ูเปอร์โมเดล !

 

วัดป่าบ้านตาดโชว์

 

ต้นแบบบริหารจัดการเงิน

 

พระไม่ต้องจับเงิน !

 

 

 

อา..มาแล้วฮ่ะ เมื่อวาน วัดป่าอะไรแถวๆ ลำพูน ก็ประกาศโครมคราม "พระวัดนี้มีบัญชีเงินไม่ได้ ใครมีเป็นโดนไล่ออก" ก่อนหน้านั้น พระพยอมก็โชว์ท่ายาก "วัดอาตมามีมาตรการเด็ดขาด พระจะจับเงินไม่ได้ แต่ปัจจุบันหาพระอยู่ยากมาก อาตมาแทบจะต้องอยู่ตัวคนเดียวแล้ว" วันนี้ก็เป็นคิวทองของ "วัดป่าหลวงตาบัว" ซึ่งเป็นเจ้าของตำนาน "ตักบาตรเงินทองช่วยชาติ" โดยก่อนมรณภาพ ท่านก็ทิ้งมรดกไว้ให้แก่บรรดาศิษยานุศิษย์ว่า "อย่าปล่อยให้รัฐบาลเอาเงินบิณฑบาตไปใช้ ให้คอยจับตาดูตลอดเวลา" จึงปรากฏว่า หลังท่านตาย ก็มีลูกศิษย์คอยเช็คสถานะการเงินของรัฐบาลอยู่เรื่อยๆ วันดีคืนดีก็ออกประกาศ "ห้ามรัฐบาลยุ่งกับเงินหลวงตา"

 

 

อ้าว ! ไหนใครว่าหลวงตาบัวเป็นพระอรหันต์นิพพานไปแล้ว แต่ยังเหลือเชื้อเป็นทองคำอยู่ในคลังหลวงอีกนับหมื่นล้านกระนั้นหรือ พระพุทธเจ้าก่อนปรินิพพาน ทรงมอบพระธรรมวินัยให้พระช่วยกันรักษา แต่ว่าหลวงตาบัวกลับ "มอบทองคำ" ให้ช่วยกันรักษา เป็นพระป่านิกายทองคำ

 

 

ถ้านับสถิติ จากวัดจำนวน 40,000 วัด ทั่วประเทศ มีประกาศไม่จับเงินแล้ว 3 วัด ที่เหลืออีก 39,997 วัด ยังไม่ประกาศ วัดราชบพิธ ของสมเด็จพระสังฆราช ก็ยังไม่ประกาศ วัดบวรนิเวศวิหาร วัดหลักของธรรมยุต (ปกครองวัดป่าบ้านตาด) ก็ยังไม่ประกาศ วัดกรรมการมหาเถรสมาคมอีกไม่ต่ำกว่า 20 วัด ยังไม่เห็นประกาศ วัดเจ้าคณะภาคอีก 18 ภาค ทั้งสองนิกายก็ร่วมๆ 26 วัด ก็ยังไม่ประกาศ คิดสะระตะว่า ถ้าเปิดฟรีโหวตแบบประชาธิปไตย วัดทั่วไทยล้วนแต่มีบัญชีทั้งสิ้น จะมีพระไม่จับเงินเพียงไม่กี่วัด ถามว่า นำมาเป็นสถิติได้หรือไม่ และรัฐบาลจะใช้ "วัดอะไร" เป็นแนวทางบริหารจัดการ ระหว่าง วัดจับเงินทั่วประเทศ กับวัดไม่จับเงินเพียงไม่กี่วัด

 

 

แต่..แต่นะ ความจริงแล้ว ถ้าจะพูดถึงวัด จะพูดเฉพาะเรื่องเงิน มันก็แคบเกินไป วัดไทยในประเทศไทยนั้น มีสถานะแตกต่างกันมากมาย ใช่แค่แบ่งเป็นธรรมยุต-มหานิกาย เท่านั้น แต่ทั้งสองนิกายนั้น ยังแยกออกเป็น "สายวัดป่า-สายวัดบ้าน" ซึ่งพระท่านก็จะมีวัตรปฏิบัติหรือแนวทางแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

 

