เปิดหน้าสีกาดัง !

 

 

ชนวนสึกของพระราชธรรมสารสุธี

อดีตรองจังหวัดศรีสะเกษ

 

 

 

 

 

 

นางณัฐสวิตตา ธนาภัคฉัตรสิริ

 

ซึ่งถูกอ้างไว้ในหนังสือลาสิกขาของอดีตพระราชธรรมสารสุธี

สีกานัมเบอร์วันแห่งศรีสะเกษในเวลานี้

มีข่าวว่ามักจะไปไหนต่อไหนกับอดีตเจ้าคุณดังเหมือนเงาตามตัว

ผู้คนรอบวัดเลยสงสัยว่ามีอะไรกันหรือเปล่า

ตัวเจ้าคุณก็แอ่นอกปกป้องว่า "ไม่มี๊ไม่มี"

ผลก็คือ "ไม่มีจริงๆ" แต่..ไม่มีใครเชื่อ !

 

 

สีกาณัฐ แจ้งเกิดเป็นดาราจากบทบาทของพระราชธรรมสารสุธี

ในฉากใหญ่สุดระทึกใจ

 

"ทิ้งคนทั้งโลก เพื่อเธอคนเดียว"

 

 

 

 

 

 

 

สงครามทางใจในระหว่างคนกันเอง

 

ซ้าย : พระราชกิตติรังษี เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ

ขวา : พระราชธรรมสารสุธี อดีตรองเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ

 

 

สองน้องพี่ผู้นำในวงการสงฆ์ศรีสะเกษ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมานาน ระดับ "มองตาก็รู้ใจ" ก่อนจะกลายเป็นคู่ปรปักษ์ไปโดยปริยาย เมื่อมีจดหมายลาสิกขาของน้องชายสุดที่รัก ตัดพ้อต่อว่า "พี่ชาย" ว่าไม่ช่วยเหลือ "เชื่อคนอื่นมากกว่าน้องของพี่ที่อยู่กันมานาน ฯลฯ" ฟังแล้วทรมานหัวใจ ทั้งๆ ที่ภาพและเสียงของน้องก็ฟ้องอยู่ในตัวแล้วว่า "น้องเลือกจะเชื่อคนๆ เดียว มากกว่าพี่และคนอื่นอีกทั้งเมือง" แม้พี่จะปรารถนาดีเพียงใด ห้ามมิให้ไป แต่น้องชายก็ไม่ฟังเสียแล้ว ทิ้งคำพูดสุดท้าย "มันสายเกินไปเสียแล้ว"

 

 

 

 

 

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชมผลงานการแสดงของเจ้าคุณธีร์

 

 

เจ้าคุณธีร์เดี่ยวไมโครโฟน ดังสะท้านปัถพี หนึ่งไม่มีสอง

โน๊ต-อุดม แต้พานิช เตรียมดึงร่วมงานใหญ่

 

 

 

อา..ฝนซา ฟ้าน่าจะใส แต่ฟ้าในศรีสะเกษฤดูนี้กลับมีสีหมองหม่น เหมือนในเพลง "ช้ำรักจากอุบล" ทั้งพระทั้งโยม "เมืองลำดวน" วันนี้ ไม่มีใครไม่อ่าน "จดหมายรักฉบับสุดท้าย" จากอดีตเจ้าคุณ "พระราชธรรมสารสุธี" เพราะมีวลีถ้อยคำที่ "สะเด็ดสะเด่า" เอามาก ถ้าเป็นนักเขียนก็ต้องระดับ "ทมยันตี" บวก "ชาติ กอบจิตติ" หรือไม่ก็ถ้าเป็นในวงการมวยก็ต้องระดับ "สมรักษ์ คำสิงห์" บวก "สมจิตร จงจอหอ" พอจะเปรียบมวยได้บ้าง มิเช่นนั้น โปรโมเตอร์ "ทรงชัย รัตนสุบรรณ" ยังยอมแพ้ บอกว่า "ถ้าไม่ยอมลดน้ำหนัก ก็คงต้องแขวนนวม เพราะหาคู่ชกไม่ได้แล้ว"

 

 

ถามเจ้าคุณประสารว่าอ่านกี่รอบ ? ก็ตอบว่า อ่านกลับไปกลับมาจนน้ำตาซึม ถ้าเห็นฝีมือของท่านก่อนหน้านี้ซักปีสองปี รับรองไม่มีใครกล้าปลดท่านจาก "ผอ.วิทยาลัยสงฆ์ ศรีสะเกษ" แต่ก็..สายเกินไปเสียแล้ว คนดีที่เสียแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

กินโต๊ะ ตีหัวทั่วเมือง  !

