาจคงจะมีตาเพียงข้างเดียว จึงมองไม่เห็นถึงก้นบึ้งของผู้คนว่า ถ้าหากพูดในที่แจ้งไม่ได้ ก็จะมีคนไปพูดในที่ลับ นั่นก็เท่ากับ ผลักผู้ที่เห็นต่างและผู้คนส่วนใหญ่ ให้หันไปเล่นหวยใต้ดินแทนหวยบนดิน

 

 

พระมหากษัตริย์ทรงบริหารกิจการคณะสงฆ์ไทย ใช่ว่าไม่เคยมี แต่มีมานานแล้วในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (ร.1 ถึง ร.7) ซึ่งก็เหมือนกับพระมหากษัตริย์ทรงบริหารราชการแผ่นดิน แต่เมื่อไปไม่ไหว จึงถูกคณะราษฎร "ยึดอำนาจ" ไปในที่สุด หลัง พ.ศ.2475 เป็นต้นมา ประเทศไทย "ยกสถาบันพระมหากษัตริย์" ไว้สูงเหนือการพระศาสนาและการเมือง ตามหลักการ The king can do no wrong !

 

 

แต่เมื่อมีการแก้กฎหมายคณะสงฆ์ โอนอำนาจกลับไปให้พระมหากษัตริย์ "ทรงงาน" โดยตรงอีกครั้ง ก็เท่ากับผลักให้พระมหากษัตริย์ต้องรับผิดชอบ "ทั้งดีและเสีย" ผิดหลักการประชาธิปไตย "อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ถ้าเป็นรถก็ไม่มีกันชน จึงไม่ทราบว่า ผู้ที่แก้ไขกฎหมายให้พระมหากษัตริย์ทรงบริหารกิจการคณะสงฆ์เองนั้น หวังดีหรือหวังร้ายต่อสถาบันกันแน่ แต่ไม่ว่าจะหวังดีหรือหวังร้าย ถ้าผลการบริหารดี ก็คงได้แค่เสมอตัว แต่ถ้าเสียหายละก็ สถาบันคงต้องรับผิดชอบหนักแน่แต่ผู้เดียว  พวกที่ชอบยกอำนาจถวายพระมหากษัตริย์ทรงทำนั้น ก็รอดตัวไป ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

 

 

ปัญหาแรกที่เห็นเด่นชัดก็คือ การแต่งตั้งโยกย้ายพระสังฆาธิการระดับภาคและระดับหน โดยเฉพาะ "หนกลาง" ซึ่งคาบลูกคาบดอกในหลายเรื่อง ยกตัวอย่าง

 

 

1. ตัวเจ้าคณะใหญ่หนกลาง อันได้แก่ พระพรหมบัณฑิต ซึ่งยังคงเป็นเพียง "รักษาการ" มิได้เป็นเจ้าคณะใหญ่เต็มตัว แต่กลับใช้อำนาจรักษาการนั้น ทำการแต่งตั้งโยกย้าย "เจ้าคณะภาค" อย่างเป็นทางการ ซึ่งผิดวิสัยของ "ผู้รักษาการ" ที่จะทำ ดังเช่น "เจ้าคณะภาครักษาการ" ก็ไม่กล้าทำงานอะไรที่เป็นนโยบายใหม่ เพราะตะหนักว่าตนเองเป็นเพียงรักษาการ แม้ว่าจะเคยเป็นเจ้าคณะภาคมาก่อนก็ตาม

 

 

2. เมื่อตนเองเป็นเพียงรักษาการ แต่กลับอาจหาญใช้อำนาจรักษาการไปแต่งตั้ง "เจ้าคณะภาค" อย่างเต็มตัว พอกลับมาดูตัวเองบ้าง กลับปรากฏว่า "ตัวเองก็ยังไม่ได้เป็นเจ้าคณะใหญ่ เป็นแต่เพียงรักษาการ" เท่านั้น มันก็ไม่สง่างาม เพราะต้องรอรับการแต่งตั้งในตำแหน่งเจ้าคณะหนพร้อมกับเจ้าคณะภาค เผลอๆ จะต้องไปรับพระบัญชาในวันเดียวกันด้วย จึงถือว่าประหลาด เหมือนกับการตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีพร้อมกัน ซึ่งไม่เคยมี แต่จะต้องมีการตั้ง "นายกรัฐมนตรี" ก่อน แล้วนายกรัฐมนตรีจึงค่อยแต่งตั้งรัฐมนตรีในภายหลัง "ตั้งนายก่อนลูกน้อง" มิใช่ตั้งพร้อมกัน นานาอารยะประเทศเขาทำกันอย่างนี้ทั้งนั้น เพิ่งเห็นพิเรนก็คณะสงฆ์ไทยในสมัยสังฆราชอัมพรนี่แหละ