วัดป่านั้น มุ่งปฏิบัติเพื่อหลุดพ้น โดยศึกษาเพียงพอสำหรับการปฏิบัติเท่านั้น มิได้ศึกษาพระไตรปิฎก หรือรับภาระพระศาสนาอื่นใด สมัยก่อนก็ "วัดบวรนิเวศวิหาร" นี่แหละ ที่ไม่เอากับสายวัดป่า เพราะเห็นว่า "มุ่งหน้าเอาตัวรอด แต่ไม่เกื้อกูลแก่ประเทศชาติบ้านเมือง" สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จึงทรงวางแบบแผนการศึกษาของคณะสงฆ์ ช่วยรับภาระของในหลวงรัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงโปรดให้จัดตั้ง "มหามกุฏราชวิทยาลัย" และ "มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย" ขึ้นมา เพื่อเป็นสถานการศึกษา "ชั้นสูง" ของคณะสงฆ์ไทย ทั้งสายมหานิกายและธรรมยุต ซึ่งทั้งสองสถาบันกำลังถูกนักปฏิบัติโจมตีอยู่ในเวลานี้ว่า "เดียรถีย์" แต่ไม่มีใครฟ้องในข้อหา "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" เลย แต่กับ "ส.ศิวลักษณ์" ซึ่งวิพากษ์หนังพระนเรศวร ผ่านไปหลายร้อยปีแล้ว ยังมีคนฟ้องว่า "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" เห็นหนังสำคัญกว่ามหาวิทยาลัย เป็นงั้นไป

 

 

ส่วนวัดบ้านนั้น ก็แยกออกจากวัดป่า ผ่านกาลเวลามานานนับพันปี ไม่ต้องอื่นไกล ลองเอาพี่น้อง "ฝาแฝด" ไปแยกกันอยู่ซัก 10 ปี ดูทีว่ายังจะเหมือนกันอยู่ไหม มันมาไกลจนกลายเป็นเอกลักษณ์เป็นอัตตลักษณ์ เป็นลักษณะจำเพาะของชุมชน เป็นสิ่งที่ชาวเมืองสร้างสรรค์กันขึ้นมา นำเอาลูกหลานไปบวชด้วยศรัทธา อาจจะเน้นอาคารสถานที่ แต่ก็ยังมีจุดหมายในการ "ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา" ถึงจะไม่เหมือนวัดป่า แต่ก็ยังเป็นวัดบ้าน แม้นไปไม่ถึงพระนิพพาน แต่จะห้ามชาวบ้านไม่ให้ไปสวรรค์ชั้นไหนกันเลยหรือ ? ชาวบ้านเขาไม่ได้มั่วเหมือนสำนักพุทธฯ ที่จู่ๆ ก็ประกาศ "หาวัดต้นแบบพระไม่จับเงิน" โดยไม่จำกัดนิกาย หรือสถานะของวัดนั้นๆ แล้วถามว่า จะเอาวัดป่ามาเป็นต้นแบบวัดบ้าน มันทำได้อย่างไร ?

 

 

คนโง่ที่ไหนที่พูดว่า "บวชไม่สละบวชทำไม บวชไม่มุ่งหลุดพ้น บวชทำไม" ไม่ดูปฏิปทาของพระเจ้าแผ่นดิน ที่ทรงบวชเพื่อ "บำเพ็ญเนกขัมมบารมี" กำหนดวันปริวัติ (สึก) ไว้ก่อนวันทรงผนวชด้วย โดยยังไม่ได้สละราชสมบัติ เพียงแต่ทรง "ตั้งผู้สำเร็จราชการแทน" เท่านั้น มีแม้กระทั่งบวชเป็น "หางนาค" คือบวชประดับพระบารมีพระเจ้าอยู่หัวอีกต่างหากด้วย อีกคำคือ "บวชเรียน เพื่อสืบทอดพระศาสนา" เป็นวิถีของชาวพุทธไทยมาแต่สมัยโบราณ อย่างน้อย "อายุครบ 20 ปี ต้องบวชให้แม่ได้เห็นชายผ้าเหลือง ซักหนึ่งพรรษา" แต่ต่อมา พวกไปเรียนโรงเรียนคริสต์ ไม่รู้วิถีพุทธ เลยสุดโต่งดังกล่าว

 

 