 

เซียนพระศรีสะเกษ ระบุว่า "ถ้าคิดแค่เอาตัวรอด ออกไปเงียบๆ ก็ได้ ไม่น่าถึงกับต้องออกแถลงการณ์ประณามตีหัวคนทั่วทั้งเมือง เหมือนๆ กับว่า มีตัวเองเก่งและถูกต้องอยู่คนเดียว คนอื่นๆ โง่หมด ไม่มีใครถูกเลย แบบนี้คงมิใช่วิสัยปราชญ์ แต่จะเป็นอะไรก็ดูเอา เพราะหลังจากจดหมายฉบับนี้ตีแผ่ออกไป ก็ไม่มีใครกล้าคบอดีตเจ้าคุณคนนี้แล้ว เพราะ..อันตราย ในอดีตก็เคยมีเจ้าคุณสึกตั้งหลายราย ไม่เคยเห็นใครทำเหมือนทิดคนนี้"

 

 

 

 

 

 

 

วิทยาลัยสงฆ์ มจร. ศรีสะเกษ

จุดเริ่มต้น "อัสดง" ของพระราชธรรมสารสุธี

คนดีที่โลกไม่ต้องการ ?

 

 

แหล่งข่าวหลายสาย รายงานว่า ความจริงแล้ว ปัญหาของเจ้าคุณรองฯ ศรีสะเกษ นั้น มันก็เริ่มมานานเป็นปีแล้ว เพียงแต่คนที่รู้และอยู่ใกล้ ไม่อยากให้เป็นข่าว ก็เลยช่วยๆ กันปกปิดเอาไว้ รวมทั้งพยายามหาทางออกให้ท่านได้อยู่ไปนานๆ แต่กลับตาลปัตร เพราะท่านแข็งขืน ยืนกระต่ายขาเดียวว่า "ข้าไม่ผิด" เอาแต่ความคิดตัวเองเป็นใหญ่

 

 

ก็เริ่มจาก "ตำแหน่ง ผอ.มจร. ศรีสะเกษ" ซึ่งก็เทียบค่าได้กับ "รองอธิการบดี" ทีเดียว ปลายปี 61 ที่ผ่านมานั้น มีการสรรหา "ผอ.วิทยาลัยสงฆ์" ซึ่งส่วนใหญ่ก็ต้องได้ "รูปเก่า" ให้เขาทำงานต่อไป แต่กลับกลายเป็นว่า "พระราชธรรมสารสุธี" ไม่มีชื่อติดโผเหมือนเดิม นั่นดูจะเป็นคำถามแรกที่ดังเงียบในวงการสงฆ์ทั่วประเทศ

 

 

เจ้าคุณธีร์เหลือเพียง "เจ้าของโรงเรียนวัดมหาพุทธาราม-วัดพระโต" ซึ่งตนเองเป็นเจ้าอาวาสอยู่เพียงตำแหน่งเดียว เมื่อหมดอำนาจในเวทีใหญ่ ก็เลยหันมาเล่นเวทีท้องถิ่น แต่ก็กลับพลาดซ้ำ เมื่อนำเอา "สีกาคนดัง" เข้ามาร่วมทีมด้วย

 

 

 

 

 

 

 

โรงเรียนวัดมหาพุทธาราม วัดพระโต

จุดสุดท้ายของพระราชธรรมสารสุธี

 

 

 

 

ดังความในใจของเจ้าคุณธีร์ ที่บรรยายไว้ในจดหมายลาสึกนั้น ก็ระบุว่า "ต้องการปรับปรุงการศึกษาในโรงเรียนวัดพระโตให้ก้าวไกลได้มาตรฐาน และมีคุณภาพ ฯลฯ" ก็เลยทำการปรับใหญ่ ทั้งนี้ต้องมีเงินทุน จึงลงทุนดึงสีกาคนดังกล่าวเข้ามาช่วยงาน แต่ช่วยนานๆ ไป น่าจะได้งานก็กลับกลายเป็น "ได้เรื่อง" แทน

 

 