 

 

3. ข่าวสารล่าสุดที่สำนักพุทธแถลงให้ทราบก็คือ กำลังจะดำเนินเรื่องการแต่งตั้ง "เจ้าคณะหนและเจ้าคณะภาค" ให้เสร็จโดยเร็ว (ความจริงก็คือล่าช้ามาก เลยออกข่าวแก้เกี้ยวว่ากำลังเร่งอยู่) ซึ่งทำให้เรารู้ว่า ทั้งเจ้าคณะภาคและเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ยังคงมีสถานะเท่าเทียมกัน คือเป็นเพียง..รักษาการ แต่ถามว่า เมื่อเจ้าคณะหนรักษาการทำการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคได้ ทำไมเจ้าคณะภาครักษาการไม่ทำงานเช่นรักษาการเจ้าคณะหนบ้าง เพราะถ้ารักษาการเจ้าคณะหนทำเกินอำนาจหน้าที่แล้วไม่ผิด ไม่เสียหาย  ถ้ารักษาการเจ้าคณะภาคทำบ้าง จะผิดหรือเสียหายอะไร ตัวอย่างดีๆ ก็มีอยู่แล้ว ก็เจ้าคุณประยูรนั่นไง

 

 

4. ในกรณีที่ "สมเด็จพระวันรัต" วัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ทำการแต่งตั้ง "มหาวงศ์ไทย" ให้เป็นเจ้าคณะจังหวัดอุดรธานีก่อน แล้วค่อยขึ้นเป็น "เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์" ในภายหลัง เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ เคยเปรียบเทียบไว้ว่า "เหมือนการนุ่งกางเกงนอกก่อน แล้วค่อยนุ่งกางเกงในในภายหลัง" ทำได้ก็ถือว่าเก่ง แต่ว่าวิปริตผิดประเพณี

 

 

ครั้นมาถึงกรณี "พระพรหมบัณฑิต" วัดประยุรวงศาวาส รักษาการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ทำการแต่งตั้ง "เจ้าคณะภาค" ในเขตการปกครองของตนเองในวันนี้ จึงมิใช่การนุ่งกางเกงนอกก่อนกางเกงใน แต่หากเป็นการ "นุ่งทั้งกางนอกและกางเกงใน" ไปพร้อมๆ กัน ถ้าทำได้ ก็คงไม่ใช่แค่เก่ง แต่ต้องระดับอัจฉริยะ แต่ตะพิลึกกึกกือเพียงไหนอย่างไร ก็ต้องให้วิญญูชนช่วยกันวินิจฉัย

 

 

5. การตั้งเจ้าคณะภาค 1 คือ มหาสายชล ซึ่งมีผลงานห่วยแตกที่สุดในบรรดาเจ้าคณะภาคหนึ่งที่เคยมีมา ให้กลับมาครองอำนาจตามเดิมอีก ทั้งๆ ที่ว่าโดยธรรมเนียมแล้ว เมื่อเจ้าคณะใหญ่หนกลาง "ว่างลง" ตำแหน่งที่ถูกวางตัวให้รับตำแหน่งแทนก็คือ "เจ้าคณะภาค 1" แต่หลังสุดนี้ เมื่อสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลางสิ้นไป กลับกลายเป็น "เจ้าคณะภาค 2" ได้เข้ามาครองอำนาจแทน นั่นก็แสดงว่า ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 2 ต้องมีอำนาจสูงกว่าเจ้าคณะภาค 1 ซึ่งเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่ก็รู้เห็นกันอยู่ว่า เพราะตัวเจ้าคณะภาค 1 อ่อนด้อยทั้งความรู้และประสบการณ์ แต่ได้ตำแหน่งมาโดยระบบเส้นสาย จึงไม่สมควรขึ้นเป็น "เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" ดังกล่าว ซึ่งก็ถือว่าชอบแล้ว แต่เหตุไฉนเจ้าคณะใหญ่หนกลางรูปใหม่ จึงยังให้มหาสายชลเป็นเจ้าคณะภาค  1 ต่อไปอีก ถ้าเห็นว่ามหาสายชลเป็นภาค 1 ดีอยู่แล้ว ก็น่าจะสนับสนุนให้เป็นเจ้าคณะหนกลางไปเลยสิ

 

