ยึดอำนาจสำนักพุทธฯ !

 

รอง ผอ.พศ. แถลง

ต่อไปนี้ไม่มีอำนาจอนุมัติงบอุดหนุนแล้ว

ถูกยึดไปให้สำนักงบประมาณเกลี้ยง

 

 

 

 

 

 

 

 

กรมการศาสนา กลายเป็น กรมไปรษณีย์ ฝีมือใคร ?

 

 

 

 

 

 

 

พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์

จอมรีดไถพระตัวจริงเสียงจริง

 

 

 

อา.. จะก็น่าจะถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงยิ่ง สำหรับ "พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ซึ่งเข้ามากุมอำนาจในสำนักพุทธฯ ด้วยวิธีพิเศษ ผ่าน ม.44 ของคณะปฏิวัติ แล้วก็ทำการปฏิวัติทั้งสำนักพุทธฯและมหาเถรสมาคมซะเกลี้ยง

 

 

ในส่วนของมหาเถรสมาคมนั้น ถูกยึดอำนาจไปหมด ไม่ให้มีอำนาจในการพิจารณาความดีความชอบ หรือแม้แต่แต่งตั้งพระสังฆาธิการระดับสูง ทุกอย่างถูกยึดไปให้ราชสำนักดูแลเอง โดยมีสำนักพุทธฯ เป็นคนชงเรื่อง และสำนักนายกฯ เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ กรรมการมหาเถรสมาคมเลยไม่มีอะไรทำ จะนั่งตบยุงก็กลัวผิดศีล เลยหันไปทะเลาะกันเรื่องหมู่บ้านศีลห้าแทน ขนาดสมเด็จใหม่ยังเข้าประชุม มส. ไม่ได้ เพราะไม่ได้รับแต่งตั้ง มีแต่ยศ แต่ไร้อำนาจ ถามว่าจะให้บริหารกิจการพระพุทธศาสนาได้อย่างไร ในเมื่อในตราตั้งนั้นระบุว่า "ขอพระคุณท่าน จงรับภาระธุระพระศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์ ฯลฯ" แต่เมื่อไม่มีอำนาจ พูดไปใครจะฟัง สั่งไปใครจะเชื่อถือ เหมือนสั่งขี้มูก สุดท้ายสังฆมณฑลก็อลเวง ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีใครกลัวใคร กลัวพระเจ้าอยู่หัวเพียงพระองค์เดียว

 

 

ทีนี้ก็ส่วนของ "สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมานั้น ทางรัฐบาลเขาให้เกียรติสำนักงานนี้อย่างสูง จึงโอนงบประมาณให้ก่อนทุกปี จะเอาไปทำอะไรก็ให้ "ผู้อำนวยการ" มีอำนาจ "สั่งจ่าย" ได้ โดยไม่ต้องขออนุมัติจากสำนักนายกฯ จะว่าไปแล้ว ตำแหน่ง ผอ.พศ. สมัยก่อนหน้านี้ มีอิทธิพลสูง เพราะมีงบประมาณประจำตำแหน่ง ไปเยี่ยมวัดไหน หรือร่วมงานอะไร ใครๆ ก็ยินดีต้อนรับ เพราะเชื่อว่าต้องมีซองมาร่วมงานด้วย

 

 

แต่พอมาถึงบทบาทของ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ กลับเล่นสำนักพุทธฯซะเละตุ้มเป๊ะ งบประมาณส่วนบำรุงวัดวาอารามถูกยึดไปให้สำนักงบประมาณเกลี้ยง วัดไหนมีความจำเป็นต้องใช้ ให้ทำเรื่องผ่านสำนักพุทธฯ แล้วสำนักพุทธฯ ก็ทำเรื่องแจ้งไปให้สำนักงบประมาณๆ ก็จะพิจารณา โดยอาจจะนิมนต์พระเจ้าอาวาสหรือเรียกกรรมการวัดไปชี้แจง ส่วนจะให้มากให้น้อยหรือให้เท่าไหร่ ก็ไม่มีใครทราบ เพราะอำนาจอยู่ที่สำนักงบประมาณ

 

 

ตรงนี้จึงชี้ว่า สำนักพุทธฯ ซึ่งแต่เดิมมานั้น คือ กรมการศาสนา ซึ่งเมื่อยกระดับขึ้นเป็นสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็ใหญ่กว่ากรมการศาสนาเดิม ขนาดอธิบดีกรมการศาสนายังอยากจะเป็น ผอ.พศ. ถึงกับสมัครเป็น ผอ.พศ. ตั้งหลายวาระ แต่กลับกลายเป็นว่า นายพงศ์พร ทำการลดบทบาท สำนักพุทธฯ ให้เหลือเพียง "กรมไปรษณีย์" เพราะมีหน้าที่เพียง "นำส่งเอกสาร" จากวัดไปยังสำนักงบประมาณเท่านั้น เพราะไม่มีเงินในกระเป๋าเหมือนเดิม

 

 

ว่ากันว่า ตุลาคม ศกนี้ คุณพงศ์พร ก็จะเกษียนอายุ กลับไปเลี้ยงหลานที่บ้านแล้ว แต่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ภายใต้ ผอ. คนใหม่ ก็คงจะดำเนินต่อไป แบบสิ้นไม้ไร้ตอก

 

 