ตัวเจ้าคุณเองก็ยอมรับว่า "ไปไหนมาไหน โดยมีสีกาคนดังกล่าวติดตามไปบ่อยๆ" ถึงแม้จะมีพระเณรติดตามไปหลายรูป แต่ถามว่า "เวลาอื่นๆ ล่ะ" ทั้งในวัดและนอกวัด มีใครเห็นหรือไม่ ? นี่คือเสียงซุบซิบนินทาที่ดังกระหึ่มศรีสะเกษ ก่อนอดีตเจ้าคุณธีร์จะทำฮาราคีรีกลางดงลำดวน

 

 

 

 

 

 

 

 

เบิ้ดคำสิเว่า !

 

 

 

แรกนั้น เมื่อมีเสียงกระซิบ มีบัตรสนเท่ห์ โจมตีเจ้าคุณธีร์ มาถึงหูของ "พระราชกิตติรังษี" พี่ชายที่รักและเคารพของเจ้าคุณธีร์ หลวงพ่อใหญ่ก็ทำทีเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เพราะยังเชื่อใจใน "น้องชาย" ว่าคงไม่เป็นดังที่เขาว่า และคิดว่าอีกไม่นาน เสียงลือเสียงเล่าอ้าง ก็คงจะจางไป

 

 

แต่กลับกลายเป็นว่า ยิ่งนานก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ จากเสียงนินทาก็ยกระดับขึ้นเป็น "มวลชน" มีคนร้องเรียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นั่นหมายถึงว่า ถ้าไม่รับเรื่องและดำเนินสอบสวนแล้ว ตัวเจ้าคณะจังหวัดก็อาจจะเจอข้อหา "ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่" เสียเอง ม็อบจะมาหาทีละสองวัดเลยล่ะทีนี้

 

 

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การสอบสวนเจ้าคุณธีร์นัดที่ว่านั้น ก็ยังทำกันแบบ "เงียบๆ" และเพื่อเป็นการให้เกียรติเป็นอย่างยิ่ง ก็จึงเชิญทั้ง ผู้ว่าราชการจังหวัด ผอ.พศจ. ศรีสะเกศ ศึกษาธิการจังหวัด ปลัดจังหวัดศรีสะเกษ รวมทั้งเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษด้วย เป็น 5 ผู้นำสูงสุดแห่งศรีสะเกษ ที่เข้าร่วมหารืออย่างเป็นทางการ "ตอนหัวค่ำ" วันนั้น วันที่ 26 มิถุนา 2562 เวลาหนึ่งทุ่ม

 

 

การเชิญผู้ใหญ่ในระดับสูงสุดของทุกฝ่าย มาร่วมหารือ โดยพร้อมเพรียงเรียงหน้านั้น เป้าหมายก็เพื่อ "หาทางออก" ให้แก่เจ้าคุณธีร์อย่างสวยงาม แต่กลับถูกเจ้าคุณธีร์มองว่า "โดนรุมกินโต๊ะ" เป็นงั้นไป ถ้าเชื่อว่าตัวเองบริสุทธิ์จริงดังอ้างก็จะกลัวอะไร เหตุใดจึงไม่ยอมรับผลการตัดสินของผู้ใหญ่ในคืนนั้น หันหลังกลับไป "เขียนจดหมายถล่ม" ทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ไปยันผู้น้อยในวัดมหาพุทธาราม ซึ่งเป็น "ลูกหลาน" ของตัวเอง ฝ่ายหนึ่งโดนข้อหาลำเอียง อีกฝ่ายก็โดนข้อหา "อกตัญญู" พอตั้งข้อหาเสร็จก็สวมวิญญาณ "เสือเผ่น" หายไปอย่างไร้ร่องรอย แบบนี้เขาเรียกว่า "ตีหัวเข้าบ้าน" วิสัยปราชญ์เขาทำกันเยี่ยงนี้นะหรือ ?