เอาง่ายๆ อย่างบุคคลตัวอย่างของชาวกรุงเทพในสมัยก่อน คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หัวหน้าพรรคพลังธรรมของสันติอโศก ซึ่งประกาศว่า กินมังสวิรัต วันละมื้อ และอาบน้ำวันละ 5 ขัน ถือว่าประหยัดขั้นเทพ และเคร่งครัดขั้นอุกฤษฏ์ ถามว่า ทำไมรัฐบาลไทยไม่เอามาเป็นแม่แบบการดำรงชีพของประชาชน โดยออกกฎหมาย "ห้ามคนไทยกินเนื้อ แต่ให้กินผักเท่านั้น" เพื่อแสดงความเป็นคนดี แถมให้กินเพียง "วันละมื้อ" และให้อาบน้ำเพียงวันละ 5 ขัน เพื่อประหยัดอดออม น้ำอบน้ำหอมห้ามใช้ ให้นอนกับพื้นบนไม้กระดาน เตียง ตั้ง ฟูก โซฟา และเครื่องอำนวยความสะดวกอื่นๆ ก็ห้ามมี เพราะประเทศนี้ต้องการคนดีในอุดมคติ !

 

 

คนดี หรือคนต้นแบบในอุดมคตินั้น อาจจะมีจริงๆ ในสังคมหรือในโลกเบี้ยวใบนี้ แต่การคิดจะเป็นแบบนั้นมันไม่ง่าย เอาแค่ บิ๊กตู่-นายไพบูลย์-นายพงศ์พร สามพระหน่อนี่แหละ ที่กะเหี้ยนกระหือรือจะเปลี่ยนวัดเปลี่ยนพระ ถ้าวันหนึ่งวันใดคิดจะเอาลูกไปบวชมั่ง ก็ไม่แน่หรอก อาจจะไม่ให้บวชที่วัดป่าก็ได้ ดูนายสนธิ ลิ้มทองกุล นั่นปะไร แรกก็จะบวชที่วัดชนะสงคราม ถ้าไม่โดนต้านก็คงไม่ไปวัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานี คงจะมีสถานะเป็น "ศิษย์ร่วมสำนักกับมหาโชว์" ที่บิ๊กตู่คำรามใส่เมื่อวานว่า "พระยุ่งการเมือง เหมาะสมหรือไม่" นั่นแหละ และว่ากันว่า แม้แต่ "อาจารย์ ส.ศิวลักษณ์" เอง ก็ก๊งสุราอยู่เป็นนิจศีล ปากยังเหม็นกลิ่นเหล้า แต่ก็ขึ้นธรรมาสน์เทศน์สอนพระอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน อาจารย์ก็พูดความจริงนั่นแหละ แต่ถ้าจริงจังมากเกินไปก็ไม่ไหว รุ่นปู่รุ่นตาแล้ว เพลาๆ ลงหน่อยเถิด พระลูกพระหลานทั้งนั้น

 

 

วัดป่า-วัดบ้าน จึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ "วัตถุประสงค์ที่แตกต่าง" เพื่อสนองต่อความต้องการของประชุมชนที่แตกต่าง ยังไม่รวมถึงพระอารามหลวงอีกต่างหาก จะให้วัดทุกวัดเหมือนกันทั้งหมดมันก็ประหลาด ไม่ต่างไปจากคอมมิวนิสต์ ที่ให้ทุกคน ไม่ว่าจะสูง ดำ ต่ำ ขาว อ้วน หรือผอมอย่างไร แต่ให้ "ใส่เสื้อสีเดียวกัน ไซซ์เดียวกัน กินแบบเดียวกัน นอนเสมอกัน ของทุกอย่างเป็นของหลวงของกลาง รัฐบาลจะเป็นผู้บริหารจัดการให้ไม่ว่าเรื่องเงินหรือทรัพย์สินอื่นใด ไม่มีใครเป็นเจ้าของ" มันดีอยู่ และดีกว่าประชาธิปไตยด้วยซ้ำไป แต่ถามว่า ทำไมประเทศไทยไม่เอาระบบนี้มาใช้ ?

