หลวงพ่อสมบุญ พระธรรมทูตรุ่นแรก มรณภาพ

 

ตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่วัดตะพาน ดินแดง

 

แจ้งข่าวพระธรรมทูตได้รับทราบ

 

 

 

 

 

 

พระมหาสมบุญ สิทฺธิญาโณ

 

พระธรรมทูตไทยรุ่นแรก ปฏิบัติศาสนกิจในสหราชอาณาจักร ตลอดชีวิต มรณภาพในวันออกพรรษา ตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่วัดทัศนารุณสุนทริการาม (วัดตะพาน ดินแดง) กรุงเทพมหานคร

 

 

 

 

 

 

 

 

ข่าวจาก พระราชวิเทศปัญญาคุณ (เจ้าคุณเหลา) รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร แจ้งมายังอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม ว่า

 

 

หลวงพ่อพระมหาสมบุญ สิทฺธิญาโณ ซึ่งเป็นพระธรรมทูตรุ่นแรก ในปี พ.ศ.2509 ก่อนการอบรมพระธรรมทูตสมัยปัจจุบัน ได้ถึงแก่มรณภาพด้วยโรคชรา อายุ 94 ปี พรรษา 74 ถือว่าเป็นพระธรรมทูตที่ปฏิบัติศาสนกิจยาวนานที่สุด

 

 

 

 

 

 

 

 

หลวงพ่อพระมหาสมบุญนั้น เดิมเป็นชาวจังหวัดปราจีนบุรี สังกัดวัดพันศรี อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ได้เข้ารับการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นแรกสุดของคณะสงฆ์ไทยในปี พ.ศ.2509 ซึ่งสมัยนั้นมีสมเด็จพระญาณสังวร อดีตสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 19 ทรงเป็นประธานการอบรม พรั่งพร้อมด้วยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอันเกรียงไกรมากมาย อาทิเช่น

 

 

พุทธทาสภิกขุ สวนโมกขพลาราม สุราษฎร์ธานี

 

พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธิ) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์

 

พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทะภิกขุ) วัดชลประทานรังสฤษดิ์

 

พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว) วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี

 

เป็นต้น

 

 

 

 

 

 

 

เพื่อนร่วมรุ่นของหลวงพ่อสมบุญ (พระธรรมทูตรุ่นที่ 1) ที่ยังคงเหลืออยู่ในปัจจุบันนั้น ทราบว่า ได้แก่ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (พิจิตร ฐิตวณฺโณ) วัดโสมนัสวิหาร เป็นต้น

 

 

หลวงพ่อสมบุญ ได้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจในประเทศอังกฤษตั้งแต่ปี พ.ศ.2511 ถึงปัจจุบัน ก่อนที่ท่านจะเดินทางกลับมารักษาอาการพาธและได้ถึงแก่มรณภาพลงที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ศกนี้ ที่ผ่านมา จึงถือว่าได้ว่าเป็นพระธรรมทูตผู้ปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศอย่างยาวนานที่สุดของประเทศไทย

 

 

 

 

 

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลัง หลวงพ่อสมบุญ ได้ย้ายจากวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ออกไปสร้างวัดใหม่ในสังคมชาวอินเดีย แต่ถึงอย่างไรก็ยังคงร่วมกิจกรรมขององค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรมาโดยตลอด ถึงกระนั้น ก็ทำให้ท่านเหมือนเงียบหายไปจากวงการพระธรรมทูตไทยในต่างประเทศ จนถึงกับมีการตั้งฉายาถวายท่านว่า "พระธรรมทูตที่โลกลืม" ทั้งๆ ที่เป็นรุ่นแรกแท้ๆ แต่..ไม่มีใครรู้จัก

 

 

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าอย่างน้อย เพื่อนพระธรรมทูตที่ยังคงเหลืออยู่ของท่าน ก็คงจะมีไมตรีจิตไปคารวะศพหลวงพ่อสมบุญ ซึ่งตั้งบำเพ็ญกุศล ณ วัดตะพาน ดินแดง ดังแจ้งให้ทราบแล้ว