 

 

ทีนี้ เมื่อสื่อได้รับข่าวสาร "เพียงด้านเดียว" ก็เลยเอาด้านดีของพระราชธรรมสารสุธีออกมาอวดชาวบ้าน "ตีข่าวเอามัน" โดยไม่ดูบริบทของการทำงานทั้งหมด พากันไปหลงสำนวนของเจ้าคุณธีร์กันหมด ติดรสติดชาติ ซึ่งใครๆ ที่ได้อ่านต่างก็ยอมรับว่า "เขียนได้ดีระดับครู" มิเสียทีที่ได้รับการยกย่องว่า "เป็นนักปาฐกถาฝีปากกล้าแห่งลุ่มแม่น้ำมูล" เล่นเอาทั้ง "เจ้าคณะจังหวัด-ผู้ว่า-ผอ.พศจ.-ศึกษาธิการจังหวัด-ปลัดจังหวัด" อึ้งกิมกี่กันเป็นแถวๆ เพราะพูดไม่ออก ไม่รู้จะแก้มวยด้วยไม้ไหน เรื่องพูดเรื่องเขียนนั้นใครก็ไม่สู้เจ้าคุณธีร์

 

 

ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ถ้าพิศดูให้ดี ค่อยๆ พิจารณาอย่างใจเย็น ก็จะเห็น "เส้นทางเดิน" ที่ผิดพลาดของอดีตเจ้าคุณธีร์หลายต่อหลายครั้ง เริ่มจาก "วิทยาลัยสงฆ์ มจร. ศรีสะเกษ" มาจนถึง "โรงเรียนวัดมหาพุทธาราม" แล้ว ก็จะพบว่า เจ้าคุณธีร์แพ้ศึกมาหลายยก ก่อนจะพบจุดจบ "จนแต้มกลางกระดาน" ในวันนี้ เพราะว่านี้คือการแพ้ในบ้านเกิดของตัวเอง เป็นการแพ้ซ้ำสอง และแพ้ซ้ำซาก อัจฉริยะระดับ "เจ้าคุณธีร์" ถ้าสอบตกติดๆ กันดังที่เห็นนี้ จะมิเป็นนักมวยผิดฟอร์มไปหรือ ล้มมวยหรือเปล่า คนเขาถาม เป็นเสือตายคาถ้ำมันสง่างามอย่างไร ?

 

 

แต่ถึงอย่างไร จะไปก็คงไม่มีใครว่า โบราณว่า "ตัดบัวยังเหลือใย" การไปของเจ้าคุณธีร์ครั้งนี้ ถ้ายังคงมีสติดีอยู่ ก็น่าจะไปแบบ "เงียบและอบอุ่น" คือมีคนอำลาอาลัยไม่มากก็น้อย แต่นี่พี่แกกลับเล่น "ตีหัวคนทั้งเมือง" ด่าตั้งแต่เด็กอนุบาลวัดพระโตไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วจะอยู่กับใครได้ มิน่า พอส่งจดหมายเสร็จแกก็ออกนอกจังหวัดไปเลย

 

 

ถ้าอ่านจดหมายเจ้าคุณธีร์เป็นรอบที่ 3 ย่อมจะมองเห็นอีโก้ "อัตตา-ตัวตน" ของเจ้าคุณธีร์ว่าสูงส่งขนาดไหน ก็ในเมื่อกติกาสากลเขามีอยู่ว่า "ถ้าเกิดปัญหาก็ต้องพิจารณาแก้ไข โดยให้ใช้คนกลาง" ซึ่งทางคณะสงฆ์และจังหวัดเขาก็ปฏิบัติตามนั้น มิได้ลูบหน้าปะจมูก เป็นแต่เจ้าคุณธีร์เองที่ตั้งศาลเตี้ย เขียนจดหมายพิพากษาคนอื่น แล้วปลดปล่อยตัวเองให้เป็นไท

 

 

ถ้าใช้วิธีนี้แล้วได้ผล ต่อไปในสังคมไทยก็ย่อมจะมีคนประพฤติตาม แบบว่าพอเกิดปัญหา ก็ตีปลาหน้าไซ โดยเขียนจดหมายทิ้งบอมพ์ ไม่ยอมผ่านกระบวนการตรวจสอบอันชอบธรรม

 

 

แน่นอนว่า ถ้ากระบวนการตรวจสอบนั้น มีเพียง "เจ้าคณะจังหวัด" หรือ "สำนักพุทธฯจังหวัด" เพียงหนึ่งหรือสอง ก็ย่อมจะสามารถกล่าวหาได้ว่า "ไม่เป็นกลาง" แต่นี่มีทั้งท่านผู้ว่า ปลัดจังหวัด และท่านศึกษาธิการจังหวัด นับว่าเป็นการทำงานของผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจได้ในระดับสูงสุดของจังหวัดแล้ว ถ้ารูปคณะกรรมการแบบนี้ยังไม่มีค่าในสายตาของเจ้าคุณธีร์ ในปัถพีนี้ยังจะมีอะไรเหมาะสมอีกเล่า ?

