ราชบัณฑิตติงเทวัญ !

 

 

เป็นรัฐมนตรีไม่มีความรู้ทางพระศาสนา

 

ก็เท่ากับว่าบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา

 

 

 

อา..เห็นไหมล่ะครับว่า "ถ้าพูดโดยไม่คิด ก็เท่ากับพ่นลมพิษใส่คนอื่น" นั่นแค่คนธรรมดานะ แต่นี่เป็นถึงรัฐมนตรี แถมยังดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติอีกด้วย เลยกลายเป็นสร้างความเสียหายร้ายแรงให้แก่พระศาสนา เพราะว่ามีผลกระทบไปถึงพระสงฆ์องค์เณรทั้งประเทศ

 

 

รัฐมนตรีเทวัญไม่มีความรู้น่ะยังไม่เท่าไหร่หรอก เพราะการเป็นรัฐมนตรีนั้นย่อมจะมีทีมที่ปรึกษา หรือขอปรึกษาผู้รู้โดยเฉพาะก็ได้ แต่นี่เทวัญเล่นไปปรึกษากับ "พงศ์พร" ซึ่งประวัติก็ไม่มีความรู้ทางพระศาสนาเหมือนกัน มันก็เลยเข้าตำรา "ตาบอดจูงคนตาบอด" เพราะโง่ทั้งคู่

 

 

ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง พระสงฆ์เถรานุเถระ ในบ้านเมืองก็มีอยู่ ทั้งสมเด็จพระสังฆราช ทั้งกรรมการมหาเถรสมาคม ฯลฯ เยอะแยะ แต่เทวัญกลับอ้าง "สำนักพุทธฯ" ของพงศ์พร ซึ่งก่อนจะมาเป็น ผอ.พศ. ตาม ม.44 นั้น ก็มาจากดีเอสไอ เก่งก็แต่ไล่จับพระอย่างเดียว อย่างอื่นทำไม่เป็น ก็เลยกลายเป็นว่า ทั้งในสำนักพุทธฯ ทั้งในสำนักนายกรัฐมนตรี เราไม่มีคนรู้คนเข้าใจในงานพระพุทธศาสนาเลย เห็นทีชาวพุทธต้องออกมาเรียกร้องรัฐบาลบ้างว่า ถ้าจะเอาใครมาเป็น ผอ.พศ. หรือรัฐมนตรีคุมสำนักพุทธฯ ต้องให้ชาวพุทธพิจารณาด้วย ไม่ใช่ใครก็ได้เหมือนสมัยปัจจุบัน

 

 

 

 

 

 

 

ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต

 

 

 

 

ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ติงรัฐมนตรีเทวัญ

 

 

ผมได้เห็น ข่าวคุณเทวัญ ลิปตพลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี   ที่กำกับดูแลสำนักพุทธ ให้สัมภาษ​ณ์ว่า​ พระชั้นผู้ใหญ่ติดคุก​ ปมเงินทอนวัด  นั้นขาดสมณะเพศแล้ว  โดยอ้างสำนักพุทธ​ ที่ให้เหตุผล​ ว่า เมื่อเข้าไปอยู่ในเรือนจำแล้วก็เท่ากับเป็นการสึก และแม้ได้รับการประกันตัวออกมาสู้คดี สมณะเพศก็ได้ขาดไปแล้ว

 

ผมมีความกังวลใจ​ ว่า รัฐมนตรี ที่กำกับดูแลศาสนาพุทธ​ ซึ่งเป็นศูนย์​รวมจิตใจของประชาชนส่วนใหญ่​ของประเทศไทย ถ้าเข้าใจคลาดเคลื่อนจากหลัก ก็จะเสียหลัก ก็จะเกิดความเสียหายต่อพระพุทธศาสนาได้

 