 

 

ไปดูจีนสิ สมัยประธานเหมาที่ใช้ระบบ "คอมมิวนิสต์เต็มรูปแบบ" นั้น ประชาชนอดอยาก แทบจะผลัดกันใช้เสื้อและกางเกง ถึงกับ"ทิ้งถิ่นฐาน" หอบ "เสื่อผืนหมอนใบ" ไปตายเอาดาบหน้าที่..ท่าน้ำราชวงศ์ แต่พอ "เติ้ง เสี่ยว ผิง" ประกาศใช้ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" ชาวจีนก็เริ่มลืมตาอ้าปากเข้าสู่ความอุดมสมบูรณ์ อยู่ดีกินดี ไม่มีใครหนีไปอยู่ประเทศไทยเพราะความจน แต่ทุกวันนี้คนจีนเอาเงินไปเที่ยว ไปซื้อทุเรียนจนเกลี้ยงประเทศไทย จีนกลับมาผงาดเป็นมหาอำนาจอีกครั้ง จะบอกว่า จีนก็มี "วัดป่า-วัดบ้าน" ชาวบ้านที่ยากจน รัฐก็จัดสรรที่ดินทำกินให้ ชาวบ้านที่มีความรู้ความสามารถ รัฐก็อนุญาตให้เป็นเจ้าของทรัพย์สินได้ คอมมิวนิสต์ก็รวยได้ รวยถึงขนาดซื้อไม้พยุงจากไทยในราคาทองคำ จนกลายเป็นสินค้าต้องห้ามไปแล้ว

 

 

ถ้ารัฐเอาระบบ "วัดป่า" มาใช้ ก็เท่ากับว่า ต้องการทำวัดทุกวัด ให้เป็นวัดป่า แต่ถามว่า มันถูกครรลองหรือไม่ ? และถ้าวัดป่ากลายเป็นวัดบ้าน หรือวัดบ้านกลายเป็นวัดป่า ถามว่า หน้าตาจะเป็นอย่างไร ?

 

 

อย่างกรณีวัดป่านั้น พระท่านจะฉันในบาตร ถ้าจะปรับวัดบ้านให้เป็นวัดป่า ก็ต้องให้พระฉันในบาตร จะไปรับกิจนิมนต์นอกวัดก็ไม่ได้ ขึ้นเครื่องบินก็ต้องเอาบาตรไปใช้บนเครื่องด้วย ฯลฯ อีกนับร้อยรายการก็จะต้องเปลี่ยน เพื่อให้ตรงกับพระไตรปิฎก ดังที่รัฐบาลกำลังหาเสียงอยู่ในเวลานี้ ยังมีอีกเยอะ แต่ว่าหิวแล้ว ต้องไปฉันเพลก่อน นะ เจริญพร !

 

 

 

 

 

 

 

สายหลวงปู่มั่น ไร้ความยึดมั่นถือมั่น ในอัตตาตัวตน

แต่ยังยึดมั่นถือมั่นในชาติ สิ่งที่จะตามมาก็คือ ชรา มรณะ ฯลฯ

 

พระป่าก็รักชาติ !

 

 

 

 

 

 

 

ไม่รับเงินทองเพื่อตัวเอง แต่รับเพื่อชาติ

การประกาศพระศาสนาของหลวงตาบัว

 

 

 

 

 

 

มรดกธรรมชิ้นสุดท้าย

 

"สร้างพิพิธภัณฑ์ มูลค่า 700 ล้าน"

 

ดำเนินตามรอยบาทพระศาสดาอย่างเคร่งครัด

น่าจะเขียนไว้ในพระไตรปิฎกฉบับวัดป่าด้วย

 

 

 

 

 

 

วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี โชว์เป็นต้นแบบบริหาร พระไม่ต้องจับเงิน

 

วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี 1 ในวัดต้นแบบบริหารจัดการเงิน ไวยาวัจกรแจง พระวัดป่าไม่แตะต้องเงินตั้ง กก.การเงินดำเนินการ พิจารณากลั่นกรองก่อนเสนอเบิกจ่าย ไม่ยุ่งเงินทอนวัด...

จากกรณีที่ นายณรงค์ ทรงอารมณ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (รอง ผอ.พศ.) แถลงว่า ตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีบันทึกข้อความที่ พศ.0001/06036 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2561 เรื่อง ขอข้อมูลวัดที่มีการวางระบบเกี่ยวกับการจัดการด้านการเงินและบัญชีของวัดนั้น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีวัตถุประสงค์ เพื่อขอทราบแนวทางปฏิบัติได้จริง หลักการคือภิกษุสงฆ์มิต้องมาถือเงิน แต่ผ่านบัญชีส่วนกลาง เพื่อให้วัดที่ยังไม่ได้ดำเนินการนำไปพิจารณาปรับใช้ให้เหมาะสมสอดคล้องกับวัดนั้นๆ และปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยต่อไป

