หมายเหตุ อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

กรณีมีเอกสารการขอใช้เงินสำนักพุทธฯ จากส่วนราชการอื่น

 

 

 

จากกรณีที่มีการขอใช้เงินงบประมาณ จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดย 2 องค์กรสำคัญของประเทศ นั่นคือ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ปีละประมาณ 3,000,000 บาท (สามล้านบาท) และศาลยุติธรรม อีกเป็นจำนวนเงิน 3,000,000 บาท (สามล้านบาท) ต่างกรรมต่างวาระกัน

 

 

เงินที่ใช้ในโครงการเหล่านั้น เอกสารระบุว่า "เป็นเงินจากเงินงบประมาณในโครงการอุดหนุนการปฏิบัติธรรมและครอบครัวอบอุ่นด้วยพระธรรม เฉลิมพระเกียรติ"

 

แต่มีข้อสังเกตว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สามารถนำเงินงบประมาณในส่วนของสำนักพุทธฯ ซึ่งเป็นคนละหน่วยงานกับ ปปช. และศาลยุติธรรม ไปให้แก่หน่วยงานทั้งสอง ได้หรือไม่อย่างไร ?

 

 

ทั้งนี้ เพราะมีกรณีศึกษา เป็นคำพิพากษาศาลอาญา ในคดีเลขดำ ที่ อท.196/2561 และคดีเลขดำ ที่ อท.122/2562 มีพระพรหมดิลก (เอื้อน กลิ่นสาลี) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา เป็นจำเลย

 

 

โดยศาลอาญาได้พิพากษา มีเนื้อหาว่า "วัดสามพระยาไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา แต่พระพรหมดิลก เจ้าอาวาส กลับรับเงินในส่วนของการอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาจากสำนักพุทธฯ ไปใช้ในการก่อสร้างอาคารร่มธรรม จึงถือว่าผิด เพราะวัดสามพระยาไม่มีสิทธิ์รับเงินส่วนนี้ไปตั้งแต่แรก" ดังส่วนหนึ่งของคำพิพากษาว่า

 

 

 

 

 

 

ตรงนี้ชี้ชัดว่า ศาลเห็นว่าเจ้าอาวาสวัดสามพระยาผิดตั้งแต่เริ่มรับเงินแล้ว เมื่อการรับนั้นผิด ก็เพียงพอ ไม่ต้องพิจารณาในส่วนอื่นอีกต่อไป และสุดท้าย ศาลได้สั่งลงโทษจำเลย (พระพรหมดิลก) ให้จำคุกเป็นเวลา 6 ปี โดยย้ำว่า "จำเลยที่หนึ่ง (พระพรหมดิลก) เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษเป็น 2 เท่าของความผิด"

 

 

นั่นจึงเป็นบรรทัดฐานในทางกฎหมายว่า ถ้าหากว่าวัดใดวัดหนึ่ง ไม่มีสิทธิ์รับเงินอุดหนุนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ การรับเงินมาแล้วนำไปใช้ในโครงการอื่นนอกถือว่าเป็นความผิดฐานฟอกเงิน แม้ว่าโดยพฤติกรรมแล้ว พระพรหมดิลกจะมิได้นำเงินนั้นไปใช้ส่วนตัวแม้แต่บาทเดียวก็ตาม ศาลก็ยังหาเมตตาผ่อนปรนโทษลงไม่ หนำซ้ำกลับทำการลงโทษหนักเป็น 2 เท่า ด้วยอ้างว่า เพราะเป็นเจ้าพนักงานทำผิด ดังกล่าว

 

 

เมื่อนำเอากรณีของพระพรหมดิลกมาเทียบกับการรับเงินอุดหนุนของ 2 หน่วยราชการ คือ ปปช. และศาลยุติธรรม จึงทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า แล้ว ปปช.และศาลยุติธรรม มีสิทธิ์ในการใช้เงินอุดหนุนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาด้วยหรือ ในเมื่อวัดซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ยังไม่มีสิทธิ์ใช้เงินผิดประเภทได้ แล้วหน่วยงานอื่นใด เช่น ปปช. ศาลยุติธรรม จะสามารถใช้เงิน "ข้ามกรม" ได้อย่างไร ?

 

 

ในบรรดาเอกสารเหล่านั้น ยังมีคำชี้แจงจากกรมบัญชีกลาง ซึ่งได้ตอบคำถามต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ได้หารือในการผันงบประมาณของสำนักพุทธฯ ไปให้แก่ ปปช. ว่าทำได้หรือไม่ ดังนี้

 

 

 

 

ถ้าเอกสารเหล่านี้ทั้งหมดถูกต้อง ก็แสดงว่า การนำเงินงบประมาณในส่วนของสำนักพุทธฯ ไปให้แก่องค์กรหรือหน่วยงานอื่น ย่อมจะผิดกฎหมาย หมายถึงว่า การทำเอ็มโอยู หรือความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ (เช่น พศ. ปปช. ศาลยุติธรรม ฯลฯ) เพื่อนำเงินงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งได้แจ้งวัตถุประสงค์ผ่านสำนักงบประมาณและกรรมาธิการงบประมาณตั้งแต่ต้น ไปใช้ในโครงการอื่นของหน่วยงานอื่น ย่อมจะผิดกฎหมายในข้อหา "ฟอกเงิน" ไปด้วย

 

 

คำถามง่ายๆ ก็คือว่า วัดใช้เงินอุดหนุนวัดจากสำนักพุทธฯ ไม่ได้ ผิดกฎหมาย แต่หน่วยงานอื่นจะใช้เงินอุดหนุนจากสำนักพุทธฯ ได้หรือ ไม่ผิดกฎหมายหรือ ?

 

 

คำถามเหล่านี้ ย่อมจะเป็นที่คลางแคลงสงสัยในบรรดาพระภิกษุสามเณรทั่วประเทศ เพราะการฟ้องร้องบรรดาพระสงฆ์ในคดีที่เรียกว่า "เงินทอนวัด" นั้น ดำเนินการโดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้ถวายเงินอุดหนุนให้แก่วัดนั่นเอง

 

 

แต่เมื่อมีเอกสารว่าด้วยการผันเงินอุดหนุนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไปให้แก่ ปปช.และศาลยุติธรรม ก็ย่อมจะเกิดคำถามเปรียบเทียบว่า ถูกกฎหมายหรือไม่ และทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ดำเนินการตรวจสอบหรือไม่อย่างไร ?

 

 

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ใช่แค่มีพระผู้ใหญ่ระดับรองสมเด็จพระราชาคณะ-กรรมการมหาเถรสมาคม และพระราชาคณะอีกหลายรูป ต้องคดี ถูกจับกุมคุมขัง ถูกถอดยศ-ปลดออกจากตำแหน่ง แต่ยังกระทบถึงวัดวาอารามและพระภิกษุสามเณรทั่วประเทศไทย ดังนั้น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ต้องตอบคำถามเกี่ยวกับเอกสารเหล่านี้ให้กระจ่างอย่างเป็นทางการ

 

 

หาไม่แล้ว ก็อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ ที่ไม่มีใครคาดคิด !

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

วัดไทยลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา

9 กันยายน 2562

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264