6. การตั้ง "พระพรหมกวี" หรือเจ้าคุณประกอบ ัดกัลยาณมิตร ซึ่งต้องคดีทุบทำลายโบราณสถานภายในวัด ศาลสั่งจำคุกและลงอาญา ให้เป็นเจ้าคณะภาค 13 ต่อไปอีก เหมือนไม่มีมลทินอะไรเลยนั้น มองทางไหนก็ไม่เห็นความเหมาะสม นอกเสียจากว่า เจ้าคุณประกอบเป็นเพื่อนรวมรุ่น ป.ธ.9องเจ้าคุณประยูร เท่านั้น นั่นก็แสดงว่า ในกรรมการมหาเถรสมาคมชุดปัจจุบันนี้ ยังหนีไม่พ้นเรื่องของพรรคพวกและเส้นสาย ไม่ต่างจากยุคก่อน ที่ถูกมองเสียหาย เพราะใช้ระบบดังกล่าว

 

 

7. เหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าเจ้าคุณประยูรจะเสนอตัวเองเป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลาง พร้อมๆ กับการเสนอตั้งเจ้าคณะภาคไปพร้อมกัน จะตั้งมหาสายชลให้เป็นเจ้าคณะภาค 1 เหมือนเดิม หรือตั้ง "เจ้าคุณประกอบเพื่อนรัก" ให้เป็นเจ้าคณะภาค 13 ตามเดิม ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ก็จะต้อง "ผ่าน" การพิจารณาของทั้ง มหาเถรสมาคม สมเด็จพระสังฆราช และราชสำนัก

 

 

8. ราชสำนักไทยในวันนี้ เหมือนมี 2 บทบาทในทางพระศาสนา นั่นคือ

 

8.1 มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งผ่านการเสนอของรัฐบาลและการพิจารณาของสมเด็จพระสังฆราช ก่อนจะนำความขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งลงมา

 

 

8.2 ทรงพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อตำแหน่งเจ้าคณะภาคและเจ้าคณะหน จากนั้นจึงโปรดให้สมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาแต่งตั้ง เท่ากับเสนอขึ้นไป

 

 

9. ข้อ 8.1 นั้น สมเด็จพระสังฆราช ทรงพิจารณาก่อนนำความขึ้นทูลเกล้าต่อพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง  ข้อ 8.2 นั้น พระเจ้าอยู่หัว ทรงพิจารณาก่อนถวายสมเด็จพระสังฆราชทรงลงพระบัญชาแต่งตั้ง นี่จึงมิใช่แค่ "The king can do wrong" เท่านั้น แต่เป็นทั้ง "The king can do wrong" และ "The king can do no wrong" อยู่ด้วยกัน เรียกเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า เป็นระบบไฮบริดจ์ คือผสมระหว่างสมบูรณาญากับประชาธิปไตย

 

 

ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ เป็นผลของการแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ ในสมัยรัฐบาลทหาร คสช. เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งกำลังออกลูกเป็น "กรรมการ มส. - เจ้าคณะภาค - เจ้าคณะหน" ในปัจจุบัน มันส์ พ่ะย่ะค่ะ !

 

 

 

 

 

 

 

แจงตั้งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง-เจ้าคณะภาคล่าช้า

 

รองโฆษก พศ. แจง สาเหตุแต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง-เจ้าคณะภาคล่าช้า ชี้ ไม่อยากผิดพลาดเป็นเรื่องสำคัญ ต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4 ) พ.ศ.2561 อย่างเคร่งครัด

 

วันนี้ (10 ธ.ค.) นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะรองโฆษก พศ. กล่าวถึงการแต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง และเจ้าคณะภาคทั่วประเทศ ว่า ตามที่ก่อนหน้านี้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้เคยแจ้งต่อที่ประชุม มส. ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริเห็นชอบ รายชื่อเจ้าคณะภาคแล้วนั้น ขณะนี้ พศ. ได้นำรายชื่อเข้ารายงาน มส. เพื่อขออนุมัติการนำรายชื่อขึ้นกราบทูลสมเด็จพระสังฆราช เพื่อออกเป็นพระบัญชาแต่งตั้งเจ้าคณะภาคแล้ว

เช่นเดียวกับตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ที่ มส. ให้ความเห็นชอบแต่งตั้ง พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส กรรมการ มส. เป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนของการออกพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชเช่นเดียวกัน

นายสิปป์บวร กล่าวต่อไปว่า ส่วนขั้นตอนที่ยังล่าช้าอยู่นั้น เพราะไม่อยากให้เกิดความผิดพลาด เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญ โดยมีการดำเนินการตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4 )พ.ศ.2561 อย่างเคร่งครัด ตั้งแต่การเสนอชื่อจากมส.ขึ้นไปจนทรงมีพระราชดำริเห็นชอบ และขณะนี้อยู่ในระหว่างออกพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชแต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง และเจ้าคณะภาคต่อไป ดังนั้นในระหว่างนี้จนกว่าจะมีพระบัญชา จะต้องใช้คำเรียกว่าผู้รักษาการไปก่อน

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 11 ธันวาคม 2562

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264