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม ขอถวายความไว้อาลัยแด่..หลวงพ่อสมบุญ สิทฺธิญาโณ พระธรรมทูตไทยรุ่นแรก มา ณ โอกาสนี้

 

 

 

 

 

 

พระธรรมทูตรุ่นแรก พ.ศ.2509

 

เมื่อ รัฐบาลอนุมัติให้กรมการศาสนาจัดส่งพระธรรมทูตไปประกาศพระพุทธศาสนา ณ ประเทศอังกฤษ เมื่อ พ.ศ.2507 เป็นเหตุให้มีการสร้างวัดพระพุทธศาสนา คือวัดพุทธปทีปขึ้น ณ ประเทศนั้น กรมการศาสนาเห็นว่าควรจะได้มีการจัดการฝึกอบรมพระธรรมทูตสำหรับไปปฏิบัติ ศาสนกิจในต่างประเทศ และเพื่อรองรับโครงการจัดตั้งวัดพระพุทธศาสนาในต่างประเทศดังกล่าวต่อมากรม การศาสนาจึงได้ดำเนินการขออนุมัติคณะรัฐมนตรีจัดตั้งโครงการฝึกอบรมพระธรรม ทูตไปต่างประเทศ ภายใต้การควบคุมดูแลของมหาเถรสมาคมขึ้น  คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการให้กรมการศาสนาดำเนินการได้ โดยให้มีคณะกรรมการอำนวยการฝึกอบรมฯ คณะหนึ่ง ประกอบด้วยกรรมการทั้งที่เป็นบรรพชิตและคฤหัสถ์ มีหน้าที่จัดการฝึกอบรมพระสงฆ์เป็นพระธรรมทูต เพื่อส่งไปปฏิบัติศาสนกิจประกาศพระศาสนาในต่างประเทศ  ดังนั้นจึงเห็นได้ชัดว่าการก่อตั้งสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศนั้น เป็นความร่วมมือและเป็นความต้องการในอันที่จะริเริ่มและสนับสนุนงานการ ประกาศเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งของฝ่ายพุทธอาณาจักรคือคณะสงฆ์และฝ่ายราช อาณาจักรคือรัฐบาล

หลัก การเหตุผลและวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งระบุไว้ในหนังสือประวัติวัดบวรนิเวศ วิหาร ว่า "สืบเนื่องมาจากการที่ประเทศไทยได้ทำนุบำรุงและเชิดชูพระพุทธศาสนาเป็นศาสนา ประจำชาติมาเป็นเวลาช้านาน ภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์และการสนับสนุนของรัฐบาลจนเป็นหลักฐานมั่นคง มีเกียรติคุณแพร่ไปในนานาประเทศเป็นเวลานาน  ต่อมาชาวต่างประเทศได้แสดงออกซึ่งความสนใจในพระพุทธศาสนามากขึ้น ได้ติดต่อขอรับการศึกษาบ้าง ขอหนังสือและเอกสารบ้าง ขอนักปราชญ์ทางศาสนาไปแนะนำสั่งสอนในประเทศของตนบ้าง ทางด้านรัฐบาลและคณะสงฆ์ไทยก็ปรารถนาที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังต่าง ประเทศ จึงไปสร้างวัดไทยที่พุทธคยา ประเทศอินเดียอุดหนุนทางการเงินการศึกษาแก่วัด และพระสงฆ์ในประเทศมาเลเซีย  ให้ทุนแก่พระสงฆ์ต่างประเทศเข้ามาศึกษาในประเทศไทย ส่งพระธรรมทูตไปเผยแผ่พระศาสนาในประเทศอังกฤษ และประเทศลาว  ปรากฏว่าประชาชนในประเทศต่างๆ ได้หันมาสนใจศึกษาปฏิบัติตามหลักธรรมทางศาสนามากขึ้นโดยลำดับ  และเป็นผลดีแก่คนไทยในประเทศนั้นๆ ด้วย ในขณะเดียวกันฝ่ายอาณาจักร รัฐบาลโดยกรมการศาสนา ก็ได้สนองงานด้านการเผยแผ่ของคณะสงฆ์ ดังเช่นการรับสนองนโยบายของรัฐบาลโดยได้สนับสนุนพระสงฆ์ไปประกาศพระศาสนาใน ต่างประเทศ 2 สาย คือ ประเทศลาวและประเทศอังกฤษ ทั้งได้ให้พระสงฆ์ประจำวัดไทยพุทธคยาประเทศอินเดีย ปฏิบัติหน้าที่เผยแผ่พระศาสนาด้วยในฐานะเป็นพระธรรมทูตในความอุปถัมภ์ของ รัฐบาล