 

 

แรกนั้น เมื่อข่าวเจ้าคุณธีร์ดังออกไป ถามใครต่อใคร ต่างไม่มีใครอยากพูด เพราะพูดไปก็เหมือนซ้ำเติม "คนกันเอง" เห็นพ้องต้องกันว่าต้องวางอุเบกขาและมีเมตตาธรรม "ลำพังพระชราวัย 72 ลาสิกขา ก็ถือว่าลำบากยิ่งแล้ว" แต่เมื่อจดหมายเจ้าคุณธีร์ถูกตีทางสื่อ ส่งผลให้อดีตเจ้าคุณธีร์กลายเป็นฮีโร่ ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้อง "ทุกฝ่าย-ทั้งเมือง" ล้วนแต่ตกเป็น "จำเลย" รับความกดดันจากสื่อหรือโซเชี่ยล แบบไม่ได้ตั้งตัว

 

 

โดยเฉพาะหลวงพ่อเจ้าคณะจังหวัดนั้น "พูดก็ไม่ได้ ไม่พูดก็ไม่ได้" คือพูดก็เหมือนซ้ำเติมคนกันเอง แต่ครั้นไม่พูด ก็เหมือนยอมรับว่ากระบวนการยุติธรรมนั้นผิด มันมีผลกระทบเป็นลูกระนาดไปจนถึงโรงเรียนวัดพระโตเลยทีเดียว

 

 

ทุกฝ่ายเขาหวังดี ยื่นบันไดให้ลง แต่เจ้าคุณธีร์กลับไม่ยอมลง กระโดดลงไปเอง

 

 

จดหมายฉบับนั้น เจ้าคุณธีร์พูดแต่ความดีของตัว ส่วนความชั่วไม่เคยเอ่ยถึง ทั้งๆ ที่ ตราบใดยังไม่สิ้นกิเลส ก็ย่อมจะมีผิดพลาดด้วยกันทั้งสิ้น

 

 

เรื่องความเสียสละ ทุกคนก็ล้วนแต่เสียสละด้วยกันทั้งนั้น จะมากจะน้อย จะช้าหรือนาน ก็คงพูดไม่ได้หรอกว่า "ผมเสียสละเพียงคนเดียว" ใครที่พูดแบบนี้ ถ้าไม่บ้าก็เมา

 

 

แต่ก่อนจะมาถึงกระบวนการ "ยื่นบันไดให้ลง" นั้น ทราบว่า ทางวัดไทยในต่างประเทศ ที่มีพระจากจังหวัดศรีสะเกษเป็นเจ้าอาวาส เมื่อทราบเรื่องราวฉาวโฉ่ ก็แสดงความปรารถนาดี ด้วยการ "นิมนต์ไปจำพรรษาในต่างประเทศ" เป็นวิธีการ "ดึงท่อนฟืนออกจากกองไฟ" ไม่ให้ร้อนแรงไปกว่านี้ เสียดายว่า ปฏิบัติการ "แยกพระแยกนางออกจากกัน" ครั้งนั้น มิได้รับการตอบรับจากอดีตเจ้าคุณธีร์ จนถึงนาทีสุดท้ายในจดหมายฉบับนั้น เจ้าคุณธีร์ก็ยังยืนยัน "สละโลกทั้งใบ เพื่อเธอคนเดียว" การเป็นนักปราชญ์ เรียนมากรู้มาก แต่เพียงแค่คำว่า "โลกวัชชะ" คือชาวโลกติเตียนนั้น ยังไม่สามารถทำให้เคลียร์ได้ แล้วจะเป็นผู้ใหญ่ขึ้นไปอีกกระนั้นหรือ ?

 

 

จะถูกหรือผิดพลาดประการใด ก็หวังว่า สังคมพุทธไทย จะได้ใช้วิจารณญาณ พิจารณาอย่างแยบคาย เพื่อเป้าหมายคือ ความสงบสุขของสังคมไทย ไปตราบนานเท่านาน บ๊ายบาย เจ้าคุณธีร์ !

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 22 กรกฎาคม 2562

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264