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.2561 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังวัดเกษรศีลคุณ หรือ วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี หนึ่งในวัดที่มีการดำเนินการตามบันทึกข้อความฉบับนี้ และวัดกำลังก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์ พระธรรมวิสุทธิมงคล หลวงตาพระมหาบัว ที่เปิดรับบริจาคจากศิษยานุศิษย์ของหลวงตาพระมหาบัว และพระอาจารย์สุดใจ ทันตมโน ที่มีมูลค่าก่อสร้างประมาณ 700 ล้านบาท ที่เป็นเงินบริจาคจากศิษยานุศิษย์ เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งการก่อสร้างจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ประมาณกลางปี 2563 

นายกอบเกียรติ กาญจนะ อดีตรอง ผวจ.อุดรธานี ไวยาวัจกร วัดเกษรศีลคุณ เปิดเผยว่า วิธีบริหารจัดการเงินของวัดป่าบ้านตาดทุกวันนี้ ยังคงใช้วิธีการแบบเดิมสมัยที่หลวงตาพระมหาบัว ท่านยังไม่ละสังขาร ที่มีคณะกรรมการการเงินเข้ามาดูแล ทุกคนเข้ามาทำด้วยศรัทธา ต้องการสนองคุณพระพุทธศาสนา และบูชาหลวงตาฯ ท่าน ทั้งนี้เรื่องของการเงิน พระวัดสายธรรมยุตท่านจะไม่ถือเงิน ไม่จับเงิน ท่านจะรับแต่ใบปวารณาเท่านั้น ทางวัดจึงมีคณะกรรมการเกี่ยวกับเรื่องการเงิน และก็แยกบัญชีเงินของวัดเป็นบัญชีๆ ไป 

ไวยาวัจกร วัดเกษรศีลคุณ กล่าวว่า ปกติการทำบุญของวัดป่าบ้านตาด พุทธศาสนิกชนทั้งหลายที่ศรัทธา จะโอนเงินเข้าในบัญชีแต่ละบัญชี ที่ทางวัดได้แจ้งให้ทราบทางสื่อต่างๆ ของวัด และยังมีการตั้งตู้บริจาคไว้ตามจุดต่างๆ คือ ที่ศาลาใน ศาลานอก ที่กุฏิของหลวงตาฯ โดยแต่ละตู้รับบริจาค จะระบุชื่อไว้ชัดเจนว่า นำไปใช้จ่ายเพื่อกิจการใดของวัด และในวัตรปฏิบัติของพระอาจารย์สุดใจ ทันตมโน เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด ทุกๆ เช้าหลังจากท่านออกบิณฑบาตแล้ว ท่านจะฉันอาหารเช้าที่ศาลาใน หลังจากนั้นท่านจะพูดคุยแสดงธรรมะกับญาติธรรม ที่จะมีผู้บริจาคเงิน โดยจะมีเจ้าหน้าที่การเงินของวัดเข้ามาดูแล

"ผู้ที่จะบริจาคเงินก็จะแสดงเจตนาระบุเลยว่า เงินยอดนี้ใช้สร้างพิพิธภัณฑ์ ยอดนี้ให้ใช้ในกิจการทั่วไปของวัด ยอดนี้ถวายหลวงพ่อสุดใจฯ ทางเจ้าหน้าที่การเงิน ก็จะนำเงินมาหยอดลงในตู้บริจาคที่เขียนระบุไว้ชัดเจน และทุกๆ สิ้นเดือน ทางกรรมการการเงินของวัด กับเจ้าหน้าที่ธนาคาร มาร่วมกันเปิดตู้บริจาคและนับเงิน และประกาศแต่ละยอดของแต่ละตู้บริจาค มีเงินเข้ามาในแต่ละบัญชีจำนวนเท่าไร และจะกราบเรียนพระอาจารย์สุดใจฯ ให้ท่านรับทราบ โดยอำนาจการเบิกจ่ายจะเป็นท่านพระอาจารย์สุดใจ แต่เพียงผู้เดียว ทั้งยอด 5 ตู้บริจาค" นายกอบเกียรติ กล่าว