 

 

กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ (ในสมัยนั้น) มีพันเอก ปิ่น มุทุกันต์ เป็นอธิบดีได้ดำริว่า การที่รัฐบาลตั้งงบประมาณให้ทุนการศึกษาแก่พระสงฆ์ต่างประเทศที่เข้ามาศึกษา พระปริยัติธรรมในราชอาณาจักรนั้น  ก็ด้วยปรารถนาที่จะประกาศพระพุทธศาสนาและเกียรติคุณของชาติให้แพร่ไปในนานาประเทศ หากได้แบ่งงบประมาณนั้นสักส่วนหนึ่งมาทำการฝึกอบรมพระสงฆ์ไทยให้สามารถไป ประกาศพระศาสนาในต่างประเทศก็จะเป็นการดี  จึงได้กำหนดโครงการฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศขึ้นแล้ว ได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาหารือเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2507 อนุมัติในหลักการให้กรมการศาสนาดำเนินการได้ โดยให้มีคณะกรรมการอำนวยการฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ประกอบด้วยบรรพชิตและคฤหัสถ์ โดยมีวัตถุประสงค์คือ 

 

 

1. เพื่อเลือกเฟ้นและฝึกอบรมพระสงฆ์ไทย ให้สามารถประกาศพระพุทธศาสนาในต่างประเทศ
2. เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณของชาติไทย
3. เพื่อสงเคราะห์ทางด้านจิตใจแก่คนไทยในต่างประเทศ
4. เพื่อให้เกิดศาสนสัมพันธ์อันดี ระหว่างพุทธศาสนิกชนกับองค์การศาสนาอื่น

 

 

จากคำกราบทูลของ พระสาสนโสภณ (ปัจจุบันคือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก) ประธานกรรมการอำนวยการฝึกอบรมฯ ในพิธีเปิดการฝึกอบรมพระธรรมทูตรุ่นแรก เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2509 ทำให้ทราบถึงหลักการและเหตุผลของวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งสำนักฝึกอบรมพระ ธรรมทูตไปต่างประเทศ ดังปรากฏในคำกราบทูลส่วนหนึ่งในวันเปิดฝึกอบรมพระธรรมทูต ความว่า

"บัดนี้พระพุทธศาสนาได้เป็นที่สนใจใคร่จะรู้จะปฏิบัติของบุคคลในประเทศต่างๆ ทางฝ่ายตะวันตก และแม้ทางฝ่ายตะวันออกด้วยมากขึ้น นักเรียนไทยตลอดถึงข้าราชการไทยในต่างประเทศได้ถูกซักถามเรื่องพระพุทธศาสนา ได้มีการเชิญให้ไปแสดงเรื่องพระพุทธศาสนา บุคคลผู้สนใจในพระพุทธศาสนาได้รวมกันตั้งสมาคม หรือองค์การทางพระพุทธศาสนาขึ้นในประเทศต่างๆ หลายแห่ง บางแห่งก็ต้องการจะได้ศึกษาพระพุทธศาสนาจากพระภิกษุสงฆ์ไทย ที่ได้ติดต่อนิมนต์พระภิกษุไทยออกไปก็มี นอกจากนี้ก็ได้มีพระภิกษุเดินทางออกไปยังต่างประเทศเอง โดยเฉพาะในประเทศใกล้เคียงนี้ ได้มีพระภิกษุไทยเดินทางออกไปอยู่ประจำในที่ต่างๆ เป็นเวลานานมาแล้ว แต่เดิมยังไม่มีระเบียบเข้มงวดต่อพระภิกษุที่จะเดินทางออกไปมากนัก ต่อมาเมื่อปรากฏว่าพระภิกษุผู้ที่เดินทางออกไปมากขึ้นและปรากฏผลบางอย่าง แสดงว่าควรมีการควบคุม ทางคณะสงฆ์จึงได้วางระเบียบควบคุมรัดกุมขึ้นดังที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และทางฝ่ายตะวันตกไกลซึ่งบัดนี้มีเหตุการณ์แสดงว่าเริ่มจะไม่ไกลนักสำหรับ การพระพุทธศาสนา ตลอดถึงพระสงฆ์ไทยจึงเป็นที่รู้สึกว่านอกจากจะมีการควบคุมการเดินทางของพระ ภิกษุดังกล่าวแล้ว ยังควรมีการเตรียมการฝึกอบรมพระภิกษุให้มีความรู้ความสามารถเดินทางออกไป ประกาศพระพุทธศาสนาได้ในประเทศต่างๆ อีกด้วย"