ดูสิ เมื่อวาน พงศ์พร ก็ชงมหาเถรสมาคม ออกมติประวัติศาสตร์ "ให้วันที่ 13 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันทอดผ้าป่าสามัคคีของทุกวัดทั่วประเทศ" เพื่อนำเงินไปสมทบทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระเณร ซึ่งความจริงแล้วก็เก็บกันทุกปี ปีละหลายรอบ เดี๋ยวอำเภอ เดี๋ยวจังหวัด เดี๋ยวภาค เดี๋ยว มส. ขอโน่นขอนี่ แต่นั้นก็ทำกันแค่ประเพณี คือมาตามฤดูกาล มากบ้างน้อยบ้างก็เจือจานกันไป เงินเดือนพระสังฆาธิการก็หักเข้ากองทุน "วัดช่วยวัด" ช่วยที่ไหนอย่างไรไม่มีการเฉลย แต่การกำหนดวันทอดผ้าป่าไว้ตายตัวนั้น ถือว่าเป็นครั้งแรก พงศ์พร ชงเรื่องผ่าน มส. ได้ไม่กี่เดือนก็ไป แต่มตินี้จะอยู่ตลอดไป

 

 

โถ..พงศ์พร นึกว่าอัจฉริยะมาช่วยงานศาสนา หาเงินมาช่วยวัด ที่ไหนได้ จอมรีดไถดีๆ นี่เอง

 

 

เออ..เศรษฐกิจก็แย่ วัดทั่วประเทศก็ลำบาก เพราะถูกตรวจสอบจากทุกภาคส่วน จะใช้เงินใช้ทองก็ต้องระมัดระวัง พลาดเป็นก้าวเท้าเข้าตะรางเหมือนกรรมการ มส. ขอเงินมาทำนุบำรุงวัดก็แสนยาก เพราะต้องทำเรื่องผ่านตั้งแต่จังหวัด ภาค หน ไปจนถึงสำนักพุทธฯ แล้วสำนักพุทธฯ จึงจะ "ชงเรื่องต่อ" ไปให้สำนักงบประมาณพิจารณาว่าจะอนุมัติหรือไม่ !

 

 

เห็นไหมล่ะครับท่านพระครู ว่าอยู่เป็นพระไทยมันสบายซะที่ไหน ผู้หลักผู้ใหญ่รีดไถเอาตามใจฉัน ออกมติโดยไม่ถามพระเณรทั่วประเทศว่าเห็นด้วยหรือไม่ หรือว่ามีวิธีที่ดีกว่านั้น ทำไมในอดีตถึงไม่ทำ ทำไมเพิ่งจะมาทำในตอนนี้ นี่ตะทีจะเอาเงินละก็ออกกฎหมายรีดไถ ตะพอวัดจะขอเงินใช้บ้าง กลับให้ไปขอสำนักงบประมาณเอาเอง เรื่องเก็บเงินละง่าย แต่เรื่องขอเงินนั้นยาก วัดวาอารามทั่วไทยรับรอง ไม่ตายก็ไม่โต !

 

 

 

 

 

 

มีท่านจำนงค์องค์เดียว ที่พงศ์พรไล่ไม่ทัน

 

 

 

 

ปรับงบประมาณปฏิสังขรณ์วัดขจัดปัญหาเงินทอนวัด

 

สำนักพุทธฯ ปรับแนวทางอุดหนุนงบประมาณบูรณปฏิสังขรณ์วัด ป้องกันปัญหาเงินทอน เริ่มตั้งแต่ปีงบฯ 2561 เป็นงบประมาณอุดหนุนเฉพาะกิจ สำนักงบฯพิจารณาจัดสรรเงินให้วัดแทนสำนักพุทธฯ 

วันนี้ (6 ส.ค.) นายณรงค์ ทรงอารมณ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะโฆษก พศ. เปิดเผยถึงการปรับแนวทางสนับสนุนงบประมาณบูรณปฏิสังขรณ์วัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเงินทอนวัดขึ้นมาอีก ว่า  กรณีเรื่องเงินทอนวัดที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากมีอดีตข้าราชการ พศ. ไปเรียกรับเงินทอนจากงบประมาณบูรณปฏิสังขรณ์วัดจากวัดต่างๆ ที่ทาง พศ. อนุมัติงบประมาณให้ไป โดยมีการไปอ้างว่าจะนำเงินที่ขอทอนมาไปจัดกิจกรรมต่างๆเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา จึงทำให้เกิดปัญหาเป็นคดีความขึ้นมานั้น จากนี้ไปปัญหาดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน เพราะตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561 เป็นต้นไป พศ. ได้มีการปรับแนวทางการสนับสนุนงบประมาณบูรณปฏิสังขรณ์วัดแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะดังกล่าวขึ้นมาอีก 

นายณรงค์ กล่าวต่อไปว่า โดยตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561 พศ.จัดให้งบประมาณบูรณปฎิสังขรณ์วัดเป็นงบประมาณอุดหนุนเฉพาะกิจ โดยหากมีวัดที่ต้องการจะรับงบประมาณนี้ให้ทำเรื่องแจ้งสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) และเจ้าคณะผู้ปกครองในพื้นที่ ถึงเหตุผลและความจำเป็น จากนั้นจะมีการส่งเรื่องมายังกองพุทธศาสนสถาน พศ. เพื่อพิจารณาและส่งไปให้สำนักงบประมาณพิจารณาในการอนุมัติงบประมาณ เท่ากับว่าต่อไปนี้งบประมาณบูรณปฏิสังขรณ์วัดทางสำนักงบประมาณจะเป็นผู้พิจารณาอนุมัติงบประมาณให้กับวัดโดยตรง ซึ่งจะทำให้สามารถป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ข้าราชการ พศ. ไปเรียกรับเงินทอนจากวัดต่างๆได้

 

 

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 7 สิงหาคม 2562

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264