ไวยาวัจกร วัดเกษรศีลคุณ กล่าวต่อว่า ส่วนยอดบริจาคใหญ่ คือ เรื่องของการก่อสร้าง พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์ พระธรรมวิสุทธิมงคล หลวงตาพระมหาบัว ตั้งแต่เปิดรับบริจาคมาจนถึงปัจจุบัน มียอดเงินเข้ามาประมาณ 640 ล้านบาท และมีการใช้จ่ายตั้งแต่เริ่มก่อสร้างวันที่ 17 มิ.ย.2560 ใช้เงินไปแล้วกว่า 100 ล้านบาท ตอนนี้มีเงินเหลือในบัญชีประมาณ 525 ล้านบาท ที่ยังคงเหลืออยู่ ซึ่งเงินในส่วนนี้ พระอาจารย์สุดใจ ท่านจะเป็นผู้มีอำนาจลงนามสั่งจ่ายแต่เพียงผู้เดียว ส่วนการก่อสร้าง มี ผวจ.อุดรธานี เป็น ปธ.กก.อำนวยการก่อสร้าง และมีคณะอนุกรรมการด้านต่างๆ อีก ที่จะคอยตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนรับงาน และกลั่นกรองดูรายละเอียดก่อนให้พระอาจารย์สุดใจฯ ท่านลงนามอนุมัติเบิกจ่ายเงินให้กับผู้รับจ้าง

ด้าน นางอินถวา นารินทร์รักษ์ และ นางยินใจ เชื้อกุลา คณะกรรมการเงินวัดป่าบ้านตาด เปิดเผยว่า การเข้ามาทำหน้าที่ดูแลเรื่องเงินของวัดไม่มีความหนักใจแต่อย่างใด เพราะพวกเราทำมาตั้งแต่สมัยที่หลวงตาพระมหาบัว ท่านทำโครงการช่วยชาติ ที่ท่านยังไม่ละสังขาร หลวงตาท่านไปที่ไหน เราก็จะตามไปดำเนินการเรื่องเงินทองบริจาคโดยตลอด ซึ่งหลวงตาท่านไว้ใจให้เรามาดูแล พอหลังจากปิดโครงการช่วยชาติไปแล้ว ก็มีคำสั่งใหม่ของท่านพระอาจารย์สุดใจขึ้นมา ที่มีกรรมการการเงินเพียงแค่ 2-3 คน ที่มีแต่ผู้สูงอายุ แต่ก็ไม่หนักใจ เพราะพวกเราเคยทำมาก่อน รวมทั้งทางธนาคารที่เข้ามารับเงินไปฝากก็ร่วมงานกันมากว่า 30 ปี จนรู้ใจกัน 

กรรมการด้านการเงิน ฯ กล่าวต่อว่า ช่วงไหนใครไม่สะดวก พวกเราก็จะสลับผลัดเปลี่ยนกันมาดูแล เมื่อรับเงินบริจาคมา เราก็จะทำตามที่เขาระบุว่า ต้องการบริจาคในส่วนไหน เราก็จะนำไปหยอดตามตู้ที่ผู้ประสงค์บริจาคทำบุญ และสิ้นเดือนพวกเราก็จะมาเปิดตู้บริจาค ที่มีพระอาจารย์สุดใจฯ มีกุญแจเปิดได้เพียงผู้เดียว เมื่อนับเงินเสร็จทางเจ้าหน้าที่ธนาคาร ก็จะนำเงินเข้าบัญชีแยกตามส่วนที่รับบริจาคมา โดยพวกเราจะไม่มีการถือเงินของตู้บริจาคแต่อย่างใด และจะนำเรียนพระอาจารย์สุดใจ ว่าแต่ละตู้ได้เงินบริจาคเท่านั้นเท่านี้ 

"พวกเราดีใจ ที่วัดป่าบ้านตาด ได้เป็นวัดต้นแบบในการบริหารจัดการเรื่องเงิน เพราะที่ผ่านมามีวัดหลายวัดที่ไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเงินทอนวัด ทำไมเจ้าอาวาสวัดมีเงินมากมายเป็นร้อยๆ ล้าน ซึ่งวัดป่าบ้านตาดเป็นตัวอย่างที่ดี ซึ่งพวกเราเข้ามาทำงานกันด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ใจซื่อมือสะอาด พระอาจารย์ท่านก็ไว้ใจเรา โดยเราจะทำให้เต็มที่ เต็มกำลัง เต็มความสามารถ ให้สมกับที่ท่านไว้วางใจให้เข้ามาทำในส่วนนี้ เรามาช่วยด้วยใจจริงๆ" นางอินถวา และนางยินใจ กล่าว

 

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 15 มิถุนายน 2561

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264