 

 

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก จึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับงานพระธรรมทูตมาตั้งแต่การฝึกอบรมครั้งแรก ในยุคต่อมา แม้ว่าสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ จะได้วิวัฒนาการแบ่งออกเป็นสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ในสังกัดของคณะสงฆ์มหานิกาย และสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ (ธรรมยุต) แต่ยังคงมีวัตถุประสงค์และหลักการ โดยการบริหารงานและการฝึกอบรมที่สืบทอดต่อเนื่องมาจากอดีต


เมื่อคณะสงฆ์และรัฐบาลได้จัดตั้งสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตแล้ว กรมการศาสนา ได้รับสนองนโยบายของรัฐบาล ในการสนับสนุนพระสงฆ์ไปประกาศพระศาสนาในต่างประเทศในฐานะเป็นพระธรรมทูต ในความอุปถัมภ์ของรัฐบาลไทย การดำเนินการต่างๆ ได้เริ่มทำแต่ พ.ศ. 2507 เป็นต้นมา และได้รายงานมหาเถรสมาคมทราบเป็นระยะๆ
ทั้งนี้ มีการดำเนินการที่สำคัญคือ การเลือกเฟ้นพระสงฆ์ที่จะทำการฝึกอบรมและส่งไปปฏิบัติศาสนกิจให้ได้ผล จะต้องได้ท่านผู้มั่นคงในศาสนา มีบุคลิกภาพน่าเลื่อมใส มีความรู้ความสามารถเพียงพอ และอุทิศตนเพื่อพระศาสนาอย่างแท้จริง
 

ใน พ.ศ.2509 สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก องค์ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม จึงได้มีพระบัญชาแต่งตั้งกรรมการคณะหนึ่ง ทำหน้าที่ฝึกอบรมพระธรรมทูตและบริหารงานอื่นๆ ซึ่งประกอบด้วยพระสงฆ์และคฤหัสถ์ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการชุดนี้มีชื่อเรียกว่า

 

 

"คณะกรรมการอำนวยการฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ"

 

 

ถือว่าเป็นคณะกรรมการชุดแรกที่ทำหน้าที่บริหารงานพระธรรมทูตไปต่างประเทศ โดยมีพระสาสนโสภณ (ปัจจุบันคือ สมเด็จญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช) เป็นประธาน และมีคณะกรรมการ ดังนี้

 

กรรมการฝ่ายสงฆ์


1. พระสาสนโสภณ (เจริญ  สุวฑฺฒโน)        วัดบวรนิเวศวิหาร                ประธานกรรมการ
2. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์  ธมฺมธโร)    วัดพระศรีมหาธาตุ               กรรมการ
3. พระราชชัยกวี (เงื้อม อินฺทปญฺโญ)          วัดพระบรมธาตุไชยา           กรรมการ
4. พระราชสิทธิมุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ)         วัดมหาธาตุ                      กรรมการ
5. พระปัญญานันทมุนี (ปัน ปญฺญานนฺโท)    วัดชลประทานรังสฤษดิ์         กรรมการ
6. พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน                   วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี        กรรมการ
7. เลขาธิการมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย                                        กรรมการ
8. เลขาธิการสภาการศึกษามกุฎราชวิทยาลัย                                     กรรมการ