เพราะสำนักพุทธที่คุณเทวัญอ้างนั้น ก็ไม่ได้เข้าใจ พระธรรมวินัย ในเรื่องการสละสมณเพศกับการลาสิกขา ที่ถูกต้อง การลาสิกขาของพระนั้น จะถือว่าลาสิกขาโดยเสร็จสิ้นสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อพระภิกษุรูปนั้นได้กล่าวคำลาสิกขาตามที่พระธรรมวินัยบัญญัติไว้เท่านั้น ต้องเป็นการกล่าวต่อหน้าผู้รู้ความ เข้าใจความ และรู้ภาษาความหมายในคำกล่าวนั้น และเป็นการกระทำในขณะมีสภาพจิตใจเป็นปกติ ไม่ได้ถูกบังคับ ขู่เข็ญขืนใจ ดังนี้

 

 

1. ท่านเบื่อความเป็นพระแล้ว มีจิตที่จะลาสิกขา และท่านต้องตัดสินใจด้วยตนเองว่าจะลาขาดจากความเป็นพระภิกษุ

 

2. ต้องเป็นการกล่าวคำลาสิกขาตามขอบเขตที่พระวินัยกำหนดไว้ และต้องเข้าใจความหมายในคำกล่าวนั้นด้วย

 

3. ต้องเป็นการกล่าวคำลาสิกขา ณ ปัจจุบันเท่านั้น จะไปอ้างเอาคำกล่าวในอดีตหรืออนาคตมาพูดไม่ได้

 

4. ท่านต้องเปล่งวาจาลาสิกขาด้วยตนเอง ไม่ใช่ให้ตำรวจ หรือใครพูดแทน

 

5. พระภิกษุที่ลาสิกขา และผู้รับการลาสิกขา ต้องมีสภาพจิตใจเป็นปกติ เข้าใจและรู้ความหมายในคำกล่าวลาสิกขา และบุคคลทั้งสองนั้นต้องไม่มีเวทนาหรือถูกบังคับบีบคั้นขู่เข็ญคุกคามขืนใจ

 

6. ต้องเป็นการกล่าวเจาะจงเฉพาะต่อหน้า และผู้อยู่ในสถานที่ลาสิกขาเข้าใจความหมาย การลาสิกขาจึงจะสมบูรณ์ทันที แต่ถ้าบุคคลเหล่านั้นฟังแล้วยังมึนงง ไม่เข้าใจว่า พูดอะไร ไม่ถือว่าเป็นการลาสิกขา ความเป็นพระภิกษุยังคงมีอยู่

 

 

ในประเทศไทย ถือกันมาว่า การลาสิกขาจะทำต่อหน้าพระภิกษุด้วยกันเท่านั้น  จะทำต่อหน้าฆราวาส  เช่น ตำรวจ หรือบุคคลอื่นใด ไม่นับว่าเป็นการลาสิกขา ก่อนลาสิกขาต้องแจ้งพระอุปัชฌาย์ให้อนุญาตก่อน ถ้าพระอุปัชฌาย์ไม่อยู่ก็เป็นอาจารย์ผู้ปกครอง ถ้ามิเช่นนั้น ก็ถือว่า หนีสึก เอาผ้าจีวรไปฝากไว้ตามเจดีย์ ตามต้นโพธิ์

 

ผมจึงไม่สบายใจถ้าสำนักพุทธและ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลสำนักพุทธมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ไม่เข้าใจพระธรรมวินัยอย่างถ่องแท้

 

เพราะสำนักพุทธศาสนาถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและปกป้องคุ้มครองให้ พุทธบริษัท ของพระพุทธศาสนา, ยืนหยัดอยู่คู่สังคมไทย ไปอีกนาน

 

แต่ความเข้าใจคลาดเคลื่อนของรัฐมนตรีและ สำนักพุทธศาสนา อาจจะทำให้ศาสนาพุทธในประเทศไทยถึงเวลาที่จะล่มสลาย

 

 

 

 

ะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 12 กันยายน 2562

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264