ตกหล่มการศาสนา !

 

รัฐบาลเก้าอี้ร้อนให้โฆษกออกมาชี้แจง

 

หลังอธิบดีกรมการศาสนาพูดแล้วไร้ผล

 

คนไม่เชื่อ !

 

 

 

อา..เซื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เซื่อ เพราะเซื่อจึงเฮ็ด แต่ที่ไม่เฮ็ดก็เพราะไม่เซื่อ กรณีรัฐบาลบิ๊กตู่ ออกอาการร้อนๆ รนๆ เรื่องที่มีคนพูดกันหนาหู ลือกันไปไกลว่า รัฐบาลไทยสมัยนี้เป็นนอมินีของศาสนาอื่น มุ่งหน้าทำลายล้างพระพุทธศาสนา แบบว่าถอนรากถอนโคน โดนตั้งแต่กรรมการ มส. ยันเจ้าอาวาสวัดทั่วประเทศ ถูกดองบัญชี ขณะที่ศาสนาอื่น โดยเฉพาะ "อิสลาม" นั้น ไม่เคยแตะ

 

 

เช่นว่า เมื่อเจ้าอาวาสรับเงินนิตยภัตเดือนละพันห้า ขณะที่หัวหน้ามัสยิดก็รับเงินเดือนพันห้า แต่ถามว่า ทำไมพระไทยโดนข้อหาในฐานะเจ้าพนักงาน ขณะที่มัสยิดต่างๆ ไม่มีการตรวจสอบ..อย่างเสมอหน้า

 

 

เช่นว่า รัฐใช้กำลังเจ้าหน้าที่นับร้อยๆ นาย ติดอาวุธ บุกรุก-ปิดล้อมวัด-จับพระสงฆ์ ซึ่งอ้างว่ามีปัญหาเรื่องเงินทอน ขอคำสั่งศาลออกหมายจับโดยไม่ใช้หมายเรียกก่อน ข้ามขั้นตอนเพื่อมุ่งหวังจะจับพระสึกหน้าศาล โดยใช้ "คำสั่งศาล" ที่ไม่อนุญาตให้ประกันตัวมาเป็นด่านเพชฌฆาต ซึ่งชงเรื่องโดย..ตำรวจ ขณะที่ปอเนาะหรือโรงเรียนนมุสลิมหลายแห่งในภาคใต้ ถูกเจ้าหน้าที่ความมั่นคงกล่าวหาว่าฟอกเงิน-เป็นแห่งฝึกผู้ก่อการร้าย ก็ยังไม่มีรายการปิดล้อม ล้อมจับ หรือสั่งปลดใครเลย แถมยังมีการชี้แจงว่า ให้โอกาสคืนเงิน แต่ถามว่า ทำไมไม่ให้วัดต่างๆ คืนเงินด้วย ถ้าไม่คืนก็ค่อยดำเนินคดี แบบนี้จึงจะถือว่าฟังขึ้น

 

 

 

 

 

สองมาตรฐานของรัฐบาลไทยในคดีเดียวกัน

 

 

 

 

 

 

 

ชุดในคุก "สามพรหม"

 

 

 

 

 

 

 

ชุดนอกคุก "สาม ผอ."

 

 

 

 

 

 

 

สองมาตรฐานของรัฐบาลไทย

 

 

เจ้าคุณจำนงค์ : ถูกตั้งข้อหาฉ้อฉลเงิน "ห้าล้าน" หนีออกนอกประเทศ รัฐบาลรีบยกเลิกพาสปอร์ต ส่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไล่ล่า ไล่ตั้งแต่พรมแดนไทย ลาว เขมร เวียตนาม แถมยังนำเจ้าหน้าที่เป็นคณะ บินด่วนไปถึงเยอรมนีขอตัวกลับมาลงโทษ ถึงไม่ได้ตัวกลับมา แต่ถามว่า หมดเงินหมดทองไปเท่าไหร่ กับมหกรรม "ขี่ช้างจับตั๊กแตน" ของรัฐบาลบิ๊กตู่

 

 

นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ : หนีไปสหรัฐอเมริกา ตั้งปีมะโว้ เป็นหัวโจกในคดีเงินทอนวัด ว่ากันว่าผลาญไปร่วม "พันล้าน" รัฐบาลเฉย ไม่ยกเลิกพาสปอร์ต ไม่ออกหมายจับ ไม่ส่งใครไปขอตัวกลับ ไม่ต่อรองให้เวลา "สามวัน" จากสองเดือนเหมือนพระพรหมเมธี นี่สงสัยว่านายนพรัตน์จะเป็นพ่อของบิ๊กตู่แต่ชาติก่อนหรือเปล่า เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจถึงได้เกรงใจ ไม่ยอมทำอะไร ?

 

 

เช่นว่า กรณีเงินทอนวัด รัฐก็พูดปาวๆ ว่ามีเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมมือกับพระเจ้าอาวาสหลายวัด ทำการฉ้อฉล จึงต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาด สั่งจับพระผู้ใหญ่สึกยัดคุกไปหลายรูป แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักพุทธ ที่มีชื่อเป็นจำเลย เช่น นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ นายพนม ศรศิลป์ นางสาวประนอม คงพิกุล เป็นต้น กลับไม่ถูกจับกุมคุมขัง ทุกคนยังอยู่สบายดี ที่สำคัญก็คือ นายนพรัตน์นั้น หนีคดีไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา รัฐบาลไทยก็ไม่ทำห่าอะไร แต่สำหรับพระพรหมเมธีแล้ว กลับใช้วิธีการ "ไล่ล่า" ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติถึงกับ "สั่งตำรวจทั้งประเทศ" ไล่จับพระเพียงรูปเดียว แถมตัว ผบ.ตร. ยังบินไกลไปถึงเยอรมนี เพื่อจะตามจับพระพรหมเมธีกลับมาสึกเข้าคุก เหมือนอีกสองพรหม