กรรมการฝ่ายคฤหัสถ์

1. ดร.ดิเรก  ชัยนาม                                                            กรรมการ
2. ม.ร.ว.เสนีย์  ปราโมช                                                       กรรมการ
3. นายสัญญา  ธรรมศักดิ์                                                      กรรมการ
4. พันเอก ปิ่น มุทุกันต์                                                         กรรมการ
5. นายสุชีพ  ปุญญานุภาพ                                                    กรรมการ
6. พันโท ประสาร  ทองภักดี                                                  กรรมการและเลขานุการ

 

 

มหาเถรสมาคม ได้มีมติให้ใช้ตำหนักล่าง วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นที่ตั้งของสำนักฝึกอบรมธรรมทูตไปต่างประเทศ และต่อมาในวันที่ 1 ตุลาคม 2509 จึงได้ประกอบพิธีเปิดการฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ รุ่นที่ 1 ขึ้น ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร โดยมีสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประธานในพิธี

 

พระสาสนโสภณในสมัยนั้น ปัจจุบันคือเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก นอกจากนั้น ยังมีพระเถระที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีในปัจจุบันคือ พระราชชัยกวี (เงื้อม อินฺทปญฺโญ) หรือพุทธทาส, พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน (พระธรรมวิสุทธมงคล) วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี ร่วมเป็นกรรมการ


พระเถระที่เข้ารับการฝึกอบรมเป็นพระธรรมทูตรุ่นแรก ในปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่เช่น พระศาสนโสภณ (พิจิตร ฐิตวณฺโณ) เจ้าอาวาสวัดโสมนัส พระธรรมเจติยาจารย์ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน เป็นต้น

 

ในส่วนของคณะกรรมการอำนวยการฝึกอบรม ได้ประชุมกันพิจารณากำหนดหลักการและวิธีการฝึกอบรมหลายครั้ง และตั้งได้อนุกรรมการขึ้นพิจารณาหลักสูตรการอบรมขึ้นคณะหนึ่ง ได้ตกลงกำหนดสรุปเป็นหลักใหญ่ๆ เพื่อบริหารงานดังนี้

 

1. การฝึกอบรม ให้มีทั้งในขั้นปริยัติและขั้นปฏิบัติ และโดยเฉพาะให้มีการฝึกให้สามารถใช้ภาษาได้ดี  และให้มีความรู้ทางศาสนาและทางอื่นที่ควรรู้เป็นวิชาประกอบพอเพียง และฝึกทางปฏิบัติให้ถึงระดับที่สมควร

 

2. ในขั้นปริยัติที่จะเปิดสถานฝึกอบรม ให้เลือกพระภิกษุผู้สำเร็จชั้นปริญญาจากมหาวิทยาลัยสงฆ์สองแห่ง คือ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและสภาการศึกษามหามกุฎราชวิทยาลัยแห่งละ 10 รูป  ด้วยมอบให้เลขาธิการมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่งนั้นเป็นผู้เลือกเสนอ กับให้กรรมการฝึกอบรมฝ่ายบรรพชิตซึ่งมีอยู่ (ในระยะแรก) 6 รูปเลือกพระภิกษุอีกท่านละ 1 รูป โดยให้เลือกพระภิกษุผู้มีระดับความรู้ชั้นปริญญาสงฆ์หรือเทียบเท่า จึงรวมพระภิกษุผู้เข้ารับการฝึก 26 รูป ส่วนในขั้นปฏิบัติ นอกจากจะมีการฝึกพระภิกษุทั้ง 26 รูปในทางปฏิบัติด้วยแล้ว ได้ตกลงขอให้กรรมการฝ่ายบรรพชิตเลือกพระภิกษุผู้เป็นนักปฏิบัติโดยเฉพาะไว้ อีกด้วย จะได้มีกำหนดการอาราธนามาร่วมปฏิบัติอบรมเพื่อให้อยู่ในแนวที่รับรองต้องกัน ในโอกาสต่อไปเพราะในการออกไปปฏิบัติศาสนกิจนั้น ควรจะมีพระภิกษุผู้มีความรู้สามารถทั้งทางปริยัติและปฏิบัติคู่กันไป  ทั้งควรจะปฏิบัติด้วยตนเองและแสดงแก่ผู้อื่นในแนวเดียวกัน ตามแบบพระสงฆ์ไทยสายเถรวาททั้งหมด

 

 

3. หลักสูตรที่กำหนดในการฝึกอบรม ได้กำหนดวิชาต่างๆ หลายแขนงในระดับที่สูงกว่าขั้นปริญญาตามที่ได้ศึกษามาแล้วในมหาวิทยาลัยทั้ง 2 แห่งนั้น แต่สรุปว่าให้อยู่ในหลักการฝึกดังนี้คือ ฝึกการถ่ายทอด การวางตัว และการวางโครงการดำเนินงาน เพราะการถ่ายทอดเป็นเรื่องสำคัญของการปฏิบัติงาน ทั้งในด้านภาษาทั้งในด้านวิชาจะต้องมีความสามารถที่จะถ่ายทอดจะต้องมีการวาง ตัวดี  อันหมายถึงการปฏิบัติธรรมวินัยดี ตลอดถึงการปฏิบัติวางตัวดีโดยประการอื่น และจะต้องมีโครงการปฏิบัติอันเหมาะสม ในการนี้ได้กำหนดเชิญผู้ทรงคุณวุฒิทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ทั้งชาวไทยและชาว ต่างประเทศหลายท่านมาร่วมเป็นวิทยาทายก ซึ่งก็ได้รับความร่วมศรัทธาเป็นอันดี

 

 

4. สถานที่ฝึกอบรม  ตกลงให้ใช้ที่ชั้นบนแห่งตำหนักเดิมของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ที่เรียกว่า "ตำหนักล่าง" ซึ่งใช้เป็นที่ทำงานและที่ประชุมมานานแล้ว และมีที่ว่างพอเป็นที่ใช้ฝึกอบรมได้  ทั้งนี้เพราะสมเด็จพระมหาสมณเจ้าพระองค์นั้น ได้ทรงฟื้นฟูส่งเสริมการศึกษาและการปกครองคณะสงฆ์ให้มีระดับสูงขึ้นเป็นอัน มาก ดังที่ได้ปรากฏเป็นที่รับรองยกย่องนับถือกันทั่วไป  การที่พระภิกษุสงฆ์ในปัจจุบันเจริญขึ้นด้วย การศึกษาและการปฏิบัติย่อมกล่าวได้ว่า เนื่องจากพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าพระองค์นั้น แม้งานเกี่ยวกับพระธรรมทูตในบัดนี้ ย่อมเนื่องมาจากพระกรุณาธิคุณของพระองค์ท่านเช่นเดียวกัน ฉะนั้นการเปิดฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศขึ้นเป็นสถาบันครั้งแรก  ณ ตำหนักที่พระองค์ท่านเคยประทับ ย่อมจะเป็นอนุสติถึงพระกรุณาธิคุณ ซึ่งยังปกแผ่อยู่เป็นที่พึ่งต้านทานอุปสรรคทั้งปวง ทางวัดบวรนิเวศวิหารได้อนุญาตให้ใช้ได้ตามต้องการ

 

5. ระยะการฝึกอบรม กำหนดหนึ่งปีกับหกเดือน และจะมีการฝึกปฏิบัติงานเหมือนอย่างไปปฏิบัติงานในต่างประเทศจริง กับการฝึกปฏิบัติทางจิตใจในอรัญญิกาวาสในระยะต่างๆ อีกด้วย


การฝึกอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ได้จัดขึ้นร่วมกันทั้งสองนิกายในระหว่าง ปี  พ.ศ. 2509 2510 และได้หยุดลงด้วยเหตุปัจจัยจำเป็นบางประการ แต่ยังมีพระสงฆ์ไทยไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่างประเทศมากขึ้น

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 13 ตุลาคม 2562

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264