 

 

ฯลฯ

 

 

เรื่องแบบนี้ก็มีที่เทียบเคียง แบบว่ามีมูล ไม่งั้นหมาไม่ขี้ รัฐบาลควรจะรับฟังและพิจารณาหาเหตุผล ก่อนจะใช้อำนาจเข้าจัดการแบบเด็ดขาด เหมือนกับว่าพระเณรนั้นเป็นอาชญากรฆ่าคนตายปานนั้น วัดต่างๆ ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ไม่ได้แบ่งแยกดินแดน แต่แดนดินถิ่นนี้เป็นเมืองพุทธ มีวัดวาอารามคู่บ้านคู่เมืองมาตั้งแต่เริ่มสร้างกรุง แถมบูรพมหากษัตริย์ไทยทุกยุคสมัยก็ทรงผนวชผ่านมาแล้วทั้งสิ้น จะปฏิรูปอะไรก็ไมว่ากันอยู่แล้ว ใครๆ ก็อยากเห็นความเจริญก้าวหน้า แต่ว่าศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จะใช้แต่กฎหมายเหมือนโฆษกรัฐบาลไทยว่านั้น มีปัญหาแน่นอน

 

อย่างเช่นคำว่า "รัฐให้ความสำคัญกับทุกศาสนา" ถามว่า แปลว่าอะไร ? ศาสนาทุกศาสนามีสิทธิ์เท่าเทียมกันหมดอย่างนั้นหรือ ถ้าพุทธ คริสต์ อิสลาม เท่าเทียมกันหมด ต่อไป ถ้ามีการอ้างความเสมอภาคแล้วขอให้สร้าง "โบสถ์-สุเหร่า" คู่กับวัดพระแก้วด้วย รัฐจะตอบยังไง ต้องให้สร้างตามความเสมอภาคใช่ไหม ?

 

 

 

 

 

 

 

บิ๊กตู่ กำลังทำหน้าที่ผู้นำรัฐบาล

มิใช่ผู้นำชาวพุทธ ?

 

 

 

 

รัฐบาลยันดูแลให้ความสำคัญกับทุกศาสนา เตือนผู้ไม่หวังดีหยุดพฤติกรรมกุข่าวบิดเบือนหวังสร้างความแตกแยก

 

 

วันนี้ (9 มิ.ย. 61) พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่มีการแชร์ข้อความและภาพในโซเชียลมีเดียระบุ เหตุผลในการจับพระให้เป็นข่าวใหญ่ ก็เพื่อกลบข่าวการเปิดทำเนียบเลี้ยงละศีลอดเดือนรอมฎอน รวมทั้งรัฐบาลอนุมัติงบประมาณก่อสร้างมัสยิดหลายแห่ง เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นมุสลิม จึงให้ความสำคัญกับศาสนาอิสลามมากกว่าศาสนาพุทธนั้น เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดยมีผู้พยายามจะปล่อยข่าวบิดเบือนสร้างความสับสน ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรก ยืนยันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นับถือศาสนาพุทธ ซึ่งจะเห็นได้ว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้ที่ทำบุญตักบาตรอย่างสม่ำเสมอ และเข้าร่วมพิธีทางศาสนาเมื่อถึงโอกาสสำคัญ เช่น วันวิสาขบูชา ทั้งที่เป็นพระราชพิธีและภายในทำเนียบรัฐบาล และในฐานะผู้นำประเทศก็ดูแลให้ความสำคัญกับทุกศาสนา

 

ส่วนการจัดงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน ที่ทำเนียบรัฐบาลนั้น เป็นงานที่รัฐบาลจัดขึ้นเป็นประจำอย่างต่อเนื่องทุกปีตั้งแต่ในอดีตมา ไม่ใช่เพิ่งเริ่มในรัฐบาลนี้ เช่นเดียวกับงานเมาลิดกลางที่ผู้นำประเทศจะไปร่วมงานด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ การสนับสนุนงบประมาณให้แก่ศาสนาใด ก็จะมีกฎระเบียบและขั้นตอนที่ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีก็ตาม โดยศาสนาพุทธก็มีเงินอุดหนุนวัดเช่นกัน ดังที่เป็นข่าวอยู่ในปัจจุบันว่ามีบางวัดกำลังมีปัญหาเรื่องการทุจริตอยู่ในเวลานี้

 

"หากตรวจสอบข้อเท็จจริงจะพบว่า มัสยิดที่มีการก่อสร้างหลายแห่งนั้น ส่วนใหญ่ใช้เงินบริจาค หรืองบประมาณจากท้องถิ่น เช่น มัสยิดที่ จ.นนทบุรี ส่วนที่ จ.นครศรีธรรมราช ก็มีการอนุมัติงบตั้งแต่ปี 2555 ขณะที่ค่าตอบแทนของโต๊ะอิหม่าม อิหม่าม คอเต็บ และบิหลั่น ตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยนั้นอยู่ระหว่าง 1,000 3,500 บาท ไม่ใช่ 18,000 บาทต่อเดือน ตามที่มีการกล่าวอ้าง" พลโทสรรเสริญ กล่าว

 

ทั้งนี้ รัฐบาล ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือน และขอให้ผู้ไม่หวังดีหยุดพฤติกรรมบ่อนทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างศาสนา หากสืบทราบว่าผู้ใดเป็นต้นตอของการปล่อยข่าวเท็จ จะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

 

 

ที่มา : TNN : 10 มิถุนายน 2561

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264